15พลาดพลั้ง ขนาดสตรีที่ถูกสั่งห้ามออกเรือนเช่นฟ่านซีอิ๋งยังทราบเรื่อง บุรุษผู้เก่งกาจทั้งสองมีหรือจะไม่ทราบ “จะเรียกว่าคุณหนูซิวฉลาดหรือชั่วช้าดี ปล่อยเรื่องราวฉาวโฉ่ของสหายออกมาเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่ตนเองถูกบุรุษโอบกอดหน้าโรงเตี๊ยม” “เจ้าอย่าแสร้งเป็นบัณฑิตด่าทอผู้อื่นไม่เป็นเลย คนตระกูลซิวชั่วช้าก็คือชั่วช้า จะมาเอ่ยวาจาให้ดูดีด้วยเหตุใด” ชินอ๋องซื่อจื่อเอ่ยด้วยท่าทางรำคาญ “ดูเหมือนการจัดการเก็บกวาดของซิวเมิ่งหยวนจะไม่อาจดูแคลนได้” “อืม หากเราไม่ทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้วก็คงไม่ได้สนใจ คิดว่าชายหน้าบากผู้นั้นโดนคนคิดแค้นจึงถูกสังหาร” คังซืออี้ยกชาขึ้นจิบ “ก็ใครจะคิดว่าฉากหน้าของผู้ใจบุญแท้จริงจะเป็นเช่นนั้น” ฟ่านไห่ถิงกล่าว “ในงานเลี้ยงจวนราชครูเจ้าคงต้องระวังให้มาก ข้ากลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีกับซีอิ๋ง” เขารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก “เจ้าอย่าได้ห่วง แล้วเจ้าเล่าไม่เปลี่ยนใจไปร่วมงานด้วยกันหรือ” “ข้าจะลอบเข้าไปสืบในห้องทำงานของราชครูซิว ยามจวนมีงานเลี้ยงเวรยามย่อมหละหลวมง่ายต่อก
‘ฟ่านซีอิ๋ง เจ้ามีดีอันใด เหตุใดแม้แต่องค์รัชทายาทยังจ้องมองเจ้าไม่วางตา’ นางสู้อุตส่าห์จัดที่นั่งให้ไกลสายตาของผู้สูงศักดิ์แต่นอกจากสตรีผู้นั้นยังไม่ทุกข์ร้อนหรือแสดงสีหน้าไม่พอใจแล้ว องค์รัชทายาทยังเอาแต่ปรายตามองมันอยู่บ่อยครั้ง ‘วันนี้หากเจ้าไม่ได้รับความอับอาย ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้ากลับจวนเป็นแน่’ ซิวลู่หลินจ้องมองคุณหนูจวนเจ้ากรมยุติธรรมด้วยสายตาอาฆาตแค้น พลันนึกถึงภาพในงานเทศกาลดอกไม้ไฟที่มันยืนเคียงคู่กับชินอ๋องซื่อจื่ออยู่ด้านบนของโรงเตี๊ยม แววตาที่เขามองมันทำให้นางริษยาจนแทบกระอักเลือด ที่ผ่านมานางทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ในสายตาเขา แต่สตรีชั่วช้าผู้นั้นกลับฉกฉวยโอกาสอาศัยที่เป็นน้องสาวของฟ่านไห่ถิง สหายคนสนิทของเขา ล่อลวงและยั่วยวนจนชินอ๋องซื่อจื่อหลงใหล จนเขาหลงผิดไปพึงใจมัน ทำให้นางต้องชอกช้ำเสียใจ มาวันนี้นางที่ได้เห็นพระพักตร์ขององค์รัชทายาทจึงหมายมั่นปั้นมือจะคว้าตำแหน่งพระชายาของเขาให้ได้ แต่ฟ่านซีอิ๋งกลับกล้าเสนอหน้ามาแย่งความสนใจไปอีก ‘หากสตรีอื่นจะมาเป็นฮูหยินของพี่ใหญ่ นางย่อมมีใจนึกสงสาร แต่หากคนผู้นั้นเป็
“คุณหนูฟ่านได้โปรดเมตตา เป็นข้าอบรมสาวใช้ไม่ดี จึงพลาดพลั้งทำน้ำชาหกรดอาภรณ์ท่าน” ซิวลู่หลินรีบคุกเข่าลงตรงหน้า หากเป็นน้ำชาธรรมดาก็ว่าไป แต่นี่ชาร้อนหากนางไม่รีบลุกจากเก้าอี้ ป่านนี้บริเวณขานางคงแสบร้อนและเป็นแผลสร้างตำหนิแก่ร่างกาย “ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูฟ่านได้โปรดเมตตา” สาวใช้ผู้นั้นโขกหัวให้แรงขึ้นจนมีเลือดซึมออกมา “คุณหนูฟ่าน สาวใช้จวนซิวล่วงเกินท่านแล้ว ได้โปรดเมตตาพวกนางด้วย” เป็นซิวลู่หลินเอ่ยวาจา กล่าวเสียงเบาไม่เป็นกันหรืออย่างไร ยามนี้เห็นจะเป็นคุณหนูซิวนั่นแหละที่ทำให้เรื่องราวบานปลาย คุณหนูหลายคนต่างซุบซิบพลางกล่าวหาว่านางรังแกอีกฝ่าย ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เอาเถิดเห็นแก่สาวใช้ผู้นี้ทุ่มเทกับงิ้วฉากนี้จนหน้าผากปริแตก นางจะยอมแสร้งเป็นผู้มีจิตเมตตาก็ได้ แม้จะอยากเห็นซิวลู่หลินโขกจนศีรษะแตกก็ตาม “สาวใช้จวนซิวคงไม่ได้ตั้งใจ คุณหนูซิวลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เป็นอันใดมาก ดีที่ข้าเคลื่อนไหวคล่องแคล่วจึงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวหลบน้ำชาร้อน ๆ ที่คุณหนูซิวตั้งใจให้คนยกมาให้” ฟ่านซีอิ๋งเอ่ย
การที่สตรีวางแผนการจะทำลายชื่อเสียงอีกฝ่ายจะมีสักกี่วิธี หากไม่วางยาปลุกกำหนัดในของกินแล้วจับขังในห้องที่มีบุรุษ ก็แสร้งทำน้ำชาหกใส่แล้วพาไปเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนจะพาบุรุษสักคนตามไปคล้ายนัดพบกันในที่ลับตาคน หรือจะตีหัวให้สลบแล้วพาขึ้นเตียงกับบุรุษ ไม่ก็จะเป็นแสร้งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เอ่ยวาจายั่วยุผู้อื่นให้ลงมือทำร้ายตน แต่ดูจากวิธีการแล้วต่อจากนี้คงจะมีบุรุษสักคนเดินตามมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่างและคนผู้นั้นคงหนีไม่พ้นเจ้าซิวซือเย่ผู้ดีแต่ฉากหน้า เมื่อเดินมาถึงเรือนรับรองที่ดูเหมือนจะมีหลายห้อง สาวใช้คนสนิทของซิวลู่หลินก็ผลักประตูให้เปิดออกก่อนจะพาเข้าไปด้านใน “คุณหนูฟ่านรอบ่าวในห้องนี้ก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวจะไปหยิบอาภรณ์ผืนใหม่ของคุณหนูมาให้” “อืม” เมื่อนางรับคำสาวใช้ผู้นั้นก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เรียบร้อย ‘ว่างเปล่าไม่มีใครซ่อนอยู่’ ฟ่านซีอิ๋งคิดหลังจากที่สาวใช้ผู้นั้นออกไปนางก็เดินสำรวจจนทั่วห้อง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเรือนรับรองจริง ๆ เพราะไม่มีของใช้หรือสิ่งใดเลยเรียกได้ว่าเป็นห้องที่ว่างเปล
16แผนการยวนยางคืนสนอง “ซีอิ๋ง! เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่ พี่มาช่วยเจ้าแล้ว” เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยของบุรุษดังขึ้น ‘พี่ซืออี้!’ “ซีอิ๋ง พี่มาช่วยเจ้าแล้ว” “ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ” นางค่อย ๆ แหวกพุ่มไม้คลานออกจากใต้สะพานด้วยท่าทางอิดโรย “ดีใจเหลือเกินที่เจ้าปลอดภัย” เขาเอ่ยก่อนจะหน้าถอดสีเมื่อเห็นบริเวณขาของนางมีรอยเลือดไหลซึม “ท่านช่วยพาข้าออกไปจากที่นี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” มีเรื่องใดค่อยสนทนากันต่อจากนี้ “อืม” เขาตอบรับก่อนจะเข้าไปโอบอุ้มนางแล้วใช้วิชาตัวเบาออกจากจวนซิว ชินอ๋องซื่อจื่อพาสตรีในดวงใจไปที่ตำหนักอ๋องซึ่งอยู่ใกล้กว่าจวนฟ่าน เขาส่งเสียงเรียกหาหมอทันทีที่ถึงหน้าจวน “พี่ซืออี้ ท่านตัวเย็นเหลือเกิน” ฟ่านซีอิ๋งเริ่มเพ้อ “หากพี่ตัวเย็น เจ้าสัมผัสแล้วรู้สึกดีก็สัมผัสให้มาก” เขากล่าวเสียงอ่อนโยน เขารับรู้จากองครักษ์เงาขององค์รัชทายาทแล้วว่าคุณหนูฟ่านถูกพิษปลุกกำหนัด “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ” นางกล่าวพลางลูบไล้มือผ่านอกเสื้อเข้าไปด้านในอาภรณ์ แต่คล้ายจะยั
“พี่ซืออี้รบกวนยกฉากกั้นมาบังได้หรือไม่ บริเวณที่ข้าเจ็บอยู่ค่อนข้างสูง เกรงว่าต้องเลิกอาภรณ์ขึ้น” “ได้ ๆ ยกฉากกั้นมาบังเตียง” เขารับคำนางก่อนจะหันไปสั่ง เมื่อเห็นทุกอย่างเตรียมพร้อมเขาก็หันไปโบกมือไล่คนพวกนั้นออกไปจากห้อง ส่วนตนเองยืนเฝ้ามองนางอยู่ข้างเตียง “ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านหมอ” นางเอ่ยวาจาหยุดท่านหมอที่กำลังจะตรวจให้นาง “มีอันใด หรือเจ้ารั้งอาภรณ์ไม่สะดวก อยากให้พี่ช่วยหรือ” คังซืออี้เอ่ยถามน้องน้อยด้วยสีหน้าห่วงใย “พี่ซืออี้ได้โปรดไปอยู่หลังฉากกั้นด้านโน้นเจ้าค่ะ แล้วให้นางกำนัลมาช่วยเหลือข้าแทน” “แต่ว่า...” เป็นเขาช่วยไม่ได้หรือ เขาอยากเห็นว่าแผลของนางลึกหรือไม่ “แผลมันอยู่บริเวณต้นขา ข้าอายท่านเจ้าค่ะ” ดวงหน้าหวานซับสีระเรื่อ เจ็บก็เจ็บ ยังต้องมาเอ่ยวาจาบอกกล่าวเขาตามตรง “อีกไม่นานก็ตบแต่งกันแล้ว อย่าได้เขินอายเลย” “นะเจ้าคะพี่ซืออี้ ช่วยทำตามที่ข้าบอกเถิด ข้าเจ็บแผลมาก อยากให้ท่านหมอรีบรักษาแล้ว” นางกล่าวพลางทำหน้าออดอ้อนเขาด้วย “ก็ได้” เขาต
“อืม...พี่เสียใจ ไม่คิดว่าปิ่นล้ำค่าของพี่จะทำให้เจ้าเจ็บตัว ประเดี๋ยวพี่จะสั่งให้คนไปแจ้งไห่ถิงกับท่านน้าว่าเจ้าอยู่ที่ตำหนักพี่” คังซืออี้คล้ายจะลืมตัวก่อนจะรีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ท่านอย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนเรื่องเลยเจ้าค่ะ ที่แท้ปิ่นนี่เป็นของท่านจริง ๆ เรื่องนี้พี่ใหญ่ทราบหรือไม่” “ไห่ถิงทำปิ่นหาย พี่เลยนำของพี่มอบให้” “ปิ่นล้ำค่าอันนี้คงไม่ใช่ของพระมารดาของท่านหรอกนะเจ้าคะ” “ย่อมไม่ใช่” “เช่นนั้นท่านตั้งใจทำไว้ให้สตรีใดหรือเจ้าคะ” นางกล่าวพลางหรี่ตามองอย่างจับผิด “สตรีในดวงใจเช่นเจ้านั่นแหละ พอดีไห่ถิงทำปิ่นที่เตรียมไว้ให้เจ้าหาย พี่จึงมอบของพี่ให้แทน” เพิ่งเจอหน้ากันไม่กี่ครั้งหากเขามอบปิ่นให้นาง ไม่เพียงแต่น้องน้อยจะไม่รับ เกรงว่าทั้งสหายและท่านเจ้ากรมยุติธรรมคงเอ่ยห้ามไม่ให้นางรับ ‘พี่ไห่ถิงทำหายหรือท่านขโมยไปกันแน่เจ้าคะ’ หากไม่ได้เห็นเล่ห์กลที่ผ่านมาของเขานางก็คงไม่คิดเช่นนี้หรอก “ท่านพึงใจข้าตั้งแต่ก่อนหน้านั้นอีกหรือเจ้าคะ” คงไม่ได้จะบอกว่าพึงใจนางตั้งแต่เป็นก้อนแป้งอ้วนกล
“เปิดประตู” คังเฟยหลงเอ่ยวาจาสั่งการทันที “พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงตอบรับประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นบุรุษสองคนและหนึ่งสตรีร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์กำลังเสพสังวาสกัน “น้องรอง!” เสียงของไท่จื่อคังเฟยหลงคล้ายกับทำให้องค์ชายรองคังเฟยหย่าที่กำลังจุมพิตอยู่กับบุรุษได้สติคืนมา ส่วนคุณหนูซิวที่กำลังถูกมือของบุรุษปรนเปรอความสุขให้ก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “กรี๊ด!” ซิวลู่หลินส่งเสียงร้องตกใจก่อนจะรีบคว้าอาภรณ์ที่ตกอยู่มาคลุมกาย ดวงตาที่จ้องมองกลุ่มคนสั่นไหว ส่วนองค์ชายรองก็รีบวิ่งเข้าหลังฉากกั้นไป “ชายอีกคนเป็นใคร เหตุใดเปิ่นไท่จื่อถึงเห็นเขาจุมพิตกับองค์ชายรองราวกับคนกำลังจะเสพสังวาสกันเช่นนั้น” องค์รัชทายาทตรัสถาม “เป็น...เป็น” ราชครูซิวไม่รู้จะตอบเช่นไร เพราะไม่ทราบจริง ๆ “เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงใกล้ชิดกับองค์ชายรองที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์เช่นนั้น ตอบเปิ่นไท่จื่อมา!” “องค์รัชทายาทได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยขอรับ กระหม่อมเป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่ตัดฟืนอยู่ในจวนซิวแห่งนี้ขอรับ”
โปรดปรานจนวาระสุดท้าย เวลาผ่านไปนานถึงยี่สิบห้าหนาว ฮ่องเต้คังเฟยหลงในวัยสี่สิบเจ็ด ป่วยและจากไปด้วยโรคประจำตัว แม้ในวังหลังจะมีสนมมากมาย แต่ทว่าฮ่องเต้กลับมีโอรสและธิดากับฮองเฮาเพียงสามพระองค์โดยสนมทุกคนจะถูกบังคับให้ดื่มน้ำแกงไร้บุตรก่อนที่จะเข้าถวายการรับใช้ ซึ่งฮ่องเต้จะเป็นผู้ยืนดูความเรียบร้อยด้วยตนเอง แม้จะมีฎีกาคัดค้านเรื่องนี้จากขุนนางมากมาย แต่ทว่าขุนนางเหล่านั้นก็จะโดนฮ่องเต้กล่าวหาว่ามักใหญ่ใฝ่สูงหวังอยากเป็นพระอัยกาของฮ่องเต้พระองค์ถัดไปทั้งคิดจะกลืนกินราชวงศ์ สุดท้ายจึงไม่มีใครกล้าโต้แย้งพระประสงค์ของฮ่องเต้ด้วยกลัวว่าจะต้องโทษกบฏ องค์ไท่จื่อที่ได้รับการแต่งตั้งจึงเป็นองค์ชายใหญ่ ส่วนองค์ชายรองก็รับหน้าที่ส่งเสริมพี่ชายโดยได้รับตำแหน่งอ๋อง และองค์หญิงก็ได้แต่งกับท่านราชบุตรเขยซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งสามพี่น้องรักใคร่เกื้อกูลกันเนื่องจากประสูติจากครรภ์ของฮองเฮา “ชินอ๋องซื่อจื่อแจ้งว่ายามได้รับทราบข่าวของพระองค์ ชินอ๋องและพระชายารีบเร่งเดินทางออกจากเมืองจิ่นเฟิงเพคะ” “อืม...แต่เจิ้นคงรอพวกเขาไม่ไหวหรอก อย่างไรฝากขอโทษพวกเขาด้ว
“อืม” คังซืออี้หน้าตึงไม่ค่อยพอใจอยู่บ้างที่เห็นพระชายาของตนส่งยิ้มให้โอรสสวรรค์ “ซีถิง อากลับก่อนนะ เอาไว้วันหน้าอาจะนำของเล่นมามอบให้” “พ่ะย่ะค่ะ” เด็กน้อยวัยห้าหนาวตอบรับเสียงอ่อน “ฟู่กงกง ส่งเสด็จฮ่องเต้” “เชิญพ่ะย่ะค่ะ” ฟู่กงกงรีบมาทำหน้าที่ พลางคิดว่าคงจะมีแต่ตำหนักนี้กระมังที่ให้ขันทีเป็นคนออกไปส่งฮ่องเต้ที่หน้าตำหนักหาใช่เจ้าของตำหนัก คล้อยหลังโอรสสวรรค์แล้ว พระชายาฟ่านก็หันหน้ามาจ้องหนึ่งบุรุษ หนึ่งเด็กน้อยที่หน้าตาคล้ายคลึงกันยิ่งนัก ไหนจะท่าทางก้มหน้าเล็กน้อยแล้วช้อนตาขึ้นมองเพื่อเรียกร้องความน่าสงสารนั่นอีก ‘สมแล้วที่เป็นพ่อลูกกัน’ นางเกือบเผลอยิ้มออกมาก่อนจะแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม “ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้เป็นท่านพ่อที่ผิดนะขอรับ ลูกเพียงแต่น้อยใจ...” “บิดาเจ้าเพียงห่วงใยมารดา จึงไม่อยากให้เจ้าไปรบกวน พ่อผิดที่ใด” “หยุดเอ่ยวาจาเลยเจ้าค่ะ นับตั้งแต่นี้ชินอ๋องและชินอ๋องซื่อจื่อจะต้องย้ายไปอยู่เรือนท้ายตำหนักและถูกกักบริเวณเป็นเวลาสามวันห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนท้
“ข้าคิดดีแล้วขอรับ ท่านอามาเป็นสามีใหม่ของมารดาข้าเถิด ข้ายินดีจะเรียกท่านว่าบิดาอย่างไม่อิดออด” “หน๊อย! เจ้าเด็กนี่ เฟยหลงเจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” ชินอ๋องร้องโวยวายเมื่อถูกน้องชายจับตัวไว้หวังช่วยเหลือเจ้าเด็กมากมารยา “ท่านพี่ใจเย็น ๆ ก่อนเถิด ซีถิงยังเยาว์วัยนักท่านอย่าได้ถือสาเขาเลย” “ท่านพ่อคนใหม่ ช่วยข้าด้วยขอรับ เห็นหรือไม่ บิดาคนเก่าของข้าใจร้ายเพียงใด” ท่าทางก้มหน้าเล็กน้อยพลางตอบเสียงอ่อน ทำให้ผู้ใหญ่เอ็นดูได้ไม่อยาก แต่ยกเว้นบุรุษที่เจ้ามารยาไม่แพ้กันเช่นชินอ๋อง “หยุดเอ่ยเรียกผู้อื่นว่าบิดาได้แล้ว มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้า” คังซืออี้รู้สึกอยากลงโทษบุตรชายก็คราวนี้ จะมารยาเรียกร้องความสนใจเช่นไรเขาไม่นึกถือสา แต่หากคิดจะหาบุรุษมาให้ชายาของเขา เขามีหรือจะยอม “จะลงโทษซีถิงด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” ฟ่านซีอิ๋งเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง นางถูกสาวใช้คนสนิทปลุกให้ตื่นหวังให้มาห้ามทัพระหว่างบุรุษทั้งสอง ด้วยกลัวว่าท่านอ๋องน้อยจะถูกลงโทษเพราะไปยั่วโทสะบิดาเข้า เรื่องที่แตะเกล็ดมังกรย้อนของชินอ๋องผู้นี้เห
“ท่านอ๋องสั่งไว้ว่าไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนขอรับ” “บังอาจ! พวกเจ้าไม่เห็นข้าเป็นนายหรือ” เด็กน้อยวัยห้าหนาวยืนกอดอกจ้องทหารยามด้วยสายตาดุ แต่ในสายตาผู้อื่นกลับดูน่ารักไปเสียได้ “ย่อมเห็นขอรับจึงไม่อยากให้ท่านอ๋องน้อยต้องถูกท่านอ๋องลงโทษที่ขัดคำสั่ง” “ปล่อย...” ชินอ๋องซื่อจื่อตัวน้อยยังส่งเสียงร้องโวยวายไม่ทันจบก็ถูกบุรุษตัวโตปิดปากแล้วอุ้มให้ออกห่างจากเรือน “ชายาข้ากำลังพักผ่อน เจ้าอย่าได้ส่งเสียงรบกวนนาง” เรียกได้ว่าเพิ่งได้นอนเมื่อตะวันฉายแสงจะดีกว่า ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาทั้งรักและโปรดปรานนางยิ่งนัก ทันทีที่ร่างเล็กถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เจ้าตัวน้อยก็กอดอกแล้วต่อว่าผู้เป็นบิดาทันที “ท่านพ่อใจร้าย ไม่ยอมให้ข้าเจอท่านแม่เลย” “ซีถิง เจ้าโตแล้ว เป็นบุรุษจะทำตัวเป็นลูกแง่เกาะติดมารดาตลอดไปไม่ได้ ในภายหน้าเจ้าจะได้เป็นชินอ๋องที่น่าเกรงขาม เห็นหรือไม่ บิดาทำไปเพื่อฝึกฝนเจ้า” คังซืออี้กล่าวพลางตีหน้าเคร่งขรึมหวังหลอกล่อบุตรชายให้หลงเชื่อ ทั้งที่จริงแล้วยามเดินทางเขาไม่ได้ใกล้ชิดนางดั่งใจต้องการ
หาคนรักให้มารดา เสียงร้องโวยวายของเจ้าก้อนแป้งวัยห้าหนาวดังลั่นเรือนพร้อมเจ้าตัวที่กำลังดีดดิ้นและพยายามช่วยเหลือตนเองจากการถูกหิ้วคอเสื้อจากทางด้านหลัง “ท่านพ่อ ปล่อยข้านะขอรับ ข้าจะไปหาท่านแม่” เด็กน้อยเอื้อมแขนสั้น ๆ ของตนพยายามแกะมือที่จับยึดคออาภรณ์ของเขา “ท่านแม่เจ้ากำลังพักผ่อนให้คลายจากความเหน็ดเหนื่อยเจ้าอย่าได้ไปรบกวน” “นี่มันยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วนะขอรับ” “แล้วอย่างไร มีกฎข้อใดไม่ให้ชายาข้าพักผ่อนในยามโหย่ว (17.00-18.59)” “ก็มันใกล้จะมืดค่ำแล้วขอรับ” ประเดี๋ยวอีกหนึ่งชั่วยามก็ต้องเตรียมตัวเข้านอนอีก “เจ้ายังเด็กนัก บิดาจึงไม่อาจบอกได้ว่าแท้จริงยามค่ำคืนคนที่เติบโตแล้ว ไม่ต้องเข้านอนก็ได้” “ท่านพ่อกำลังโกหกข้า อีกอย่างหากท่านแม่ทราบว่าข้ากำลังร้องเรียกหา ท่านแม่หรือจะเมินเฉย” “ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด ด้วยเหตุนี้พ่อจึงได้พาเจ้ากลับมาที่เรือนแยก แม่นม จือไห่ จือซวน จือหม่า จือหมิง” “เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” คนที่รออยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาพลางโค้งตัวรอรับคำส
“ในเมื่อพี่ตกลงกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าแล้ว ชั่วชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขพี่ย่อมมีเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียวในเรือนหลัง หากเจ้าลองสังเกตดี ๆ เจ้าจะพบว่านอกจากบิดาของพี่จะมีฮูหยินเพียงคนเดียวแล้ว สหายของพี่ที่เป็นถึงชินอ๋อง ก็ยังแต่งพระชายาคือน้องสาวของพี่เพียงคนเดียว ไร้อนุฯ หรือสาวใช้อุ่นเตียง บ่งบอกว่าพวกเราคนตระกูลฟ่านต้องการมีรักเดียวชั่วชีวิต” “นี่ท่าน!” หูเซียงเฟยตกใจยิ่งนัก มิคิดว่าเขาจะคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด “เช่นนั้นเจ้าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องข้อเสนอนั่นอีกเลย ในเมื่อการกราบไหว้ฟ้าดินของเราเกิดขึ้นเพราะความเต็มใจ” สิ้นเสียงเขาก็เชยคางมนขึ้นก่อนจะกดริมฝีปากทาบทับลงบนกลีบปากสีอ่อน ลิ้นร้อนบุกรุกโพรงปากนุ่มเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เขาจงใจทำให้นางคุ้นเคยกับสัมผัสของเขาจึงทำเพียงกินเต้าหู้นางเล็ก ๆ น้อย ๆ ลิ้นร้อนลิ้มรสความหวานจากโพรงปากนุ่ม ลิ้นเรียวเล็กของนางพยายามตอบรับสัมผัสของเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ยิ่งทำให้เข้าปรารถนาอยากจะกดนางลงบนเตียงแล้วทำให้นางกลายเป็นฮูหยินของเขาเต็มตัว “เซียงเซียง เจ้าหวานเหลือเกิน” เขากล่าวพลางจ้องมองนางด้ว
“ท่านพี่เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ” นางถามไถ่เขาเช่นนี้ทุกวัน นางช่างเป็นสตรีที่น่าอิจฉา ครอบครัวของสามีดีกับนางเหลือเกิน สามีหรือก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นบุรุษมักมากพร้อมรับสตรีเข้าเรือนมากมาย ทำให้นางยิ่งสำนึกในบุญคุณของเขา จึงพยายามปรนนิบัติดูแลเขาให้ดีที่สุด “เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง” “เช่นนั้นไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนกินข้าวดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ล่ะ อาบน้ำร้อนทุกวันไม่ดีกับร่างกายกระมัง เจ้ากินข้าวก่อนเถิด วันนี้พี่มีงานมากมายจึงมาบอกเจ้าว่าอย่ารอพี่เข้านอน เพราะพี่อาจจะนอนที่ห้องหนังสือเลย” “เจ้าค่ะ” ฮูหยินน้อยจวนฟ่านคล้ายจะรู้สึกผิดหวัง นางก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาเสียใจ “เช่นนั้นพี่ไปทำงานก่อนนะ” เขากล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป ไม่มีท่าทางหยอกเย้าหรือกินเต้าหู้นางเช่นทุกวัน” ‘เขาโกรธอันใดข้าหรือไม่’ ‘หรือเขาเบื่อหน่ายข้าแล้ว จึงพยายามหลีกเลี่ยงเช่นนี้’ หูเซียงเฟยไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเหตุใดถึงรู้สึกเสียใจเมื่อเห็นท่าทางเมินเฉยของเขา ในเมื่อเขาบอกว่าอาจจะไม่กลับมา นางจึงถ
“แต่หากเจ้าไม่อยาก...” เขากำลังจะบอกว่าไม่อยากฝืนใจนาง เขามีเวลาเป็นปีที่จะยั่วยวนจนนางหลวมตัวหลวมใจยินดีที่จะเป็นฟ่านฮูหยินตลอดไป “ท่านได้โปรดชี้แนะข้าด้วย” นางรีบกล่าวคล้ายกลัวเขาเข้าใจผิด ที่เขายอมรับข้อเสนอตบแต่งนางเป็นฮูหยินเอกนับว่ามีพระคุณกับนางยิ่งนัก “หากพี่สอน เจ้าจะหาว่าพี่หน้าไม่อายหรือไม่” “ไม่ว่าเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นลองสัมผัสมันดูหรือไม่ ทำความคุ้นเคยกับมันก่อน” น้ำเสียงที่แฝงด้วยยั่วเย้าและแววตาที่ล่อลวงทำให้นางหลวมตัวพยักหน้าตอบรับด้วยใจหนึ่งก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น แม้ก่อนออกเรือนมารดาจะนำหนังสือปกขาวที่เคยได้รับมามอบให้ แต่ทว่านางลองศึกษาแล้วยังไม่กระจ่างเท่าใด ทราบแต่เพียงว่าครั้งแรกจะเจ็บมากเท่านั้น “เจ้าค่ะ” นางตอบรับด้วยสีหน้าเขินอาย แต่ก็ยอมเอื้อมมือไปจับเจ้าสิ่งนั้นที่คล้ายผงกหัวเรียกนางอยู่ “เป็นอย่างไรบ้าง” “มันเหมือนมีชีวิตเลยนะเจ้าคะ” “เพราะมันปรารถนาอยากจะปลดปล่อยอย่างไรเล่า” “แล้วยามที่มันแข็งขึงเช่นนี้ ท่านปวดหรือไม่เจ้าคะ”
‘หากเจ้ายอมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ข้าฟังตามจริง ข้าอาจจะตบแต่งกับเจ้าตามข้อตกลงก็ได้’ ‘เช่นนั้นเราเปลี่ยนที่สนทนาได้หรือไม่เจ้าคะ’ ‘ย่อมได้’ เขากล่าวพลางวางตะเกียบลง ‘ท่านกินให้อิ่มก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ข้ารอได้’ อย่างไรกลับไปก็โดนหาเรื่องอยู่แล้ว หากนางจะกลับช้าอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป ‘เช่นนั้นก็รอข้า’ ‘เจ้าค่ะ’ หลังจากย้ายที่สนทนาแล้วนางก็เล่าเรื่องราวที่ตนต้องเข้าร่วมการคัดเลือกนางสนมของฮ่องเต้ ซึ่งพี่สาวที่เข้าเกณฑ์จะต้องเข้าร่วมเช่นกันกับฮูหยินรองที่ยามนี้ทำตัวเช่นฮูหยินเอกกดขี่นางและมารดา พยายามหาบุรุษมีตำหนิมาแต่งกับนางเพื่อจะได้ตัดคู่แข่งในการคัดเลือกนางสนมออกไป ซึ่งตัวหูเซียงเฟยที่ไม่ได้อยากเป็นสนมของฮ่องเต้ จึงคิดเลือกบุรุษสักคนด้วยความคิดที่ว่าหากต้องพลีกายให้กับใครสักคน นางขอเป็นคนเลือกเอง ทว่าสถานที่เลือกบุรุษของนางกลับเป็นร้านบะหมี่ข้างทาง ไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่คุณชายมักจะไปนั่งจิบชา ซึ่งนางให้เหตุผลว่าที่มาเลือกบุรุษในที่นี่ก็เพราะ ในสายตานางบะหมี่ร้านนี้รสเลิศกว่าอาหารในโรงเตี๊ยม แต่กลับถ