ท่านหมอเฒ่าไม่ได้อยากกลับมาที่จวนเป่าเซวียนเพื่อรักษาคุณชายน้อยอีกครั้งทว่าเขาถูกพ่อบ้านขู่เข็ญและกดดัน จำต้องกัดฟันเดินตามพ่อบ้านกลับมาผลลัพธ์ก็คือภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเขา ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่างเจ้าเมืองข่งเห็นว่าท่านหมอเฒ่ากลับมาแล้ว จึงรีบสั่งให้เขาจัดการป้อนยาแก่ข่งซีทันทีท่านหมอเฒ่าจนใจ ทำได้แค่หยิบขวดยาออกมาจากหีบยา พร้อมกับสั่งให้บ่าวหญิงไปรินน้ำมาให้จากนั้นเขาจึงหยิบยาเม็ดออกมาป้อนลงในปากของข่งซีทีละเม็ด ก่อนจะป้อนน้ำตามไปหนึ่งอึกไม่นานนัก ในที่สุดข่งซีก็หยุดชักกระตุกท่านหมอเฒ่าสั่งให้พ่อบ้านนำเทียบยาที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ไปต้มยาให้ข่งซีดื่มเมื่อจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว ท่านหมอเฒ่าจึงรีบกล่าวลาแล้วออกไปทว่าเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยังไม่ได้จากไปไหน ทั้งสองยังคงอยู่ในห้อง มองเหตุการณ์เบื้องหน้าเมื่อเห็นท่าทางของเจ้าเมืองข่งที่ทรุดลงด้วยความหวาดกลัว เจี่ยนอันอันก็คิดเพียงว่าน่าขันนักทั้งสองไม่ได้ก่อกวนเจ้าเมืองข่งต่อไป ฉู่จวินสิงกำลังจะจากไป ทว่ากลับถูกเจี่ยนอันอันดึงตัวไว้เมื่อทั้งสองออกมานอกห้องแล้ว พอเห็นว่าโดยรอบไร้ผู้คน เจี่ยนอันอันจึงกระซิบเบา
ส่วนเจี่ยนกั๋วกงนั้น ฉู่จวินสิงหาได้คิดจะกำจัดเขาในทันทีไม่ปล่อยให้เจี่ยนกั๋วกงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักระยะก่อนหากเจี่ยนกั๋วกงกล้ามาหาเรื่องถึงตัวเขาเมื่อใด เขาย่อมไม่มีทางปรานีต่ออีกฝ่ายแน่ทั้งสองสนทนากันอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันนอนพักผ่อนยามค่ำคืน เจี่ยนอันอันนอนไม่ค่อยหลับเพราะไม่คุ้นชินกับที่นอน หลังจากล้มตัวลงนอนเพียงไม่นาน นางก็เริ่มพลิกตัวไปมาเตียงนี้แคบเกินไป ไม่เหมือนตอนนอนบนเตียงกว้างในบ้านของนางที่สบายยิ่งกว่าไม่นานนักเจี่ยนอันอันก็กลิ้งตกจากเตียงสู่พื้นเจี่ยนอันอันตื่นขึ้นมาในสภาพงัวเงีย เจ็บจนร้องโอดโอยฉู่จวินสิงได้ยินเสียงผิดปกติ ก็ลืมตาขึ้นโดยพลันแล้วเขาก็เห็นเจี่ยนอันอันกำลังคลำทางลุกขึ้นจากพื้นนางคลำหาทางด้วยอาการงัวเงียเพื่อจะกลับไปยังเตียงของตนและนอนลงอีกครั้งฉู่จวินสิงกำลังจะลุกไปช่วยเจี่ยนอันอัน ก็มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากนอกห้องเขารีบตรงไปที่ประตูห้องทันที จากนั้นก็มีคนเคาะประตูฉู่จวินสิงกดเสียงต่ำ “ผู้ใด?”“นายท่าน ข้าเอง เฉินเช่อ”ฉู่จวินสิงได้ยินเสียงของเฉินเช่อก็เปิดประตูออกไปทันทีเมื่อออกมานอกประตู ก็พบว่าเฉินเช่อและหม่าลู
เมื่อฉู่จวินสิงกลับเข้ามาในห้อง เขาก็เห็นเจี่ยนอันอันนั่งอยู่บนเตียง“ท่านไปที่ใดมา ข้าตื่นมาแล้วไม่เจอเจ้า หรือว่าจะมีทหารไล่ตามมาจับอีกแล้ว?”เจี่ยนอันอันเห็นฉู่จวินสิงกลับมา สภาพจิตใจที่ตึงเครียดเป็นกังวลของนางถึงได้ค่อยคลายลงฉู่จวินสิงเล่าเรื่องที่สังหารทหารไล่ล่าร่วมกับเฉินเช่อและหม่าลู่เมื่อครู่ให้นางฟังเจี่ยนอันอันมองว่าหากปล่อยให้ศพของทหารกลุ่มนั้นไว้ในบ้านร้างทั้งอย่างนี้คงไม่ดีนักเมื่อเวลาผ่านไปนานวัน ศพของพวกเขาก็จะถูกพบนางลุกจากเตียงทันที จับมือฉู่จวินสิงเดินออกไปด้านนอก“ตอนนี้คนพวกนั้นอยู่ที่ใด ท่านช่วยพาข้าไปดูหน่อย ข้าจะได้กำจัดศพให้เรียบร้อย”ฉู่จวินสิงพาเจี่ยนอันอันเข้าไปในบ้านร้างเจี่ยนอันอันเห็นศพของทหารไล่ล่าเหล่านั้นนอนกองกันอยู่หลังจากที่นางเก็บอาวุธของคนกลุ่มนี้เข้าสู่ห้วงมิติ ก็นำผงสลายศพออกมาทำให้ศพของพวกเขากลายเป็นน้ำหนองหลังจากที่ทั้งสองคนออกจากบ้านร้างก็กลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมต่อเช้าวันรุ่งขึ้น ภายในโรงเตี๊ยมก็มีบรรยากาศคึกคักเมื่อเจี่ยนอันอันตื่นนอน สิ่งแรกที่นางทำคือลูบหน้ากากหนังมนุษย์บนใบหน้าเคราะห์ดีที่หน้ากากหนังมนุษย์นี้ติดแ
จวนเป่าเซวียนอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ทั้งสองคนเดินเพียงไม่นานก็มาถึงหน้าจวนองครักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่หน้าทางเข้าเห็นทั้งสองคนจะเดินเข้าไปก็ชักดาบข้างเอวออกมาขวางทันที“บังอาจ รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าเข้าได้ตามใจชอบ”เพิ่งจะสิ้นเสียงขององครักษ์ ใบหน้าก็ถูกต่อยหมัดเข้าใส่ความเร็วของฉู่จวินสิงว่องไวมาก องครักษ์ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวก็ถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าองครักษ์ที่เป็นคนพูดถูกต่อยให้เซถอยไปหลายก้าว ร่างกายกระแทกเข้ากับวงกบประตูก่อนจะหยุดลงองครักษ์อีกคนเห็นดังนี้ก็แกว่งดาบฟันใส่ฉู่จวินสิงแต่ดาบของเขายังไม่ทันสัมผัสถูกฉู่จวินสิงก็ถูกคลื่นพลังไร้รูปกลุ่มหนึ่งผลักใส่องครักษ์คนนั้นกระเด็นล้มลงกับพื้นโดยพลันองครักษ์รู้สึกอึดอัดในทรวงอก โลหิตพรั่งพรูออกมาทางลำคอเขาอดที่จะกระอักโลหิตคำโตออกมาไม่ได้ครานี้องครักษ์ทั้งสองไม่กล้าลงมือต่อฉู่จวินสิงอีก พวกเขามองออกว่าฉู่จวินสิงไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆองครักษ์ที่ถูกต่อยหน้ารีบหันตัววิ่งเข้าไปในจวนเป่าเซวียนไม่ช้า พ่อบ้านก็พาคนกลุ่มหนึ่งออกมาเมื่อเขาเห็นฉู่จวินสิงกับเจี่ยนอันอัน ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออก
นายน้อยรองได้ยินคนอื่นด่าตัวเองว่าโง่ก็เบะปากร้องไห้อีกครั้งในมือเจี่ยนอันอันปรากฏยาพิษเม็ดหนึ่งจังหวะที่กำลังจะโยนยาพิษเม็ดนี้เข้าปากนายน้อยรอง นางก็เห็นเจ้าเมืองข่งสืบเท้าเดินมาทางนี้เขาได้ยินถ้อยคำทั้งหมดที่เจี่ยนอันอันด่าลูกชายคนรองของเขาภายในใจเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟลูกชายคนรองของเขาเคยป่วยหนักเมื่อครั้งเยาว์วัย หลังจากหายดีก็กลายเป็นคนที่สติไม่สมประกอบเช่นนี้ภายในจวนมีเพียงเขาที่สามารถด่าลูกชายคนรองว่าโง่ คนอื่นห้ามว่าร้ายแม้แต่นิดเดียวทว่าบุรุษตัวเตี้ยคนนี้กลับกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคายเช่นนี้กับลูกชายคนรองของเขาแม้ว่าเจ้าเมืองข่งจะไม่พอใจ แต่เขากลับไม่กล้าล่วงเกินคนจากราชสำนักสองคนนี้เขาเดินมาที่เบื้องหน้าคนทั้งสอง จากนั้นพูดกับสาวใช้ด้วยความโมโห “มัวทำอะไรอยู่ รีบพานายน้อยกลับไปพักผ่อนสิ”“เจ้าค่ะ!” สาวใช้ทั้งสองขานรับแล้วประคองนายน้อยรองออกจากที่นี่นายน้อยรองเดินร้องไห้ไปตลอดทาง เสียงร้องไห้เหมือนเสียงลานี้ แม้อยู่ห่างออกไปไกลก็ยังได้ยินเจ้าเมืองข่งทำความเคารพต่อคนทั้งสอง “ใต้เท้า กรุณาตามข้าเข้าไปนั่งด้านในห้องโถง”ฉู่จวินสิงปล่อยตัวเจี่ยนอันอัน ทั้งสองคนเดิน
ไม่ช้า พ่อบ้านก็เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับกระบี่ที่เปล่งประกายแวววาวเมื่อเห็นว่าฉู่จวินสิงกำลังพาดดาบไว้ที่คอของใต้เท้าตัวเองเขาก็ตกใจกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเจ้าเมืองข่งเห็นพ่อบ้านเดินเข้ามาก็รีบพูดว่า “รีบมอบกระบี่เฝินเทียนเล่มนี้ให้ใต้เท้า!”พ่อบ้านก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกขนหัวลุก มอบกระบี่เฝินเทียนให้กับฉู่จวินสิงด้วยมือทั้งสองข้างเจ้าเมืองข่งพูดขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้า วันนี้ข้าขอมอบกระบี่เฝินเทียนให้แก่ท่าน หวังว่าท่านจะไม่กราบทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท”ฉู่จวินสิงรับกระบี่เฝินเทียน เมื่อชักกระบี่ออกจากฝัก เขาก็ต้องถูกไอเย็นจากกระบี่ปะทะใส่ทันทีฉู่จวินสิงกุมกระบี่เฝินเทียนไว้ในมือ ไอเย็นบนนั้นถูกกำลังภายในของเขาขับไล่อย่างรวดเร็วฉู่จวินสิงเอ่ยว่า “เป็นกระบี่ที่ดี!”ตอนนี้ความเย็นชาบนใบหน้าของฉู่จวินสิงค่อยๆ ลดลงเช่นกันเขาถือกระบี่เฝินเทียน มอบดาบยาวในมือให้เจี่ยนอันอัน“ในเมื่อเจ้ารู้จักอ่านสถานการณ์เช่นนี้ ข้าก็จะยอมปล่อยเจ้าไปสักครั้ง”“แต่หากเจ้ากล้าทำเรื่องที่ผิดต่อฟ้าดินเช่นนี้อีก วันใดข้ารู้ ข้าจะสังหารครอบครัวทั้งหมดของเจ้าอย่างแน่นอน”ถ้อยคำของฉู่
หลังจากที่ฉู่จวินสิงเล่าเรื่องที่ตัวเองกับเจี่ยนอันอันไปสั่งสอนเจ้าเมืองข่งให้ฟังก็ได้รับการตอบสนองจากเฉินเช่อและหม่าลู่ทันที“นายท่าน ท่านช่างปราดเปรื่องปรีชายิ่งนัก”หม่าลู่อดชมไม่ได้เฉินเช่อกระทุ้งหม่าลู่ “เรื่องนี้ยังต้องให้เจ้าพูดอีกหรือ นายท่านของพวกเราก็ปราดเปรื่องปรีชามาโดยตลอดอยู่แล้ว”หม่าลู่รู้ว่าเฉินเช่อเป็นพวกไม่คิดก่อนพูด เขาจึงไม่ได้โกรธเคืองต่อคำพูดของอีกฝ่ายแต่อย่างใด“นายท่านของพวกเราสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นขนาดนี้ จะได้รับกระบี่ล้ำค่าก็สมควรแล้ว”เฉินเช่อหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดความคิดในใจออกมาหม่าลู่ชมอย่างไม่ยอมตามหลัง “นายท่านของพวกเราไม่เพียงมีศิลปะการต่อสู้กล้าแกร่ง แม้แต่สมองก็ยังดีกว่าพวกเรา”“มิเช่นนั้นคงไม่อาจนำทัพอันใหญ่โตของพวกเราให้ชนะศึกมากมายขนาดนั้น”คำชมยกใหญ่ต่อฉู่จวินสิงของสองคนนี้ทำให้เจี่ยนอันอันที่ฟังอยู่ด้านข้างต้องยกยิ้มผู้ใต้บังคับบัญชาของฉู่จวินสิงพูดเก่งแบบนี้กันหมดเลยหรือ ฝีปากดีกันทุกคนเลย“พวกเจ้าสองกลายเป็นคนช่างพูดช่างเจรจาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร”“ที่ผ่านมาคงเอาแต่ฝึกปรือฝีปากสินะ ได้พัฒนาศิลปะการต่อสู้ของตัวเองบ
เจี่ยนอันอันไม่ได้สนใจเฉินเช่อ นางโยนกระโปรงสีเหลืองอ่อนอีกชุดให้หม่าลู่“เจ้าเองก็รีบเปลี่ยนชุด พวกเราจะมามัวเสียเวลาไม่ได้”หม่าลู่มองกระโปรงสีเหลืองอ่อนในมือ ร้องขนขื่นในใจนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!เพื่อหลบหนีจากการไล่สังหารของทหารไล่ล่าแล้ว เขาไม่เพียงต้องปลอมตัวเป็นสตรีร่วมกับเฉินเฉิง แต่ยังต้องสวมชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนนี่ด้วยเฉินเช่อลูบหนวดเคราบนหน้าตัวเอง พูดด้วยสีหน้าขมขื่นว่า “ฮูหยิน ท่านอย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลยขอรับ”“ข้ามีหนวดเคราเต็มหน้า หากสวมกระโปรงสีเหลืองอ่อน ท่านไม่คิดว่าออกไปแล้วจะถูกมองเป็นตัวประหลาดหรือ”หม่าลู่พูดอย่างสุภาพ เขาหันไปมองฉู่จวินสิงด้วยสีหน้าขมขื่นอยากให้ฉู่จวินสิงช่วยพูดให้พวกเขา ฮูหยินจะได้ไม่ทำให้พวกเขาลำบากใจอีกแต่ฉู่จวินสิงกลับรู้สึกว่าความคิดของเจี่ยนอันอันไม่เลวเขาพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “อันอันบอกให้พวกเจ้าใส่ พวกเจ้าก็ใส่ เลิกพูดจาไร้สาระ”“นายท่าน!”“ท่านอ๋อง!”เฉินเช่อกับหม่าลู่มีสีหน้าขมขื่น เมื่อครู่นี้ทั้งสองคนฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ฉู่จวินสิงนึกไม่ถึงว่าฉู่จวินสิงจะตามใจภรรยาตัวเองขนาดนั้นไม่ว่านางจะพูดอะไร เขาก็จะให้พว
เจียงหว่านเอ๋อร์กอดร่างน้อยของเสิ่นคังไว้ พร้อมร่ำไห้น้ำตานองเจี่ยนหลิงเยว่เห็นกู้มั่วหลีเชื่อฟังเจี่ยนอันอันเช่นนี้ นางยิ่งโมโหโกรธาจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเจี่ยนอันอันเป็นตัวอะไร จึงทำให้กู้มั่วหลีอยู่ใต้โอวาทได้เช่นนี้นางต้องทำให้เจี่ยนอันอันจบชีวิตลง!ขอเพียงเจี่ยนอันอันตายเสีย นางจึงจะได้ครอบครองทั้งกู้มั่วหลีและฉู่จวินสิงเพียงผู้เดียวเมื่อนึกถึงตรงนี้ เจี่ยนหลิงเยว่จึงไม่สนใจใบหน้าที่ยับเยินอีกนางเดินไปหาเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงอย่างองอาจเมื่อสบสายตาเข้ากับฉู่จวินสิง ใบหน้านางจึงปรากฏแววเขินอายแดงเรื่อออกมา“พี่สาว ท่านนี้คงเป็นพี่เขยของข้ากระมัง” เจี่ยนหลิงเยว่กล่าว และไม่รอให้เจี่ยนอันอันตอบกลับ นางรีบหันไปคารวะต่อฉู่จวินสิง “คารวะพี่เขย ข้าคือเจี่ยนหลิงเยว่ เป็นคนที่ฮ่องเต้เคยประทานสมรสให้แก่ท่าน”เจี่ยนหลิงเยว่เปิดเผยฐานะที่แท้ ขณะพูดจานั้น นางยังเงยหน้าขึ้นพร้อมใช้สายตาจ้องมองฉู่จวินสิงแต่ฉู่จวินสิงกลับแสร้งมองไปทางอื่น แม้เพียงสายตาจริงจังก็ยังไม่ยอมมอบให้นางเจี่ยนหลิงเยว่กัดฟันเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่“พี่เขยมาที่นี่เพื่อตามหาข้ากระนั้นรึ? ทั้งหมดน
“คุณชายกู้ รีบปล่อยคังเอ๋อร์ของข้าเสีย”เจียงหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจจะคิดบัญชีกับเจี่ยนอันอันอีก พลางรีบวิ่งไปเบื้องหน้ากู้มั่วหลีแต่กู้มั่วหลีก็หาได้ยอมปล่อยตัวเสิ่นคังเพราะคำพูดของนางไม่เจี่ยนอันอันเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา นางยังไม่รู้สึกตื้นตันเจี่ยนหลิงเยว่เห็นการกระทำของกู้มั่วหลีเช่นนี้ กลับยิ่งเสียใจเป็นทวีคูณเมื่อครู่ขณะเจียงหว่านเอ๋อร์พุ่งตัวมาทำร้ายนาง กู้มั่วหลีกลับนิ่งเฉย ไม่คิดช่วยเหลือแม้แต่น้อยแต่ไฉนพอเจี่ยนอันอันปรากฏตัว เขากลับออกหน้าช่วยเหลือทันทีเจี่ยนหลิงเยว่โกรธเคืองเสียจนหน้าอกกระเพื่อมแรง แต่กลับจนปัญญาที่จะตอบโต้กู้มั่วหลีกู้มั่วหลีกล่าวเสียงเย็นชา “เจี่ยนอันอันเป็นหญิงที่ข้าชอบพอ พวกเจ้าใครก็ห้ามแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ”ขณะเอ่ยปากนั้น แรงมือหาได้ลดน้อยลงไม่และคำพูดของเขา ก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังให้แก่ฉู่จวินสิงมากขึ้นอะไรคือเป็นหญิงที่ชอบพอ เจ้ายังมียางอายบ้างหรือไม่!เจี่ยนอันอันเป็นภรรยาของฉู่จวินสิงแล้ว หาใช่สตรีที่ชายใดจะมาหมายปองง่ายๆ ได้อีกสองมือของฉู่จวินสิงกำเป็นหมัดแน่น แววตายิ่งกลายเป็นเย็นชา สีหน้าแทบจะกินเลือดกินเนื้อกู้มั่วหลีให้จ
เจียงหว่านเอ๋อร์นัยน์ตาแดงต่ำ นางไม่นำพาต่อการร่ำไห้ของเจี่ยนหลิงเยว่ พร้อมยื่นมือไปยังใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเสียงประตูถูกเตะอย่างแรง ยับยั้งการกระทำของนางไว้คนในห้องทั้งสี่คนต่างหันหน้าไปดูเห็นเพียงเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางคล้ายตั้งใจมาดูเรื่องสนุกบางอย่างกู้มั่วหลีไม่คาดคิดว่า จู่ๆ เจี่ยนอันอันจะมาปรากฏตัวในเวลานี้เพราะเขาตามหานางมาหลายวัน ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเมืองอินเป่ยก็ว่าได้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจี่ยนอันอัน จนแม้แต่ฉู่จวินสิงก็ไม่พบร่องรอยเขายังนึกว่าทั้งสองคนได้หายสาบสูญไปแล้ว มิคาดว่าคืนนี้จะมาปรากฏตัวที่จวนเป่าจวิ้นอีกช่างเป็นการได้มาโดยมิต้องเปลืองแรงโดยแท้“เจี่ยนอันอัน ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่จนได้” ขณะกู้มั่วหลีทักทายนั้น สีหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มมันเป็นสิ่งที่เจี่ยนหลิงเยว่รอคอยมาตลอด ว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเขาบ้างแต่กลับกลายเป็นรอยยิ้มนี้มิใช่ของนาง เขามอบให้เจี่ยนอันอันต่างหากความแค้นที่นางมีต่อเจี่ยนอันอัน จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินสิงซึ่งอยู่ข้างกายเจี่ยนอันอัน ก็ยิ่งตะลึงกับรูปโฉมสง่างามนั้นราวกับเทพบุตรก็ไ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางยืนกรานจะมาหาฉู่จวินสิง ได้ทำให้บิดาโกรธเคืองเป็นอย่างมากฉะนั้นแม้ยามนี้นางจะตายอยู่ในเมืองอินเป่ย บิดาก็คงไม่มาเหลียวแลแม้แต่น้อยจนวันนี้นางไม่ได้พบหน้าฉู่จวินสิงสักครั้ง แต่กลับมาอยู่กับกู้มั่วหลีแทนเดิมคิดว่ากู้มั่วหลีอาจจะดีต่อนางบ้าง เพราะคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา หากได้อยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักมิคาดว่ากู้มั่วหลีกลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นหากนางปรนนิบัติไม่เป็นที่ถูกใจเขา ก็จะถูกเตะลงเตียงได้ในบัดดลนางจึงรู้สึกเสียใจยิ่งที่มาเมืองอินเป่ย จนบัดนี้แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า ก็ยังไม่ห่วงความเป็นตายของนางเจี่ยนหลิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา“พอที อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นอีก นึกว่าข้าจะห่วงใยเจ้าหรือไร”น้ำเสียงตวาดของกู้มั่วหลี แทบทำให้เสียงสะอื้นของเจี่ยนหลิงเยว่จุกอยู่ในลำคอเจี่ยนอันอันยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแล้ว ในใจก็อดยิ้มหยันเสียมิได้“เจี่ยนหลิงเยว่ เจ้าโอหังนักมิใช่หรือ ในที่สุดก็ถูกกรรมตามสนองแล้ว”ขณะที่เจี่ยนอันอันเตรียมจะบ
มุมปากเจี่ยนอันอันกระตุกเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่ากู้มั่วหลียังใช้แผนชั่วกับนางอีกทั้งคู่ต่างสบสายตา ในที่สุดฉู่จวินสิงก็อุ้มเจี่ยนอันอันขึ้น พร้อมใช้วิชาตัวเบาะเหาะข้ามเถาวัลย์หนามบนพื้นไปเคราะห์ดีที่หน้าประตูห้องใหญ่ ไม่ได้ปูหนามไว้ ฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ ร่อนลง พร้อมวางตัวเจี่ยนอันอันลงด้วยทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เปิดประตูห้องพร้อมเบี่ยงกายเข้าไปภายในห้องไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่สักคนเจี่ยนอันอันมองสำรวจรอบข้าง แม้แต่ตามขื่อหลังคาก็ไม่เว้นเสียดายกู้มั่วหลีไม่อยู่ในห้องนี้ทั้งคู่จึงรีบถอยออกไป พร้อมปิดประตูสนิทจวนเป่าจวิ้นมีห้องหับมากมาย ทั้งคู่หาต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้มั่วหลีจนแม้แต่เจี่ยนหลิงเยว่ก็ไม่เห็นเช่นกันฉู่จวินสิงกล่าวเสียงเบา “ดูท่าพวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่”แต่เจี่ยนอันอันกลับคิดว่า คนเจ้าเล่ห์เช่นกู้มั่วหลี อย่างไรก็ต้องมีห้องลับอยู่ในจวนเป่าจวิ้นอย่างแน่นอนนางเคยถูกจับตัวมาอยู่นี่ จึงพอคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมบ้างนางแนบไปใกล้หูฉู่จวินสิง พลางกล่าวเสียงค่อย “ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปดู”ที่นั่นเคยเป็นห้องที่กักขังนางมาก่อนต
ฉู่จวินสิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ความคิดพวกเจ้าถูกต้อง ในเมื่อมาถึงเมืองอินเป่ยแล้ว ก็ต้องหาวิธีอยู่ต่อให้จงได้”“ส่วนทางข้าก็จะหาหนทางขยายอิทธิพลให้มากขึ้น ถึงตอนนั้นเราจะบุกไปเมืองจิงโจวด้วยกัน”“และถัดจากนี้ไป พวกเจ้าก็จงวางใจอยู่นี่ให้ดี”คำพูดของฉู่จวินสิง ถือว่าพูดให้คนอื่นฟังด้วยทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจ พร้อมช่วยกันขนย้ายผักและเสบียงต่างๆ เข้าไปยังห้องเก็บของหลังจากทำงานเสร็จ จึงได้พูดคุยสนทนากับเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่ออีกครู่ใหญ่ฉู่จวินสิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวอำลา“นายท่าน พวกท่านจะกลับแล้วหรือ คืนนี้พักที่นี่สักคืนก็ได้”“บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง พวกเราพออยู่กันเบียดเสียดได้บ้าง”เฉินเช่อชิงเอ่ยปากก่อน เขาไม่อยากให้ทั้งคู่กลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยในยามวิกาลเช่นนี้เจี่ยนอันอันโบกมือกล่าวตอบ “เรายังมีงานอื่นต้องทำ คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”“พวกเจ้าก็รีบพักผ่อนเสีย เราลากันตรงนี้”ทุกคนเดินส่งฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจนถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขึ้นรถม้าจากไปจึงหันหลังกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนทีนี้ค่อยโล่งใจหน่อย มีผักสดและเสบียงอีกมากมาย พวกเขาไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิ
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทุกคนจึงลุกขึ้นอำลาเซิ่งฟางเจี่ยนอันอันยังพะวงกับเรื่องที่จะไปเข้าเมือง นางเองก็ไม่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเมืองบ่อยครั้งนักคิดว่าวันนี้จะรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้น แล้วหลังจากนี้อีกหลายวันจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย เพราะถ้ากู้มั่วหลีก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก อาจกลายเป็นยุ่งยากจนยากจะรับมือได้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่างขึ้นรถม้า แล้วมุ่งไปทางตัวเมืองส่วนถังหมิงเซวียนกลับไปยังโรงเตี๊ยมเขานอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียทีเขาอยากให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว จะได้รีบไปหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วพักอยู่ที่นั่นเสียเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเหยียนซวงให้มากขึ้น ดั่งคำว่าน้ำตาลใกล้มดแต่เมื่อนึกถึงว่าบ้านของเหยียนซวง อยู่ติดกับบ้านของเสิ่นจือเจิ้งถังหมิงเซวียนก็อดรู้สึกเครียดในใจไม่ได้อีกเขานึกถึงคำพูดของเจี่ยนอันอัน เกิดวันดีคืนร้าย เสิ่นจือเจิ้งเห็นถึงความดีของเหยียนซวง เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแต่งงานกับนางแล้วจะทำอย่างไร?เขากับเหยียนซวงยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันอยู่ เพียงแต่การหมั้นหมายนี้ เกิดจาก
เขาก้มหน้าปรุงยาต่อไป หากสมุนไพรไม่พอก็ขอจากเจี่ยนอันอันอีกทั้งคู่ช่วยกันทำงานถึงช่วงบ่าย ในที่สุดยาถอนพิษสี่พันกว่าเม็ด ก็สำเร็จลุล่วงออกมาในขณะที่เซิ่งฟางได้ไต่สวนคดีเรียบร้อย หัวขโมยผู้นั้นได้โจรกรรมของของผู้อื่นจริงๆจึงถูกเซิ่งฟางส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำก่อนที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์กำลังจะอำลา เจี่ยนอันอันได้เรียกตัวเขาไว้“บ้านท่านมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน?”ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์ชะงักเล็กน้อย พร้อมมองหน้าเซิ่งฟางเซิ่งฟางแสดงท่าทีให้เขาตอบตามความจริงเขาจึงได้กล่าวตอบ “บ้านข้ามีทั้งหมดเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันได้ยินดังนี้ จึงหยิบยาถอนพิษออกมาเจ็ดเม็ด ส่งให้คนผู้นั้น“นี่คือยาถอนพิษ ท่านกินไปหนึ่งเม็ดก่อน ที่เหลือนำไปให้คนในครอบครัวได้กิน”คนผู้นั้นมองดูยาเม็ดในมือด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจถึงเจตนาของเจี่ยนอันอันเซิ่งฟางเห็นเข้าจึงกล่าวแทน “ในอำเภอไถหยางมีคนถูกวางยา ท่านรีบกินยาถอนพิษเร็วเข้า แม้ไม่ได้รับพิษก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน”“ส่วนที่เหลือก็นำไปให้คนในครอบครัวแบ่งกิน อย่ารอให้ถูกพิษแล้ว ค่อยวิ่งมาขอยาถอนที่นี่”ชาวบ้านผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ จึงรีบลนลานกินยา
เหล่าทหารรับคำสั่ง พร้อมรีบเดินออกจากอำเภอไปสำรวจจำนวนประชากรผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงได้กลับมาพร้อมรายงานต่อเซิ่งฟาง “เรียนใต้เท้า พวกเราได้ไปสำรวจมา ในอำเภอไถหยางปัจจุบันมีผู้คนทั้งสิ้นสี่พันหกร้อยสามสิบเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันพลันขมวดคิ้ว ลำพังแค่อำเภอไถหยางก็มีตั้งสี่พันกว่าคนแล้วหากพวกเขาล้วนถูกพิษ และไม่อาจเข้าถึงยาถอนพิษได้ทันเวลาจะต่างกับการกวาดล้างทั่วเมืองในอดีตที่ตรงไหน?เพียงแต่การกวาดล้างในหนนี้ มิได้เกิดจากน้ำมือฉู่ชางเหยียน หากแต่เป็นกู้มั่วหลีผู้เดียวคนบ้าที่สมควรตายผู้นี้ นอกจากเขาแล้ว เจี่ยนอันอันแทบนึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใด กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อีกนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าว “พี่เซิ่งฟาง ข้าต้องรีบปรุงยาถอนพิษ ถึงเวลาท่านค่อยสั่งให้ทหารนำไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอไถหยาง”“ผู้ได้รับพิษจะช่วยถอนพิษโดยเร็ว แม้ไม่ถูกพิษก็จะได้กินเพื่อป้องกันไว้”เซิ่งฟางรีบรับปากในบัดดลเจี่ยนอันอันรีบทำการปรุงยาทันที ฉู่จวินสิงเกรงว่านางจะเหนื่อย จึงให้คนของเซิ่งฟางยกเก้าอี้มานั่งดีที่บริเวณนี้มีเงาไม้พอให้ร่มรื่น เจี่ยนอันอันจึงไม่ถูกแดดแผดเผามากนัก