เช้าวันถัดมาในตอนที่ตื่นขึ้น เจี่ยนอันอันก็มีรอยคล้ำใต้ตาขนาดใหญ่นางเดินออกมาจากห้อง ก็มองเห็นฉู่จวินสิงที่กำลังยืนอยู่ด้านนอก“ทำไมท่านถึงได้ตื่นขึ้นเช้าขนาดนี้?” เจี่ยนอันอันพูดขึ้น ก่อนจะหาวออกมาฟอดใหญ่นางไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน จนถึงตอนนี้ยังคงง่วงนอนมากฉู่จวินสิงเมื่อเห็นว่าเจี่ยนอันอันเดินออกมา เขาก็ถามออกมาเสียงอ่อนโยน “เมื่อคืนนี้นอนหลับดีหรือไม่?”“ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย” เจี่ยนอันอันมุ่ยปากออกมา แล้วเริ่มหาวออกมาอีกครั้งดวงตาของฉู่จวินสิงมาพร้อมกับรอยยิ้ม ในใจคิดว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีเขาอยู่ เจี่ยนอันอันเกรงว่าก็คงจะนอนไม่หลับและก็เป็นในเวลานี้ที่เซิ่งฟางเดินเข้ามาเขามองเห็นทั้งสองคนยืนอยู่ตรงประตู ก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข “ทั้งสองท่านตื่นขึ้นมาแล้ว ดีเลยไปกินมื้อเช้ากันเถิด”ในตอนที่กินอาหารกันเสร็จ เจี่ยนอันอันก็ถามเซิ่งฟางออกมาว่า เด็กรับใช้ทั้งสิบกว่าคนเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง?เซิ่งฟางคีบอาหารเข้าปากไป เคี้ยวไปพลางพร้อมกับพูดออกมา “ข้าลงโทษโบยพวกเขาไปแปดสิบไม้”“พวกเขาแต่ละคนอดทนกันได้ยังไม่ถึงสามสิบไม้ ต่างก็พากันสิ้นลมหายใจไป”หลังจากที่ทั้งสามคนกิ
ภาพฉากที่พวกเขาจับมือกัน ถูกทุกคนเห็นกันหมดฮูหยินใหญ่มีความสุขมากเสียยิ่งกว่าใคร ลูกชายคนเล็กของนางไม่เพียงแต่รู้แจ้งแล้ว ยังรู้จักเริ่มเข้าหาก่อนดูเหมือนว่าวันดีของพวกเขาทั้งสองคนคงจะใกล้เข้ามาแล้วในตอนที่ทั้งสองคนนั่งลงแล้ว ฉู่อันเจ๋อก็พูดออกมาอย่างติดตลกว่า “พี่รอง ท่านกับพี่สะใภ้รองสนิทชิดเชื้อกันถึงเพียงนี้”“อีกไม่นานไม่ใช่ว่าข้าก็ใกล้จะได้ดื่มเหล้ามงคลของพวกท่านแล้วใช่หรือไม่?”เจี่ยนอันอันถูกคำพูดของฉู่อันเจ๋อทำให้เขินเสียจนต้องก้มหน้าลงอย่าได้มองว่าเวลานางกระทำเรื่องราวต่างๆ นั้นเฉียบขาด ทว่าเมื่อเป็นเรื่องระหว่างชายหญิงแล้ว นางกลับดูเขินอายเสียยิ่งกว่าใครฉู่จวินสิงไม่ได้สนใจฉู่อันเจ๋อ เขาคีบชิ้นเนื้อขึ้นมา แล้ววางลงไปในชามของเจี่ยนอันอัน“กินเนื้อ อย่าสนใจเขา”เจี่ยนอันอันหยิบชามและตะเกียบขึ้นมา รีบกินข้าวเข้าไปรอจนเมื่อนางกินข้าวเสร็จแล้ว ก็คิดจะออกไปนางเหลือบมองไปยังฉู่จื่อซี ก็เห็นว่าเขากำลังนั่งกินข้าวในชามอย่างเงียบๆสองวันมานี้วุ่นวายอยู่กับเรื่องของชาวบ้าน นางลืมเรื่องที่จะแก้พิษให้ฉู่จื่อซีไปเสียแล้วเมื่อคิดถึงตรงนี้ เจี่ยนอันอันก็รีบว่าไปห้องครัว
เจี่ยนอันอันนั่งลง ไม่รู้ว่าฟางอิ๋งท้ายที่สุดแล้วอยากจะพูดอะไรกับนางฟางอิ๋งพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “อันอันคิดดีแล้วหรือที่จะแต่งงานกับจวินสิง?”ในที่สุดเจี่ยนอันอันก็เข้าใจแล้ว ที่แท้ทุกคนกำลังพูดคุยกันเรื่องที่พวกนางกำลังจะแต่งงานกันอยู่ในลานเรือนนางพยักหน้าอย่างเขินอาย “คิดดีแล้วเจ้าค่ะ”ฟางอิ๋งดึงมือของเจี่ยนอันอันมา อย่างรู้สึกตื่นเต้น“อันอันเป็นคนจิตใจดีมาก ไม่เพียงแต่ไม่รังเกียจที่ครอบครัวเราตอนนี้เปลี่ยนมาตกต่ำยากจน แล้วยังช่วยกำจัดพิษในร่างกายของข้าอีก”“ข้าที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ เดิมทีควรจะมอบเครื่องประดับอะไรให้เจ้าเพื่อเป็นสินสอดของเจ้า”“ทว่าเมื่อออกมาจากจวนเยียนอ๋อง พวกเราไม่ได้นำอะไรติดตัวออกมาด้วย ข้าช่างรู้สึกละอายใจจริงๆ”ฟางอิ๋งพูดก็รู้สึกละอายใจ น้ำตาก็ไหลคลอขึ้นมาเจี่ยนอันอันเมื่อเห็น ก็รีบพูดปลอบโยนออกมา “พี่สะใภ้ใหญ่อย่าพูดคำพูดเห็นเป็นคนนอกเช่นนี้”“เรื่องสินสอดข้ามีวิธีการ ท่านเพียงแต่รอดื่มเหล้ามงคลก็พอ”ในตอนที่ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่นั้น ฉู่จวินหลุนก็บังคับรถเข็นเข้ามาเขามายังเบื้องหน้าของทั้งสองคน สายตาจ้องมองไปยังเจี่ยนอันอันอย่างลึกซึ้งเจี่ยนอัน
“จวินสิงเคยพูดว่าเขาเคยมอบถุงเฉียนคุนที่สามารถใส่ทุกอย่างได้ให้กับเจ้า”“บนโลกนี้มีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่จริงอย่างนั้นหรือ?”“และต่อให้มี เกรงว่าก็คงไม่มีทางที่จะมอบถุงเฉียนคุนนี้ให้กับเจ้าก่อนหรอกกระมัง”เจี่ยนอันอันตกตะลึงไปอย่างสิ้นเชิงนางไม่คิดเลยว่า ฉู่จวินหลุนจะไม่เชื่อในเรื่องของถุงเฉียนคุนมาโดยตลอดนางคิดว่าเรื่องนี้สามารถหลอกทุกคนได้แล้วเพราะอย่างไรแล้วในตอนนั้นฉู่จวินหลุนเองก็ไม่เคยตั้งคำถามมาก่อนเมื่อเห็นว่าเจี่ยนอันอันตกตะลึงไปฉู่จวินหลุนก็พูดออกมาต่อว่า “จากที่ข้าเข้าใจจวินสิงแล้ว เขาไม่ชอบเข้าใกล้ผู้หญิงมาก่อน”“แม้แต่งานแต่งงานนี้ก็เป็นฮ่องแต้ที่ประทานงานอภิเษกนี้ให้ ในตอนนั้นหลังจากที่ฉู่จวินสิงรู้เรื่องนี้แล้วเขาก็คัดค้านอย่างรุนแรง”“แล้วเขาจะไปพบกับเจ้าก่อนแต่งงานได้อย่างไรกัน?”เจี่ยนอันอันถูกคำพูดนี้ทำจนพูดไม่ออกในใจนางลอบคิดว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่จะปิดบังฉู่จวินหลุนได้จริงๆและก็เป็นในตอนนี้ที่ฉู่จวินสิงเดินเข้ามาเขาลอบฟังคำพูดของฉู่จวินหลุนอยู่ด้านนอกประตูแล้วในใจรู้ว่าเจี่ยนอันอันตอนนี้จะต้องลำบากเป็นอย่างมากฉู่จวินสิงดึงมือของเจี่ยนอันอันมา ส
ฉู่จวินหลุนมองไปยังทั้งสองคนที่ประตู คิ้วที่ขมวดขึ้นเล็กน้อยของเขาก็ค่อยๆ คลายลงถึงแม้ว่าเจี่ยนอันอันจะไม่ใช่คนจากโลกใบนี้ แต่นางก็ไม่เคยทำเรื่องที่ทำร้ายครอบครัวของเขามาก่อนนอกจากนี้แล้วทั้งสองคนในตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกสองวันก็จะกราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกันแล้วและด้วยฉู่จวินสิงที่ไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงมาก่อน ยังรักใคร่เจี่ยนอันอันได้เช่นนี้นั่นก็แสดงว่าเจี่ยนอันอันเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้เมื่อคิดมาจนถึงจุดนี้ ในที่สุดฉู่จวินหลุนก็พุดออกมา “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าก็ยอมรับเจ้าเป็นน้องสะใภ้แล้ว”ในใจของเจี่ยนอันอันยินดีขึ้นมา เช่นนี้ก็หมายความว่าฉู่จวินหลุนยอมรับตัวตนของนางแล้วนางเผยยิ้มยิงฟันให้ฉู่จวินหลุน “ขอบคุณพี่ใหญ่ที่ยอมรับข้า”ฉู่จวินหลุนพยักหน้า แล้วถามออกมาอีก “เรื่องนี้ยังมีใครที่รู้อีกบ้าง?”เจี่ยนอันอันคิดก็ยังไม่ทันได้คิด ก็หลุดพูดออกมา “ยังมีฉู่อันเจ๋อที่รู้เรื่องนี้”ฉู่จวินหลุนเข้าใจขึ้นมาทันที ไม่น่าแปลกที่เมื่อวันนั้นที่ซ่างชิวทำประตูเรือนเสร็จแล้วนั้น ฉู่อันเจ๋อถึงได้ช่วยพวกเขาโกหกปิดบังที่แท้ก็เป็นเพราะว่าในตอนนั้นเขาก็รู้เรื่องแล้วและก็เ
ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องครัว เดินก้าวใหญ่มุ่งไปยังห้องของฉู่จื่อซีเหล่าสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นว่าร่างของทั้งสองคนไม่แยกห่างกันเลยพวกนางต่างก็พากับปิดปากลอบยิ้มออกมาพวกนางยังไม่เคยพบฉู่จวินสิงที่ชอบแนบชิดกับใครสักคนมาก่อนเลยจริงๆหลังจากที่ฉู่จื่อซีดื่มยาไปแล้ว เจี่ยนอันอันก็มอบลูกกวาดให้เขาเม็ดหนึ่งหลังจากที่ฉู่จื่อซีกินลูกกวาดไปแล้ว เขาก็ยิ้มให้เจี่ยนอันอันอย่างอ่อนหวานในใจของเจี่ยนอันอันรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยหากไม่ใช่เพราะว่าสองวันมานี้ทำการรักษาล่าช้าไป เกรงว่าตอนนี้ฉู่จื่อซีก็คงจะพูดได้นานแล้วเด็กคนนี้อายุยังน้อยๆ ยังต้องดื่มยาขมอีกสามวันเจี่ยนอันอันพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด “สองวันมานี้ต้องโทษข้าที่วุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่น ทำให้ปรุงยาให้จื่อซีล่าช้าไป”“แล้วยังทำให้จื่อซีต้องทนทรมานดื่มยาขมๆ อีกสามวัน พิษในร่างกายของเขาถึงจะถูกกำจัดออกไปจนหมด”ฟางอิ๋งเมื่อได้ยินคำนี้แล้ว ก็รีบพูดปลอบโยนออกมา “อันอันอย่าพูดเช่นนี้ ขอเพียงแค่สามารถทำให้จื่อซีพูดออกมาได้”“อย่าได้พูดถึงว่าจะดื่มยาขมๆ อีกสามวัน ต่อให้จะต้องดื่มอีกสามปีพวกเราก็รอได้”เจี่ยนอันอันยิ้มให้ฟาง
ทั้งสองคนเดินออกไป ก็มองเห็นเหล่าชาวบ้านที่กำลังเดินมุ่งตรงไปยังบ้านของจางต้าซ่างชิวและซ่างตงเยว่เองก็ได้รับแจ้งจากท่านปู่เฉินเรื่องการแจกจ่ายอาหารแล้วในมือของทั้งสองคนเองก็ถือถุงผ้าไปเช่นกันเหล่าชาวบ้านเมื่อเห็นว่าเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงออกมา พวกเขาต่างก็หยุดฝีเท้าลงพวกเขาเห็นในมือของทั้งสองคน ไม่ได้หยิบอะไรออกมาเลยในเมื่อจะแจกจ่ายอาหาร ทำไมพวกเขาไม่นำถุงผ้าออกมากัน?เจี่ยนอันอันพูดกับชาวบ้าน “พวกเจ้าอย่ามัวแต่ยืนนิ่งอึ้งกัน อาหารจะถูกแจกจ่ายหมดแล้ว”เหล่าชาวบ้านถึงได้สติขึ้นมา ต่างก็รีบทยอยเดินไปยังบ้านของจางต้าเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงมายังด้านหน้าประตูบ้านของจางต้า ก็พบว่าในลานบ้านนั้นมีชาวบ้านยืนอยู่เต็มแล้วลานบ้านของจางต้านั้น ยังใหญ่โตกว่าลานบ้านที่เจี่ยนอันอันพักอยู่กว่าเท่าตัวในตอนที่ทั้งสองคนเดินไปนั้น ชาวบ้านก็พากันหลบออกเป็นทางเดินเล็กๆ ขึ้นเองโดยที่ไม่รู้ตัวหัวหน้าหมู่บ้านท่านปู่เฉินเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนมา ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาทันทีเขาร้องตะโกนกับชาวบ้านขึ้นว่า “เรื่องการแจกจ่ายอาหาร จะต้องขอบคุณแม่นางที่จิตใจดีท่านนี้ เป็นนางที่ให้ข้าแจกจ่ายอาหา
เจี่ยนอันอันยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ท่านปู่เฉินไม่จำต้องเป็นกังวลไป นี่เป็นสิ่งที่ท่านสมควรได้รับแล้ว รีบรับไปเถอะ”ท่านปู่เฉินมองยังเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิง ที่ไม่ได้รับแจกจ่ายอาหารเขาก็พูดออกมาอย่างสงสัย “พวกท่านทั้งสองไม่ต้องการอย่างนั้นหรือ?”เจี่ยนอันอันเมื่อเห็นว่าท่านปู่เฉินยังคงจดจำถึงพวกเขา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็กว้างยิ่งขึ้น“บ้านพวกเรามีอาหารอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาแบ่งกับทุกคน”ชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังไม่กลับไปนั้น ต่างก็พากันมองสบตากันพวกเขายังคิดว่าเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงเองก็เพื่อรับแจกจ่ายอาหารทว่าเขากลับไม่ต้องการข้าวแม้แต่เมล็ดเดียวชาวบ้านทั้งหลายรีบเปลี่ยนความคิดไม่ดีเดิมๆ ที่มีกับทั้งสองทันทีพวกเขาไม่ได้มีความเป็นศัตรูกับทั้งสองอีก แต่เปลี่ยนเป็นชื่นชมพวกเขาจากก้นบึ้งหัวใจทันทีชาวบ้านทั้งหลายต่างก็เกลี้ยกล่อมท่านปู่เฉิน ให้เขาแบกอาหารถุงนั้นกลับบ้านไปท่านปู่เฉินเมื่อเห็นว่าชาวบ้านทั้งหลายต่างก็พูดออกมาเช่นนี้ เขาเองก็ไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้วทุกคนพากันเดินออกมาจากบ้านของจางต้า ประตูเรือนเองก็ถูกคนปิดเอาไว้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงไปยังบ้านของ
พวกเขาไม่ยอมลงมาเสียที คงกลัวจะถูกคนของทางการพบเห็นว่ามาพักอยู่ที่นี่ไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อยกอาหารออกมา แล้วเดินขึ้นชั้นบนไปเขาเคาะประตู ครู่หนึ่งจึงมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมา พร้อมรับเอาถาดอาหารเข้าไปคนในห้องยังได้พูดจาบางอย่างกับเสี่ยวเอ้อ เห็นเพียงเสี่ยวเอ้อพยักหน้าหงึกหงัก หลังจากรับเงินมาแล้วจึงเดินลงชั้นล่างไปเมื่อมั่นใจว่าพวกเขายังอยู่ในห้อง เพียงไม่ได้ปรากฏตัวเท่านั้นฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ กินข้าวช้าลงด้วยรอจนกระทั่งทั้งคู่กินข้าวเสร็จ ผู้คนในโถงกินข้าวก็ได้ออกไปกว่าครึ่งแล้วเจี่ยนอันอันซับคราบน้ำมันที่มุมปาก พลางกล่าวด้วยความพึงพอใจ “อาหารโรงเตี๊ยมนี้ช่างถูกปากข้านัก”ฉู่จวินสิงยิ้มๆ มิได้พูดจาทั้งคู่เดินขึ้นชั้นบนไป แต่มิได้กลับเข้าห้องของตน กลับเดินมาหยุดที่หน้าห้องหม่าลู่และเฉินเช่อแทนฉู่จวินสิงยกมือขึ้นเคาะประตู ไม่นานในห้องก็มีเสียงคล้ายหวาดระแวงของเฉินเช่อ“ใคร?”ฉู่จวินสิงกล่าวเสียงต่ำ “เฉินเช่อ เปิดประตู เป็นข้าเองฉู่จวินสิง”ขาดคำมิทันไร จึงได้ยินในห้องมีเสียงฝีเท้าคนเดินและไม่นานประตูก็ถูกแง้มออกเป็นซอกเล็กเมื่อเฉินเช่อเห็นผู้ที่มายืนอยู่ด้านนอก มิใช
ฉู่จวินสิงกล่าวจบ จึงปล่อยมือเจี่ยนอันอันแล้วลุกขึ้นเดินออกไปเจี่ยนอันอันเอนกายนอนลงบนเตียงเช่นเดิม มือกุมที่หน้าท้องแบนราบลูกคนนี้มาเร็วเกินไป จนนางไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจแต่มาหวนคิดอีกที เมื่อเด็กเลือกที่จะมาอยู่กับพวกเขา นางจึงมีหน้าที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอให้ลูกลืมตาดูโลกเมื่อใด นางจะเลี้ยงดูให้ใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนตนเองเจี่ยนอันอันนำยาบำรุงจากห้วงมิติออกมาแล้วกินเข้าไป พลันอาการหน้ามืดวิงเวียนค่อยบรรเทาลงบ้างนางลงจากเตียง เดินมาถึงนอกประตู จึงเห็นฉู่จวินสิงยืนอยู่ด้านนอกผู้เดียว คล้ายรับลมเย็นอยู่เจี่ยนอันอันเดินมาข้างกาย พลางเรียกเบาๆ “ท่านพี่”ฉู่จวินสิงกำลังใช้ความคิดบางอย่างอยู่ แม้กระทั่งเจี่ยนอันอันเดินออกมา เขาก็ยังไม่รู้ตัวเมื่อถูกนางเรียกเข้า จึงได้ตั้งสติกลับมาโชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย มิเช่นนั้นหากให้ใครได้ยินเข้า ชายหนุ่มผู้หนึ่งเรียกหนุ่มอีกคนว่าท่านพี่ คงได้ตกใจจนตาถลนออกนอกเบ้าเป็นแน่แท้ ฉู่จวินสิงมองไปยังชั้นล่าง ยังไม่เห็นวี่แววลูกน้องสองคนจะมาถึงเขาจึงดึงตัวเจี่ยนอันอันกลับเข้าห้องไป“เหตุใดเจ้าจึงไม่นอนพักอี
เขาตื่นเต้นจนนั่งลงที่เตียง พร้อมจับมือเจี่ยนอันอันไว้ วางที่ริมฝีปากแล้วจุมพิตเบาๆ“ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดเราสองคนก็จะมีทายาทแล้ว”“แสดงว่าสิ่งที่ข้าทำไปก่อนหน้านี้ นับว่าไม่เสียเปล่า”เจี่ยนอันอันมองดูสีหน้าตื่นเต้นยินดีของฉู่จวินสิง นางกลับไม่ยินดียินร้ายและไม่นานก็รู้สึกถึงความผิดปกติ“เมื่อครู่นี้ท่านหมายความว่ากระไร อะไรคือสิ่งที่ทำไม่เสียเปล่า?”หรือว่าก่อนหน้านี้ฉู่จวินสิงนำยาคุมกำเนิดของนาง ไปสับเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น?แต่ความคิดนี้ผุดขึ้น พลันถูกเจี่ยนอันอันลบทิ้งไปเขามิใช่คนในยุคปัจจุบันเสียหน่อย จะรู้ได้อย่างไรว่ายังมียาชนิดอื่นทดแทนยาคุมกำเนิดได้แล้วฉับพลันเจี่ยนอันอันก็นึกขึนได้ว่า ครั้งแรกที่นางมีอะไรกับฉู่จวินสิง ตอนนั้นนางไม่ได้กินยาคำนวณเวลาดูแล้ว ห่างจากตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ประมาณหนึ่งเดือนจริงๆเจี่ยนอันอันพลันนิ่งอึ้ง นางนึกเสียใจที่วันนั้นเหตุใดจึงไม่กินยาก่อน?แต่ตอนนี้ไม่ว่าพูดอย่างไรก็สายเกินแก้ นางไม่ต้องการมีลูกเร็วขนาดนี้ แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วฉู่จวินสิงมองหน้าเจี่ยนอันอัน ประเดี๋ยวก็คิ้วขมวด ประเดี๋ยวก็ให้หมดอาลัยตายอยากเขารู้สึกห่อเหี่ยวลง
ยามนี้เจี่ยนอันอันรู้สึกคล้ายวิงเวียนศีรษะ เห็นทีต้องกลับไปพักเอาแรงเสียหน่อยแล้วระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม เจี่ยนอันอันถามฉู่จวินสิง “ท่านรู้สึกเวียนศีรษะบ้างหรือไม่?”ฉู่จวินสิงส่ายหน้า เป็นเชิงว่าตนมิได้รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใดแต่เขากลับรู้สึกว่า มือของเจี่ยนอันอันค่อนข้างเย็น“เจ้าเป็นอะไร ร่างกายไม่สบายใช่หรือไม่?”เจี่ยนอันอันพยักหน้าเบาๆ นางกำลังรู้สึกว่าเวลาเดินคล้ายตัวลอยอย่างไรชอบกลสองเท้าเหมือนดั่งย่ำอยู่บนปุยนุ่น มีความทรมานนักฉู่จวินสิงเห็นท่าไม่สู้ดี จึงก้มตัวลงต่อหน้านาง“ขึ้นมา ข้าจะแบกเจ้ากลับไป”เจี่ยนอันอันมิได้โต้แย้ง เพราะนางรู้สึกไม่ใคร่สบายจริงๆ จึงไม่คิดขัดขืน พลางแนบลงแผ่นหลังฉู่จวินสิงฉู่จวินสิงแบกนางแล้วเดินต่อ ระหว่างทางยังถอยถามไถ่อาการเป็นระยะเจี่ยงอันอันเพียงคิดว่าอาจเพราะเมื่อครู่ฆ่าคนมากเกินไป และสูดกลิ่นคาวเลือดมากไปด้วยบวกกับยาเม็ดนั้น นางใช้เวลาอันสั้นในการปรุงออกมาสรรพคุณของยาคงไม่ดีเท่ายาที่ผลิตได้ในยุคปัจจุบันนางซบอยู่แผ่นหลังฉู่จวินสิง พร้อมนำความคิดตนพูดให้เขาฟังฉู่จวินสิงเริ่มใช้วิชาตัวเบา ทำให้การเดินเท้ารวดเร็วกว่าเมื่อคร
หลังจากทั้งคู่กินข้าวเสร็จ กลับไม่ได้พักผ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมหลังจากออกไปข้างนอก ก็มาอยู่ในมุมๆ หนึ่งซึ่งปลอดคนในใจรีบท่องชื่อว่านผิงพร้อมกัน และไม่นานก็หายตัวไปจากซอกมุมนั้นเมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง จึงเห็นว่านผิงกับพวกกำลังเที่ยวจับคนอยู่ทุกครั้งที่จับชายคนหนึ่งได้ ก็จะหยิบภาพเขียนออกมาเปรียบเทียบดูใบหน้าทำเอาผู้คนบนท้องถนนต่างตกใจเป็นการใหญ่ฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันยังอยู่ในสภาพอำพรางกายอยู่ ว่านผิงกับพวกจึงไม่รู้ว่ามีคนมาคอยติดตามและพวกเขาก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น กลับเดินตามพวกว่านผิงไปเรื่อยๆโดยตั้งใจว่าจะหาโอกาสเหมาะ ค่อยลงมือเสียทีเดียวเพราะถ้าอยู่ท้องถนนแล้วลงมือฆ่าคน อาจทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกเป็นอย่างมากพวกเขาจับคนมาหลายคน แต่ล้วนไม่ใช่คนในภาพเขียนทำเอาว่านผิงโกรธจนกำหมัดแน่น มองหน้าลูกน้องพร้อมกล่าวเสียงดุ “พวกมันยังอยู่ในเมืองหลี่จง รีบไปค้นหาให้ทั่ว อย่าได้ปล่อยผ่านแม้แต่คนเดียว!”“ขอรับ ท่านหัวหน้า”ลูกน้องรับคำโดยพร้อมเพรียง และตามหาต่อไปเมื่อพวกเขามาถึงที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง พลันเห็นข้างหน้ามีบ้านเล็กหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ดูจากประตูที่เก่าโทร
ว่านผิงส่งสายตาให้เหล่าลูกน้อง ทุกคนรีบวิ่งขึ้นชั้นบนไปต่างถือเอาภาพเหมือนออกมา พร้อมเปรียบเทียบบนใบหน้าแขกทีละคน เมื่อเห็นว่าล้วนไม่ใช่คนที่ตนต้องการจะหา อีกทั้งมองดูในห้อง จนแน่ใจว่าไม่มีใครหลบซ่อนอยู่ จึงลงไปยังชั้นล่าง“หัวหน้า ชั้นบนไม่มีคนที่เราจะหา”ว่านผิงเหลียวมองคนที่นั่งกินอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยม มองดูแต่ละคนแล้วสำรวจขึ้นลง สุดท้ายไปจับจ้องอยู่ที่ฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันเขาเห็นคนทั้งคู่ต่างก้มหน้ากินข้าว แทบไม่เงยหน้าขึ้นมองผู้ใดเสียด้วยซ้ำจึงผละจากเถ้าแก่ เดินจ้ำอ้าวไปทางฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอัน“เงยหน้าขึ้นมา” ว่านผิงกล่าวเสียงตะคอก กระบี่ในมือชี้ที่ลำคอฉู่จวินสิงฉู่จวินสิงแทบไม่นำพาต่อกระบี่ที่พาดคอ พลางวางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมุมปาก “ว่าอย่างไร เจ้าคิดลงมือกับข้าด้วยรึ?”ฉู่จวินสิงเลียนแบบน้ำเสียงของอิ่นเจียง พลางเหลือบตาขึ้นมองว่านผิงทันทีที่ว่านผิงเห็นหน้าฉู่จวินสิงชัดเจน จึงตกใจจนตัวสั่น พลางรีบเก็บกระบี่ขึ้น“ข้าน้อยไม่รู้ว่าใต้เท้ามาอยู่นี่ เมื่อครู่ล่วงเกินไป ขอท่านโปรดอภัยด้วย”ว่านผิงยืนอยู่ด้านข้างฉู่จวินสิง ในใจรู้สึกขนลุกขนชัน
ฉู่จวินสิงเห็นเจี่ยนอันอันในที่สุดก็ลืมตาขึ้น จึงได้กล่าวกับนาง “เมื่อครู่ข้าเรียกเจ้าอยู่หลายที เจ้าก็ไม่ขานตอบ ข้ายังนึกว่าเกิดอะไรขึ้นเสียอีก”เจี่ยนอันอันเพิ่งจะนึกได้ เมื่อครู่นางกำลังเพ่งมองภาพในมิติอยู่ ข้างโสตได้ยินเสียงคนเรียกชื่อนางจริงๆเพียงแต่ความสนใจของนาง ล้วนไปอยู่ในภาพนั้นหมดสิ้น จึงไม่ได้ใส่ใจการเรียกหาของฉู่จวินสิงนางจึงยอมให้ฉู่จวินสิงมานั่งด้านข้าง พร้อมนำภาพที่เห็น บอกเล่าให้เขาฟัง“จากที่เจ้าเล่ามา ชายสองคนที่เห็นนั้น อาจเป็นลูกน้องข้าก็ได้”เจี่ยนอันอันก็นึกถึงข้อนี้เช่นกัน หากชายสองคนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาจริง เบื้องหน้านางคงไม่ปรากฏภาพเช่นนั้นออกมา“เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็รออยู่ในโรงเตี๊ยมนี้แหละ เพราะที่ๆ สองคนนั้นจะมาพักก็คือโรงเตี๊ยมแห่งนี้”ฉู่จวินสิงได้ยินดังนี้ พลันเกิดความคิดในใจขอเพียงชายสองคนนั้นปรากฏตัวขึ้น เขาก็จะได้สมทบกับพวกเขาทันทีเพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งห้าคนหลบหนีพร้อมกัน เหตุใดจึงได้พลัดหลงกันเช่นนี้?หรือว่าลูกน้องอีกสามคนได้ถูกคนของฉู่ชางเหยียนจับกลับไปเสียแล้ว?เจี่ยนอันอันเห็นฉู่จวินสิงขมวดคิ้วมุ่น นางจึงเอ่ยปาก “อย่าเพ
ฉู่จวินสิงกล่าวเสียงก้อง “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้เวลาท่านสามวันในการสืบเรื่องนี้”“ถ้าไม่ได้ตัวผู้ก่อเหตุมา ข้าจะทำตามรับสั่งของฝ่าบาท สั่งประหารพวกท่านทั้งครอบครัว”คำพูดของฉู่จวินสิง ทำให้เจ้าเมืองข่งสะดุ้งอย่างแรงจนแม้แต่สะใภ้รองที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง ก็พลอยหวาดกลัวจนตัวสั่นไปด้วยนางแอบเหลียวมองเจ้าเมืองข่ง เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่าจะตามหาคนผู้นั้นได้พบหรือไม่หลังจากฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจากไปแล้ว เจ้าเมืองข่งค่อยทรุดตัวลงกับพื้นเขาหายใจหอบแรง หวังจะช่วยระงับความหวาดหวั่นในใจบ้างสะใภ้รองได้ยินว่าโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทำให้นางร้อนใจจนเดือดพล่านยิ่งกว่ามดที่อยู่บนฝาหม้อร้อน น้ำตาก็ยิ่งไหลรินไม่หยุด“ท่านพ่อ ข้ายังไม่อยากตาย โรคของซีเอ๋อร์ยังไม่ทันรักษาให้หายขาด เขาจะถูกประหารเช่นนี้ไม่ได้ ท่านต้องรีบจับกุมผู้แอบอ้างชื่อผู้นั้นให้ได้นะเจ้าคะ!”เจ้าเมืองข่งมีแผนการในใจอยู่แล้ว จึงถลึงตาใส่สะใภ้รอง พลางกล่าว “เลิกร้องไห้เสียที รีบไปดูซีเอ๋อร์ก่อนว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”สะใภ้รองรีบซับน้ำตาที่นองหน้าอยู่ พลางลุกขึ้นแล้วเดินไปข้างเตียงมองดูซีเอ๋อร์ขณะนั้นมีสาวใ
เสียงของเจี่ยนอันอันดังขึ้นจากด้านหลัง “บอกให้พวกเขาถอยออกไป หาไม่ข้าจะให้พวกท่านตายทั้งบ้าน!”เจ้าเมืองข่งรู้ดีว่าสองคนนี้วรยุทธ์ไม่เบา จึงไม่กล้าทำการบุ่มบ่าม ได้แต่รีบโบกมือให้เหล่าทหารจนแม้แต่สะใภ้รองที่อยู่บนเตียง ก็ตกใจกับคำพูดเจี่ยนอันอันเสียจนต้องรีบหยุดร้องไห้โดยพลันรอให้ทหารออกไปหมดแล้ว เจ้าเมืองข่งจึงได้ถามเสียงสั่น “พวกเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?”“ที่เรามานี่ ย่อมได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ ให้สืบเรื่องราวการสอบจอหงวนเมื่อสามปีก่อน”เจ้าเมืองข่งได้ยินคำพูดของฉู่จวินสิง พลันขมวดคิ้วมุ่น สองตาจ้องเขม็งไปที่เขาเพียงไม่นานเจ้าเมืองข่งก็สังเกตจากบุคลิกและการแต่งกายของฉู่จวินสิง ดูออกว่าอีกฝ่ายเป็นชาวจิงโจวจริงๆแต่จะบอกว่ารับพระบัญชามาจากฮ่องเต้ ก็ออกจะฟังไม่ขึ้นไปเสียหน่อย“พวกเจ้ามีสิ่งใดมายืนยันว่ารับพระบัญชามาสืบสวนข้าจริง?”ซ้ำยังเป็นเรื่องเมื่อสามปีที่แล้วฮ่องเต้ทรงมีราชกิจมากมาย จู่ๆ จะทรงนึกได้อย่างไรว่าต้องสืบสวนเรื่องการสอบจอหงวนเมื่อสามปีก่อนไม่แน่ว่าสองคนนี้ อาจเป็นผู้ใดส่งมาแก้แค้นเขาก็ได้เพราะเขาเคยรับผลประโยชน์จากผู้อื่นมาไม่น้อย อีกทั้งให้ผู้ที่สอบตก