“เรื่องอะไร?”หวังหยวนพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ไม่ต้องเกรงใจ พูดมาตามตรงได้เลย”“ท่านก็รู้ว่าบ้านข้ายากจน ข้าไม่มีเงิน...”“แม้แต่เมื่อวานตอนซื้อยาให้ท่านปู่ ท่านก็เป็นคนออกเงินให้...”“ตอนนี้ท่านปู่จากไป ข้ากลับไม่มีเงินซื้อโลงศพดี ๆ ให้ท่าน ช่างอกตัญญูนัก!”“ข้าหวังว่าท่านจะให้ข้าหยิบยืมเงินเพื่อฝังท่านปู่ นับเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของข้า...”ไฉจวิ้นกล่าวนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาทำได้ไฉปิ่งอี้เลี้ยงดูเขามาอย่างดี เขาเห็นมาโดยตลอดแต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรตอบแทน ทำได้เพียงซื้อโลงศพอย่างดีให้ไฉปิ่งอี้จากไปอย่างสงบ นับเป็นการตอบแทนครั้งสุดท้าย...หวังหยวนพยักหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนกตัญญู เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”“ข้าจะกลับเข้าเมืองไปจัดการงานศพให้ท่านไฉ จะให้เขาได้จากไปอย่างสมเกียรติ!”ไฉจวิ้นพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง ในที่สุดก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป...เขายังโชคดี แม้ว่าไฉปิ่งอี้ ญาติคนเดียวของเขาจะจากไป แต่เขาก็ได้พบกับหวังหยวนสวรรค์ยังเมตตาเขา!ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลังหวังหยวนหันกลับไปมอง ป
“ไม่อร่อยเลยสักนิด”เมื่อได้เคี้ยวข้าวสาลีผสมถั่ว หวังหยวนวางชามดินเผาลง รู้สึกเหมือนกินแกลบไม่มีผิด ตอนนี้ใครมาบอกว่าการข้ามกาลเวลามันดี เขาก็พร้อมที่จะบอกความในใจให้พวกเขา ข้ามกาลเวลามาถึงช่วงราชวงศ์ต้าเย่ คล้ายช่วงยุคสมัยโบราณของจีน เจ้าของร่างเดิมเป็นเป็นเจ้าของที่ดินเล็ก ๆ ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ ตอนเช้าได้กินข้าวต้มข้าวฟ่าง เที่ยงได้กินข้าวผสมข้าวฟ่าง ตอนเย็นได้กินเซาปิ่งพร้อมธัญพืชผสม ทุก ๆ สิบวันหลังจากกลับมาจากโรงเรียนในเมือง ถึงจะได้กลับมากินให้หายอยากได้สำหรับคนทั่วไป แต่ละวันกินข้าวต้มข้าวฟ่าง หรือข้าวสาลีผสมถั่ว ส่วนเนื้อนั้นในช่วงปกติอย่าไปคิดถึงมันเลย คงมีแค่ช่วงฉลองตรุษจีนเท่านั้นถึงจะได้กินเนื้อบ้าง ส่วนแป้งและข้าวสารนั้นเป็นที่นิยมของเจ้าของที่ดิน คหบดีและขุนนาง นึกถึงพวกไข่ เนื้อหมู ไก่ ปลา บนโลกที่ถูกทิ้ง หวังหยวนอดที่จะตีตัวเองไม่ได้ น้ำเสียงที่ฟังดูขลาดกลัวของคน ๆ หนึ่งดังขึ้น “ท่านพี่ ขอโทษนะ ในบ้านไม่มีข้าวฟ่างแล้ว ให้ท่านที่เป็นบัณฑิตเพิ่งหายป่วยกินข้าวสาลีผสมถั่วเช่นนี้?” แววตาของหวังหยวนมีประกายขึ้นมา สาวน้อยคนสวยที่ท่าทางขี้ขลาดยืนอยู่หน้าห้องโ
หวังหยวนเลิกคิ้ว "ถ้าข้าทำได้ล่ะ?" หลิวโย่วไฉเผยสีหน้าเจ้าเล่ห์ "ถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะไม่คิดดอกเบี้ย! แต่ถ้าทำไม่ได้ เจ้าจะต้องขายตัวเองเป็นคนรับใช้นายของข้า ว่าอย่างไรบ้าง?" หลี่ซื่อหานหน้าถอดสี “ท่านพี่ อย่ารับปากนะ!” เจ้าของที่ใจดำคนนี้ต้องการให้เขาขายตัวเองเป็นทาส หวังหยวนโกรธมาก แต่เขาเดินไปเขียนสัญญาสองฉบับและหยิบแผ่นหมึกสีแดงออกมา "เขียนชื่อและประทับนิ้วซะ!" “ได้!” หลังจากเขียนชื่อด้วยลายมือน่าเกลียด และประทับลายนิ้วมือสีแดงแล้ว หลิวโย่วไฉก็เดินจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ คนเสเพลเช่นนี้ เขาไม่มีหาเงินสี่สิบกว้านได้ภายในสามวันอย่างแน่นอน แม้ว่าครอบครัวของสาวน้อยจะร่ำรวย แต่พวกเขาก็อยากให้นางทิ้งคนเสเพลพรรค์นี้อยู่เสมอ ดังนั้นการยืมเงินคงจะเป็นไปไม่ได้แน่ การเดิมพันครั้งนี้ จะได้ทาสมาฟรี ๆ และสามารถขายได้ต่อในราคาหลายสิบกว้านด้วย! เข้าใกล้เป้าหมายที่ตระกูลหลิวจะครอบครองที่ดินพันหมู่ไปอีกหนึ่งเก้า 'สามีภรรยา' ยืนอยู่ตรงข้ามกันในลานบ้าน “ซื่อหาน” หวังหยวนอยากจะปลอบนาง หลี่ซื่อหานเช็ดน้ำตา และรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน หวังหยวนเข้าใจว่านี่เป็นทำร้าย
งานที่เหลือใช้แรงออกน้อยกว่ามาก แค่ล้างรากหญ้าแล้วบดในครกหิน หลังจากทำงานยุ่งมานาน หวังหยวนรู้สึกเหนื่อยมากจนปวดหลังไปหมด เขาจึงเอารากหญ้าที่ตำใส่ถังน้ำ จึงค่อย ๆ เดินทอดน่องไปที่ริมแม่น้ำ หวังหยวนเห็นพวกปลาแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ เขาจึงโรยแป้งหมี่ถั่วเหลืองและน้ำลงไป ด้วยเหยื่อที่วางลงไป จำนวนปลาที่รุมเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ หวังหยวนค่อย ๆ เทของเหลวที่ได้จากการตำรากหญ้าลงไปอย่างระมัดระวัง เมื่อน้ำที่ได้จากการตำรากหญ้านั้นกระจายตัว ปลาที่ค่อย ๆ ลอยหงายท้องขึ้นมาจากน้ำ หนึ่งตัว! สองตัว! ... หลังจากนั้นสักพัก หวังหยวนก็จับปลาตัวใหญ่ได้แปดตัว และตัวเล็กอีกสิบห้าตัว ปลาตัวใหญ่หนักประมาณสองกิโลครึ่ง ตัวเล็กหนักประมาณสองร้อยห้าสิบกรัม ปลาที่เล็กกว่านี้ก็ปล่อยมันไป เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน หวังหยวนก็กลับบ้านด้วยของที่เต็มตะกร้า ผ่านกระท่อมมุงหลังคาจากสี่หลัง คอกวัวและลานเล็ก ๆ ที่ล้อมรั้วทางด้านตะวันออกของหมู่บ้าน “ลุงหานซาน!” หวังหยวนตะโกนเรียกเขา เด็กน้อยน่ารักที่เหมือนตุ๊กตาตัวน้อยสวมเสื้อคลุมยัดนุ่นวิ่งออกมาจากเรือน ไปมองดูหวังหยวนในชุดคลุมตัวอย่างสงสัยและเขินอาย "หวั
ในโลกนี้มีการตกปลา ตกเบ็ด จับปลา แต่ยังไม่มีใครวางยาปลา หวังหยวนยิ้มและพูดว่า "ข้าค้นพบเคล็ดลับการตกปลาและก็จับปลากลับมาได้ตั้งเยอะ รีบกินเร็วเข้า ระวังถูกก้างทิ่มเอาล่ะ!" “เคล็ดลับการตกปลา!” หลี่ซื่อหานที่สงสัยอยู่แล้วนั้น ยิ่งเจอความเป็นห่วงเอาใจใส่ของหวังหยวน ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับกวางที่ตกใจอีกครั้ง ทั้งสองคนก็กินปลาต่อไป ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ค่อยได้กินปลาหรือเปล่า หรือเป็นเพราะปลาสดใหม่ หวังหยวนพบว่าปลาที่ทอดในน้ำมันหมูสักพัก และใส่เกลืออบรอสักสิบห้านาที และโรยด้วยผักป่า มันจะอร่อยมากซะกินจนหมดเกลี้ยง มาดูทางหลี่ซื่อหาน นางกินเหมือนแมวดมไม่มีผิด กินไปเพียงแค่ครึ่งชิ้นเท่านั้น “ท่านพี่ ข้าอิ่มแล้ว อีกครึ่งตัวนี้ข้ายังไม่ได้แตะมัน!” เห็นหวังหยวนมองมาที่นาง หลี่ซื่อหานก็วางตะเกียบลงแล้วผลักจานปลานั้นมา “ข้ากินอิ่มแล้ว แค่มองเจ้ากินปลาแบบนี้ก็น่ามองแล้ว รีบกินเถอะ!” หวังหยวนลุกขึ้นและออกจากห้องโถง เมื่อใดก็ตามที่มีเนื้ออยู่ในบ้าน หลี่ซื่อหานลังเลไม่กล้ากินมัน ปล่อยให้เจ้าของร่างเดิมกินก่อนเสมอ นี่จึงทำให้นางผอมลงจนผอมซูบ จนความงามแต่เดิมของนางก็หายไ
หวังซื่อไห่เอามือจับชายแขนเสื้อตัวเองยืนน้ำลายไหลอยู่หน้าประตูบ้านหวังหยวน หวังหยวนถามว่า "เจ้าทำอะไรน่ะ?" ต้าหู่และเอ้อหู่ก้าวออกมาล้อมขนาบหวังซื่อไห่ทั้งซ้ายและขวา มายืนน้ำลายไหลบ้านพี่หยวนแต่เช้า เจ้าอันธพาลนี่ต้องคิดเรื่องไม่ดีอยู่แน่ ๆ หวังซื่อไห่ตกใจจนสะดุ้ง แล้วจึงรีบถอยออกไปจากประตู “ข้า ข้าอยากกินปลา!" ช่างหน้าด้านได้อย่างตรงไปตรงมา หวังหยวนส่ายหน้า “เจ้ามาช้าไป ปลาถูกกินหมดแล้ว!” “เช้ากินหมดแล้ว ยังมีตอนเย็นอีก แค่อยากกินปลาเอง ให้ข้าไปขุดรากหญ้ากับเจ้าก็ได้นะ ไม่มีปัญหา” เมื่อวานที่เดินเตร็ดเตร่อยู่นั้น พบว่าที่บ้านหวังหยวนนั้นกินปลา และบ้านหวังหานซานก็ได้กินปลาเช่นกัน เดินมาแต่เช้าก็พบว่าบ้านหวังหยวนก็กินปลา และพ่อลูกหวังหานซานด้วย เมื่อนึกถึงที่หวังหยวนพูดถึงประโยชน์ เขาเข้าใจแล้วว่าเขาพลาดอะไรไป ปลาสองมื้อ! หวังหยวนกระพริบตา "งั้นไปเอาไข่สองฟองก่อน" ในชนบทแม้ว่าจะมีผู้เลี้ยงไก่อยู่ไม่กี่ราย แต่ไข่ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้และขายเป็นเงิน กว่าจะได้ไข่สองฟองไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ "...ตกลง!" หวังซื่อไห่กัดฟันและหันกลับมา หวังหานซานเตือนว่า "หวังหยว
หวังหยวนยิ้มและพูดว่า "ท่านหัวหน้า ข้าแบ่งปลาให้ท่านได้ไม่มีปัญหา และข้านั้นจะแบ่งหนี้สี่สิบกว้านของข้าให้ท่านด้วย! ถ้าหากท่านไม่อยากใช้หนี้ ก็แบ่งที่ดินสองร้อยแปดสิบหมู่ของบ้านท่านให้ข้าสักสิบหมู่ ที่ดินของบ้านข้าติดจำนองอยู่" “ไอเด็กเจ้าเล่ห์!” หวังปี่จงเดินจากไปอย่างหงุดหงิด ข้าแค่อยากได้ปลาเจ้าตัวเดียว เจ้าจะให้ข้าแบกหนี้ไปด้วย และยังให้ข้าแบ่งที่ให้อีกหลายสิบหมู่อีก ไอคนเสเพลพรรค์นั้น ยังมีหน้าพูดออกมาได้อีก “ท่านหัวหน้า อย่างเพิ่งไปสิ ข้าแค่ล้อท่านเล่นเท่านั้น อย่าโมโหไปเลย!” หวังหยวนตะโกนไล่หลังมา จับปลาได้มากมาย หากมีใครขอแค่สักตัวสองตัว เขาย่อมให้ได้อยู่แล้ว แต่นี่มาใช้ศีลธรรมบีบบังคับเขาให้แบ่งปลาให้คนทั้งหมู่บ้าน แล้วตัวเองได้ความดีความชอบไป แบบนี้มันไม่ได้ หวังปี่จงโมโหกระฟัดกระเฟียดไม่หันกลับมา เมื่อเห็นแผนการของหวังหยวนแล้ว ชาวบ้านต่างโห่ร้องและหัวเราะออกมา เจ้าอยากได้ของของข้า ข้าก็อยากได้ของของเจ้า เจ้าไม่ให้ข้า ข้าจะให้เจ้าไปทำไม หวังหยวนยกมือแสดงความคารวะ "พ่อแม่ พี่น้อง ลุงป้า น้าอาทุกท่าน ตอนนี้ทุกคนต่างรู้เรื่องของข้า ปลาเหล่านี้ต้องนำไปขายเ
“อืม ท่านพี่!” “อย่าเรียกท่านพี่สิ เรียกเหล่ากง!” “...ไม่ได้!” “ทำไม?” “ท่านพี่ เหล่ากงคือคำใช้เรียกขันที ท่านแค่ป่วย หาหมอดูอาการก็ดีขึ้นแล้ว ทำไมต้องดูถูกตัวเองแบบนี้ด้วย!” "...เหล่ากงคือคำใช้เรียกขันที???” "คำใช้เรียกขันทีถูกเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละราชวงศ์ที่ผ่านมา พวกเขาเรียกขันทีอย่างเป็นทางการว่าหวางเหมินและเตียวตัง บางคนได้รับเกียรติยกย่องเป็นเน่ยกว้าน เน่ยเฉิง จงกว้าน และจงกุ้ย นอกจากนี้ยังมีชื่อที่เสื่อมเสียเช่น เน่ยซู่ เหยียนเฉิน ไท่เจี้ยน เหยียนเหริน และเหล่ากง ขันทีก็เรียกว่าเหล่ากงเจ้าค่ะ" “...ทำไมเจ้าถึงรู้เยอะนัก?” “...ตอนเด็ก ๆ มีหมอดูผ่านบ้านข้า บอกว่าข้ามีดวงชะตานางหงส์ ท่านพ่อจึงอบรมให้ข้าเป็นกุลสตรี สอนมารยาทและธรรมเนียมในวังให้ด้วย” “ดวงชะตานางหงส์?” “ท่านพี่อย่าโกรธไปเลย หมอดูคนนั้นเป็นนักต้มตุ๋น ข้าจะไปมีดวงชะตานางหงส์ได้อย่างไร! หลังจากแต่งงานกับท่านแล้ว ตราบใดที่สามียังต้องการข้า ข้าก็จะรับใช้ท่านตลอดไป” ...ในวันรุ่งขึ้น หวังหานซานขับเกวียนล่อขนปลาลงในถังไม้ขนาดใหญ่พวกเขาทั้งห้าก็เตรียมตัวออกเดินทาง หลี่ซื่อหานหยิบถุงผ้าสีแดงยัดใส่มื
“เรื่องอะไร?”หวังหยวนพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ไม่ต้องเกรงใจ พูดมาตามตรงได้เลย”“ท่านก็รู้ว่าบ้านข้ายากจน ข้าไม่มีเงิน...”“แม้แต่เมื่อวานตอนซื้อยาให้ท่านปู่ ท่านก็เป็นคนออกเงินให้...”“ตอนนี้ท่านปู่จากไป ข้ากลับไม่มีเงินซื้อโลงศพดี ๆ ให้ท่าน ช่างอกตัญญูนัก!”“ข้าหวังว่าท่านจะให้ข้าหยิบยืมเงินเพื่อฝังท่านปู่ นับเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของข้า...”ไฉจวิ้นกล่าวนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาทำได้ไฉปิ่งอี้เลี้ยงดูเขามาอย่างดี เขาเห็นมาโดยตลอดแต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรตอบแทน ทำได้เพียงซื้อโลงศพอย่างดีให้ไฉปิ่งอี้จากไปอย่างสงบ นับเป็นการตอบแทนครั้งสุดท้าย...หวังหยวนพยักหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนกตัญญู เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”“ข้าจะกลับเข้าเมืองไปจัดการงานศพให้ท่านไฉ จะให้เขาได้จากไปอย่างสมเกียรติ!”ไฉจวิ้นพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง ในที่สุดก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป...เขายังโชคดี แม้ว่าไฉปิ่งอี้ ญาติคนเดียวของเขาจะจากไป แต่เขาก็ได้พบกับหวังหยวนสวรรค์ยังเมตตาเขา!ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลังหวังหยวนหันกลับไปมอง ป
“ดูเหมือนว่าพวกมันจะเล่นงานพวกเรา!”“พวกเราคงออกจากเมืองไม่ได้แล้ว ต้องกลับไปที่ตำหนักองค์ชายก่อน แล้วปรึกษาหารือแผนการรับมือ!”หลิ่วหรูเยียนรีบกล่าวสถานการณ์ไม่สู้ดี ตัวตนของหวังหยวนถูกเปิดเผยแล้ว อีกทั้งพวกเขายังมีกำลังพลน้อยนิดด้วย หากติดอยู่ในเมืองหลวง ผลลัพธ์คงเลวร้าย!หวังหยวนเป็นถึงเจ้าแห่งเมืองหลิง ไม่อาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้!หากเขาเป็นอะไรไปในต้าเย่ ต้าหู่และคนอื่น ๆ คงจะยกทัพมา ความสงบสุขของดินแดนทั้งเก้าก็จะพังทลายลงนี่ไม่ใช่สิ่งที่หวังหยวนต้องการ!“ข้าจะติดต่อเกาเล่อเพื่อสอบถามสถานการณ์”“แต่ข้ารู้สึกว่าซือฟางกับเจี๋ยงโฉ่วอีไม่น่าจะเป็นคนใจร้อน”“คนทั้งสองเป็นขุนนางคนสำคัญ ซือฟางคงไม่กล้าใช้กำลังในตอนนี้ เพราะจะขัดต่อกฎหมาย”“ถึงตอนนั้นเขาจะกลายเป็นกบฏ!”หวังหยวนไม่เข้าใจ เขาให้ไป๋อวิ๋นเฟยสงบนิ่งไว้ก่อน เหตุใดซือฟางถึงได้ตื่นตระหนก?ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงยิ่งควบคุมยาก หากพลาดพลั้งไป ทุกอย่างจะพังทลาย!“ไม่ต้องไปหาองค์ชายใหญ่แล้ว”“พวกเราไปหาไฉจวิ้นก่อน ดูว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”“มีไป๋ลั่วหลีอยู่กับไป๋อวิ๋นเฟย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางคงช่วยไกล่เกลี่ยได
ซือฟางจ้องมองชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในเมื่อภารกิจล้มเหลว แล้วเจ้ายังกลับมาเพื่ออะไร? เจ้ามันขยะไร้ประโยชน์ เก็บเจ้าไว้ไม่ได้!”ชายคนนั้นยังไม่ทันได้ตอบ พลันมีทหารสองคนกระโจนเข้ามาฟันคอเขาจนขาดกระเด็น!ซือฟางเตะเก้าอี้ล้ม ชี้ไปยังศพที่นอนจมกองเลือด แล้วกล่าวว่า “มากำจัดให้เรียบร้อยด้วย”เมื่อทุกคนออกไป เจี๋ยงโฉ่วอีที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดจึงเดินออกมาคืนนี้พวกหวังหยวนถูกเล่นงาน แต่ซือฟางกับเจี๋ยงโฉ่วอีกลับไม่ได้พักผ่อน คอยฟังข่าวอยู่ตลอด!“แผนถูกเปิดโปงแล้วหรือ?”เจี๋ยงโฉ่วอีถาม“ชายคนนั้นบอกว่าไม่ได้บอกว่าเป็นพวกเราที่สั่งการ แต่ไป๋อวิ๋นเฟยไม่ใช่คนโง่ ยิ่งหวังหยวนยังอยู่ในเมืองหลวง คงเดาได้ว่าพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องเป็นแน่!”“นั่นหมายความว่า พวกเขาคงสงสัยพวกเราแล้ว”“ดูเหมือนว่าพวกเราต้องเปลี่ยนแผน...”“พอฟ้าสาง ไป๋อวิ๋นเฟยคงจะมาเอาเรื่องพวกเราใช่หรือไม่?”ซือฟางมีสีหน้ากังวล ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยตัว แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายเกินคาด เขาจะทำอย่างไรดี?เจี๋ยงโฉ่วอีมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้เอ่ยคำใด“ท่านไม่ใช่ที่ปรึกษาอัจฉริยะอันดับหนึ่งหรอกหรื
หวังหยวนรู้สึกเสียดาย เกือบจะจับคนร้ายได้แล้วเชียว แต่ก็ยังปล่อยให้หนีไปได้...ช่างยุ่งยากนัก!ไป๋อวิ๋นเฟยและไป๋ลั่วหลีที่ซ่อนตัวอยู่ก็เดินออกมา“ข้าจะรีบส่งคนออกไปตามล่า! คงจะพบร่องรอยอยู่!”“พวกมันคงหนีไปได้ไม่ไกลใช่หรือไม่?”“ที่นี่คือเมืองหลวง ข้าจะออกประกาศจับ แม้ว่าข้าจะไม่ได้เป็นไท่จื่อ แต่ข้าก็เป็นถึงองค์ชาย พวกเขาต้องให้เกียรติข้าบ้าง!”ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าวอย่างเย็นชาหวังหยวนขมวดคิ้วกล่าว “ไม่จำเป็นต้องตามแล้ว พวกมันคงหนีไปไกลแล้ว”“และอย่าเพิ่งออกประกาศจับเลย ประเดี๋ยวจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น!”ไป๋อวิ๋นเฟยลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้าในเมื่อเขาจะร่วมมือกับหวังหยวนก็ต้องเชื่อมั่นในแผนการของหวังหยวน จึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด“ข้าคิดว่าพวกเขาคงเป็นคนของซือฟางกับเจี๋ยงโฉ่วอี ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ ดูเหมือนว่าครั้งนี้พวกเขาจะฆ่าข้าจริง ๆ”สีหน้าของไป๋อวิ๋นเฟยยิ่งดูแย่ลงเขาเป็นถึงองค์ชาย แต่ไม่คิดว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างน่าเจ็บใจนัก!ยิ่งกว่านั้นคือขุนนางสองคนนั้นกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เสด็จแม่ของเขายังมีพระชนม์ชีพอยู่ พวกเขาก็ยังกล้าทำเช่นน
ไป๋อวิ๋นเฟยกำลังจะพูด แต่หวังหยวนกล่าวขัดขึ้นโดยไม่หันมามอง “องค์ชาย รีบออกไปจากที่นี่! ข้าจะช่วยถ่วงเวลาพวกมันไว้!”“แม้จะไม่มีปืนคาบศิลา! พวกมันก็ฆ่าข้าไม่ได้ในเวลาอันสั้นหรอก!”ว่าแล้วหวังหยวนก็กระโจนเข้าใส่คนร้ายสามคนไป๋อวิ๋นเฟยคือตัวแปรสำคัญ หากต้องการเดินหมากให้สำเร็จ ไม่อาจปล่อยให้เขาเป็นอันตรายได้!เพื่อไม่ให้กระทบแผนการใหญ่!ไป๋อวิ๋นเฟยลังเลครู่หนึ่ง เขารู้ว่าหากอยู่ต่อก็จะเป็นภาระให้หวังหยวน สุดท้ายจึงกัดฟันกล่าว “ในเมื่อท่านหวังกล่าวเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน!”“ท่านแค่ถ่วงเวลาไว้ ข้าจะไปตามคนมาช่วย เมื่อคนของเรามาถึง พวกมันก็หนีไม่รอด!”หวังหยวนพยักหน้า แล้วเข้าต่อสู้กับคนร้ายหัวหน้าคนร้ายเบิกตากว้าง เขานึกอะไรขึ้นได้จึงมองหวังหยวนแล้วถาม “ท่านคือหวังหยวนหรือ?”แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอาวุธลับในมือหวังหยวนคืออะไร แต่เขาก็เคยได้ยินชื่อปืนคาบศิลามาก่อน!นับเป็นอาวุธร้ายแรง เป็นหนึ่งในอาวุธลับของหวังหยวน!บนโลกนี้มีเพียงหวังหยวนเท่านั้นที่มี!ในเมื่อหวังหยวนมีอาวุธนี้ แถมไป๋อวิ๋นเฟยยังเรียกเขาว่าท่านหวังด้วยก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า...ชายตรงหน้าคือหวังหยวน ผู้ที่ทำให้ดิน
“อย่าเสียเวลาพูดมาก!”“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ในเมื่อเขาเห็นพวกเราแล้วก็อย่าได้ไว้ชีวิต!”“ให้เขาตายไปพร้อมกับไป๋อวิ๋นเฟย!”ชายที่ถือดาบหักขว้างดาบทิ้ง แล้วสั่งผู้ใต้บัญชา เหล่านักฆ่าจึงกระโจนเข้าหาหวังหยวน!“หึ”หวังหยวนแสยะยิ้ม ยกปืนคาบศิลาขึ้นเล็งไปที่พวกเขา!ปัง! ปัง! ปัง!ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น หลายคนล้มลงจมกองเลือด!ในพริบตาเดียว เหล่านักฆ่าสิบกว่าคนก็เหลือเพียงหัวหน้าและผู้ใต้บัญชาอีกสองคน!ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก!“นี่...”“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?”หัวหน้ามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนขาสั่นเทา“ข้าถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก รู้จักอาวุธมากมาย เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธลับ!”“แต่ข้าไม่เคยเห็นอาวุธลับเช่นนี้มาก่อน ยิงได้รวดเร็วมาก ซ้ำยังทรงอานุภาพเหลือเกิน!”“ในมือท่านคืออะไร? และท่านเป็นใคร!”หัวหน้าไม่กล้าขยับหรือถอยออกจากห้อง เขารู้ว่าหวังหยวนกำลังจ้องเขาอยู่ หากเขาขยับเพียงนิดอาจจะถูกอาวุธลับของหวังหยวนเล่นงาน!ถึงตอนนั้น ต่อให้เขามีเก้าชีวิตก็คงไม่รอด...“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะถาม”“หากอยากมีชีวิตรอด จงบอกมาว่าเจ้าเป็นใคร”“พวกเจ้าเป็นแค่เบ
ราชวงศ์ต้าเย่มีองค์ชายเพียงสององค์ หากไป๋อวิ๋นเฟยหายตัวไป แม้ว่าไป๋หมิงจะไม่ได้เป็นไท่จื่อก็คงไม่มีใครกล้าพูดอะไร!ช่างเป็นแผนการที่แยบยล!น่าเสียดาย เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้อาจหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกหวังหยวนไม่ได้!ในชั่วพริบตา หวังหยวนก็กระโจนออกจากห้องว่องไวเหมือนสายลม มาถึงห้องโถงภายในห้องโถงมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง บนพื้นมีศพนอนเกลื่อนกลาด พวกเขาล้วนเป็นทหารองครักษ์ของตำหนัก!แต่กลับไม่เห็นตัวคนร้าย!“แย่แล้ว! องค์ชายตกอยู่ในอันตราย!”หวังหยวนร้องลั่น จากนั้นจึงรีบวิ่งไปที่ห้องของไป๋อวิ๋นเฟยขณะเดียวกัน ในห้องของไป๋อวิ๋นเฟยไป๋อวิ๋นเฟยยืนอยู่หน้าโต๊ะ ในมือถือดาบยาว บนดาบมีเลือดเปื้อน คนร้ายหลายคนนอนตายอยู่แทบเท้าเขาแต่คนร้ายมีจำนวนมาก ในห้องยังมีคนร้ายอีกสิบกว่าคนยืนถือดาบยาวมองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยสายตาเย็นชา รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา!แม้แต่เด็กสามขวบก็ดูออกว่าพวกเขาต้องการฆ่าไป๋อวิ๋นเฟย!“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”“ใครบังอาจให้พวกเจ้ามาลอบสังหารข้า?”“หากเรื่องนี้รู้ถึงหูคนอื่น อย่าว่าแต่พวกเจ้าจะเอาชีวิตไม่รอด แม้แต่ตระกูลของพวกเจ้าก็จะต้องชดใช้!”ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าวอย่าง
“ในเมื่อท่านหวังกล่าวเช่นนั้น ท่านมีแผนการอะไรหรือไม่?”“พวกเราต้องลงมือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต!”ไป๋อวิ๋นเฟยรินน้ำชาให้หวังหยวน แล้วถามสถานการณ์บีบคั้น หากพลาดพลั้ง เขาอาจจะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นเสียราชบัลลังก์!แผ่นดินที่เสด็จแม่สร้างขึ้นจะตกไปอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้!หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คงจะถูกคนทั่วหล้าหัวเราะเยาะไม่ใช่หรือ?หวังหยวนหรี่ตาลง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด ข้ามีแผนการแล้ว ตอนนี้ฝ่าบาทยังมีพระชนม์ชีพอยู่ แม้จะประชวรหนัก แต่ก็ยังอยู่ในวังหลวง!”“แม้ว่าซือฟางกับเจี๋ยงโฉ่วอีจะกล้า แต่ก็คงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม กองทัพทั่วหล้ายังไม่ได้อยู่ในมือพวกเขา พวกเขาจะอวดดีเกินไปได้อย่างไร?”“ตอนนี้พวกเราแค่รอคอย รอจังหวะที่เหมาะสม”“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝ่าบาท...”ความหมายของหวังหยวนชัดเจน ตอนนี้ไม่ใช่แค่ซือฟางกับเจี๋ยงโฉ่วอีที่ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่พวกเขาก็เช่นกันทำได้เพียงรอคอยให้ไป๋เหยียนเฟยสิ้นพระชนม์ แผ่นดินจึงจะเปลี่ยนมือ!แต่ก่อนหน้านั้น ใครก็ไม่อาจผลีผลามได้ ไม่เช่นนั้นย่อมเกิดหายนะ!หากแก้ปัญหาไม่ได้จะยิ่งยุ่งยาก!“ตกลง! เช่นนั้นข้าจะทำตามที่ท่านว่า!”ไป๋อวิ๋น
“ในเมื่อคุณหนูเอ่ยปากแล้วก็เชิญนำทางเถิด”หวังหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้มไป๋ลั่วหลีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ที่บอกว่าพักผ่อนทำกิจกรรมในห้องทั้งวันหมายความว่าอย่างไร?หรือว่า...นางไม่กล้าคิดต่อเพราะนางยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้...ส่วนหลิ่วหรูเยียนถึงกับหน้าแดงก่ำ แอบด่าหวังหยวนอยู่ในใจ “พูดโดยไม่คิด ช่างน่าอายจริง ๆ!”แม้ว่านางกับเขาจะทำเรื่องลับ ๆ ในห้องจริง แต่ก็ไม่ควรพูดออกมาเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?ไม่รักษาหน้าตาของนางบ้างหรือไร?“อะแฮ่ม”ไป๋ลั่วหลีกระแอมสองครั้ง แล้วตั้งสติกล่าว “เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ”ใต้แสงจันทร์ เงาร่างสามร่างเดินไปตามถนน ไม่นานก็มาถึงตำหนักหลังหนึ่ง“ที่นี่คือ...”หวังหยวนมองตำหนักที่อยู่ตรงหน้า แล้วเอ่ยถาม“ที่นี่คือตำหนักขององค์ชายใหญ่ไป๋อวิ๋นเฟย ตอนกลางวันข้าออกจากวังหลวงมาพบกับองค์ชายใหญ่ที่นี่”“องค์ชายใหญ่เป็นห่วงบ้านเมือง เมื่อรู้ว่าท่านยังอยู่ในเมืองหลวงจึงอยากให้ข้าพาท่านมาพบ”“หวังว่าท่านจะช่วยเหลือองค์ชายใหญ่กอบกู้ราชวงศ์ต้าเย่ คืนความสงบสุขให้บ้านเมืองอีกครั้ง!”ไป๋ลั่วหลีประสานมือกล่าวที่แท้