เจี่ยนอันอันตัดสินใจวางภารกิจของห้วงมิติเอาไว้ก่อนเรื่องธัญพืชห้าชนิดกับน้ำพุวิญญาณ อย่างไรก็ไว้ค่อยว่ากันเถอะเจี่ยนอันอันลุกยืนขึ้น ตรงไปอยู่ข้างกายหานซื่อ ก่อนเอ่ยกับเขาเบาๆ “เมื่อครู่ข้าเห็นนิมิตอีกแล้ว ตอนกลางวันที่หน้าประตูเมืองอินเป่ยจะมีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น พวกเขาล้วนเป็นคนที่ฮ่องเต้ส่งมาลอบสังหารคนทั้งสกุลของฉู่จวินสิง พวกเจ้าเฝ้าระวังไว้หน่อยเถิด” หานซื่อเพียงฟังจบ สีหน้าพลันก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา เขารีบนำคำเหล่านี้ บอกต่อไปยังทหารรักษาพระองค์พวกนั้นเจี่ยนอันอันตรงไปหาฉู่จวินสิงกับฉู่อันเจ๋อ นำเรื่องนิมิตที่ตนเห็นบอกแก่คนทั้งสอง ทั้งสองคนต่างเชื่อในความสามารถเห็นนิมิตของเจี่ยนอันอันอยู่นานแล้ว ใบหน้าของฉู่จวินหลุนก็ฉายแววเคร่งเครียดออกมาเช่นกัน ฉู่อันเจ๋อโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฮ่องเต้สุนัขพรรค์นี้เหตุใดจึงกัดพวกเขาไม่ปล่อยเสียที หานซื่อเห็นทุกคนต่างสงบจิตสงบใจลงได้บ้างแล้ว จึงได้ลุกยืนขึ้น แจ้งกำหนดการลงเขาเนื่องด้วยภูเขาลูกนี้ค่อนข้างสูงชัน เส้นทางลงเขาจึงลำบากตามไปด้วยคนทั้งกลุ่มเดินกันอยู่หนึ่งชั่วยามกว่า จึงลงจากเขาได้สำเร็จ ทหารรักษาพระอ
นายทหารนามว่าเฉินหย่งเหนียนผู้นี้ ปีนั้นยังเป็นลูกสมุนของเซิ่งฟาง ได้รับความช่วยเหลือและชี้แนะจากเซิ่งฟางไปก็ไม่น้อย ทว่านึกไม่ถึงว่าหลังเกิดเหตุสังหารหมู่ จะทำให้เซิ่งฟางกลายมาเป็นนักโทษหากไม่ใช่เพราะคนของเยียนอ๋องเข้าช่วยจนเขาลี้รอดมาได้เกรงว่าเขาในตอนนี้คงกลายเป็นวิญญาณไปนานแล้ว แต่สิ่งที่เซิ่งฟางคิดไม่ถึงก็คือ ในตอนนี้เขากลับมาแล้ว ทว่าเฉินหย่งเหนียนกลับไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไปเซิ่งฟางกุมกระบี่ในมือไว้แน่น ชี้ไปยังนายทหารบนหอประตูเมืองพลางพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “เฉินหย่งเหนียน เจ้าตั้งตารอเถอะ รอข้าเข้าไปยังเมืองอินเป่ยได้เมื่อไหร่ เจ้าศพไม่สวยแน่”เฉินหย่งเหนียนหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ไม่ได้เห็นเซิ่งฟางในสายตาสักนิด เจี่ยนอันอันปราดมองเฉินหย่งเหนียน ในใจก็เกิดแผนการณ์ขึ้นมา เวลานี้เอง หนึ่งในมือสังหารก็ได้มาถึงด้านหลังของฉู่จวินสิงแล้ว ปลายดาบกำลังจะแทงเข้าที่ร่างของฉู่จวินสิง ฉู่จวินสิงรับรู้ได้ถึงเจตนาฆ่า จึงรีบเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง ดาบเล่มนั้นจึงแทงเข้าที่พื้นแทนมือสังหารเห็นว่าฉู่จวินสิงบาดเจ็บสาหัส ไม่อยู่ในสภาพจะเอาคืนได้ ก็ยิ่งกำเริบเสิบส
หานซื่อไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงพยักหน้าให้กับฉู่จวินสิงเจี่ยนอันอันยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเหตุใดฉู่จวินจึงสิงต้องไว้ชีวิตเขาคนนั้น?ขณะที่เจี่ยนอันอันกำลังสงสัย นางก็ได้ยินเซิ่งฟางร้องเสียงหลง “เขา...เขาคือคนที่ช่วยข้าไว้เมื่อตอนนั้นไม่ใช่เรอะ!”เจี่ยนอันอันมองไปยังเซิ่งฟาง ก็พบว่าใบหน้าของเขาค่อยๆ ฉายแววประหลาดใจ แม้เจี่ยนอันอันจะไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรแน่ แต่นางก็พอจะรู้สึกได้รางๆ ว่าคนผู้นี้ดูท่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเขา ไม่นานคนกลุ่มนั้นก็บาดเจ็บล้มตายกันระเนระนาด เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังดันทุรังต่อต้าน หานซื่อและทหารรักษาพระองค์คนอื่นๆ ล้วนไม่ได้โจมตีคนใบหน้ามีแผลเป็นคนนั้น แม้พวกเขาจะมีข้อสงสัยในใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของฉู่จวินสิง ไม่นานมือสังหารที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนต่างก็ถูกเหล่าทหารรักษาพระองค์ฆ่าตาย ส่วนที่ถูกแทงจนบาดเจ็บ ก็นับว่าสูญเสียความสามารถในการสู้ไปแล้วพวกเขานอนกองอยู่กับพื้น แววตาโหดเหี้ยมมองมายังพวกของฉู่จวินสิง เหล่าทหารรักษาพระองค์ไม่ได้ให้พวกเขาได้มีลมหายใจอยู่ต่อ ต่างยกกระบี่ดาบเดียวจ้วงแทงคนทั้งหมดบัดนี้เหลื
เซิ่งฟางได้ยินประโยคนี้ก็โกรธจัด ยกกระบี่ในมือขึ้นหมายแทงเข้าใส่เฉินหย่งเหนียน ทหารหน้าประตูเมืองดูสถานการณ์แล้ว ต่างรีบยกเอาอาวุธในมือขึ้นคุ้มกันข้างหน้าของเฉินหย่งเหนียน “หยุดอยู่ตรงนั้น หากเจ้ากล้าเข้ามาอีกก้าว ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!” เซิ่งฟางโกรธจนทั้งร่างสั่นเทา คนที่ตอนนั้นเขาเคยให้ความเอ็นดู บัดนี้กลับปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเขม่นใส่กัน เจี่ยนอันอันก็สาวเท้าก้าวเข้ามา นางเอ่ยกับเซิ่งฟาง “ท่านเจ้าเมืองเซิ่งไม่ต้องรีบร้อนใจไป เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด” เซิ่งฟางมองไปยังเฉินหย่งเหนียนระคนหยามหยัน ก่อนถอยห่างออกมาเฉินหย่งเหนียนเมื่อเห็นเจี่ยนอันอันเข้ามา เขาก็กล่าวอย่างดูแคลน “แล้วเจ้าเป็นใครอีก ช่างบังอาจกล้ามาช่วยพูดแทนเขา!” ใบหน้าของเจี่ยนอันอันปรากฏความเย้ยหยันในเสี้ยวรอยยิ้ม นางไม่ได้พูดสิ่งใด ทว่ากลับนำสร้อยคอทองคำเส้นหนึ่งออกมาจากมิติ ด้านบนสลักไพลินสีฟ้าเป็นจี้ห้อยเฉินหย่งเหนียนไม่เข้าใจว่าเจี่ยนอันอันคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ เห็นแค่นางหยิบเอาสร้อยคอเส้นหนึ่งขึ้นมากวัดแกว่งไปมาเพียงเท่านั้น เฉินหย่งเหนียนรู้สึกแต่เพียงว่าเบื
“ยารักษาบาดแผลหลายขวดนี้ พวกเจ้าเก็บไว้ใช้ระหว่างทางเถิด” เจี่ยนอันอันหยิบเอายารักษาบาดแผลจำนวนหนึ่งออกมาจากมิติหานซื่อรับยารักษาบาดแผลมา ประสานมือคารวะเจี่ยนอันอัน “ขอบคุณคุณหนูใหญ่เจี่ยนยิ่งนัก”ทหารรักษาพระองค์หลายนายที่ได้รับบาดเจ็บ ต่างก็พากันประสานมือคารวะ แสดงคำขอบคุณอย่างล้นหลามรอจนทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นจากไปแล้ว เจี่ยนอันอันจึงเดินมาถึงหน้ารถม้า ในเมื่อหานซื่อไม่ต้องการนำเสบียงอาหารพวกนี้ไปด้วย นางก็ยินดีนำรถม้ากลับเข้าเมืองอินเป่ยเหล่าครอบครัวของฉู่จวินสิงที่ยืนออกันอยู่ในเมือง เมื่อเห็นเจี่ยนอันอันเดินเข้ามา ก็มีบ่าวรับใช้เข้ารับช่วงต่อภาระกุมบังเหียนรถม้าฮูหยินใหญ่ตรงเข้ามาหา เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล “อันอัน นายทหารพวกนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า? หากพวกเขารู้ว่าพวกเราให้ท่านเจ้าเมืองเซิ่งเข้ามาด้วย จะต้องคอยตามรังควานพวกเราเป็นแน่ เจ้าว่าเรื่องนี้ควรทำอย่างไรดี?” เจี่ยนอันอันตบเบาๆ บนแขนของฮูหยินใหญ่ หัวเราะน้อยๆ พลางตอบ “ฮูหยินใหญ่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีของข้า” เจี่ยนอันอันจัดแจงให้ทุกคนรออยู่ในเมืองไปก่อน ส่วนนางกลับมาหาพลทหารพวกนั้นอีกครั้ง ก่อนเอ่
ชายชราผู้นั้นเอื้อมมือมาดึงแขนเสื้อของเฉินหย่งเหนียนเมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดไม่จา“หย่งเหนียน เจ้าเป็นอะไรไป พูดอะไรบ้างสิ!”ครั้นเห็นว่าเฉินหย่งเหนียนยังคงปิดปากเงียบดังเดิม ชายชราก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาเฉินหย่งเหนียนเป็นคนที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก ในฐานะคนหมู่บ้านชิงสุ่ย เขาสุภาพกับชาวบ้านที่นี่มากแต่หลังจากกลายเป็นทหารของเมืองอินเป่ย เขาก็ไม่ค่อยกลับมาที่หมู่บ้านชิงสุ่ยอีกวันนี้กลับมาก็ไม่พูดไม่จาสักคำ ซ้ำยังพาคนมาเยอะขนาดนี้นี่เป็นครั้งแรกที่ชายชราเห็นเฉินหย่งเหนียนเป็นแบบนี้เจี่ยนอันอันเห็นชายชราเริ่มร้อนใจก็ช่วยสะกิดเฉินหย่งเหนียน“บอกไปสิ บอกไปว่าพวกข้าเป็นผู้ใด”หลังจากถูกเจี่ยนอันอันสะกิด เฉินหย่งเหนียนราวกับได้รับคำสั่งอย่างไรอย่างนั้น เขาเอ่ยว่า“ท่านปู่เฉิน คนพวกนี้คือเยียนอ๋องและครอบครัวของเขา พวกเขาถูกเนรเทศมายังเมืองอินเป่ยตามคำสั่งของฮ่องเต้ ข้าจำได้ว่าหมู่บ้านชิงสุ่ยของเรามีเรือนที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงพาพวกเขามา”ครั้นได้ยินว่าคนเหล่านี้ถูกเนรเทศมาที่นี่ตามคำสั่งของฮ่องเต้ชายชราก็ใช้ดวงตาขาวขุ่นของตัวเองจ้องมองไปที่ครอบครัวของฉู่จวินสิงเวลานี้ชาว
หลังจากที่ท่านปู่เฉินใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะจัดหาที่พักให้พวกเขาก่อนค่อยว่ากัน“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็ตามข้ามาเถิด”ท่านปู่เฉินพูดแล้วก็พาครอบครัวของฉู่จวินสิงเดินไปทางบ้านที่ไม่มีคนอยู่หลังนั้นทว่าคำพูดของท่านปู่เฉินกลับได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากชาวบ้านคนอื่นๆหญิงสาวผิวซีดตัวผอมนางนั้นวิ่งมาบังหน้าท่านปู่เฉินและขวางทางทุกคนไว้“ท่านปู่เฉิน ท่านจะให้พวกเขาอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยของเราไม่ได้”บุรุษที่จำเซิ่งฟางได้ผู้นั้นก็ร้องคัดค้านเช่นกัน“ใช่แล้วท่านปู่เฉิน พวกเขาเป็นผู้ใดมาจากไหนก็ไม่รู้ จะให้อยู่ที่นี่ไม่ได้”ชาวบ้านคนอื่นร้องเสียงดัง ต้องการขับไล่ครอบครัวของฉู่จวินสิงออกจากหมู่บ้านท่านปู่เฉินลำบากใจเช่นกันด้านหนึ่งก็เป็นผู้ถูกเนรเทศโดยราชโองการของฮ่องเต้ อีกด้านก็เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เขาไม่อยากล่วงเกินฝ่ายใดทั้งนั้นในตอนนี้เอง เฉินหย่งเหนียนที่นิ่งทื่อมาโดยตลอดก็พูดขึ้นว่า“ท่านปู่รีบพาพวกเขาไปที่บ้านหลังนั้นเถิด นี่เป็นราชโองการจากฮ่องเต้ พวกเราไม่อาจขัดขืน”คำพูดของเฉินหย่งเหนียนทำให้ชาวบ้านพวกนั้นเงียบเสียงทันที
เขามองเจี่ยนอันอันแล้วมองคนอื่นๆครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านจึงยอมเก็บเงินก้อนนี้เข้าสู่อกเสื้อ“ดีๆ ๆ นับจากวันนี้พวกเจ้าก็จงพักอยู่ที่นี่ หากวันหน้ามีปัญหาอะไร ก็มาหาข้าที่บ้านที่อยู่ทางสุดขอบตะวันตกของหมู่บ้านชิงสุ่ยได้ ที่นั่นคือบ้านของข้าเอง”เจี่ยนอันอันส่งยิ้มเห็นฟันให้อีกฝ่าย “เกรงว่าหลังจากนี้คงมีเรื่องต้องรบกวนท่านปู่เฉินเยอะมาก หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ”ท่านปู่เฉินเห็นเจี่ยนอันอันเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้มีรอยยิ้มซื่อๆ เผยออกมา“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เช่นนั้นข้ากลับก่อนล่ะ”หลังจากที่ท่านเฉินปู่กลับไป เจี่ยนอันอันจึงมองไปยังเฉินหย่งเหนียนที่ยืนอยู่ด้านข้างนางดีดนิ้วใส่เฉินหย่งเหนียนพลางพูดว่า “จำไว้ เจ้าเป็นคนพาพวกข้ามาที่นี่ด้วยความเต็มใจ หากมีผู้ใดถาม เจ้าก็ห้ามโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น”เฉินหย่งเหนียนพยักหน้าอย่างเหม่อลอยเจี่ยนอันอันปัดมือว่า “เจ้ากลับไปเถอะ ที่นี่ไม่มีธุระของเจ้าแล้ว”เฉินหย่งเหนียนทำความเคารพให้กับเจี่ยนอันอันแล้วสาวเท้ายาวๆ จากไปหลังจากที่เฉินหย่งเหนียนจากไป ฮูหยินใหญ่จึงค่อยมองห้องหับเหล่านี้นางมีสีหน้าเป็นกังวลสถานที่แห่งนี้ไม่อาจเทีย
เจียงหว่านเอ๋อร์นัยน์ตาแดงต่ำ นางไม่นำพาต่อการร่ำไห้ของเจี่ยนหลิงเยว่ พร้อมยื่นมือไปยังใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเสียงประตูถูกเตะอย่างแรง ยับยั้งการกระทำของนางไว้คนในห้องทั้งสี่คนต่างหันหน้าไปดูเห็นเพียงเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางคล้ายตั้งใจมาดูเรื่องสนุกบางอย่างกู้มั่วหลีไม่คาดคิดว่า จู่ๆ เจี่ยนอันอันจะมาปรากฏตัวในเวลานี้เพราะเขาตามหานางมาหลายวัน ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเมืองอินเป่ยก็ว่าได้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจี่ยนอันอัน จนแม้แต่ฉู่จวินสิงก็ไม่พบร่องรอยเขายังนึกว่าทั้งสองคนได้หายสาบสูญไปแล้ว มิคาดว่าคืนนี้จะมาปรากฏตัวที่จวนเป่าจวิ้นอีกช่างเป็นการได้มาโดยมิต้องเปลืองแรงโดยแท้“เจี่ยนอันอัน ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่จนได้” ขณะกู้มั่วหลีทักทายนั้น สีหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มมันเป็นสิ่งที่เจี่ยนหลิงเยว่รอคอยมาตลอด ว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเขาบ้างแต่กลับกลายเป็นรอยยิ้มนี้มิใช่ของนาง เขามอบให้เจี่ยนอันอันต่างหากความแค้นที่นางมีต่อเจี่ยนอันอัน จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินสิงซึ่งอยู่ข้างกายเจี่ยนอันอัน ก็ยิ่งตะลึงกับรูปโฉมสง่างามนั้นราวกับเทพบุตรก็ไ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางยืนกรานจะมาหาฉู่จวินสิง ได้ทำให้บิดาโกรธเคืองเป็นอย่างมากฉะนั้นแม้ยามนี้นางจะตายอยู่ในเมืองอินเป่ย บิดาก็คงไม่มาเหลียวแลแม้แต่น้อยจนวันนี้นางไม่ได้พบหน้าฉู่จวินสิงสักครั้ง แต่กลับมาอยู่กับกู้มั่วหลีแทนเดิมคิดว่ากู้มั่วหลีอาจจะดีต่อนางบ้าง เพราะคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา หากได้อยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักมิคาดว่ากู้มั่วหลีกลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นหากนางปรนนิบัติไม่เป็นที่ถูกใจเขา ก็จะถูกเตะลงเตียงได้ในบัดดลนางจึงรู้สึกเสียใจยิ่งที่มาเมืองอินเป่ย จนบัดนี้แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า ก็ยังไม่ห่วงความเป็นตายของนางเจี่ยนหลิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา“พอที อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นอีก นึกว่าข้าจะห่วงใยเจ้าหรือไร”น้ำเสียงตวาดของกู้มั่วหลี แทบทำให้เสียงสะอื้นของเจี่ยนหลิงเยว่จุกอยู่ในลำคอเจี่ยนอันอันยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแล้ว ในใจก็อดยิ้มหยันเสียมิได้“เจี่ยนหลิงเยว่ เจ้าโอหังนักมิใช่หรือ ในที่สุดก็ถูกกรรมตามสนองแล้ว”ขณะที่เจี่ยนอันอันเตรียมจะบ
มุมปากเจี่ยนอันอันกระตุกเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่ากู้มั่วหลียังใช้แผนชั่วกับนางอีกทั้งคู่ต่างสบสายตา ในที่สุดฉู่จวินสิงก็อุ้มเจี่ยนอันอันขึ้น พร้อมใช้วิชาตัวเบาะเหาะข้ามเถาวัลย์หนามบนพื้นไปเคราะห์ดีที่หน้าประตูห้องใหญ่ ไม่ได้ปูหนามไว้ ฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ ร่อนลง พร้อมวางตัวเจี่ยนอันอันลงด้วยทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เปิดประตูห้องพร้อมเบี่ยงกายเข้าไปภายในห้องไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่สักคนเจี่ยนอันอันมองสำรวจรอบข้าง แม้แต่ตามขื่อหลังคาก็ไม่เว้นเสียดายกู้มั่วหลีไม่อยู่ในห้องนี้ทั้งคู่จึงรีบถอยออกไป พร้อมปิดประตูสนิทจวนเป่าจวิ้นมีห้องหับมากมาย ทั้งคู่หาต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้มั่วหลีจนแม้แต่เจี่ยนหลิงเยว่ก็ไม่เห็นเช่นกันฉู่จวินสิงกล่าวเสียงเบา “ดูท่าพวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่”แต่เจี่ยนอันอันกลับคิดว่า คนเจ้าเล่ห์เช่นกู้มั่วหลี อย่างไรก็ต้องมีห้องลับอยู่ในจวนเป่าจวิ้นอย่างแน่นอนนางเคยถูกจับตัวมาอยู่นี่ จึงพอคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมบ้างนางแนบไปใกล้หูฉู่จวินสิง พลางกล่าวเสียงค่อย “ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปดู”ที่นั่นเคยเป็นห้องที่กักขังนางมาก่อนต
ฉู่จวินสิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ความคิดพวกเจ้าถูกต้อง ในเมื่อมาถึงเมืองอินเป่ยแล้ว ก็ต้องหาวิธีอยู่ต่อให้จงได้”“ส่วนทางข้าก็จะหาหนทางขยายอิทธิพลให้มากขึ้น ถึงตอนนั้นเราจะบุกไปเมืองจิงโจวด้วยกัน”“และถัดจากนี้ไป พวกเจ้าก็จงวางใจอยู่นี่ให้ดี”คำพูดของฉู่จวินสิง ถือว่าพูดให้คนอื่นฟังด้วยทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจ พร้อมช่วยกันขนย้ายผักและเสบียงต่างๆ เข้าไปยังห้องเก็บของหลังจากทำงานเสร็จ จึงได้พูดคุยสนทนากับเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่ออีกครู่ใหญ่ฉู่จวินสิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวอำลา“นายท่าน พวกท่านจะกลับแล้วหรือ คืนนี้พักที่นี่สักคืนก็ได้”“บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง พวกเราพออยู่กันเบียดเสียดได้บ้าง”เฉินเช่อชิงเอ่ยปากก่อน เขาไม่อยากให้ทั้งคู่กลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยในยามวิกาลเช่นนี้เจี่ยนอันอันโบกมือกล่าวตอบ “เรายังมีงานอื่นต้องทำ คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”“พวกเจ้าก็รีบพักผ่อนเสีย เราลากันตรงนี้”ทุกคนเดินส่งฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจนถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขึ้นรถม้าจากไปจึงหันหลังกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนทีนี้ค่อยโล่งใจหน่อย มีผักสดและเสบียงอีกมากมาย พวกเขาไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิ
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทุกคนจึงลุกขึ้นอำลาเซิ่งฟางเจี่ยนอันอันยังพะวงกับเรื่องที่จะไปเข้าเมือง นางเองก็ไม่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเมืองบ่อยครั้งนักคิดว่าวันนี้จะรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้น แล้วหลังจากนี้อีกหลายวันจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย เพราะถ้ากู้มั่วหลีก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก อาจกลายเป็นยุ่งยากจนยากจะรับมือได้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่างขึ้นรถม้า แล้วมุ่งไปทางตัวเมืองส่วนถังหมิงเซวียนกลับไปยังโรงเตี๊ยมเขานอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียทีเขาอยากให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว จะได้รีบไปหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วพักอยู่ที่นั่นเสียเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเหยียนซวงให้มากขึ้น ดั่งคำว่าน้ำตาลใกล้มดแต่เมื่อนึกถึงว่าบ้านของเหยียนซวง อยู่ติดกับบ้านของเสิ่นจือเจิ้งถังหมิงเซวียนก็อดรู้สึกเครียดในใจไม่ได้อีกเขานึกถึงคำพูดของเจี่ยนอันอัน เกิดวันดีคืนร้าย เสิ่นจือเจิ้งเห็นถึงความดีของเหยียนซวง เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแต่งงานกับนางแล้วจะทำอย่างไร?เขากับเหยียนซวงยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันอยู่ เพียงแต่การหมั้นหมายนี้ เกิดจาก
เขาก้มหน้าปรุงยาต่อไป หากสมุนไพรไม่พอก็ขอจากเจี่ยนอันอันอีกทั้งคู่ช่วยกันทำงานถึงช่วงบ่าย ในที่สุดยาถอนพิษสี่พันกว่าเม็ด ก็สำเร็จลุล่วงออกมาในขณะที่เซิ่งฟางได้ไต่สวนคดีเรียบร้อย หัวขโมยผู้นั้นได้โจรกรรมของของผู้อื่นจริงๆจึงถูกเซิ่งฟางส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำก่อนที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์กำลังจะอำลา เจี่ยนอันอันได้เรียกตัวเขาไว้“บ้านท่านมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน?”ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์ชะงักเล็กน้อย พร้อมมองหน้าเซิ่งฟางเซิ่งฟางแสดงท่าทีให้เขาตอบตามความจริงเขาจึงได้กล่าวตอบ “บ้านข้ามีทั้งหมดเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันได้ยินดังนี้ จึงหยิบยาถอนพิษออกมาเจ็ดเม็ด ส่งให้คนผู้นั้น“นี่คือยาถอนพิษ ท่านกินไปหนึ่งเม็ดก่อน ที่เหลือนำไปให้คนในครอบครัวได้กิน”คนผู้นั้นมองดูยาเม็ดในมือด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจถึงเจตนาของเจี่ยนอันอันเซิ่งฟางเห็นเข้าจึงกล่าวแทน “ในอำเภอไถหยางมีคนถูกวางยา ท่านรีบกินยาถอนพิษเร็วเข้า แม้ไม่ได้รับพิษก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน”“ส่วนที่เหลือก็นำไปให้คนในครอบครัวแบ่งกิน อย่ารอให้ถูกพิษแล้ว ค่อยวิ่งมาขอยาถอนที่นี่”ชาวบ้านผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ จึงรีบลนลานกินยา
เหล่าทหารรับคำสั่ง พร้อมรีบเดินออกจากอำเภอไปสำรวจจำนวนประชากรผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงได้กลับมาพร้อมรายงานต่อเซิ่งฟาง “เรียนใต้เท้า พวกเราได้ไปสำรวจมา ในอำเภอไถหยางปัจจุบันมีผู้คนทั้งสิ้นสี่พันหกร้อยสามสิบเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันพลันขมวดคิ้ว ลำพังแค่อำเภอไถหยางก็มีตั้งสี่พันกว่าคนแล้วหากพวกเขาล้วนถูกพิษ และไม่อาจเข้าถึงยาถอนพิษได้ทันเวลาจะต่างกับการกวาดล้างทั่วเมืองในอดีตที่ตรงไหน?เพียงแต่การกวาดล้างในหนนี้ มิได้เกิดจากน้ำมือฉู่ชางเหยียน หากแต่เป็นกู้มั่วหลีผู้เดียวคนบ้าที่สมควรตายผู้นี้ นอกจากเขาแล้ว เจี่ยนอันอันแทบนึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใด กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อีกนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าว “พี่เซิ่งฟาง ข้าต้องรีบปรุงยาถอนพิษ ถึงเวลาท่านค่อยสั่งให้ทหารนำไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอไถหยาง”“ผู้ได้รับพิษจะช่วยถอนพิษโดยเร็ว แม้ไม่ถูกพิษก็จะได้กินเพื่อป้องกันไว้”เซิ่งฟางรีบรับปากในบัดดลเจี่ยนอันอันรีบทำการปรุงยาทันที ฉู่จวินสิงเกรงว่านางจะเหนื่อย จึงให้คนของเซิ่งฟางยกเก้าอี้มานั่งดีที่บริเวณนี้มีเงาไม้พอให้ร่มรื่น เจี่ยนอันอันจึงไม่ถูกแดดแผดเผามากนัก
เซิ่งฟางกล่าวถึงตรงนี้ สายตาก็มองมาที่ใบหน้าของเจี่ยนอันอันคล้ายกันเหลือเกิน หน้าตาและรูปร่างของผู้หญิงคนนั้นล้วนคล้ายเจี่ยนอันอันอย่างยิ่งทว่าลักษณะของผู้หญิงคนนั้นมีกลิ่นอายยโสโอหังเพิ่มเข้ามาหลายส่วน“ข้าเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาค่อนข้างคล้ายเจ้า นอกจากนี้ระหว่างที่ข้าถาม นางยังบอกว่านางแซ่เจี่ยน”“ข้าเห็นว่าอาภรณ์ของแม่นางเจี่ยนผู้นั้นคล้ายเจ้ามาก นางคงไม่ใช่น้องสาวของเจ้าหรอกนะ”เจี่ยนอันอันแค่นหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ “นางเป็นน้องสาวของข้าจริงๆ แต่เป็นน้องสาวที่เกิดจากอนุภรรยา”คิดไม่ถึงว่าเจี่ยนหลิงเยว่จะมาปรากฏตัวในอำเภอไถหยางเมื่อเป็นเช่นนี้ กู้มั่วหลีจะต้องเคยปรากฏตัวในอำเภอไถหยางอย่างแน่นอนแต่ไม่รู้ว่าเขามาทำอันใดที่นี่?ขณะที่คนทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่ เจ้าหน้าที่ทางการก็พลันวิ่งเข้ามาหา“ใต้เท้า แย่แล้วขอรับ ตอนนี้เกิดเหตุวางยาพิษหมู่ในอำเภอไถหยางของพวกเรา”“พวกชาวบ้านกำลังร้องทุกข์อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ ท่านคิดว่าควรทำอย่างไรดีขอรับ?”“เจ้าว่าอะไรนะ!” เซิ่งฟางทะลึ่งตัวยืนขึ้นมาเกิดเหตุวางยาพิษหมู่ขึ้นในอำเภอไถหยาง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเซิ่งฟางไม่มีเวลา
พวกเขาล้วนแต่เป็นบุรุษ จะเอาแต่เกาะผู้หญิงกินไปตลอดได้อย่างไรแต่เจี่ยนอันอันกลับไม่คิดเช่นนี้ อย่างไรเสียพี่ใหญ่ก็ไม่เคยปลูกผักและธัญพืชมาก่อนนางกลัวว่าพี่ใหญ่จะปลูกของพวกนี้ได้ไม่ดีแต่เรือนหลังนี้กลับค่อนข้างกว้างขวาง มิสู้ให้พวกเขาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ในเรือน วันหน้ายังมีเนื้อไว้กินเจี่ยนอันอันคิดถึงตรงนี้ก็เอ่ยยิ้มๆ “พี่ใหญ่ ตอนบ่ายข้าจะเข้าเมือง ถึงตอนนั้นข้าจะซื้อลูกไก่ลูกเป็ดกลับมา”“ท่านกับเซียงเสวี่ยรวมถึงเสิ่นจืออวี้ก็เลี้ยงสัตว์ปีกพวกนี้ไว้ที่บ้านก็แล้วกัน”ลูกไก่ลูกเป็ดพวกนั้นเลี้ยงง่ายมาก แค่ให้อาหารพวกมันเล็กน้อยก็พอแล้วลูกไก่หลายตัวที่นางเลี้ยงอยู่ในตอนนี้ก็เป็นการเลี้ยงแบบเปิดตอนนี้ล้วนโตหมดแล้ว อีกไม่นานก็สามารถออกไข่ได้แล้วเมื่อเซียงเสวี่ยได้ยินว่าจะเลี้ยงลูกไก่ลูกเป็ดก็ปรบมือด้วยความตื่นเต้น“ฮูหยินน้อยรอง ความคิดของท่านดียิ่งนักเจ้าค่ะ ข้าชอบเลี้ยงดูสัตว์ตัวน้อยพวกนี้ที่สุดแล้ว ทั้งยังได้กินไข่ไก่กับไข่เป็ดอีกด้วย”เสิ่นจือเจิ้งเห็นเซียงเสวี่ยมีสีหน้าตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงตอบรับอย่างรวดเร็วเขาไม่ค่อยเข้าใจการเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดสักเท