สายตาของศิษย์สายในศิษย์สายนอกชายหญิงโดยรอบต่างพากันจ้องมองเด็กหนุ่ม เนื่องจากในตอนนี้ข่าวลือที่ว่าศิษย์คนล่าสุดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาที่เพียงเข้าสำนักได้เพียงไม่กี่วันเเต่อีกฝ่ายกลับสามารถสอบเลื่อนระดับเป็นนักปรุงโอสถระดับสองได้สำเร็จ
ครั้งเเรกข่าวคราวนี้ไม่ได้มีคนเชื่อเท่าไหร่นักเพราะถึงแม้พวกเขาจะยึดถือเส้นทางของผู้ฝึกตนเเต่ก็พอรับรู้อยู่บ้างว่าเส้นทางของนักปรุงโอสถนั้นหาได้ง่ายดาย และสำหรับที่ว่าอีกฝ่ายเป็นนักปรุงโอสถระดับสองก็คงเป็นเพียงเรื่องขบขันเท่านั้น
ทว่าการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มร่างบางที่นอกจากจะมีป้ายหยกเเสดงเเทนฐานะศิษย์ผู้สืบทอดเเล้ว อีกป้ายหยกที่แขวนคู่กันก็ดึงดูดสายตาไปไม่แพ้กันที่เมื่อพบเห็นต่างหลุดอาการกันทั้งสิ้น พึงทราบว่าขอเพียงเเต่ก้าวเท้าเข้ามากลายเป็นผู้ฝึกตนได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงระดับก่อเกิดเเต่ก็ทำให้ญาณสัมผัสทั้งห้าอยู่เหนือชั้นกว่าคนธรรมดาทั้งสิ้น
ดังนั้นแล้วจึงไม่ผิดแน่เด็กหนุ่มนามว่าหนิงอ้ายผู้นี้เป็นนักปรุงโอสถระดับสองอย่างเเท้จริง ด้วยเพราะมีป้ายหยกยืนยัน มีตราประทับของสมาคมสมาพันธ์นักปรุงโอสถเเห่งทวีปบูรพาอยู่นั่นเอง…
ถึงอย่างไรก็ตามหนิงอ้ายกับลู่ซียังคงเดินตรงไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อก็มาถึงพื้นที่ส่วนกลางของทางสำนักศึกษา เห็นซุ้มประตูหินขนาดใหญ่ที่มีน้ำตกจำลองขนาดย่อมอยู่ตรงด้านข้างซ้ายขวาที่ด้านหน้าได้มีผู้คุ้มกันยืนเฝ้าอยู่ เนตรเเห่งสวรรค์ส่งข้อมูลให้หนิงอ้ายได้รับรู้ว่าพื้นที่ด้านหลังซุ้มประตู ผาน้ำตกนี้ได้รับการดูเเลปกป้องจากค่ายกลชนิดหนึ่งที่มีความเเข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ผู้คุ้มกันทั้งสองก็ถือได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนระดับเทวะวิญญาณขั้นสูงเลยทีเดียว เพียงเท่านี้หนิงอ้ายก็คาดเดาได้ว่าย่อมเป็นสถานที่พิเศษที่โดยปกติเเล้วศิษย์ในสำนักหากไม่ได้รับอนุญาตย่อมไม่สามารถเข้าไปด้านในได้เป็นแน่
ลู่ซีเเสดงป้ายหยกที่ได้รับมาก่อนหน้าจากศิษย์พี่โม่โฉวให้กับผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ตรงหน้าตรวจสอบ ผ่านไปเพียงชั่วครู่ชายวัยกลางคนทั้งสองคนจึงขยับตัวเปิดทางให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนเข้าไปในทันที เมื่อได้ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาเเล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองต่างรู้สึกตรงกันว่าสถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นดินแดนเซียนที่ทั้งสวยงาม มีความสงบเงียบส่วนตัวเป็นอย่างมาก
ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นพร้อมกับหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดที่เบ่งบานชูช่อส่งกลิ่นหอมอบอวนไปทั่วทั้งบริเวณ ตลอดทั้งสองทางเดินได้มีการตกแต่งด้วยโคมไฟระยิบระยับหลากสีสันที่ถูกปักเรียงไปอย่างสม่ำเสมอที่คาดเดาได้ว่ายามค่ำคืนคงเป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง
กลิ่นอายความบริสุทธิ์ของปราณฟ้าดินยังมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก แม้ไม่อาจเทียบเท่าได้กับอาณาเขตพื้นที่ของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาด้วยเพราะสถานที่นั้นมีแรงหนุนจากมค่ายกลพิศดารและสมุนไพรวิเศษที่มีอายุหลายร้อยปี เเต่หากเทียบแล้วพื้นที่ส่วนในนี้ก็มีความเหนือชั้นกว่าพื้นที่ส่วนนอกอยู่หลายส่วน
ลู่ซีบอกว่าจุดหมายปลายทางที่ต้องไปนั่นคือหอชมจันทร์ ซึ่งเป็นศาลาทรงจีนหลังใหญ่ใจกลางสระบัวขนาดใหญ่ ตรงทางเดินเชื่อมระหว่างกลางเป็นสะพานไม้เก่าแก่ที่ถูกแกะสลักลวดลายงดงามเป็นอย่างมาก ตัวศาลามีมีระเบียงกั้นถึงสามด้านไว้สำหรับชมวิวทิวทัศน์โดยรอบนี้ อีกทั้งในสระน้ำต่างเต็มไปด้วยดอกบัวหลากหลายสายพันธ์ที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะลอยตามลม
ในช่วงเช้าหรือช่วงกลางวันศาลาชมจันทร์แห่งนี้จะมีแสงแดดสาดส่องลงมา ในยามช่วงเย็นเป็นต้นไปที่ท้องฟ้าโปร่งใสจะเห็นเงาพระจันทร์ค่อย ๆ ขึ้นมา หากเป็นพระจันทร์เต็มดวงนั้นแสงจันทร์จะสาดส่องมายังลานศาลาริมน้ำแห่งนี้ดูสว่างไสวราวกับไม่ใช่เวลากลางคืนเสียอย่างนั้น นี่จึงเป็นที่มาของชื่อศาลาชมจันทร์แห่งนี้
ใช้เวลาเพียงชั่วครู่บนสะพานไม้งามนี้เมื่อมาถึงหนิงอ้ายก็เห็นว่าศิษย์พี่จางลี่ ศิษย์พี่ซุนหลานกับหลี่ซวงสหายของเขากำลังนั่งจัดเตรียมสิ่งของสำหรับตกแต่งเพิ่มเติม ซึ่งต้าเฮยที่เห็นทั้งสามคนจึงเลื้อยไปจากอกเสื้อของหนิงอ้ายเข้าไปทักทายทุกคนด้วยความกระตือรือร้น
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะคิดถูกเเล้วนะจางลี่ที่ให้ตงหยางรับผิดชอบในเรื่องของสถานที่ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังเสียจริง โดยปกติเเล้วบริเวณส่วนนี้จะเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้อาวุโสระดับสูงเท่านั้นจึงจะเข้ามาได้..." ซุนหรานเอ่ยหยอกล้อขึ้นพร้อมกับทักทายทักทายเด็กหนุ่มทั้งสองคนที่พึ่งมาถึง
"ช่างเป็นสถานที่ที่งดงามมากเลยใช่หรือไม่?? หอชมจันทร์แห่งนี้ฟังว่ามีไว้สำหรับรับรองแขกผู้มาเยือนเท่านั้นซึ่งไม่นับรวมกับว่าพื้นที่ส่วนในเช่นนี้ไม่ต่างไปจากพื้นที่หวงห้ามของศิษย์ทั่วไปคงไม่ผิดไปนัก ไม่รู้ว่าตงหยางทำอย่างไรผู้อาวุโสหงจึงอนุญาติได้เช่นนี้..." จางลี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปด้วยรอบหอชมจันทร์นี้ด้วยความชื่นชม
"เจ้านั่นเป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไปที่ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ยังต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน ยังไม่นับรวมไปว่าตงหยางได้เคยช่วยเหลือผู้อาวุโสหงในครั้งนั้น จึงไม่แปลกอันใดที่อีกฝ่ายจะยอมผ่อนปรนให้ยืมใช้สถานที่ในครั้งนี้..." ซุนหรานเอ่ยเสริมขึ้นในใจชื่นชมสหายคนนี้เป็นอย่างมาก
"ตงหยางได้เข้าร่วมในการทำภารกิจที่สำคัญกับเหล่าผู้อาวุโสหลายคนในสำนักหลายครั้งจึงไม่ใช่เรื่องอันใดหากบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นจะประณีประนอมรักษาซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีเช่นนี้ อย่างไรในวันข้างหน้าตงหยางย่อมได้นั่งประจำการในตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไป..." จางลี่เอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะชวนทุกคนพูดคุยในเรื่องการเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามที่ได้วางไว้ เพราะไม่กี่ชั่วยามก็จะเป็นเวลานัดหมายเเล้ว
"เเล้วจ้าวหลานกับอู๋ฮั่นเล่าไม่ได้มาพร้อมกับพวกเจ้าอย่างนั้นรึ??" หลี่ซวงถามถึงสหายอีกสองคนที่ตามจริงเเล้วควรจะมาพร้อมกันกับหนิงอ้ายกับลู่ซีในตอนนี้เเล้ว
"จ้าวหลานช่วยศิษย์พี่โม่โฉวกับจินหั่วในการจัดเตรียมพวกเครื่องดื่มในงานเลี้ยงนี้ ส่วนอู๋ฮั่นข้าให้อยู่เป็นเพื่อนอี้หลินเสียก่อนอีกฝ่ายตั้งท่าจะเข้ามาช่วยพวกเราอย่างเดียวเลย..." ลู่ซีตอบกลับอีกฝ่ายไปซึ่งสร้างเสียงหัวเราะจากทุกคนในที่นี้เพราะต่างนึกภาพออกได้ว่าอู๋ฮั่นนั้นต้องพบเรื่องยุ่งยากเสียเเล้ว
จากนั้นไม่นานโม่โฉวและจิ่นหัวก็ได้ตามมาถึง อีกฝ่ายได้บอกว่าตงหยางอาจจะมาช้ากว่าเวลาที่ได้กำหนดไว้เนื่องจากอีกฝ่ายมีเรื่องที่ต้องไปจัดการกับท่านเจ้าสำนักเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะตามมาทีหลัง หนิงอ้ายลอบคิดในใจว่าย่อมไม่พ้นเป็นเรื่องศิษย์ในสำนักที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ ตอนนี้ยังมีผู้ที่รับรู้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นตามที่ชายหนุ่มได้เล่าให้ฟัง ดังนั้นยิ่งเรื่องราวนี้ยังไม่มีผู้ที่รับรู้มากเท่าไหร่พวกเขาก็จะตามสืบค้นได้ง่ายมากขึ้นเช่นกัน
หอชมจันทร์กลางสระน้ำได้ถูกตกแต่งด้วยผ้าม่านสีฟ้าซึ่งเป็นสีโปรดของอี้หลิน ตรงมุมห้องมีซุ้มดอกไม้หลากสีสันที่ต้าเฮยเป็นผู้จัดการด้วยตนเองพร้อมกับชูคอไปมาซึ่งได้เรียกเสียงชื่นชมจากทุกคนในที่นี้เจ้าตัวน้อยได้รับไว้อย่างเขินอาย ทางด้านขวามีโตะขนาดย่อมที่มีเครื่องดื่มหลากหลายชนิดวางอยู่ โตะทางฝั่งด้านซ้ายก็เต็มไปด้วยอาหารนับสิบกว่ารายการที่ส่งกลิ่นหอมเป็นอย่างมากในตอนนี้
อีกไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ตะเป็นเวลาตามนัดหมายเเล้ว อู๋ฮั่นได้เดินนำอี้หลินที่ถูกปิดตามายังสถานที่จัดงานวันเกิดนี้ท่ามกลางเสียงโวยวายราวกับเด็กน้อยของอีกฝ่าย เมื่อมาถึงเด็กหนุ่มจึงได้รับอิสระก่อนที่จะลืมตาขึ้น ได้เห็นว่าตรงหน้าของเขาเป็นศิษย์พี่ทั้งสาม สหายของตนทั้งหกคนพร้อมกับต้าเฮยที่ได้เอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า
"สุขสันต์วันเกิดนะอี้หลิน!!!"
ได้ยินอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจพร้อมกับพุ่งเข้ากอดหนิงอ้ายด้วยความรวดเร็วก่อนที่ลู่ซี จินหั่ว หลี่ซวง จ้าวหลานและอู๋ฮั่นจะรวมตัวกันเข้ากอดเด็กน้อยทั้งสองคนในกลุ่มที่เรียกสายตาเอ็นดูจากศิษย์พี่ทั้งสามคนที่ยืนมองอยู่ตรงนี้
คำว่ามิตรภาพเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมากในยุทธภพ ได้เเต่หวังว่าเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างยาวนาน
"ขอบใจพวกเจ้าทุกคนและขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสามที่ให้เกียรติมาร่วมงานวันเกิดของข้าด้วยนะขอรับ..." อี้หลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งสายตาไปยังสหายของตนทุกคนอีกทั้งยังประสานมือโค้งคำนับให้กับศิษย์พี่ที่เอ็นดูตนเช่นนี้
"เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าเป็นสหายของพวกเรา..." หลี่ซวงเอ่ยขึ้นซึ่งได้รับการพยักหน้ายอมรับจากทุกคน
"ศิษย์น้องอี้หลินเกรงใจมากไปเเล้ว เอาละ!! งานเลี้ยงสมควรที่จะเริ่มได้เสียทีไม่ต้องรอตงหยางหรอกเดี๋ยวเจ้านั่นก็ตามมาเองทีหลังนั่นเเหละ" โม่โฉวเอ่ยขึ้นจากนั้นทุกคนจึงเเยกย้ายไปยังที่นั่งที่ได้เตรียมไว้
"เริ่มงานเลี้ยงกันเถอะ!!" อี้หลินเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนที่ให้ศิษย์พี่ซุนหรานเป็นผู้เริ่มทานอาหารก่อนด้วยเพราะอีกฝ่ายมีอายุมากที่สุดกว่าทุกคนในที่นี้ ช่างเป็นเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกพูดไม่ออกเลยทีเดียวพร้อมกับที่ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจออกมาเสียงดัง
บรรยากาศในงานเลี้ยงวันเกิดของอี้หลินเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน แม้ว่าเครื่องดื่มจะไม่สามารถเป็นสุราหรือของมึนเมาเนื่องจากกฎของสำนัก เเต่ถึงอย่างนั้นหนิงอ้ายก็ได้หยิบโอสถเหลวชนิดหนึ่งที่ตนได้ทำขึ้นมาเฉพาะที่ให้ความรู้สึกไปไม่ต่างจากไวน์ในโลกเดิมสักเท่าไหร่นัก เพียงเเต่ว่าส่วนผสมในเครื่องดื่มนี้คือผลไม้และสมุนไพรหลากหลายชนิดที่มีฤทธิ์บำรุงร่างกายให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว
อาหารที่หนิงอ้ายได้ทำขึ้นนอกจากจะมีหน้าตาที่สวยงามที่ให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยเเล้ว รสชาติก็นับได้ว่าอร่อยมากแม้กระทั่งศิษย์พี่ทั้งสามคนที่คุ้นชินกับการลิ้มรสจากเหลาอาหารที่มีชื่อเสียงต่างยืนยันเห็นตรงกันว่าอร่อยมาก
ใบหน้าของอี้หลินผู้เป็นเจ้าของงานเลี้ยงวันเกิดในวันนี้เต็มไปด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น ครึ่งชั่วยามต่อมาตงหยางก็ได้มาถึงหอชมจันทร์นี้ซึ่งที่นั่งที่ทุกคนให้อีกฝ่ายคือที่นั่งตรงหัวโตะที่ตรงฝั่งด้ายซ้ายมือมีหนิงอ้ายนั่งอยู่ ส่วนทางฝั่งขวาเป็นศิษย์พี่ซุนหรานที่นั่งกอดคอศิษย์พี่โม่โฉวอย่างเหนียวเเน่น ส่วนต้าเฮยในตอนนี้ก็ได้เกาะติดกับอี้หลินพร้อมกับร่วมกินอาหารพร้อมกับทุกคน อสรพิษตัวน้อยนั้นกินอาหารเข้าไปเป็นจำนวนมากไม่ต่างไปจากชายตัวโตสักเท่าไหร่ทำเอาทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เหล่าศิษย์พี่ทั้งสามคนรวมไปถึงตงหยางได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของทางสำนักตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้กับทุกคนได้รับฟัง อีกทั้งยังให้คำแนะนำในส่วนอื่นที่เป็นประโยชน์แก่เด็กหนุ่มเหล่านี้อยู่ไม่น้อย เนื่องจากว่าตงหยางเป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไป รวมไปถึงจางลี่ ซุนหรานและโม่โฉวต่างก็เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักทั้งสามเช่นกัน
พวกเขาทั้งสี่คนจึงเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึกให้คำแนะนำต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่างานเลี้ยงวันเกิดของอี้หลินในครั้งนี้ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับพวกเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่า
"จริงสิ!!!ข้าได้ยินจากท่านอาจารย์บอกว่าศิษย์น้องหนิงอ้ายเป็นนักปรุงโอสถระดับสองเเล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง..." จางลี่เอ่ยชมเด็กหนุ่ม ไม่คาดคิดว่าระยะเพียงไม่ถึงสิบวันอีกฝ่ายนั้นราวกับพยัคฆ์ติดปีกเช่นนี้
"นักปรุงโอสถระดับสองด้วยอายุสิบห้าสิบหกปีเช่นนี้ศิษย์น้องถือได้ว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีเสียด้วยซ้ำ ไม่เสียชื่อศิษย์ของท่านเหวินหวู่ หนึ่งในสามปรมจารย์โอสถสูงสุดในมหาทวีปแห่งนี้..." จางลี่เอ่ยเสริมขึ้นตามสิ่งที่ตนได้รับรู้มาก่อนนะ
"หนิงอ้ายนี่เจ้าเป็นนักปรุงโอสถระดับสองได้อย่างไรกัน?? ความจริงเเล้วเจ้าเป็นตาเฒ่าประหลาดที่ปลอมตัวใช่หรือไม่..." อี้หลินที่ได้ยินดังนั้นจึงร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ
"ข้าก็อายุเท่ากับเจ้าหยุดคิดสิ่งไร้สาระได้เเล้ว..." หนิงอ้ายตอบกลับไปพร้อมกับตบไหล่ของอีกฝ่ายไปเบา ๆ
"นี่คือโอสถฤทัยอัคคีพิสุทธิ์ระดับสองความบริสุทธิ์สิบส่วน เป็นขั้นโอสถที่ข้าสามารถปรุงออกมาได้ในตอนนี้ โอสถนี้สามารถช่วยทะลวงชีพจรในร่างกาย สามารถยกระดับความสามารถของวิญญาณยุทธ์ปราณธาตุไฟได้หนึ่งขั้น ข้ามอบให้เจ้าเป็นของขวัญวันเกิด สหายข้า..." หนิงอ้ายเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมอบขวดโอสถแก้วที่มีเม็ดโอสถสีเเดงทับทิมนับสิบเม็ดอยู่ด้านใน
"โอสถฤทัยอัคคีพิสุทธิ์เป็นสุดยอดโอสถวิเศษที่ท่านเหวินหวู่ได้คิดค้นขึ้น ฟังว่าแม้จะเป็นเพียงโอสถระดับสองก็จริงเเต่ด้วยความบริสุทธิ์ถึงสิบส่วนนี้ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นโอสถระดับสูงเเล้ว หากนำไปประมูลที่โรงโอสถราคาย่อมไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทองอย่างแน่นอน ข้าลืมบอกไปว่านั่นคือราคาต่อหนึ่งเม็ดโอสถ..." โม่โฉวเอ่ยเสริมขึ้นตามสิ่งที่ตนพอรับรู้มาอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องหนิงอ้ายจะมากไปด้วยพรสวรรค์เพราะโอสถนี้หาได้ปรุงอย่างง่ายดาย
"เม็ดละหนึ่งหมื่นเหรียญทองที่มันมากไปเเล้ว ข้าว่า..." อี้หลินที่จะพยายามปฏิเสธด้วยเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับมานั้นล้ำค่ามากเกินไปแต่หนิงอ้ายก็ได้เอ่ยขัดขึ้น
"ข้าให้เจ้าใช้กับตัวเองหาได้ให้ไปขายเสียหน่อย เจ้าอย่าได้คิดมากนี่เป็นของขวัญที่ข้าพึงพอใจมอบให้แก่เจ้า..." หนิงอ้ายตอบกลับไปอีกครั้งด้วยความหนักเเน่น
"เช่นนั้นเป็นพวกข้าที่มอบของขวัญให้กับเจ้าบ้างเเล้วกัน..." เสียงของเด็กหนุ่มที่เหลือดังขึ้นพร้อมกับแย่งกันมอบของขวัญให้กับเจ้าของวันเกิดอย่างอี้หลิน
ทางฝั่งของศิษย์พี่ทั่งสามรวมไปถึงตงหยางนั้นก็ได้มอบของขวัญวันเกิดให้อีกฝ่ายเช่นกัน เด็กหนุ่มก็ได้รับคำแนะนำจากศิษย์พี่จางลี่ว่าของขวัญที่ได้รับมานั้นค่อยไปเปิดในเรือนพัก อี้หลินก็เห็นด้วยในสิ่งนี้จึงเอ่ยรับคำพร้อมกับเก็บลงในเเหวนมิติของตนในทันที
ใกล้จะถึงยามห้ายเเล้ว ทุกคนต่างคิดเห็นตรงกันว่างานเลี้ยงวันเกิดในครั้งนี้สมควรที่จะยุติลงได้เเล้ว แม้ว่าจะเป็นวันหยุดที่ทางสำนักกำหนดขึ้นให้พักผ่อนก็จริงเเต่ถึงอย่างไรนั้นกฎเกณฑ์ที่ว่าศิษย์ทุกคนจะต้องกลับเข้าเรือนพักในตำหนักไม่เกินยามห้าย ดังนั้นหลังจากที่ช่วยกันเก็บกวาดให้หอชมจันทร์นี้กลับคือสู่สภาพเหมือนเดิมก่อนหน้าเเล้ว ทุกคนจึงพากันเดินกลับออกมาท่ามกลางเเสงจันทร์ที่ส่องสว่างสวยงามเป็นอย่างมาก
จากนั้นจึงได้กล่าวอำลากันเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะแยกกลับไปยังตำหนักของตนที่อยู่ไปตามทิศทั้งสี่ และเช่นเดิมตงหยางได้เดินมาส่งหนิงอ้ายที่หน้าตำหนักเหมือนเดิมก่อนหน้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ได้เดินเคียงข้างไปกับเด็กหนุ่มร่างบางด้วยจังหวะที่เท่ากันไม่ช้าหรือไม่เร็วเกินไป ชวนให้ผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกว่าทั้งสองคนช่างเหมาะสมกัน เพีนงไม่นานเท่านั้นก็มาถึงหน้าซุ้มประตูทางเข้าของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาเสียเเล้ว
"เรื่องราวยังไม่ร้ายเเรงมากนักเจ้าอย่าได้เป็นกังวลไป หากมีสิ่งอื่นคืบหน้าข้าจะบอกให้เจ้าได้รับรู้อีกครั้ง..." เฟยหลงคล้ายกับว่าอ่านใจของเด็กหนุ่มตรงหน้าออก เพราะอีกฝ่ายได้ร่ายบทเวทย์ปิดการรับรู้บทหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยขึ้นให้อีกฝ่ายได้คลายกังวล
"ข้าได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจขึ้นมาอยู่บ้างท่านก็ระวังตัวด้วยเล่าเพราะเรื่องนี้เบื้องหลังย่อมไม่ธรรมดา..." หนิงอ้ายตอบกลับอีกฝ่าย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจะมากไปด้วยฝีมือก็จริงเเต่ทว่าความประมาทก็ได้คร่าชีวิตผู้คนมากมายเช่นกัน
"เจ้าสบายใจได้ ต้าเฮยเจ้าอย่าลืมดูเเลนาย...หนิงอ้ายด้วยเล่า..." ต้าเฮยชูคอขึ้นจากอกเสื้อของเด็กหนุ่มพร้อมกับขยับไปมาราวกับต้องการบอกว่าไว้ใจอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงมองใบหน้าของร่างบางอีกเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปด้วยความรวดเร็ว ทางฝั่งของหนิงอ้ายไม่รอช้าจึงเเสดงป้ายหยกประจำตัวพร้อมกับเข้าไปในตำหนักของตนในทันที...
เวลาได้หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้หนิงอ้ายถือได้ว่าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ เป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ดและศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาครบสามเดือนเต็มเเล้ว เเต่ละวันหนิงอ้ายได้จัดสรรเเบ่งเวลาอย่างเป็นระเบียบเเบบแผนช่วงเช้าหลังจากที่ดูเเลสวนสมุนไพรที่ข้างเรือนเสร็จก็จะฝึกฝนเชิงยุทธ์รวมไปถึงเคล็ดวิชาตให้ความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาไปจนถึงช่วงเย็น ยามกลางคืนนอกจากดูดซับหินปราณที่ได้รับมาก่อนหน้าและโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาเเล้ว อีกฝ่ายได้นำโอสถระดับหนึ่ง โอสถระดับสองที่ได้ปรุงขึ้น เเลกเป็นสมุนไพรจากอาคารส่วนกลางของตำหนักเพื่อนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาหลอมเป็นโอสถตามสูตรต่าง ๆ รวมไปถึงเด็กหนุ่มได้ฝากผู้อาวุโสซุนให้นำโอสถไปขายที่เมืองหมอกทมิฬอีกด้วยนอกจากนั้นหนิงอ้ายยังคงศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของสมุนไพรต่าง ๆ รวมไปถึงฝึกฝนการหลอมสร้างปรุงโอสถอย่างสม่ำเสมอ กล่าวได้ว่ายิ่งลงมือฝึกฝนมากเท่าใด ตอนนี้อีกฝ่ายยิ่งมีความคุ้นเคยเชี่ยวชาญในการปรุงโอสถระดับสองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรุงโอสถระดับสามบางชนิดได้แล้วเช่นกัน ถือได้ว่าด้วยระยะเวลาเ
"ภายในม่านมิติเต็มไปด้วยศาสตราวุธ เคล็ดวิชาล้ำค่า โอสถระดับสูงหายาก เตาหลอมโอสถระดับวิญญาณและสิ่งของวิเศษอีกมากมายยากที่จะคาดเดาได้ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะได้ครอบครองสิ่งใด ด้วยระยะเวลาที่จำกัดเพียงหนึ่งชั่วยามในการเข้าไปในม่านมิติพิเศษนี้ หากมีโชควาสนามากเพียงพอ เขาย่อมได้รับการยอมรับจากเตาหลอมโอสถวิญญาณอย่างแน่นอน...""จะว่าไปข้าไม่คิดเลยว่าด้วยระยะเวลาเพียงสามเดือน ศิษย์ผู้นี้ก็ครบถ้วนด้วยคุณสมบัติของนักปรุงโอสถระดับสามได้เสียเเล้ว ความก้าวหน้าเช่นนี้กล่าวได้ว่าเหนือชั้นกว่าเจ้าโจวเซินศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าในช่วงอายุเดียวกันยิ่งนัก...." ซุนเกาเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมบรรดาลูกศิษย์ของเหวินหวู่เเต่ละคนล้วนมากไปด้วยความสามารถที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไปและได้สร้างชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ให้แก่ตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาเป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งกับหนิงอ้ายที่เป็นศิษย์คนล่าสุด ก่อนหน้าเด็กหนุ่มสามารถสอบเลื่อนระดับจากนักปรุงโอสถฝึกหัดเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่ง ภายในวันเดียวกันก็สามารถสอบเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสองได้สำเร็จ กล่าวว่าครั้งนั้นชื่อเสียงของเด็กหนุ่มได้เป็นที่รู้จักอย่างมากในหมู่นัก
ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็มาถึงพื้นที่ส่วนนอกในบริเวณชั้นหนึ่งของอาคารส่วนกลางหลังนี้เเล้ว หนิงอ้ายกับไป๋เหลียนฮวาประสานมือคำนับผู้อาวุโสซุนที่อีกฝ่ายเสียสละเวลาเป็นธุระให้กับพวกเขาทั้งสองในครั้งนี้ หนิงอ้ายไม่ลืมนำโอสถระดับหนึ่ง โอสถระดับสองและโอสถระดับสามบางชนิดที่ตนได้ปรุงขึ้นในช่วงก่อนหน้าออกมานอกจากจะนำไปฝากขายเเล้วยังได้เเบ่งโอสถส่วนหนึ่งสำหรับการเเลกเปลี่ยนเป็นสมุนไพรต่าง ๆ ตามสูตรโอสถระดับสามที่ตนต้องการฝึกฝนหลังจากนี้ เพราะเด็กหนุ่มตั้งใจว่าอีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้เมื่อถึงกำหนดการณ์ของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาที่ศิษย์เเต่ละคนต้องออกไปทำภารกิจด้านนอกสำนักเพื่อช่วยเหลือผู้คนและฝึกฝนตนเองเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่จะกลับคืนสำนักตามที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานหนิงอ้ายวางแผนเอาไว้ว่าในระหว่างการเดินทางครั้งนี้เขาจะไปสอบเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสามให้สำเร็จ อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะแวะกลับไปเยือนยังตระกูลหวังที่แคว้นเต่าดำอีกด้วย แม้ว่าในครั้งนี้ลู่ซีอาจจะไม่ได้กลับไปพร้อมกันก็ตาม เพราะตอนนี้อีกฝ่ายได้เป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสูงสุดในตำหนักของค่ายกลฟังว่าหลังจากนี้ต้องเก็บตัวศึ
ทางฝั่งของเฟยหลงที่ได้ยินหนิงอ้ายตอบกลับมาคล้ายกับว่าอีกฝ่ายกำลังแง่งอนเสียอย่างนั้นในความรู้สึกที่สัมผัสได้ ชายหนุ่มจึงรู้สึกหมั่นเขี้ยวเด็กหนุ่มไปไม่น้อย ร่างกายสูงใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษเพศอันมากล้นได้ค่อย ๆ ก้าวเท้ามุ่งเดินตรงมาพร้อมกับเอ่ยหยอกล้อร่างบางกลับไป"เพียงไม่กี่วันที่ไม่พบเจอกัน ไม่คิดว่าเสี่ยวอ้ายจะคิดถึงข้าเช่นนี้?" เฟยหลงเอ่ยขึ้นพร้อมกับนั่งลงตรงที่นั่งที่อยู่ไม่ห่าง"ใครคิดถึงท่านกัน หึ!! ช่างหน้าหนาเสียจริง..." หนิงอ้ายตอบกลับอีกฝ่ายไปอย่างหงุดหงิด ยิ่งเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าได้เผยรอยยิ้มกว้างออกมา ช่างเป็นบุรุษที่มีความสามารถในการยั่วโมโหยิ่ง"เป็นข้าที่เข้าใจผิดเอง..." เป็นเฟยหลงที่ยอมแพ้ไปก่อนในท้ายที่สุด"ท่านมีสิ่งใดก็กล่าวออกมาได้แล้ว หวังว่าจะสำคัญมากพอเเล้วกัน..." หนิงอ้ายที่ได้ยินเสียงคล้ายกับสำนึกผิดของชายหนุ่ม จึงมองหน้าเพื่อพูดคุยกับอีกฝ่าย ด้วยเพราะเขาก็ต้องการทราบเช่นกันว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างในช่วงนี้เป็นเวลาเกือบสองชั่วยามที่หนิงอ้ายกับเฟยหลงได้นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ต่างไปจากที่เด็กหนุ่มคาดการณ์เอาไว้ไปสั
ขบวนคาราวานรถม้านับสิบคันรถได้มุ่งตรงสู่ทางสายหลัก เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างแคว้นอันเป็นจุดหมายปลายทางในครั้งนี้ ทว่าเมื่อออกจากเมืองหลวงของแคว้นได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม นายกองผู้ควบคุมรวมไปถึงบรรดาผู้คุ้มกันนับครึ่งร้อยชีวิตต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างเสียไม่ได้เส้นทางรถม้าที่เคยผ่านไปกลับนับร้อย นับพันครั้ง เพื่อขนส่งสินค้าไปยังหัวเมืองตามแคว้นต่าง ๆ ใกล้เคียง ครั้งนี้กลับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่ผิดแปลกไป หนึ่งชั่วยามให้หลังมานี้ผืนป่าในช่วงกลางวันอันเป็นช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตของทุกสรรพสิ่งทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงขับขานดังกล่าว บรรยากาศโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยหมอกควันสีขาวลอยต่ำ ความเย็นยะเยือกที่สายลมได้พัดพากระทบให้รู้สึกนั้นชวนให้หวาดกลัวยิ่ง"พวกเจ้าทุกคนเฝ้าระวังให้ดี อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด!!!" เสียงทุ้มต่ำจากชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าขบวนคาราวานรถม้าขนส่งสินค้า ได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เพื่อเน้นย้ำว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้หาใช่เรื่องปกติไม่อากาศที่ลดลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับกลุ่มหมอกควันหนาสีขาวได้ลอยต่ำลงจนแสงสว่างใดก็ไม่อาจเล็ดลอดจากยอดไม้สูงทั้งสิ้น เสียง
หนิงอ้ายในตอนนี้แม้จะถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ฝึกตนราชทินนามเทวะวิญญาณขั้นต้น ประกอบกับร่างกายนี้ได้ประสานไปกับกระดูกวิญญาณล้ำค่า ยิ่งส่งผลให้ยามออกท่าร่างเคล็ดวิชาตัวเบาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้จึงมีความรวดเร็วเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนระดับขั้นเดียวกันหลายเท่า เวลาที่ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อตามกำหนด เงาร่างของเฟยหลงกลับพุ่งทะยานล้ำหน้าผ่านร่างบางไปด้วยความเร็วที่เหนือชั้นยิ่งกว่าเห็นรอยยิ้มที่อีกฝ่ายมอบให้ เขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการแข่งขันครั้งนี้คุ้มค่ากับการลงแรงไปหรือไม่ ยิ่งเงื่อนไขที่ว่าผู้ชนะสามารถร้องขอสิ่งหนึ่งจากผู้แพ้แล้ว ครั้งนี้เป็นเขาเองที่ประมาทเสียท่าหลงเชื่อคำที่มากไปด้วยเล่ห์กลของอีกฝ่ายเข้าจนได้ เนตรแห่งสวรรค์ส่งข้อมูลให้รับรู้ว่าอีกฝ่ายได้ควบคุมพลังปราณให้เหลือเพียงเขตขั้นเทวะวิญญาณขั้นต้นเพียงเท่านั้น ย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาตัวเบาที่มีความรวดเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ในมหาพิภพ ทว่าเคล็ดวิชาของอีกฝ่ายนั้นดูเหนือชั้นไปกว่ามาก เคล็ดวิชาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามรากฐานการบ่มเพาะก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เสริมให้เกิดความได้เปรียบเช่นนี้"แม้จะล
กระบี่สีขาวบริสุทธิ์ในมือถูกกระชับให้มั่นคงพร้อมต้านรับกระบี่ที่โหมโรมรันเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงของคมกระบี่ปะทะกันดังขึ้นไปทั่วทั้งผืนป่าที่เงียบสงบ ชายชุดดำที่หนิงอ้ายกำลังรับมืออยู่นี้เป็นถึงราชทินนามเทวะวิญญาณขั้นสูงผู้หนึ่ง ถือได้ว่าเหนือชั้นกว่าเขาไปถึงสองขั้นย่อยเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรเคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายของหนิงอ้ายมีความเหนือชั้นกว่าเพลงกระบี่ของฝ่ายศัตรูเป็นอย่างมาก ดังนั้นความเสียเปรียบของระดับพลังวิญญาณนับว่าไม่ส่งผลสักเท่าไหร่นักการสับประยุทธ์ของเพลงกระบี่ได้ดำเนินผันผ่านเกินกว่าสองเค่อ ยิ่งเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มนั้นหาได้ลดลงตามไม่ ผิดกับชายชุดดำที่มีร่างกายสูงใหญ่แข็งแกร่ง ที่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าความเหนื่อยล้าเริ่มปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว หนิงอ้ายที่แผ่ญาณสัมผัสออกไปโดยรอบจึงรับรู้ได้ทุกการเคลื่อนไหวเหล่านี้และสามารถส่งการโจมตีกลับพร้อมใช้ท่าร่างวิชาตัวเบาหลบออกมาด้านข้างเพื่อหลบหลีกการโจมตีโดยไม่พลาดพลั้ง"ไม่คิดว่าศิษย์ของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์จะมากไปด้วยฝีมือเช่นนี้ ช่างน่าชื่นชมเสียจริง..." ชายชุดดำที่รับมือกับหนิงอ้ายเอ่ยขึ้นพร้
"เป็นฝีมือของผู้ใดกันที่ลักลอบกระทำต่ำช้าเช่นนี้ จงเปิดเผยตัวมาเสีย!!!" เฟยหลงคำรามสุดเสียงด้วยความโกรธก่อนจะตบเท้าขึ้นกลางอากาศ สองมือพลันลุกโหมด้วยเปลงเพลิงสีดำทมิฬก่อนจะฟาดไปยังจุดบริเวณที่หนิงอ้ายหายตัวไปเมื่อครู่ พลานุภาพแห่งเปลวเพลิงสีนิลนี้กร้าวแกร่งถึงขีดสุดด้วยพลังที่ลึกล้ำเหนือระดับราชันวิญญาณขั้นต้นกำลังสั่นสะเทือนพื้นที่โดยรอบอย่างไม่ยั้งมือเวลาเพียงไม่กี่สิบรอบลมหายใจต่อมา ห้วงมิติผันผวนตรงหน้าได้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างจะกลับมาสงบเงียบราวกับว่าเมื่อครู่นั้นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สีหน้าตื่นตะลึงของเฟยหลงปรากฎขึ้นอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด แม้ว่าร่างกายหนังมนุษย์นี้จะถูกจำกัดพลังวิญญาณเพียงเขตขั้นราชันวิญญาณขั้นต้น ทว่าความแข็งแกร่งมีมากเพียงใดเขาย่อมเป็นผู้ที่รับรู้ดีที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกล่าวได้ว่าเป็นการแหวกมิติชั้นสูงที่ไม่ธรรมดาสามัญทั่วไปอย่างแท้จริงก่อนหน้านี้ทุกการกระทำของหนิงอ้ายล้วนอยู่ในสายตาและการรับรู้ของเขาทั้งสิ้น แต่เพียงอึดใจเดียวที่ทันไม่ระวังเท่านั้น ร่างบางกลับหายลับไปโดยไร้ซึ่งร่อยรอยใดให้ติดตาม เฟยหลงรีบหันซ้ายขวามองหาอีกฝ่ายในทันทีอย่าง
ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคนขณะที่พวกเขาเฝ้าดูการเผชิญหน้ากับอสูรมารจางหมิ่นที่เทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูง พวกเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ แต่อย่างไรคู่ต่อสู้ของเขานั้นก็ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน ยามนี้จางหมิ่นในสภาพอสูรมารนั้นมีพละกำลังมหาศาลมีความเร็วที่เหลือเชื่อและความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งทั้งยังสามารถทนทานต่อการโจมตีได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ และการโจมตีของเขานั้นรุนแรงพอที่จะสังหารราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่อ่อนด้อยได้อย่างไม่ยากนักแม้จะต้องเผชิญกับอสูรมารที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูงแต่หนิงอ้ายกลับไร้ซึ่งความหวาดหลัวแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับชวนให้เขาหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งการสังหารในครั้งนั้น แก่นแท้แห่งการต่อสู้ จิตสังหารที่ดิบเถือนบ้าคลั่งที่เคยสะกดไว้คล้ายกำลังถูกปลุกขึ้นโดยที่ไม่ต้องร้องขอกลิ่นอายอหังการที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาของราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นกลางที่มีรากฐานบ่มเพาะลึกล้ำชวนให้ผู้ที่เคยกังขาถึงความเป็นมาและความสามารถของผู
ท่ามกลางความมืดมิดแห่งอนธการที่ได้ปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง บริเวณโดยรอบต่างอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้ายและความสิ้นหวัง ม่านพลังพิสดารสายนี้ส่องประกายสีดำม่วงเข้มประกายริ้วคลื่นแผ่กระจายทั้งยังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ มากไปกว่านั้นม่านพลังผืนนี้ยังดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนจะพยายามโจมตีหรือใช้สมบัติวิเศษเข้าขัดขวางการทำงานแต่ก็ไร้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้"สมบัติเทพมารจุติอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!" กุ้ยเจินหรือเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ไม่คิดว่าจางหมิ่นที่เป็นผู้ขายวิญญาณนั้นจะครอบครองสมบัติมารระดับสูงเช่นนี้ได้"มันคือสิ่งใดกันสมบัติเทพมารจุติที่เจ้าเอ่ยถึง..." รุ่ยเหอผู้เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาและเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้เอ่ยถามด้วยความสงสัย"สมบัติเทพมารจุติเป็นที่เล่าขานกล่าวกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการหลอมรวมพลังของเทพและมารเข้าด้วยกันจึงทำให้สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกประการ โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลมีมหาเทพเทพสองตนที่ทรงพลังยิ่ง
คราแรกที่ลู่ซีได้ยินว่าศิษย์ใหม่นามว่าจางหมิ่นนั้นเอ่ยวาจาส่อเสียดหนิงอ้ายเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าหนิงอ้ายไม่ได้ปรากฎตัวในสำนักนับเป็นเวลาสิบปีแล้วจึงไม่มีผู้ใดคุ้นเคยหรือพบเห็นหน้ามาก่อน ยิ่งการกลับมาครั้งนี้รูปลักษณ์ของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งหนิงอ้ายยังเป็นผู้ร้องขอว่ายามนี้ควรปกปิดตัวตนของเขาไปเสียก่อน ด้วยเพราะไม่ล่วงรู้ว่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในปีนี้ได้มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เป็นสายข่าวของเผ่าพันธ์มารปีศาจที่ถูกส่งตัวมาหรือไม่ แม้ความลับนี้อาจจะเก็บไว้ได้ไม่นานแต่อย่างน้อยท่ามกลางการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าตำหนักนี้ย่อมสามารถสังเกตุอาการพิรุจผิดปกติจากที่ควรจะเป็นได้“ป้ายหยกชั่วคราวลำดับที่เจ็ด ข้าต้องการประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ!!” เสียงของศิษย์ใหม่คนหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากบรรดาศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ที่ยืนเรียงอยู่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าทดสอบเป็นคู่ประลองกับเหล่าศิษย์ใหม่ แม้คำกล่าวนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ทุกคนในที่นี้ย่อมกระจ่างใจดีว่าถ้อยคำนี้เจาะจงถึงผู้ใด“กฎเกณฑ์เงื่อนไขในการทดสอบคัดเลือกเข้าสังกัดต
การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบกล่าวว่าเป็นที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย บรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ต่างตั้งตารอที่จะได้ประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาคู่ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการทดสอบจะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่คาดเดาได้นั่นคือการประลองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอย่างแน่นอนศิษย์ใหม่ประจำปีการศึกษาจำนวนห้าคนแรกที่ต้องทำการประลองแสดงฝีมือนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะยามที่ได้ยินเสียงเรียกหมายเลขของป้ายหยกที่พวกเขาถือครองอยู่ ด้วยเพราะไม่เตรียมใจว่าจะได้ลงทดสอบรวดเร็วถึงเพียงนี้ จากนั้นบรรดาสหายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างได้เข้าไปอวยพรให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาจึงได้ก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักทั้งสี่ที่ยืนเรียงเฝ้ารอคอยว่าพวกเขานั้นจะเลือกใครในการทดสอบความสามารถครั้งนี้แน่นอนว่าศิษย์
หนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตกใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็นวีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็นผู้อาวุโสสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นจากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควร
ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่สูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอันเป็นลักษณะภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสำนักศึกษาต่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบต่างประดับประดาด้วยโคมไฟเวทย์หลากสีสันที่ส่องสว่างไสวให้ความรู้สึกอลังการเพื่อเป็นการต้อนรับเหล่าบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมการทดสอบพร้อมกับความหวังและความฝันที่จะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้ซุ้มประตูสำนักที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่ผลึกอัมพรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นวัสดุสินแร่หายากในยุทธภพนี้ได้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงได้เปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันโดยมีผู้อาวุโสและศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งผ่านการทดสอบต่างก้าวเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าหลังจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้เข้ามาโดยพร้อมเพรียงแล้ว บริเวณลานกว้างหน้าสำนักศึกษายามนี้ต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกต
มหาพิภพพิสดารแห่งนี้ประกอบไปด้วยสามพิภพ สี่มหาสมุทร แปดมหาทวีป โดยที่สามพิภพนั้นจะแบ่งเป็นดินแดนพิภพระดับสูง ดินแดนพิภพระดับกลางและพิภพระดับล่าง โดยมีสี่ทะเลมหาสมุทรตั้งอยู่ 4 ทิศล้อมรอบที่เชื่อว่าเป็นที่พักพิงของเทพบรรพกาลสูงสุดทั้งสาม และแปดมหาทวีปที่ได้มีการแบ่งการปกครองตามทิศทั้งแปดของดินแดนพิภพระดับกลาง ด้วยเพราะต่างมีผู้ปกครองดินแดนอันเป็นตัวตนที่ไม่ธรรมดาสามัญทั้งสิ้น ดังนั้นการเดินทางข้ามผ่านแต่ละเขตดินแดนจึงจำเป็นต้องมีเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปสำหรับการเดินทางข้ามเขตแดนทั้งสามพิภพโดยเฉพาะดินแดนพิภพระดับสูงและดินแดนพิภพระดับกลางนั้น เงื่อนไขสำคัญคือผู้ฝึกตนที่บ่มเพาะพลังปราณในดินแดนพิภพระดับกลาง หากไม่สามารถเลื่อนระดับเป็นราชทินนามอัครพรหมยุทธ์วิญญาณหรือครอบครองพลังวิญญาณในระดับที่101ได้ย่อมไม่อาจก้าวล้ำมายังดินแดนพิภพระดับสูงนี้ได้ด้วยขีดจำกัดของกายเนื้อที่ไม่สามารถรองรับพลังปราณฟ้าดินบริสุทธิ์เข้มข้นที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงทั่วทั้งมหาพิภพ เพราะหากไร้ซึ่งความแข็งแกร่งของสายโลหิตและพลังปราณที่ล้ำลึกที่เพียงพอ ไม่กี่ชั่วลมหายใจร่างกายและจิตวิญญาณย่อมถูกบดขยี้ไปสิ้นแต่ในทางก
ไม่น่าเชื่อว่าเพียงหนึ่งราตรีที่ผ่านพ้น สำนักหมาป่าทมิฬจะถูกฆ่าล้างสำนักจนไม่เหลือแม้แต่ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว การจู่โจมโดยไม่อาจตั้งตัวนั้นได้ส่งผลให้เหล่าสมาชิกในสำนักต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าสลดใจ สิ่งนี้กล่าวว่าได้สร้างความตื่นตะลึงแก่กลุ่มอิทธิพลมืดในยุทธภพอยู่ไม่น้อย แม้ว่าสำนักหมาป่าทมิฬจะเป็นสำนักที่พึ่งก่อตั้งได้ไม่กี่สิบปีแต่ก็มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความโหดเหี้ยมและไร้ความปรานี การล่มสลายของสำนักในครั้งนี้จึงกลายเป็นปริศนาที่ยากจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงนั่นคืออดีตผู้ก่อตั้งสำนักนั้นเป็นถึงราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณที่มีรากฐานบ่มเพาะไม่ธรรมดาสามัญรวมไปถึงเจ้าสำนักคนปัจจุบันนั้นก็เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นสูงที่มากไปด้วยความสามารถไม่อ่อนด้อยแม้จะขึ้นชื่อในเรื่องของความวิปริตมากกว่าก็ตาม ไม่นับรวมถึงบรรดาผู้อาวุโสที่ล้วนต่างเป็นราชทินนามระดับสูงที่ไม่อาจดูแคลนได้ทั้งสถานที่ตั้งยังรายล้อมไปด้วยมหาค่ายกลเขตแดนธรรมชาติที่ใช่ว่าจะสามารถบุกฝ่าทะลวงไปได้โดยง่าย ข่าวการกวาดล้างสำนักหมาป่าทมิฬได้แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง ไม่รู้ว่าทางสำนักได้ไปรับภารกิจหรือได้ล
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและเศษซากร่างไร้วิญญาณของศัตรูที่พ่ายแพ้ หนิงอ้ายเรียกใช้พลังปราณตวัดเอาแหวนมิติและสมบัติวิเศษประจำตัวของผู้ตกตายทั้งหมดย้ายเข้ามาในแหวนมิติของตนอย่างไรสิ่งเหล่านี้ย่อมสามารถทำประโยชน์ได้อยู่ไม่น้อย ในใจเขาไม่นึกรังเกียจเลยเพียงนิด การเข่นฆ่าสังหารแล้วช่วงชิงสิ่งของของผู้ที่ตกตายไปนั้นเป็นสิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปในยุทธภพจากนั้นหนิงอ้ายได้ระดมเรียกเปลวเพลิงบริสุทธิ์จากปราณทิวาธาตุเข้าแผดเผาเศษซากชิ้นเนื้อรวมไปถึงจิตวิญญาณของบรรดานักฆ่าเหล่านี้ให้สูญสลายโดยไม่อาจหวนคืนในวัฏจักรสังขารได้อีก จากเศษเสี้ยวความทรงจำที่เขาสัมผัสได้นั้นคนกลุ่มนี้หาใช่เป็นคนดีแต่อย่างใด ตลอดช่วงอายุที่ผ่านมาก็ล้วนแต่กระทำต่ำช้า สังหารผู้บริสุทธิ์มาไม่น้อย เพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจชดเชยได้เสียด้วยซ้ำไม่ถึงครึ่งเค่อให้หลัง ห้วงมิติที่ถูกผนึกไว้เมื่อไร้ซึ่งผู้บัญชาการยามนี้ม่านพลังประหลาดดังกล่าวจึงได้ซ่านสลายไปในที่สุด เผยให้เห็นหมู่เมฆาที่ล่องลอยประดับเหนือท้องฟ้า เสียงแมลงน้อยใหญ่ดังขึ้นทั่วทั้งผืนป่าโดยรอบขับขานบรรเลงสอดประสานเป็นท่วงทำนองเสนาะหู แสงไฟเวทย์จากอาคารบ้านเรือน เสียงโหวกเหวกโวยวาย