มินรอพี่คนสนิทมารับที่โซฟาชั้นล่างและคอยมองออกไปตรงหน้าบ้านตลอดเวลา
“ทำไมยังไม่มาสักทีนะ ไหนบอกว่าใกล้ถึงยังไงหล่ะ นี่ก็เกือบชั่วโมงแล้วนะ ลองโทรดูดีกว่า”
ตู้ด ตู้ด ตู้ด “ขอโทษค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
“ทำไมโทรไม่ติดนะ”
มินนั่งรอไปอีกประมาณสิบห้านาที จากนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามาเป็นสายที่ไม่รู้จัก
กริ้ง กริ้ง กริ้ง
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะ โทรมาจากโรงพยาบาล S ค่ะ ไม่ทราบว่ารู้จักนายภาณุวัฒน์หรือเปล่าครับ”
[เอ๊ะ นี่มันชื่อจริงพี่อู๊ดนี่นา]
“รู้จักค่ะ”
“พอดีนายภาณุวัฒน์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับเขาค่ะ”
“หา! เกิดอุบัติเหตุเหรอค่ะ เขาเป็นอะไรมากมั้ยค่ะ ฉันเป็นน้องที่ทำงานค่ะ”
“อ๋อ คุณพอจะติดต่อญาติเขาให้ได้มั้ยค่ะ พอดีไม่สามารถติดต่อญาติเขาได้เลยค่ะ”
“ดิฉันรู้จักแค่ลูกพี่ลูกน้องค่ะ เดี๋ยวติดต่อให้นะคะ แล้วตอนนี้เข้าเยี่ยมได้มั้ยค่ะ”
“ตอนนี้เขาอยู่ในห้องฉุกเฉินค่ะ ต้องทำการผ่าตัดด่วน แต่ไม่มีญาติคนไข้มาเซ็นต์เอกสารให้เลยยังไม่สามารถผ่าตัดได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันไปเซ็นต์ให้ก่อนได้มั้ยค่ะ ในระหว่างรอญาติคนไข้”
“ถ้าอย่างนั้นคุณรีบมาด่วนได้มั้ยค่ะ พอดีคนไข้สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ”
“ค่ะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
พูดจบมินรีบหันไปจะหยิบกระเป๋า กุญแจบ้าน และกุญแจรถ แต่ปรากฏว่ากุญแจบ้านและกุญแจรถไม่อยู่แล้ว
“จำได้ว่าวางอยู่บนโต๊ะรับแขกนี่ แล้วไปอยู่ไหนแล้วนะ คนยิ่งรีบๆ อยู่ เอาไงดี ระหว่างหาโทรหาญาติพี่อู๊ดก่อนดีกว่า”
มินใช้เวลาติดต่อหาญาติพี่อู๊ดเกือบสิบนาที เมื่ออีกฝ่ายรู้เรื่องก็บอกว่าจะรีบไปที่โรงพยาบาลทันที ส่วนตัวมินหากุญแจบ้านและกุญแจรถอีกเกือบสิบนาที สุดท้ายไปเจอในลิ้นชักในตู้วางโทรทัศน์ ซึ่งเธอแน่ใจมากไม่มีทางไปวางไว้ที่นั้นแน่ ๆ เพราะเธอกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับรอให้อู๊ดมารับ นั่นหมายถึงทุกอย่างต้องอยู่ใกล้ตัวพร้อมหยิบฉวยเมื่ออีกฝ่ายมา
“ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้นะ ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดอะไรแล้ว รีบไปหาพี่อู๊ดก่อนดีกว่า”
มินรีบปิดบ้านแล้วเดินทางไปหาพี่ชายคนสนิทที่โรงพยาบาลทันที
@โรงพยาบาล S
มินรีบมาที่ห้องฉุกเฉินตามที่ถามทางมาจากประชาสัมพันธ์ เมื่อมาถึงก็พบกับพี่โต้ง ญาติผู้พี่ของพี่อู๊ด และเป็นคนแนะนำบ้านหลังนี้ให้กับมิน
“สวัสดีค่ะ พี่โต้ง พี่อู๊ดเป็นอย่างไรบ้างค่ะ”
มินยกมือไหว้เพราะพี่โต้งอายุมากกว่าพี่อู๊ดเป็นสิบปี พี่โต้งรับไหว้มินไว้
“สวัสดี พี่เพิ่งเซ็นต์เอกสารยินยอมผ่าตัดให้อู๊ดไป ต้องรอหมอออกมาก่อนถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร”
“อ๋อ ค่ะ แล้วมีกู้ภัยหรือตำรวจบอกพี่บ้างหรือยังค่ะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่อู๊ด”
“ยังเลย พี่เพิ่งมาก่อนเราไม่ถึงสิบนาที ว่าแต่เรารู้เรื่องได้ยังไง
มินตราจึงเล่าเรื่องที่วันนี้นัดไปกินข้าวกับอู๊ดไว้ แต่เขาไม่มาตามนัด สักพักก็มีคนที่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าเขาเกิดอุบัติเหตุก็เลยรีบโทรแจ้งญาติผู้พี่แล้วรีบมา
“เรื่องก็เป็นประมาณนี้ค่ะ ส่วนรายละเอียดของอุบัติเหตุ ยังไม่มีใครแจ้งค่ะ”
“อืม งั้นเราคงต้องรอก่อน เพราะเหมือนอุบัติเหตุหนักอยู่ ทางนั้นก็มีคนเจ็บเช่นกัน เห็นตำรวจกับกู้ภัยอยู่แถวนั้น น่าจะเป็นเคสเดียวกัน เดี๋ยวเขาคงเข้ามาคุยกับเราอีกที”
มินกับโต้งจึงนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
ทั้งสองนั่งอยู่ตรงนั้นเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มีกู้ภัยคนหนึ่ง และตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวกับทั้งคู่ และแจ้งถึงสาเหตุของอุบัติเหตุ
“สวัสดีครับ ญาติคุณภาณุวัฒน์นะครับ”
“สวัสดีค่ะ / สวัสดีครับ”
“พอจะได้บอกได้มั้ยครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายผม” โต้งถามออกมาด้วยความอยากรู้ เพราะปกติ อู๊ดถือว่าเป็นคนขับรถอย่างระมัดระวังพอสมควร
“รถคุณภาณุวัฒน์ถูกรถตู้โดยสารชนครับ โชคดีวันนี้เป็นวันหยุด รถตู้จึงไม่มีผู้โดยสาร มีแค่คนขับคนเดียวเท่านั้นที่บาดเจ็บแต่ไม่มากเท่ากับคุณภาณุวัฒน์ จากการวัดระดับแอลกอฮอล์ไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนการสอบปากคำเบื้องต้น คนขับแจ้งว่า เขาไม่เห็นรถของคุณภาณุวัฒน์วิ่งออกมา จนกระทั่งเกือบจะชนแล้วถึงเห็น”
“ไม่เห็นงั้นเหรอ จะเป็นไปได้ยังไงค่ะ เขาไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์นะคะ อีกอย่างนี่ก็กลางวันแสก ๆ ด้วย” มินตราถามออกมาด้วยความมึนงง
“ใช่ครับ ผมเลยว่าต้องสอบปากคำเพิ่มว่าระหว่างขับรถเขาทำอะไรอยู่หรือเปล่า ทำให้ไม่เห็นรถที่เลี้ยวออกมาจากช่องกลับรถ อ้อ อีกอย่างเขาถามหาเด็กผู้ชายคนหนึ่งด้วย เขาบอกว่ามีเด็กผู้ชายนั่งอยู่ข้างคุณภาณุวัฒน์ โดยตอนเกิดอุบัติเหตุ เด็กผู้ชายยังกระเด็นออกไปจากกระจกหน้าด้วย ไม่ทราบว่าคุณพอจะรู้มั้ยครับว่าเขาได้พาใครขึ้นรถมาด้วยหรือเปล่า”
คราวนี้มินตราหันไปมองหน้าโต้ง เพราะเท่าที่เธอรู้จักพี่ชายคนนี้ เขาไม่มีครอบครัวนี่นา แต่ก็ไม่รู้สิ เพราะฉะนั้น ญาติของเขาน่าจะตอบได้ดีกว่า
โต้งยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า
“ไม่นะครับ น้องผมยังไม่มีครอบครัว และไม่มีลูกติดที่ไหนนะครับ”
“อืม ผมก็คิดว่าเขาน่าจะมาคนเดียว เพราะสภาพเบาะข้างคนขับไม่มีร่องรอยผู้อื่นนั่งเลย กลับมีเอกสารและของวางไว้ หากมีคนนั่งข้างๆ ของเหล่านี้ก็ไม่น่าจะมี ที่สำคัญกระจกหน้าก็ไม่ได้แตกตามที่คนขับรถตู้แจ้งมา”
ทั้งสองพยักหน้าเมื่อนึกภาพตาม
“เดี๋ยวผมจะแจ้งให้ทางโรงพยาบาลตรวจปัสสาวะเขาเพิ่มดีกว่า หากมีอะไรคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกที ส่วนค่าเสียหาย ทางเจ้าของอู่รถตู้จะเข้ามารับผิดชอบให้นะครับ”
ว่าแล้วทั้งตำรวจและกู้ภัยของขอตัวออกไปทางคนขับรถตู้ สักพัก คนขับรถตู้ก็ชี้มือมาทางนี้แล้วตะโกนขึ้นมาว่า
“นั่นไง นั่น ๆ เด็กคนนั้นอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ข้างผู้หญิงคนนั้นไง ไม่เห็นกันเหรอไง”
มินหันไปมองก็เห็นว่าชายคนนั้นกำลังชี้มาทางเธอ มินตราซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวริมรีบหันไปมองทางขวาทันที แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น หญิงสาวรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าตรงนี้แอร์คงเป็นตำแหน่งแอร์ตก จึงเขยิบไปนั่งทางซ้าย แล้วก็หันไปมองคนขับรถตู้อีกครั้ง
จากนั้นเหมือนอาการชายคนนั้นจะคุ้มคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
“นั่น ๆ เด็กคนนั้นเดินมาแล้ว อ๊า ทำไม ทำไม ไม่ ไม่ ไม่ อย่าเข้ามานะ ไม่ ไม่ ไม่”
บุรุษพยาบาลหลายนายรีบเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับจับตัวเขาไว้ จากนั้นก็มีนางพยาบาลรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับฉีดยาให้ชายคนนั้น สักพักคนขับรถตู้ก็สลบไปทันที บุรุษพยาบาลรีบพาชายคนนั้นออกไป
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้กับมินไม่น้อย โต้งเองแม้จะเป็นผู้ชายก็ยังผวาเช่นเดียวกัน เพราะจังหวะที่ชายคนนั้นคุ้มคลั่งก็พยายามที่จะเดินเข้ามาทางนี้ด้วย
เมื่อทุกอย่างสงบลง ห้องผ่าตัดฉุกเฉินก็เปิดออก คุณหมอเดินออกมาพร้อมกับอู๊ดที่นอนสลบอยู่บนเตียงคนไข้ มีผ้าพันหัวอยู่ และกำลังจะถูกเข็นออกไป
“ญาติคนไข้ใช่มั้ยครับ” นายแพทย์หนุ่มที่เป็นคนเปิดประตูหันมามองมินกับโต้งที่รีบลุกขึ้นแล้วเดินมาหาทันที
“ครับ / ค่ะ”
“ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ ศรีษะกระแทกกับคอนโทรลหน้ารถอย่างแรง มีเลือดคั่งในสมอง แต่ไม่ร้ายแรงมากนัก ตอนนี้ผ่าตัดนำเลือดคั่งออกไปหมดแล้ว เหลือแค่รอเขาฟื้นแล้วดูอาการอื่นต่อไปครับ”
มินและโต้งต่างโล่งใจที่อู๊ดดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอะไรมากนัก จากนั้นทั้งคู่จึงเดินไปที่ห้องพักฟื้นของอู๊ด
“คืนนี้พี่คงต้องเฝ้าอู๊ด แต่พี่ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ถ้ายังไงพี่รบกวนมินเฝ้าอู๊ดตอนนี้ได้มั้ย พี่จะรีบกลับไปเอาชุดมา”
“อ๋อ ได้ค่ะพี่โต้ง มินอยู่ได้ค่ะ”
“ถ้ายังไม่ได้กินข้าวก็สั่งมากินบนห้องเลยนะ พี่จะรีบไปรีบกลับ” ว่าแล้วโต้งก็รีบออกจากห้องไปทันที
มินนั่งเฝ้าไข้อู๊ดเกือบสองชั่วโมง สักพักก็ได้ยินมาจากเตียงคนไข้
“อย่า อย่า อย่า ไม่บอกแล้ว ไม่เล่าแล้ว”
เสียงผู้ป่วยบนเตียงเสียงแหบแห้ง มินที่เผลอสัปปะหงกไปก็รีบเดินเข้าไปหาเพื่อดูอาการ
หญิงสาวไม่กล้าเขย่าตัวเพราะเธอไม่รู้ว่าจะไปกระทบกระเทือนที่ไหนหรือเปล่า ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงแค่จับมือชายหนุ่มบนเตียงเพื่อให้เขาหลุดออกจากความฝัน สักพักชายหนุ่มก็ลืมตาโพลงขึ้นมา พร้อมกับเหงื่อเต็มตัว
“พี่อู๊ด พี่ตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง รู้สึกอย่างไรบ้างค่ะ ให้เรียกพยาบาลมั้ย”
อู๊ดเหลือบมองตามเสียงที่ดังอยู่ข้างเตียง
“มินเองเหรอ เอ่อ พี่ขอน้ำได้มั้ย พี่หิวน้ำ โอ้ย ทำไมพี่รู้สึกเจ็บที่หัวจัง”
“มันก็ต้องเจ็บสิพี่ ก็พี่เกิดอุบัติเหตุหัวแตกมีเลือดคั่ง หมอทำการเปิดกะโหลกพี่ออกเพื่อดูดเลือดออก มันก็ต้องเจ็บสิค่ะ”
อู๊ดทั้งเจ็บหัว ทั้งเคืองน้องสาวตัวดี ขนาดตัวเองป่วยขนาดนี้ ไม่วายยังพูดจากกวนประสาทอีกเลยจัดการเขกหัวหญิงสาวตรงหน้าไปหนึ่งที
“โอ้ย ตัวเองเจ็บคนเดียวไม่พอ ยังต้องให้คนอื่นเจ็บด้วยอีกเหรอ”
มินจับหน้าผากที่โดนเขกถูไปมา
“สรุปต้องให้เรียกหมอมั้ย” หลังจากถูหน้าผากจนพอใจ มินรีบรินน้ำยื่นให้กับชายหนุ่มพร้อมกับเอ่ยปากถาม
“อืม เรียกเถอะ พี่ปวดหัวมากและเจ็บแผลจังขอยาแก้ปวดคงดี”
“พี่รู้มั้ย ว่าพี่เกิดอุบัติเหตุได้ยังไง”
อู๊ดตกใจกับคำถามนั้นจนเผลอทำแก้วหลุดออกจากมือ
เพล้ง
“อ้าวพี่ ทำอะไรเนี่ย มือไม่มีแรงทำไมไม่บอก”
“มินถามทำไม” เสียงอู๊ดเข้มขึ้น
“ถาม ถามอะไร”
“ก็เรื่องอุบัติเหตุ มินถามทำไม”
“อ้าวพี่ น้องก็อยากรู้สิ ปกติพี่ขับรถดีจะตาย งวดนี้เกิดอุบัติเหตุได้ยังไง แต่เท่าที่ฟังจากคนขับ น่าจะเป็นทางโน้นที่ผิดนะ ว่าแต่มีเรื่องตลกด้วยหละ คนขับเพ้อใหญ่เลยบอกว่ามีเด็กผู้ชายนั่งข้างพี่ด้วย ว่าแต่พี่แอบไปมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” หญิงสาวยังไม่วายแซวไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า
“นั่นไม่ใช่เด็ก แต่เป็น..”
“ไม่ใช่เด็ก แต่เป็น....”ทันใดนั้นอยู่ ๆ อู๊ดก็ตาเบิกกว้าง มองไปทางระเบียง“มะ มะ ไม่มีอะไร ไม่พูดแล้ว เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนเรื่องเหอะ”“อ้าวทำไมอะพี่ ก็เรื่องนี้มันทำให้คนขับรถตู้กังขาอยู่เนี่ย ว่าพี่เอาเด็กขึ้นไปด้วยหรือเปล่า”“มะ ไม่มี ไม่มีเด็กที่ไหน พี่ไปคนเดียวจะมีเด็กได้ยังไง” อู๊ดโวยวายแล้วทำการเอียงตัวหลบ พยายามไม่มองไปทางระเบียง และพยายามหลบสายตามินเช่นกัน“อะไรวะเนี่ย เออ เออ ไม่มีก็ไม่มีพี่ แล้วนี่รู้สึกปวดหัว ปวดตัวอะไรบ้างหรือเปล่า ให้ตามหมอมั้ย”อู๊ดส่ายหัว แต่ก็ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก มินอยากจะถามเพิ่มแต่คุณหมอเปิดประตูเข้ามาพอดี จึงไม่พูดอะไรต่อไม่กี่อึดใจ พี่โต้งก็เปิดประตูเข้ามาเหมือนกัน“น้องมิน พี่มาแล้ว เรากลับไปพักมั้ย พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีก” พี่โต้งรีบพูดออกมาเพราะเกรงใจรุ่นน้องคนสนิทของลูกพี่ลูกน้องที่ต้องมาเฝ้ามินเหลือบตาไปมองพี่อู๊ด เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขามีอะไรปิดบังเธอบางอย่าง แต่ในเมื่อเขาไม่บอกก็เลยไม่อยาก
“เฮ้ย เปิดออกอีกแล้วเหรอ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย”มินแข้งขาเริ่มอ่อนลง โชคดีที่เธอจับราวบันไดไว้ ไม่งั้นมีหวังได้ตกบันไดลงไปแน่เมื่อตั้งสติได้ หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปดันประตูห้องเก็บของกลับไปทันที พร้อมกับเอากล่องเก็บของมาดันไว้เหมือนเดิมมินเอาตัวพิงหลังประตูไว้แล้วตบไปที่อกของตัวเองจากความฝันเมื่อคืน เรื่องประตู เธอเริ่มรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มีอะไรสักอย่างอยู่กับเธอด้วย แต่ด้วยความที่หญิงสาวเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ เมื่อหายตื่นตระหนกก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมารองรับกับเหตุการณ์เหล่านี้“มันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แค่เรื่องบังเอิญ เมื่อคืนก็แค่ฝันไปเท่านั้น”จากนั้นมินก็รีบออกจากบ้านไปทำงานทันทีวันนี้มินทำงานอย่างเหม่อลอยทั้งวัน พร้อมกับคิดไปว่าต้องสืบหาต้นตอของเสียงเหล่านั้นเย็นนั้นมินแวะไปเยี่ยมพี่อู๊ดก่อนกลับบ้านแอ๊ด“สวัสดีค่ะ พี่อู๊ด วันนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานหรือเปล่าค่ะ”อู๊ดมองหน้ามินเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็ไม่ได้ถามออกมา กลับตอบกลับคำถามของมินแทน
“พี่เจ้าของบ้านค่ะ บ้านหลังนี้มีผีหรือเปล่าค่ะ”มินตราตัดสินใจถามออกไปโดยตรง เธอรู้สึกอึดอัด เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง แต่เธอยังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลย อ้อ ยกเว้นไดอารี่ที่เพิ่งเจอ เธอต้องกลับไปอ่านต่ออย่างแน่นอนแต่ยังไงตอนนี้คนที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุด คือ คนที่อยู่ตรงหน้าตรงนี้“เอ่อ มะ มะ ไม่มีอะไรนี่ เรื่องประวัติก็เล่าให้น้องมินไปแล้วนี่นา ไม่มีผี ไม่มีคนเสียชีวิตที่นี่หรอก ว่าแต่มินพบเจออะไรที่ผิดปกติเหรอ”เมื่อเจอคำถามไป เจ้าของบ้านก็ทำหน้าเหวอทันที พยายามตอบออกมาอย่างตะกุกตะกักในตอนแรก เมื่อตั้งสติได้ ก็พยายามถามว่าหญิงสาวตรงหน้าได้พบเจออะไรหรือเปล่าเป็นคำตอบที่คิดไว้แล้วจริงๆ เขาไม่บอกความจริงดีๆ ด้วย มินตราคิดในใจ“เปล่าหรอกค่ะ ก็แค่ฝันไม่ดี และก็น่าจะแค่แสงตกกระทบเลยทำให้เห็นภาพประหลาดๆ ก็เท่านั้นค่ะ”มินเม้มปากสักพักแล้วก็เล่าบางอย่างออกมาแต่แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์“อ้อ ใช่ ใช่ ใช่ น่าจะเป็นแสงไฟหล่ะ ดี ดี ดี มินอยู่ได้ พี่ก็สบายใจ งั้นพี่ไปทำธุร
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อันไหนคือความฝัน อันไหนคือความจริง”มินพยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เธอจำได้แล้วว่าหลังจากที่ตัวเธอล้างจานเสร็จก็ขึ้นมาบนห้องนอน อาบน้ำอาบท่าแล้วก็ตั้งท่าจะอ่านไดอารี่ต่อ แต่ไม่รู้เพราะอะไร จึงเผลอนอนไปโดยที่ในมือยังถือไดอารี่อยู่ด้วยเมื่อนึกขึ้นมาได้ก็หันไปเห็นไดอารี่ที่หลุดจากมือตอนนอน แต่ยังอยู่บนเตียงนอน จากนั้นจึงหันไปมองที่นาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียงก็เห็นเป็นเวลาเดิม ตีสามสิบสามนาที“เวลานี้อีกแล้ว” เสียงพึมพำแผ่วเบาของหญิงสาวดังขึ้นเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ดีในการตื่นและจะไม่นอนเลยก็ไม่ได้ หญิงสาวจึงพยายามที่จะข่มตาลงอีกครั้ง แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถหลับได้ เสียงไม้ลั่นดัง เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ถี่มากหลังจากพลิกไปมาเกือบหนึ่งชั่วโมงร่างกายก็พร้อมที่ผล็อยหลับไป ซึ่งห้วงจังหวะกึ่งกลับกึ่งตื่นนั้น หญิงสาวมองเห็นเด็กผู้ชายคนนี้อีกครั้ง เด็กน้อยค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้เตียงนอนของเธอและพูดเบา ๆ คล้ายเสียงลมว่า“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ผมแค่ชอบพี่เท่านั้นเอง”แ
“มิน มินรู้มั้ย อู๊ดมันเป็นห่วงมินมากนะ เป็นห่วงมากกว่าน้อง”มินรีบเงยหน้ามองไปที่พี่โต้งอย่างตื่นตะลึง“อะไรนะพี่ ตะ ตะ แต่มินเคยหย่ามาแล้วนะ”“เราหนะคิดมาก อู๊ดมันไม่ได้คิดเรื่องพวกนั้นเลย มัน ฮึก มันชอบเธออย่างใจจริง ไม่งั้นมันจะช่วยเธอเรื่องสามีเก่าเหรอ จนยอมโดนไล่ออกพร้อมกับเธอ ฮึก ฮึก แต่ตอนนี้มันไม่อยู่แล้ว มันไม่ทันได้บอกความในใจกับเธอด้วยซ้ำ ฮือ ฮือ ฮือ” พี่โต้งพูดไปก็ร้องไห้ไปมินตราเมื่อได้ยินความรู้สึกของพี่ชายที่แสนดีคนนั้น หญิงสาวก็มีดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะจริงๆ แล้วลึก ๆ เธอก็รู้สึกดีกับพี่อู๊ด พี่ชายคนสนิทคนนี้ของเธอเหมือนกัน“แล้วหมอบอกมั้ยค่ะ ว่าทำไมพี่อู๊ดถึงหัวใจวายตายค่ะ” มินสงสัยอย่างมาก เมื่อวานที่เธอมาเยี่ยมเขายังดูปกติอยู่เลย แถมบอกว่าจะมาช่วยย้ายบ้านถ้าเธอหาที่อื่นได้“หมอบอกว่ามีอาการตกใจกลัวสุดขีดเลยทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน” โต้งแจ้งออกมาตามความจริงที่หมอแจ้งมา“ตกใจกลัวสุดขีดงั้นเหรอ ปกติพี่อู๊ดไม่ใช่คนที่ตกใจกลัวอะไรง่าย
มินนั่งตัวแข็งทื่อดูเงาตรงหน้า แต่เพียงแค่แวบเดียวภาพตรงนั้นก็หายไปมินรีบยืนขึ้นเดินไปเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกไปมองดูรอบ ๆ พยายามมองหา“ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง ทุกอย่างเป็นเพราะแสงและเงา มันต้องอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์สิ”เสียงพึมพำของหญิงสาวที่พยายามบอกตัวเองแบบนั้น ระหว่างเดินไปเดินมาตรงระเบียงเพื่อพยายามหาที่มาของภาพหลอนนั่นเดินอยู่สักพัก จึงหยุดเดินที่ริมระเบียงแล้วมองลงไปเบื้องล่าง“มันเป็นแค่เงาเท่านั้น...”ยังคิดไม่ทันจบ ก็เห็นเด็กผู้ชายคนนั้นกำลังแหงนหน้ามองมาที่เธอแล้วยิ้มให้มินไม่คิดอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้อง พร้อมกับกระชากประตูห้องนอนเพื่อเปิดลงไปข้างล่าง ในใจหญิงสาวต้องการพบเด็กคนนี้ ต้องการรู้ว่าเด็กคนนี้ต้องการอะไร ที่สำคัญ เขาเป็นคนหรือผีหญิงสาวเปิดประตูหน้าบ้านแล้วมองออกไปข้างหน้า ใต้แสงจันทร์และแสงไฟถนน ทำให้ร่างของเด็กคนนั้นดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก“หนู หนูเป็นใครมาทำอะไรที่บ้านน้าเหรอจ๊ะ” มินพยายามข่มความกลัว เธออยากรู้จริงๆ ว่าเด็กคนนี้เป็
มินตรายืนมองตั้งแต่ต้นจนเห็นเจ้าแมวดำตัวนั้นวิ่งหนีออกไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นตี หญิงสาวหันมองไปรอบๆ โชคดีที่นอกจากถาดข้าวเคารพศพที่ตกลงมานอกนั้นก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี‘ได้ยินว่า หากแมวดำกระโดดข้ามศพ จะทำให้วิญญาณเฮี้ยน’เมื่อนึกขึ้นได้ หญิงสาวพยายามเพ่งไปที่โลงศพเพื่อดูว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติ มินจึงกลับมาเก็บถ้วยชามและแก้วน้ำที่ตกแตกคืนนี้เป็นอีกคืนที่มีการสวดศพ และจะเป็นการสวดสองจบ เนื่องจากใกล้วันพระใหญ่ ทำให้ศพพี่อู๊ดจะตั้งสวดแค่สองคืน (สามจบ) เท่านั้น ไม่อย่างนั้นต้องตั้งศพทิ้งไว้อีกหลายวัน ซึ่งก็คงไม่ดีเนื่องจากเป็นวันหยุดยาว ญาติสนิทมิตรสหายล้วนวางแผนไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดกันหมด จึงทำให้คนที่มาร่วมงานบางตากว่าเมื่อวานแต่คืนนี้มีหลายอย่างที่ทำให้มินไม่สบายใจ ตั้งแต่ที่แมวดำตัวนั้นกระโดดข้ามโลงศพแล้วหนีไป มินรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างเธอตลอดเวลา บางครั้งเวลาที่เธอนั่งเงียบๆ หรือเล่นโทรศัพท์ระหว่างรอพี่โต้ง ก็เหมือนมีเสียงใครมากระซิบกระซาบข้างหู เพราะมันเบามาก เธอจึงไ
“พี่มีเรื่องอยากจะถาม หนูใช่เด็กคนเดียวกับที่พี่เคยฝันว่ามาขอให้พี่เปิดประตูห้องใช่มั้ย”เด็กชายซันหันไปมองหน้าพี่สาวคนสวยพร้อมกับพยักหน้ารับออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่....เป็นยิ้มที่ไม่ถึงดวงตามินชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น มันดูออกว่าเด็กน้อยกำลังฝืนยิ้มออกมาเพื่อให้เธอสบายใจ“มีอะไรอยากเล่าให้พี่ฟังมั้ย” ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เธอกำลังถามหาเรื่องราวกับผี เอ้ย วิญญาณของเด็กน้อยตรงหน้า แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนเป็นๆ ทั้งหลายไม่ยอมบอกเธอนี่นาว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านหลังนี้“พี่เชื่อเรื่องผีมั้ยฮะ เชื่อเรื่องวิญญาณชั่วร้าย หรือคำสาปมั้ยฮะ” เด็กตัวน้อยเงียบไปสักพักก็เอ่ยคำถามนี้ออกมาพร้อมกับมองไปที่หน้าของพี่สาวคนสวยตรงหน้า“เอ่อ ตอนนี้พี่ก็กำลังคุยกับผีอยู่ไม่ใช่เหรอ” พูดแล้วก็ก้มหน้าลงเพราะไม่รู้จะทำหน้ายังไง แต่ก็แปลกที่ตัวเธอเองกลับไม่ได้กลัวเด็กคนนี้เลย เพียงแต่ที่หลบตาตอนนี้เพราะไม่แน่ใจว่าทำให้เด็กชายตัวน้อยรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าซันได้ยินคำตอบตอนแรกก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยเข้าใจ เมื่อนึกขึ
“ฉันเลือก....”คำพูดของภูมิขาดหายไปเมื่อเขาตระหนักว่าการเลือกไม่ใช่ทางออกเดียวที่มีอยู่ ถ้าหากเขาเลือกเป็นตัวตายตัวแทนของซัน คนอื่นก็อาจจะรอดไปได้ แต่เขาเองจะติดอยู่ในวงจรอาถรรพ์นี้ต่อไป และหากเขาเลือกจะเป็นเพื่อนซัน มันก็ไม่ได้หมายความว่าคำสาปนี้จะจบลงมีทางเลือกอื่นไหม? ทางที่จะทำลายคำสาปนี้ให้หมดสิ้นไปซันหายไปแล้วราวกับว่าต้องการให้ภูมิได้มีเวลาคิดถึงทางเลือกของตัวเองภูมินิ่งคิดสักพักใหญ่ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องนอนเพื่อค้นเอกสารเก่าที่เขาค้นพบก่อนหน้านี้ หากคำสาปนี้เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบางอย่าง มันต้องมีร่องรอยหรือวิธีแก้ไขอยู่ในบันทึกเหล่านั้นพลิกกระดาษเก่า ๆ ไปทีละหน้า เขาสะดุดตากับข้อความหนึ่งในรายงานของตำรวจที่ระบุถึง “วัตถุปริศนา” ซึ่งถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของของบ้าน เป็นรูปปั้นเด็กผู้ชายที่ดูคล้ายกับซันอย่างไม่น่าเชื่อ และมีข่าวลือว่ามันเคยถูกทำลาย แต่กลับฟื้นคืนมาในสภาพเดิมอย่างไม่มีร่องรอยความเสียหาย‘หลวงพี่โต้งเคยพูดถึงรูปปั้นนี้... มีคนเคยทำลายมัน แต่เพราะทำลายผิดวิธี มันจึงกลับมาได้’ห
ภูมิถอนหายใจยาวหลังจากวางสายกับแฟนของประภาพิมพ์ ดูเหมือนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับบ้านเลขที่ 13 จะพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ให้มากที่สุด ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่ายังมีบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้แต่คำถามสำคัญคือ... ทำไม?คืนนั้น เขากลับมาที่บ้านเลขที่ 13 อีกครั้งด้วยความรู้สึกกดดันแปลก ๆ คราวนี้เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อเก็บข้อมูล แต่เพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างที่ยังคงคลุมเครืออยู่ขณะที่เดินผ่านหน้าร้านขายของชำ เขาสังเกตเห็นป้าอุษาแอบมองจากหน้าต่างร้านของตัวเอง แม้เธอจะไม่พูดอะไร แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความกังวลเขาใช้กุญแจไขประตูเข้าไปข้างใน บรรยากาศในบ้านเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของตัวเขาเองที่สะท้อนในความว่างเปล่าเขาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง คราวนี้ เขาตัดสินใจเข้าไปในห้องสุดท้ายของบ้านภายในห้องนั้นมีกลิ่นเหม็นอับ วอลเปเปอร์บนกำแพงเริ่มลอกออก โต๊ะเขียนหนังสือเก่าถูกตั้งไว้ริมหน้าต่าง มีรูปถ่ายที่ซีดจางวางอยู่บนโต๊ะมือของภูมิเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายหนึ่งขึ้นมา เป็นรูปของครอบครัวหนึ่ง—พ่อ แม่ และเด็กชายคนหนึ่งเด็กชายในรูป... หน้าตาเหมือนเ
เสียงประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมครูดกับพื้นซีเมนต์ดังลั่นเมื่อภูมิเปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้านเลขที่ 13 บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนผิดปกติ มีเพียงเสียงลมพัดไหวผ่านต้นไม้แห้ง ๆ ที่ขึ้นอยู่ริมรั้วเท่านั้นเขาหยิบกุญแจที่ป้าอุษาให้มา แล้วไขประตูเข้าไปด้านใน บ้านทั้งหลังเงียบกริบ มีเพียงแสงจากดวงไฟถนนด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่มีม่านขาดรุ่งริ่ง ภูมิยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่ม“เริ่มงานเลยดีกว่า” เขาพึมพำ ก่อนจะหยิบสมุดโน้ตกับกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋า เขาวางข้าวของไว้บนโต๊ะกลางห้องรับแขกแล้วเริ่มสำรวจไปรอบ ๆ บ้านภูมิได้รับหน้าที่ทำสกู๊ปข่าวพิเศษเกี่ยวกับบ้านร้างที่มีอาถรรพ์มากที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งบ้านหลังนี้ติดอันดับหนึ่งในสิบด้วย ภูมิจึงตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือฝุ่นที่เกาะหนาเตอะตามเฟอร์นิเจอร์และพื้นบ้าน เป็นไปได้ว่าบ้านหลังนี้อาจไม่มีใครอยู่มานานแล้ว แต่ที่แปลกคือไม่มีร่องรอยของสัตว์รบกวน เช่นหนูหรือแมลงสาบเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีบางอย่างทำให้พวกมันไม่กล้าเข้ามาภูมิก้าวขึ้นไปบนชั้นสอง ปร
มินยืนตัวแข็งทื่อ ร่างของเธอราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยแรงบางอย่างที่มองไม่เห็น ความกลัวพุ่งเข้าจู่โจมจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก ดวงตาของเด็กชายที่ชื่อซันนั้นว่างเปล่า ราวกับไม่มีวิญญาณอยู่ในร่างกาย"พี่มิน... จะทำยังไงหรือฮะ?" เสียงเย็นเยียบของเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดที่เริ่มฉีกกว้างเกินกว่าที่มนุษย์ควรจะทำได้มินพยายามถอยหลังไปเรื่อย ๆ แต่ขาของเธอกลับไม่ขยับตามที่ต้องการ หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองศึก เหงื่อเย็นไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากทุกทิศทางทำให้เธอแทบจะเป็นบ้า"ทำไม... ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ซัน... เธอเป็นใครกันแน่!" มินตะโกนออกไปสุดเสียง ความหวังที่ว่าเด็กชายตรงหน้าจะตอบคำถามเธอด้วยความเมตตานั้นไม่มีอยู่จริงซันหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาดังก้องอยู่ในห้องเก็บของแคบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้"พี่ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกฮะ... แค่รู้ไว้ว่าพี่ต้องอยู่ที่นี่... อยู่กับผม... ตลอดไป!"ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง แรงมหาศาลที่มองไม่เห็นก็พุ่งเข้าโถมใส่มิน ร่างของเธอลอยหวือกระแทกกับผนังด้านหลังจนรู้สึกได้ถึงแรงกระแท
มินจ้องมองที่กำแพงด้วยความหวาดกลัว ชื่อของเธอกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละตัวอักษร เหมือนมีมือล่องหนกำลังเขียนมันลงไป เธอรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทุกวินาที ความกลัวที่เคยค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจของเธอ ตอนนี้ได้กลายเป็นคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง“ไม่... นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง...” มินพึมพำกับตัวเอง แต่เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นเป็นเรื่องจริงเกินกว่าที่เธอจะปฏิเสธได้เธอรีบคว้าจดหมายฉบับอื่นๆ ในกล่องขึ้นมาอ่าน ทุกฉบับล้วนแต่เป็นจดหมายที่เขียนโดยผู้เช่าบ้านคนก่อนๆ ที่ต่างก็พยายามยกเลิกสัญญาเช่า แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ จดหมายแต่ละฉบับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง บางฉบับถึงกับเขียนถึงการพบเจอสิ่งลึกลับในบ้านหลังนี้ เช่นเดียวกับที่เธอกำลังประสบอยู่มินรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าไปในความลึกลับที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ เธอต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ แต่ก่อนอื่น เธอต้องเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น“ซัน... ซันช่วยพี่หน่อย...” มินร้องเรียกด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบ
“หา เด็กผู้ชาย ใช่ ซันหรือเปล่า” มินพึมพำกับตัวเอง รีบเปิดวันต่อไปเพื่ออ่านต่อเมื่อคิดว่าเด็กผู้ชายคนนั้นก็คือ ‘ซัน’ หญิงสาวก็เริ่มมีความหวาดหวั่น เหมือนทุกสิ่งที่ตัวเองกำลังเจอเดินตามรอยของหญิงสาวคนนี้ ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้และต้องเผชิญกับความลึกลับที่เธอกำลังประสบอยู่ เธอพลิกหน้าต่อไปอย่างใจจดจ่อ“วันที่ 11 วันนี้ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติในบ้านหลังนี้ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าในตอนกลางคืน ทั้งที่ฉันอยู่คนเดียว เสียงนั่นเหมือนกับเด็กวิ่งไปมาบนพื้นไม้ แต่เมื่อฉันเปิดไฟดู ก็ไม่มีอะไร ฉันพยายามบอกตัวเองว่ามันอาจเป็นแค่เสียงบ้านเก่าแต่ใจฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่วันที่ 12 ฉันเห็นเขาแล้ว... เด็กชายคนนั้น เขายืนอยู่ที่มุมห้อง มองมาที่ฉันด้วยสายตาเศร้าสร้อย ฉันพยายามตะโกนถามว่าเขาเป็นใคร แต่เขาก็หายไปในความมืด ฉันรู้สึกเหมือนเขาพยายามจะบอกอะไรฉัน แต่ฉันไม่เข้าใจวันที่ 13 ฉันพบรอยขีดเขียนบนกำแพงห้องเก็บของ มันเป็นรายชื่อของผู้ที่เคยอยู่ในบ้านนี้ พร้อมกับวันที่เสียชีวิต ฉันเห็นชื่อของตัวเองถูกเขียน
“ไม่พี่ไม่ยอมหรอก ซันบอกพี่มาว่าเราจะสู้กับเขายังไง”“เราสู้เขาไม่ได้หรอกฮะ โดยเฉพาะวันนั้นจะเป็นวันที่เขามีพลังมากที่สุด”“มันต้องมีทางสิ แล้วพี่ถามหน่อยสิ ในบรรดาวิญญาณที่โดนขังมีคนชื่อ พิมพ์ประภาหรือเปล่า” มินถามเพิ่มในเรื่องที่เธออยากรู้ซันมองหน้าเธอแล้วเงียบไปสักพัก มินก็รออย่างใจจดจ่อ“พิมพ์ประภาเหรอฮะ ดูเหมือนจะมีนะฮะ” เสียงซันแผ่วเบาลงมินเบิกตากว้าง แน่แล้วรายชื่อที่อยู่กำแพงต้องเกียวข้องกับผู้เช่าแต่ละรายแน่ อย่างเข่นพิมพ์ประภาเจ้าของไดอารี่เป็นต้นเมื่อเห็นมินนิ่งเงียบไป เหมือนกำลังนิ่งคิดอะไรสักอย่าง ซันจับมือมินเพื่อให้หันกลับมาหาเขา มินหันไปมองหน้าเด็กชายตรงหน้า“ทะ ทุกคนที่เช่าที่นี่โดนขังหมดเลยเหรอ”ซันพยักหน้าน้อย ๆ มินตาโตด้วยความตกใจ“ระ รวมถึงพี่ด้วยหรือเปล่า”ซันเหลือบตามองเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าอีกครั้ง“ผมถึงบอกไงฮะ ว่าพี่ต้องรีบยกเลิกสัญญาเช่า แล้วย้ายออกให้เร็วที่สุด”“อะ อืม ขอบใจนะ&
“หึ หึ หึ ถ้าหากไม่อยากก็เก็บปากพวกมึงให้สนิทและเลิกแส่มายุ่งเรื่องที่บ้านหลังนี้ รวมถึงห้ามให้ใครทำตัวมีพิรุธด้วย ไม่งั้นกูไม่เกี่ยงที่จะทำให้ทั้งซอยนี้เป็นซอยร้างแน่นอน จำคำพูดกูเอาไว้ คนที่กูเล็งไว้แล้วไม่มีใครจะหยุดกูได้ ออกไป”เสียงตะโกนดังลั่นก้องเข้าไปในหูของทุกคนที่อยู่ในวงล้อมนั้น จากนั้นทุกคนก็รู้สึกเหมือนตัวเองโดนผลักออกจากบ้านหลังนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนหวาดกลัวมากร้องเสียงดังลั่น“อ๊ากกกกกกกกกกกกก”พรึบป้าอุษาสะดุ้งตื่นมาจากความฝันอันน่ากลัวนั้นทันที หันซ้ายหันขวาพยายามมองดูว่าตัวเองอยู่ที่ไหนด้วยใจเต้นระทึก เมื่อเห็นว่าตอนนี้อยู่ที่บ้านของตัวเองใจที่เต้นเร็วก็ค่อย ๆ กลับสู่สภาวะปกติ สักพักก็ได้ยินเสียงคนกดออดที่หน้าบ้าน หญิงชราเดินลงบันไดมาที่ประตูหน้าบ้านก็พบกับคนที่อยุ่ในซอยมายืนออกันหน้าบ้านของเธออย่างเงียบ ๆ แต่ละคนหน้าตาซีดเซียวอยู่ในชุดนอนเหมือนกับว่าเพิ่งตื่นก็รีบเดินออกมารวมตัวกันที่นี่“ป้า ป้า ป้าฝันเหมือนกันหรือเปล่า ผมถามทุกคนแล้ว พวกเราฝันเหมือนกันเลย”“ฝันว่า”
“ผมกินไม่ได้ฮะ” ซันตอบออกมาอย่างแผ่วเบามินเมื่อรู้ว่าเผลอพูดออกไปโดยไม่ได้คิดว่าจะทำให้เด็กตรงหน้ารู้สึกไม่ดี“เอ่อ พี่ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เรารู้สึกไม่ดี” พูดพลางเอื้อมมือไปจับไหล่เล็ก ๆ ตรงนั้น พร้อมกับคิดอะไรบางอย่าง“แล้วถ้าเราอยากกินพี่ต้องทำยังไงเราถึงจะได้กินเหรอ”เด็กน้อยหันไปมองหน้ามินตราอย่างลึกซึ้งพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจ“ถ้าพี่อยากให้ผมได้กิน พี่ก็ตั้งบนโต๊ะ จุดธูปหนึ่งดอกแล้วคิดถึงผม ผมก็จะสามารถกินได้ฮะ”“อ๋อ อืม ๆ พี่เคยได้ยินมาเหมือนกัน งั้นปะ เราไปที่โต๊ะทานข้าวกัน เราชอบอะไรก็บอกพี่แล้วกัน พี่จะแบ่งจุดธูปให้เรากิน”ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มพร้อมทั้งเดินไปที่โต๊ะอาหาร ซันคอยชี้ว่าอยากกินอะไร ส่วนมินก็คอยตักสิ่งที่ซันชี้ใส่ชามแบ่งและจุดธูปอธิษฐานเรียกน้องซันมากินด้วยกันระหว่างที่กินข้าว ทั้งสองพูดคุยกันอย่างมีความสุขราวกับการพูดคุยของคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันมานาน มีการพูดคุยหยอกล้อกัน มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่มินรู้สึกว่ากินข้าวได้อย่างมีความสุข