เช้าวันต่อมาเมิ่งจิ่วซือลุกขึ้นเตรียมตัวตั้งแต่ฟ้ามืด นางให้หมัวมัวทั้งสองช่วยทำสำรับที่เอาไว้ใช้ทานในช่วงกลางวัน อาหารถูกเตรียมเอาไว้เป็นจำนวนมากเพียงพอต่อจำนวนคนสิบถึงยี่สิบคน หญิงสาวไม่ได้คิดที่จะไปเที่ยวสนุกเพียงแค่สามคนพ่อแม่ลูกแต่รองเท้าที่เตรียมไว้ยังมีเผื่อแผ่ถึงสาวใช้ทั้งสองและองครักษ์อีกหลายคู่เป่ยติ้งหรงอ๋องอุ้มบุตรสาวที่ตอนนี้สวมชุดกันหนาวที่มารดาตัดให้ ผ้าไหมสีแดงมีหมวกคลุมหัวตรงบริเวณชายเสื้อและบริเวณขอบหมวกตกแต่งด้วยขนจิ้งจอกนุ่มนิ่ม แขนทั้งสองข้างของนางโอบรอบลำคอของบิดาพร้อมกับซบหน้าลงที่ไหล่ของเขาเมิ่งจิ่วซือที่เดินออกมาถึงหน้าเรือนจึงได้เอ่ยถาม"เหตุใดจึงไม่ขึ้นไปรอบนรถเจ้าคะ""ข้ากับลูกรอเจ้า" ชายหนุ่มเอ่ยออกมาก่อนจะก้มหน้าอมยิ้ม ท่าทางของเขาทำให้เมิ่งจิ่วซือรู้สึกหงุดหงิดเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ก่อนจะก่นด่าเขาในใจหึ คนเจ้าเล่ห์แอบหลอกกินเต้าหู้นาง"เช่นนั้นก็รีบขึ้นรถม้ากันเถิดเจ้าค่ะ อากาศด้านนอกเย็นนัก""อื้ม หวาหวาพวกเราขึ้นไปบนรถม้ากันเถอะ""เจ้าค่ะ" เด็กน้อยพยักหน้ารับในขณะที่ทุกคนกำลังที่จะเตรียมตัวออกเดินทางอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า
การละเล่นรองเท้าเลื่อนน้ำแข็งในวันนี้กินเวลาไปจนกระทั่งถึงปลายยามเว่ย (บ่ายโมงถึงบ่ายสาม) ก่อนที่เมิ่งจิ่วซือจะออกความเห็นบางอย่าง"แถบนี้ไม่มีโรงเตี๊ยมที่มีบ่อน้ำร้อนหรือเจ้าคะ" เป่ยติ้งหรงอ๋องเมื่อได้ ยินภรรยาเอ่ยถามก็เลิกคิ้ว"เดิมทีบ่อน้ำร้อนหากถูกค้นพบจะต้องตกเป็นของราชวงศ์ ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่มีสิทธิ์ครอบครอง แต่หากเจ้าอยากจะลงบ่อน้ำร้อนก็ยังมีอีกที่หนึ่งจริงหรือไม่ชิงหลวน" ชายหนุ่มเอ่ยกับน้องชาย เสิ่นชิงหลวนที่รู้ว่าตนเองไม่มีทางปฏิเสธจึงทำได้เพียงพยักหน้าก่อนจะสั่งการคนของเขาให้ไปจัดการให้เรียบร้อยเพราะที่นี่เป็นชายแดนระหว่างแคว้นต้าซ่งและแคว้นหนานเฉิน นั่งรถม้าไปอีกชั่วยามก็ถึงที่พักที่มีบ่อน้ำร้อนนั่นแล้ว แต่เพราะเขาเองก็ไม่ค่อยได้ไปที่นั่นนักและนับว่าที่นั่นเป็นสถานที่พักลับ ๆ แห่งหนึ่งของแคว้นหนานเฉินมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้งานได้และหนึ่งในนั้นก็ยังมีเขาด้วย"เอ๊ะ! ทำไม..." เมิ่งจิ่วซือคิดที่จะเอ่ยต่อว่าเหตุใดคุณชายใหญ่เสิ่นจึงได้รู้จักสถานที่เช่นนั้นได้ ก็ไหนเป่ยติ้งหรงอ๋องกล่าวว่าชาวบ้านไม่อาจครอบครองหรือว่า... หญิงสาวมองดูเสิ่นชิงหลวนอีกครั้งก็นับว่าเป็นค
ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องของภรรยาก่อนจะได้พบกับองครักษ์คนสนิท"เรียนท่านอ๋อง คนผู้นั้นมาถึงแล้วขอรับ""อื้ม" ชายหนุ่มตอบกลับอย่างเย็นชา"ท่านอ๋องจะพบหรือไม่ขอรับ""คนของเขามาอีกแล้วหรือ?""ขอรับ แจ้งว่าต้องการพบท่านแต่หากท่านอ๋องไม่ต้องการพบ ข้าน้อยจะกลับไปแจ้งเดี๋ยวนี้ขอรับ" เป่ยติ้งหรงอ๋องนิ่งเงียบ ตลอดเวลาที่ผ่านมาชายผู้นั้นจงใจเข้าหาเขามาตลอดเป็นเขาเองที่คอยปฏิเสธที่จะพบหน้าเขาอยู่ร่ำไป เพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วภายหน้าเขายังต้องการให้คนผู้นั้นคอยช่วยปกป้องภรรยาและบุตรสาวของเขาตลอดไป เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อจากนี้เขาเองก็คงจะไม่อาจหลีกหนีความจริงที่ว่านี้ไปได้ตลอดชีวิต"ไปบอกคนของเขาว่าข้าจะไปพบ""ขอรับ ข้าน้อยทราบแล้ว"ชายหนุ่มเดินลัดเลาะพื้นที่ไปเรื่อย ๆ เขาย่อมคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดีด้วยเพราะเติบโตมาจากนอกวังทำให้ชายหนุ่มไม่ค่อยยึดติดและเคร่งครัดในธรรมเนียมที่น่าเบื่อนั่นเท่าใดนักเดิมทีแล้วเรื่องราวข่าวลือที่ว่าเขานั้นมิใช่พระโอรสของฮ่องเต้ตู๋กูหรูเซ่อแห่งแคว้นต้าซ่งนั้นแม้ว่าผู้คนจะคิดว่า อย่างไรข่าวลือก็ย่อมเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น หากแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าที่แท้แล้
หลังจากที่เป่ยติ้งหรงอ๋องจากมาไม่นาน เยี่ยอ๋องก็กระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมากก่อนที่องครักษ์จะเข้าไปประคองเขา"ท่านอ๋อง ทรงเป็นเช่นไรบ้างขอรับ""ข้าไม่เป็นไร""แต่ว่าท่านอ๋อง... จะไม่บอกเรื่องนี้กับเป่ยติ้งหรงอ๋องจริง ๆ หรือขอรับ" เยี่ยอ๋องหัวเราะที่มุมปาก ไม่จำเป็นต้องบอกเขาก็คิดว่าตู๋กูหรงเซ่อก็น่าจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้พยายามหลบเลี่ยงเขามาตลอ
วันต่อมาดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่ค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อยเมื่อเยี่ยอ๋องจะมารับสำรับกลางวันพร้อมกันกับครอบครัวของเป่ยติ้งหรงอ๋อง เมิ่งจิ่วซือพยายามสรรหาเมนูแปลกใหม่ให้พวกเขาได้ลองลิ้มรสก่อนจะจบลงด้วยไก่ตุ๋นเครื่องเทศที่เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายส่วนในตอนเย็นก็จะเป็นหม้อไฟหม่าล่ารสจัดจ้าน หลังจากเตรียมอาหารเสร็จก็เหลือเวลาอีกมากหญิงสาวจึงได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องย้อนกลับไปเมื่อคืนที่ผ่านมานางเฝ้าคิดหาวิธีในการจัดการกู่นางพญาจึงได้ตัดสินใจเข้าไปในช่องว่างมิติแล้วได้พบกับภูตน้อยจื่อรั่วอีกครั้ง
สำหรับการทานอาหารร่วมกันในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ดูเหมือนว่าเยี่ยอ๋องนั้นจะมีความสุขเป็นอย่างมาก ส่วนตู๋กูรั่วหวาก็เป็นเด็กช่างรู้ความทั้งยังช่างเอาใจทำเอาคนแก่เช่นเยี่ยอ๋องยิ้มไม่หุบ แถมยังดูเหมือนว่าเขาจะทานอาหารได้มากกว่าปกติอีกด้วย หลังจากที่แยกย้ายกันหวาหวาอาสาเดินไปส่งท่านปู่ของนางด้วยตนเองทำให้เยี่ยอ๋องมีความสุขมาก ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะดูเข้ากันได้ดีกว่าที่นางคาดการณ์เอาไว้"พรุ่งนี้ปู่จะมารับเจ้า พวกเราไปเดินเล่นที่หุบเขาอีกฝั่งกันดีหรือไม่?" ตู๋กูรั่วหวาพยักหน้าก่อนจะตอบไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำเอาหัวใจของผู้เป็นปู่มีความสุขเหลือล้น"ดีเจ้าค่ะ""ฮ่า ๆ เด็กดี ๆ เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยเจอกัน ปู่กลับละ""ท่านปู่เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ""เจ้าก็กลับเข้าไปได้แล้ว ระวังจะเป็นหวัด เจ้าพาท่านหญิงเข้าเรือนไปเสีย" เยี่ยอ๋องเอ่ยกับอาเป่าสาวใช้คนสนิทของหลานสาว"เพคะ" หญิงสาวรับคำก่อนจะรีบพาคนตัวเล็กกลับเข้าเรือนทันที เมื่อเดินเข้าเรือนมาเด็กน้อยก็เอ่ยขึ้น"ท่านอาเสิ่นไม่อยู่หรอกหรือ? เหตุใดตั้งแต่มาถึงที่นี่ข้าก็ไม่เห็นเขาแล้วล่ะ""บ่าวก็ไม่เห็นเช่นกันเจ้าค่ะ ดูเหมือนว่าคุณชายจะออกไปข้างนอกกระมัง
ก่อนจะถึงวันที่ต้องทำการรักษาเป่ยติ้งหรงอ๋อง ก็มีงานไหว้เทพเจ้าเดิมทีเมิ่งจิ่วซือต้องการใช้โอกาสบางอย่างเพื่อเข้าช่วยเยี่ยอ๋องหากแต่ในตอนนี้เนื้อเรื่องดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้วเมื่อเยี่ยอ๋องนั้นก็ดูจะคุ้นเคยกับบุตรสาวของนางเป็นอย่างมากก็คงจะหมดห่วงเสียทีแต่ยังคงมีอีกเรื่องที่นางไม่อาจวางใจนั่นก็คือการที่ซ่งรั่วอี้สามีของชุยฟางจะได้พบกับพระเอกของเรื่อง ก่อนที่อีกฝ่ายจะติดตามพระเอกไปยังแคว้นหนานเฉินด้วยกัน ภายหน้าคนผู้นี้จะกลายเป็นภัยต่อบุตรสาวของนางไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาวิธีไม่ให้สองคนนั้นได้พบหรือสร้างบุญคุณต่อกันเด็ดขาดนางพอจะจดจำได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดในช่วงตอนกลางวัน ก่อนจะสั่งให้สาวใช้ไปเตรียมตัวแล้วตั้งใจจะไปชักชวนสามีของนางให้ไปด้วยกัน ระหว่างทางที่เดินไปยังเรือนรับรองก็ได้พบกับชายหนุ่มกำลังยืนอยู่กับเว่ยเหนียง เมิ่งจิ่วซือกำลังจะเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่หากแต่อยู่ ๆ เว่ยเหนียงก็โผเข้ากอดร่างของเป่ยติ้งหรงอ๋อง เมื่อเห็นเช่นนั้นร่างบางจึงได้หยุดชะงักไม่ได้เดินเข้าไปใกล้อีกพร้อมกับเดินหันหลังจากมาทางด้านเว่ยเหนียงได้แต่ยกยิ้มก่อนจะผละออกจากร่างของชายหนุ่มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อ"ขออ
ทางด้านเมิ่งจิ่วซือที่ลืมตาขึ้นมาก็พบกับความว่างเปล่าบุตรสาวที่ควรอยู่ข้าง ๆ กลับหายไปท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านไปมา หัวคิ้วของนางขมวดแน่นก่อนจะเอ่ยถามสาวใช้ทั้งสองด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด"คุณหนูเล่า?" อาฉือและอาเป่าต่างมองหน้ากันก่อนจะหันมาส่ายหน้า ใบหน้าของพวกนางดูตกใจเป็นอย่างมากเมื่อครู่นางยังกำชับให้คุณหนูยืนรอตรงนี้ห้ามไปไหนอยู่เลย เหตุใดเผลอครู่เดียวคุณหนูของนางก็หายไปแล้วเสียเล่า"พวกเจ้ารีบสั่งให้คนของเราออกตามหาคุณหนูเร็วเข้า!" เมิ่งจิ่วซือสั่งการสาวใช้ทั้งสอง ก่อนที่ร่างบางจะรีบสาวเท้าก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ของวัดในทันที ดวงตาของนางเฝ้าคิดว่าเจ้าตัวเปี๊ยกจะไปที่ใด ในขณะนั้นเองนางก็มองเห็นร่างสูงของใครคนหนึ่งเข้า เขาคือซ่งรั่วอี้สามีของชุยฟางขาข้างหนึ่งที่ไม่ดีทำให้ชายหนุ่มเดินได้อย่างเชื่องช้าในขณะที่ชุยฟางก็เอาแต่หันมาก่นด่าชายหนุ่มไม่หยุด เดิมทีนางอยากจะตามสองคนนั้นไปเพียงแต่ตอนนี้การตามหาบุตรสาวดูเหมือนว่าจะสำคัญยิ่งกว่า"แยกย้ายกันออกไปตามหาคุณหนูให้เจอ" เมิ่งจิ่วซือหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้ทั้งสอง ก่อนที่ตนเองจะเดินแยกออกไปอีกทาง ภายในใจก็ได้แต่ภาวนาขอให้เด็กน้อยอย่าได้บังเ
เผิงฮองเฮายืนมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีและฮ่องเต้แห้งแคว้นต้าซ่งด้วยแววตาเรียบนิ่ง ภายหลังจากวันที่นางเริ่มต้นที่จะดำเนินแผนการในขั้นตอนสุดท้าย นางก็ได้สั่งให้ยายเฒ่าลู่อาหลางวางยาพิษแก่ฝ่าบาทก่อนที่อีกฝ่ายจะล้มป่วยลงแล้วนางก็ว่าราชการหลังม่านแทนในวันนี้จะเป็นการประกาศราชโองการแต่งตั้งให้โอรสองค์รองของนางขึ้นรับตำแหน่งองค์รัชทายาท ก่อนที่จะมีคำสั่งตัดสินโทษเป่ยติ้งหรงอ๋องในคราวเดียวกันไม่ว่าอย่างไรโอรสองค์โตผู้นี้ก็ไม่สามารถที่จะเก็บไว้ได้"ท่านพ่อมีคำสั่งว่าอย่างไรบ้าง" เผิงฮองเฮาเอ่ยกับหมัวมัวคนสนิท"นายท่านให
ทางด้านตู๋กูรั่วหวาที่นั่งแอบอยู่ในพุ่มไม้มานานกว่าชั่วยาม นางไม่กล้าเสี่ยงออกไปจากตรงนี้เพราะกลัวว่าพวกมันจะย้อนกลับมาแล้วพบนางและน้องชายเข้า หากเป็นเช่นนั้นด้วยเรี่ยวแรงที่มีคงไม่อาจต่อสู้กับทหารเหล่านั้นได้เป็นแน่ มิสู้อยู่รั้งรอตรงนี้ให้ท้องฟ้ามืดลงสักหน่อยแล้วค่อยออกจากที่ซ่อนจะดีเสียกว่าเมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ได้แต่อดทนรอจนกว่าท้องฟ้าจะมืดลงจ๊อกกกแต่แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดเสียงบางอย่างดังขึ้น ตู๋กูรั่วหวาหันหน้ากลับไปมองตามเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ก่อนจะเห็นน้องชายตัวน้อยนั่งทำตาปริบ ๆ อย่างน่าเอ็นดู พร้อมกับเสียงท้องร้องที่บ่งบอกว่าหิวมากแล้ว
หลังจากที่เป่ยติ้งหรงอ๋องถูกเชิญตัวไปที่ศาลอาญาเพียงชั่วยามอยู่ ๆ ก็มีเหล่าทหารรักษาเมืองจำนวนมากเข้ามาปิดล้อมจวนอ๋องของนางเอาไว้"พระชายาเพคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ มีคำสั่งให้ทหารรักษาเมืองเข้าปิดล้อมจวนอ๋องเพคะ" อาฉือเข้ามารายงานนายหญิงของตนหลังจากที่มีองครักษ์เข้ามาแจ้งว่ามีทหารรักษาเมืองเข้ามาปิดล้อมจวนอ๋องอย่างแน่นหนาแม้แต่มดสักตัวยังไม่สามารถผ่านเข้าออกได้"ปิดล้อมจวนงั้นหรือ? ด้านนอกเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่แล้วท่านอ๋องเล่าเป็นเช่นไรบ้าง""ไม่มีผู้ใดสามารถผ่านเข้าออกจวนได้เลยเพคะ ในตอนนี้จึงยังไม่ทราบว่าด้านนอกเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่" อาฉือเอ่ยรายงาน"ให้องครักษ์ที่ท่านอ๋องทิ้งไว้หาทางติดต่อกับคุณชายเสิ่นและท่านชายอันชิงที่อยู่นอกประตูเมือง""เพคะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เพคะ"ขณะนั้นเกาหมัวมัวก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อนใบหน้าของหญิงชรามีท่าทางตื่นตระหนก"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือ?""เชิญพระชายาเสด็จออกไปดูด้วยพระองค์เองเถิดเพคะ มีราชโองการมาเพคะ""ราชโองการ?" เมิ่งจ
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!อู่หมัวมัวรีบไล่เหล่าขันทีและนางกำนัลออกไปจากตำหนักจนหมดเมื่อเห็นว่าเผิงฮองเฮากำลังจะอาละวาด นางไม่ต้องการให้ผู้ใดมาเห็นหรือมาได้ยินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น"บุตรชายตัวดีของข้าอีกแล้วหรือ?""ฮองเฮาทรงเย็นพระทัยไว้เพคะ จะต้องมีทางแก้ไขอย่างแน่นอน" อู่หมัวมัวเอ่ยปลอบนายหญิงของตนเมื่อตอนกลางวันที่ยายเฒ่าลู่อาหลางได้เริ่มทำพิธีไสยเวทนั้นจู่ ๆ ก็ม
หลังจากที่พวกเขาขึ้นมาบนรถม้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พายุฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เมิ่งจิ่วซือรับผ้าจากมือสาวใช้ขึ้นมาซับที่ผมของลูก ๆ ของนาง สามีจึงได้เอ่ยขึ้น"เจ้ากับลูกอยู่ที่นี่อย่าได้ออกไปที่ใดเดี๋ยวพี่จะรีบกลับมา" กล่าวเสร็จเป่ยติ้งหรงอ๋องก็หันหลังเตรียมตัวที่จะลงจากรถม้าหากแต่ได้ยินเสียงภรรยาร้องเรียกจึงได้หยุดแล้วหันกลับมามอง"ท่านพี่!""หืม มีอันใดงั้นหรือ?""
วันงานพิธีด้วยเพราะฝนตกลงมาแล้วหากแต่งานพิธีได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้ทำให้การจัดงานพิธีขอฝนกลายเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองและขอบคุณเทพเจ้าที่ประทานฝนแทน ยังคงมีการร่ายรำของเหล่าเทพธิดาทั้งหลายโดยชุดการแสดงนั้นมีทั้งการบรรเลงดนตรีและการร่ายรำที่อ่อนช้อยตามที่ได้รับการฝึกมาอย่างหนักในงานพิธีวันนี้จัดขึ้นที่ลานประลองนอกวังหลวงขุนนางทั้งหลายไม่ว่าจะระดับใดล้วนสามารถพาคนในครอบครัวเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ได้ ทั้งยังอนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ได้เช่นกันโดยจะถูกจัดพื้นที่ให้อยู่กันคนละส่วนกับเหล่าขุนนาง ซึ่งในบรรดาขุนนางก็ยังถูกจัดที่นั่งให้ตามลำดับขั้นและตำแหน่ง
วันงานคัดเลือกเทพธิดาล้วนได้รับความสนใจจากเหล่าสตรีชนชั้นสูงทั่วทั้งเมืองหลวง ด้วยว่าต้องการให้ลูกหลานของตนนั้นมีหน้ามีตาเพิ่มมากขึ้นหากแต่ข่าวการมาถึงเมืองหลวงของเป่ยติ้งหรงอ๋องนั้นดูจะได้รับความสนใจยิ่งกว่า เมื่อขบวนรถม้ายาวนับลี้เดินทางผ่านประตูเมืองเข้ามาเหล่าทหารนายกองต่างพากันตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตกใจสิ่งใดก่อนระหว่างการที่เป่ยติ้งหรงอ๋องนั้นเสด็จมาถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยหรือควรตื่นตกใจเรื่องที่เมื่อขบวนรถม้าของเป่ยติ้งหรงอ๋องมาถึงเมืองหลวงท้องฟ้ากลับตั้งเค้าเมฆฝนดำทะมึนก่อนจะโหมกระหน่ำตกลงมาอย่างหนักในไม่กี่เพลาต่อมา ทำเอาประชาชนทั้งหลายต่างพากันสรรเสริญพระบารมีของเป่ยติ้งหรงอ๋องที่มีต่อแคว้นต้าซ่ง ทั้งยังมีข่าวลือว่าเป่ยติ้งหรงอ๋องคือโอรสสวรรค์ที่แท้จริงสร้างความไม่พอใจให้กับเผิงฮองเฮาที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง
ฮองเฮามีรับสั่งให้หมอเทวดาลู่อาหลางเข้าให้การรักษาฝ่าบาทจนกระทั่งหลายวันผ่านไปอาการของฝ่าบาทก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แม้ในตอนแรกเหล่าบรรดาหมอหลวงจะมีการคัดค้านหากแต่เมื่อเวลาต่อมาพระอาการของฝ่าบาททรงดีขึ้นพวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดกันอีก แม้ว่าเหล่าขุนนางจะรู้สึกคับข้องในใจไม่น้อยเกี่ยวกับการรักษาที่เป็นความลับไม่ยอมเปิดเผยต่อพวกเขาก็ตามหากแต่สุดท้ายเพราะอำนาจของตระกูลเผิงทำให้พวกเขาจำเป็นจะต้องเงียบปากไปเสียดื้อ ๆ ทางด้านหมอหลวงที่ให้การรักษาฝ่าบาทมาตลอดเองก็รู้สึกคับข้องใจเป็นอย่างมาก หมอเทวดาลู่อาหลางผู้นั้นมิรู้ว่าใช้สิ่งใดรักษาฝ่าบาทจึงได้ดีวันดีคืนราวกับไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน แม้ว่าจะมีข้อสงสัยอยู่มากแต่เขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยออกมาจนกระทั่งในวันหนึ่งที่ต
ทางด้านวังหลวง แคว้นต้าซ่งหมอหลวงต่างพากันวิ่งวุ่นชุลมุนเพราะสาเหตุที่อยู่ ๆ ฝ่าบาทก็เกิดอาการประชวรขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยที่ยังหาสาเหตุมิได้"เป็นเช่นไร ฝ่าบาทป่วยเป็นอันใดกันแน่?""ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทชีพจรไม่คงที่ ลมหายใจแผ่วเบา น่าจะเกิดจากการสะเทือนพระทัยเรื่องข่าวลือของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงที่เดิมทีก็หาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ เพียงแต่อาการที่ตรวจพบก็เป็นเช่นที่เขากล่าวทูลฮองเฮาไปจริง ๆ เช่นนั้นเขาจึงคาดการณ์ว่าเรื่องนี้คงจะเกี่ยวกับข่าวลือของเป่ยติ้งหรงอ๋องไม่มากก็น้อย