ในมุมมองของเผยชิง เขาเห็นว่าเย่หนานโจวกับลู่ม่านเซิงไม่มีอะไรเกินเลย ทุกครั้งพวกเขาก็รักษาระยะห่าง แม้จะมีข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน แต่เขาเองก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ถึงจะมีอะไรระหว่างทั้งสองคนที่เขาไม่รู้ แต่เขาแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ความรักเวินหนี่แค่ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า "คุณเผย ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาคะ? คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ? วันนั้นคุณก็อยู่ ไม่นานเราสองคนจะหย่ากันอยู่แล้ว"มาอธิบายตอนนี้ไม่มีความหมายอีกแล้ว เพราะการที่เย่หนานโจวเปิดบริษัทบันเทิงเพื่อสนับสนุนลู่ม่านเซิง มันชัดเจนมากว่าลู่ม่านเซิงสำคัญกับเขามากกว่าคนอื่นเผยชิงรู้ดีถึงสถานการณ์ระหว่างเวินหนี่กับเย่หนานโจว แต่ก็ยังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่น่าจะเย็นชาขนาดนั้น เขาจึงถามขึ้นอย่างระมัดระวัง "ขอถามเรื่องส่วนตัวสักหน่อยได้ไหมครับ? ผมไม่ได้อยากละลาบละล้วง คุณอยากหย่ากับประธานเย่จริง ๆ เหรอ?"คำถามนี้ทำให้เวินหนี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งในอดีต แน่นอนว่าเธอไม่อยากหย่า เธอทุ่มเทให้เย่หนานโจวมานานหลายปี เธอใฝ่ฝันให้การแต่งงานของพวกเขาเป็นชีวิตคู่ที่มีความสุข แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เผยชิงเองก็แปลกใจเล็กน้อยกับการตัดสินใจของเธอเพราะเขาเห็นถึงการเติบโตของเธอทีละขั้นตั้งแต่ที่เธอมาทำงานที่เย่กรุ๊ปจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากทำงานร่วมกันมาหลายปี จึงรู้สึกใจหายที่จู่ ๆ เธอก็จะจากไปอย่างกะทันหันแต่สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นความปรารถนาส่วนตัวของเวินหนี่เผยชิงถามขึ้นว่า “คุณตัดสินใจดีแล้วจริง ๆ เหรอครับ?”เวินหนี่ยิ้มบาง ดวงตาของเธอสงบนิ่งมาก โดยไม่มีทีท่าว่าเธอขบคิดเรื่องนี้มานานแค่ไหนเธอเพียงแต่จำเป็นต้องปล่อยวางบางสิ่งบางอย่าง จึงต้องทำใจและจากไปนี่คือทางเลือกที่เธอไตร่ตรองดีแล้วเพราะคนเราก็ต้องเลือกที่จะรักตัวเองก่อนเวินหนี่ตอบ “ฉันตัดสินใจดีแล้วค่ะ”เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นนกหลายตัวบินว่อนอยู่บนนั้น เธอเองก็โหยหาอิสรภาพเช่นกัน “จะอยู่ในเย่กรุ๊ปตลอดไปไม่ได้หรอก ฉันเองก็ต้องลองออกไปดูโลกภายนอกบ้าง”เผยชิงเคารพการตัดสินใจของเวินหนี่ “ครับ หวังว่าในอนาคตคุณจะมีความสุข”เวินหนี่มองเผยชิงแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันจะต้องมีความสุขแน่นอนค่ะ”ขณะนั้นเอง เย่หนานโจวเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยเขาไม่รู้บทสนทนาของทั้งสองคนแต่เมื่อเดินออกมาก็เห็นว่าพวกเขาพูดคุยกันอย
ดูเหมือนว่าเขากำลังสร้างปัญหาให้เธอ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรือเธออาจจะคิดมากไปเอง เธอตามเข้าไปในรถเมื่อรถสตาร์ต เย่หนานโจวนั้นถือแท็บเล็ตไว้ในมือและบรรยากาศก็เงียบเหมือนในตอนแรกเวินหนี่เองก็รู้สึกได้ว่าตั้งแต่ที่เธอกลับมาจากบ้านเกิด ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็ห่างเหินและเย็นชาขึ้นมากดูเหมือนว่าเย่หนานโจวจงใจห่างเหินกับเธอ อาจเป็นเพราะลู่ม่านเซิงสินะเย่หนานโจวมองแท็บเล็ตโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า เขาใช้นิ้วเรียวลากหน้าจอและพูดขึ้นนิ่ง ๆ “มันดึกแล้ว ฉันจะพาเธอไปส่ง”กว่าพวกเขาจะออกมาจากโรงพยาบาลก็ดึกแล้ว เวินหนี่ไม่อยากรบกวนเย่หนานโจวเดี๋ยวเขาจะอธิบายเรื่องนี้กับลู่ม่านเซิงไม่ได้ แล้วก็จะเป็นความผิดของเธออีก เธอต้องพยายามหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดพวกนี้“ไม่เป็นไรค่ะ รถของฉันจอดอยู่ที่สถานีตำรวจ คุณไปส่งฉันที่นั่นก็พอ ฉันขับรถกลับเองได้ค่ะ” เธอปฏิเสธทันทีเย่หนานโจวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาของเขาเย็นชา แต่นิ้วยังคงแตะหน้าจอสองสามครั้งอย่างหงุดหงิด ก่อนจะปิดแท็บเล็ตลงในที่สุด เขาแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ราวกับว่าจงใจให้เธอเห็นเวินหนี่รู้ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นจ
“ประธานเย่ คุณลืมแล้วเหรอครับว่าวันนี้เป็นวันที่คุณจะหย่ากับเลขาเวิน คุณควรไปดำเนินการที่สำนักงานเขตนะครับ” เผยชิงเตือนขึ้นอีกครั้ง“...”เมื่อได้ยินแบบนั้น เย่หนานโจวก็ยิ่งเงียบขึ้นอีก!เขาหันไปมองปฏิทิน วันนี้เป็นครบรอบแต่งงานสามปีของเขาและเธอ และเป็นวันที่พวกเขาตกลงหย่ากันทำไมเวลาถึงได้ผ่านไปเร็วขนาดนี้ แค่พริบตาเขาและเวินหนี่ก็แต่งงานกันมาสามปีแล้วแต่เผยชิงกลับเป็นคนที่จำทุกอย่างได้ชัดเจนที่สุดเย่หนานโจวขยับเนคไทอย่างฉุนเฉียว เขามองเผยชิงและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกยิ่งขึ้น “เวินหนี่บอกนายงั้นเหรอ?”เผยชิงรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาผิดปกติและฟังดูน่ากลัวมาก จึงได้แต่ตอบไปว่า “...ครับ”“นายสนิทกับเวินหนี่มากขนาดนั้นเลยเหรอ? แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังบอกนายก่อน” เย่หนานโจวถามขึ้นอีกครั้งเผยชิงรู้สึกลำคอตีบตันอีกครั้ง “พวกเราเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกันครับ มีคุยกันบ้างเล็กน้อยและไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ครับ”เขามักจะรู้สึกเสมอว่าเย่หนานโจวมองเขาราวกับว่าเขาเป็นศัตรูหัวใจ จึงพูดขึ้นอีกว่า “ประธานเย่ ผมกับคุณเวินหนี่ไม่มีอะไรกันเลยครับ นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว โดยพื้นฐานเราก็แทบจะไม่เคย
เวินหนี่เม้มริมฝีปาก “คุณก็รู้ว่าฉันลาออกแล้วไม่ใช่เหรอ?”“ประธานเย่ยังไม่ได้อนุมัติการลาออกของคุณ ยังไม่มีคนใหม่มาแทนตำแหน่งของคุณ ดังนั้นคุณยังต้องมาทำงานต่อครับ” เผยชิงกล่าวอย่างสุภาพ “เลขาเวิน ตอนนี้คุณควรออกมาจากสำนักงานเขตและรีบมาที่บริษัทได้แล้วครับ”เวินหนี่พูดไม่ออกเลยหย่าก็ยังไม่ได้หย่า แถมยังต้องไปทำงานอีก แต่เรื่องนี้เป็นเพราะเธอไม่ได้คิดอย่างรอบคอบเองหากมีคนมารับช่วงต่อจากเธอก็จะไม่มีใครสามารถวิพากษ์วิจารณ์เธอได้เวินหนี่ถามอีกครั้ง “ถ้ามีคนใหม่เข้ามาแทนฉัน ฉันก็สามารถลาออกได้อย่างราบรื่นแล้วใช่ไหม?”“ตามหลักเหตุผลแล้วก็เป็นเช่นนั้นครับ”“ได้ค่ะ ฉันจะขอให้ฝ่ายบุคคลเลือกคนให้”พูดจบ เวินหนี่ก็วางสายไปเผยชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับว่าเขาทำภารกิจยาก ๆ สำเร็จแล้วเย่หนานโจวยังตั้งใจฟังและรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าเวินหนี่ไม่ได้ดื้อรั้นที่จะหย่า และไม่ได้ลาออกจากบริษัทเขาจึงรอเวินหนี่กลับมาเวินหนี่ขับรถออกจากสำนักงานเขตอีกครั้งเติ้งจวนยังคงเป็นห่วงเธอ จึงส่งข้อความหาเธอเพื่อถามว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ซึ่งเธอยังไม่รู้คำตอบเลยส่วนถังเยาก็โทรหาเธอหลายสายเพร
เวินหนี่เพ่งความสนใจไปที่เอกสาร และพูดอย่างสงบนิ่ง “ฉันยังดำรงตำแหน่งอยู่ ประธานเย่จำเป็นต้องมีเลขาคนใหม่ ดังนั้นฉันจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ”ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เย่หนานโจวกลับรู้สึกหงุดหงิด เธอพยายามหนีจากเขามากกว่า“ไม่ทราบว่าประธานจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่คะ?” เวินหนี่พูดขึ้นอีกครั้ง “พวกเราจะได้ไปหย่ากัน ตกลงกันไว้แล้วว่าเราจะหย่าเมื่อครบสามปี ประธานเย่คงไม่ผิดคำพูดหรอกใช่ไหมคะ?”เย่หนานโจวเม้มริมฝีปากและไม่พูดอะไรเวินหนี่เงยหน้าขึ้นมองดูเขาอีกครั้ง “หวังว่าประธานเย่จะรักษาสัญญา มันดีทั้งต่อคุณและต่อฉัน…”“เผยชิง ออกไป!” ทันใดนั้น เย่หนานโจวก็ตะโกนขึ้นอย่างดังเสียงนี้ทำให้เวินหนี่ตกใจเมื่อมองดูเผยชิงเดินออกไป เหลือเพียงเธอและเย่หนานโจวเท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออกเล็กน้อยเมื่อมองดูเย่หนานโจวอีกครั้ง เธอก็รู้สึกถึงลางไม่ค่อยดีนักเธอไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปการหย่ามันดีต่อพวกเขามากกว่าไม่ใช่เหรอ?เขาได้หุ้น ส่วนเธอก็ได้อิสรภาพ ทุกคนต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้วเขาหงุดหงิดอะไรกัน เธอไม่มีเวลาคิด
เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างสมเพชตัวเองและมองเย่หนานโจวด้วยสายตาที่เย็นชามากเธอบอกกับตัวเองว่ามันไม่เป็นอะไรเธอเองก็ได้รับประโยชน์จากการแต่งงานครั้งนี้ด้วยเช่นกันแต่ในความเป็นจริงเธอเจ็บช้ำแสนสาหัส และเป็นเพียงเครื่องมือของเย่หนานโจวเท่านั้นบางสิ่งสามารถเข้าใจได้โดยปริยาย และเธอก็ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยกับสิ่งเหล่านั้น เพราะเธอก็ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นกัน จะต้องให้เธอหยิบมันออกมาพูดให้ได้เลยงั้นเหรอ เย่หนานโจวขมวดคิ้วและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”“มันสำคัญด้วยเหรอคะ?” เวินหนี่กล่าว “ขอแค่คุณรู้ไว้ว่าฉันรู้ทุกอย่าง และไม่ต้องการการแต่งงานนี้อีกต่อไปแล้ว!”ใบหน้าของเย่หนานโจวเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาจับมือเธอแน่นแล้วพูดอย่างดุดัน “ถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?”“ไม่งั้นเหรอ? ทำไมคุณถึงไม่อยากล่ะ?” เวินหนี่พูดด้วยอารมณ์ “นี่เป็นเงื่อนไขเกมของคุณ ฉันก็ปฏิบัติตาม เมื่อทำภารกิจเสร็จแล้ว คุณควรปล่อยฉันไป เย่หนานโจวฉันไม่อยากเล่นกับคุณอีกต่อไปแล้ว และคุณควรหยุดล้อเล่นกับฉันสักที!”“งั้นเธอก็รู้เอาไว้ว่ามันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉัน” ดวงตาของเย่หนานโจวเย
เย่หนานโจวตบที่บั้นท้ายของเธอจนเธอรู้สึกปวดแสบปวดร้อน“ดูเหมือนว่าเธอยังได้รับบทเรียนไม่เพียงพอสินะ!” เย่หนานโจวพูดอย่างเย็นชาหลังจากนั้นไม่นานเวินหนี่ก็ทนต่อการทรมานของเขาไม่ได้จริง ๆ เธอยังอ่อนประสบการณ์เกินไป เสียงอ่อนหวานหลุดออกมาจากปากของเธอ “หยุด...หยุดเถอะ... ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ…”เย่หนานโจวมองไปที่เวินหนี่ที่อ่อนแรงไร้กระดูกบนโต๊ะ ผมของเธอยุ่งเหยิงและแผ่ออกเต็มโต๊ะ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ และมีเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของเธอเสื้อเชิ้ตห้อยหลวม ๆ อยู่รอบเอว ถุงน่องถูกเขาฉีกขาด และกระโปรงก็ร่นขึ้นถึงต้นขาน้ำตาของเธอยังคงไหล จมูกของเธอแดง พลางสะอึกสะอื้น เธอขดตัวดูเหมือนเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกรังแกเขาทำเธอไม่ลง และโอบเธอไว้ทั้งตัวแล้วนั่งลงเวินหนี่ไม่ค่อยมีสติมากนักในขณะนี้ เธอร้องไห้หนักมากจนเสียงแหบแห้ง และการมองเห็นของเธอพร่ามัวเธอเป็นเหมือนตุ๊กตาที่แตกหักในอ้อมแขนของเย่หนานโจว สูญเสียความสามารถในการต่อต้านไปหมดจากนั้นเย่หนานโจวก็สวมเสื้อผ้าให้เธอ และกอดเธอไว้ในอ้อมแขน ได้ยินเพียงเสียงแหบห้าวของเขาที่พูดขึ้นว่า“ถ้าเธอเชื่อฟัง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น”เวินหนี่ไม่รู้ว
“ไม่ใช่ค่ะ” เวินหนี่ตอบสีหน้าของเย่หนานโจวเปลี่ยนไปและเขาก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา “ใกล้จะเป็นอดีตภรรยาแล้วครับ!”คุณหมอถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินคำตอบ เขาจึงรีบตอบไปว่า “ผู้ป่วยมีอาการกระทบกระเทือนเล็กน้อยและกระดูกมือร้าว เธอจะหายดีหลังจากพักผ่อนสักระยะหนึ่ง พวกคุณไม่ต้องกังวลมากเกินไป”นี่เป็นเรื่องที่ดี เวินหนี่ตอบไปทันที “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”“ด้วยความยินดีครับ”ทั้งสองตามเย่จื่อเข้าไปในวอร์ดเวินหนี่เห็นว่าริมฝีปากของเย่จื่อดูแห้งผาก ดังนั้นจึงรีบหาน้ำอุ่นมา และชุบด้วยสำลีก่อนจะเช็ดให้ชุ่มชื้นเย่หนานโจวเฝ้าดูจากด้านข้างในวอร์ดมีคนไม่มากนัก เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วยเวินหนี่ไม่วางใจ ดังนั้นเธอจึงนั่งลงตรงข้ามเขาอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การเฝ้าเย่จื่อหลังจากที่เฝ้าได้สักพัก เธอก็รู้สึกง่วงจนเปลือกตาสั่น จากนั้นเธอก็เผลอฟุบหลับไปเมื่อเวินหนี่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะความตกใจ เธอฝันว่ามันมืดสนิทและอยู่ในพื้นที่แคบ ๆกลัวอะไรก็ได้อย่างนั้น แม้แต่ในความฝันก็ยังไม่ปล่อยเธอไป เธอมักจะฝันแบบนี้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลยเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีเสื้อคลุม
หรือว่าเขาจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว?เธอเคยได้ยินเย่จื่อพูดอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ได้คิดถึงเหตุผลบางทีเย่หนานโจวอาจรู้มานานแล้ว จึงเข้าใจโดยปริยาย“เวินหนี่”ลู่เซินเข้ามาหาเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พักสักหน่อยไหม เดี๋ยวร่างกายจะทนไม่ไหวเอานะ”เวินหนี่ยืนนานแล้วและรู้สึกปวดหลัง แต่เธออยากรอให้เย่จื่อออกมา จึงนั่งลงข้าง ๆ “ฉันอยากรอจนกว่าคุณอาจะฟื้น”“ผมจะรอเป็นเพื่อนคุณเอง” ลู่เซินพูดขึ้นอีกครั้งเวินหนี่พยักหน้าไปทางเขาร่างสูงของเย่หนานโจวเอนตัวไปที่กรอบประตูและเหลือบมองความกังวลของลู่เซินที่มีต่อเวินหนี่ ดวงตานั้นแทบจะมีน้ำล้นออกมาได้ และเวินหนี่ก็ดูเหมือนพร้อมยอมรับน้ำใจของเขาคลื่นแห่งความกระสับกระส่ายโจมตีร่างกายของเย่หนานโจวอีกครั้งดวงตาของเขาเย็นขึ้นและจงใจเตะเก้าอี้ข้าง ๆ ให้มีเสียงนั่นคือเก้าอี้ที่ลู่เซินนั่งอยู่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง เย่หนานโจวก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา “โทษที บังเอิญเตะโดนเข้าน่ะ!”“ไม่เป็นไร” ลู่เซินไม่ได้ติดใจอะไรเย่หนานโจวกลับพูดขึ้นอีกว่า “ตรงนี้คือพื้นที่รอสำหรับญาติ ไม่ทราบว่าคุณลู่มาที่นี่ทำไมกัน ที่บริษัทของคุณไม่ยุ่งเหรอครับ?”
เขาไม่ได้โต้เถียงกับเธอ และเพิกเฉยต่อเสียงร้องไห้ของเธอสำหรับเขา น้ำตาของเย่ซูเฟินนั้นไร้ค่าเย่ซูเฟินในฐานะผู้หญิง เมื่อเห็นความเฉยชาของสามี มันก็ค่อย ๆ ทำลายแนวป้องกันในใจของเธอทีละน้อยและโวยวายขึ้นอย่างอารมณ์ร้อน “พูดมาสิ ทำไมถึงไม่พูดล่ะ ในสายตาของคุณ เย่จื่อสำคัญกว่าฉันใช่ไหม ฉันเป็นภรรยาของคุณนะ เย่เหว่ยถิง คุณจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้!”เธอร้องไห้จนตาแดง อยากให้สามีเอาใจใส่เธอบ้างแค่หันมามองเธอสักครั้งก็สามารถสงบความโกรธและความกังวลของเธอได้เย่เหว่ยถิงเงียบและทำเหมือนเย่ซูเฟินคือคนแปลกหน้าอย่างเย็นชาเย่หนานโจวมองการอยู่ร่วมกันของพวกเขา เขาเห็นสิ่งนี้จนชินจึงไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆสำหรับเขา พวกเขาคือพ่อแม่ของตนเพียงในนามเท่านั้นการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้เขาชินมานานแล้วถึงขั้นทำให้เขารู้สึกไม่แยแสเย่เหว่ยถิงทนเย่ซูเฟินไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงลุกขึ้นและพูดกับเย่หนานโจวว่า “ฉันจะลงไปแล้ว ถ้าเย่จื่อฟื้นค่อยบอกฉัน!”เย่หนานโจวลดสายตาลงด้วยสายตาเย็นชาและไม่ตอบอะไรเย่เหว่ยถิงเองก็ไม่ได้รอคำตอบจากเขา เขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับเย่หนานโจว เขารู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
เมื่อเห็นความเฉยเมยของเขา เย่ซูเฟินจึงพูดขึ้นว่า “หนานโจว!”เย่หนานโจวไม่ต้องการฟังเธออีกและเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เย็นชาเย่ซูเฟินต้องการพูดอะไรบางอย่างกับเย่หนานโจว แต่ลู่ม่านเซิงร้องไห้และถูกรังแก เธอจึงไปไหนไม่ได้ และทำได้เพียงเดินไปพยุงลู่ม่านเซิง “เซิงเซิงลุกขึ้นเถอะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”ลู่ม่านเซิงถูกพยุงขึ้น เธอซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเย่ซูเฟิน “คุณป้า หนูมันน่ารำคาญมากจนทุกคนไม่ชอบใช่ไหมคะ!”“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ ฉันชอบเธอ ทุกคนต่างก็ชอบเธอ”เย่ซูเฟินตบหลังลู่ม่านเซิงเพื่อปลอบเธอลู่ม่านเซิงยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเย่ซูเฟินเห็นแบบนี้ แม้ว่าเธอจะเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ดูเหมือนเป็นผู้ถูกกระทำ ใครจะกล้าไปว่าอะไรเธอได้ ถ้าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลและมีคนอยู่มากมาย เวินหนี่คงอยากจะฉีกหน้ากากของลู่ม่านเซิงออกเพื่อดูว่าเธอจะเสแสร้งได้สักแค่ไหน แน่นอน เธอรู้ดีว่าไม่ว่าลู่ม่านเซิงจะจริงหรือเท็จแค่ไหน เย่ซูเฟินก็จะยังคงปกป้องเธอความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอดูเหมือนไม่ชัดเจนเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น “เย่จื่อเป็นยังไงบ้าง?”เวินหนี่เงยหน้าขึ้นมองและเห็นเย่เหว่ยถิงเดินเข้ามาเขาสวมชุดสูทแ
ขณะที่เย่ซูเฟินกำลังปกป้องลู่ม่านเซิง เวินหนี่ก็พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เย็นชาเมื่อเย่ซูเฟินเห็นเวินหนี่พูดแบบนั้น เธอจึงพูดขึ้นว่า “เวินหนี่ เซิงเซิงเป็นถึงขนาดนี้แล้ว อย่าอาศัยโอกาสนี้ซ้ำเติมเธออีก!”ปฏิกิริยาแรกของเธอคือปกป้องคนที่อ่อนแอไว้เวินหนี่เดินเข้าไป เห็นลู่ม่านเซิงร้องไห้หนักและดูอ่อนแอจนเกินบรรยาย “ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ พวกคุณมีใครกังวลเกี่ยวกับคุณอาบ้าง สิ่งที่คุณกังวลคือกลัวว่าลูกชายจะไม่เอา ส่วนลู่ม่านเซิงเธอกล้วว่าถูกกล่าวโทษเลยมาเสแสร้งทำเป็นน่าสงสารที่นี่ ฉันเห็นกับตาตัวเองว่าคุณผลักคุณอาลงมา และลู่ม่านเซิงก็น่าจะเป็นผู้ที่ยุยง!”คุณอาถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ซึ่งทำให้เวินหนี่ไม่ต้องการไว้หน้าพวกเธอ “อย่ามาพูดจาไร้สาระ!” เย่ซูเฟินตวาด “ฉันผลักเย่จื่อก็จริง แต่ฉันแค่ผลักเบา ๆ ทำไมเธอถึงไม่คิดบ้างล่ะว่าเย่จื่อจงใจล้มลงไปเอง”เวินหนี่มองไปที่เย่ซูเฟิน “แรงผลักของคุณมันไม่ได้เบา เราทุกคนต่างก็เห็น”เมื่อเย่ซูเฟินเห็นท่าทีของเวินหนี่ น้ำเสียงของเธอก็ดังมากยิ่งขึ้น “เวินหนี่ เธอมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้ ยังไงฉันก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโส เป็นแม่สามีขอ
“ไม่ใช่นะ…” เย่ซูเฟินกล่าว “ลูกยังเป็นลูกชายของแม่ แม่เสียใจมากและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชดใช้ให้ลูก…”“ผมไม่ต้องการมันแล้ว” ดวงตาของเย่หนานโจวเย็นชา “การเรียกคุณว่าแม่มันคือความอดทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม และคุณก็ควรจะพอใจได้แล้ว!”เย่ซูเฟินอดไม่ได้ที่จะถอยกลับไปสองสามก้าวและพูดขึ้นอย่างดุเดือด “ลูกจะทำกับแม่แบบนี้ไม่ได้นะ อย่าเป็นเหมือนพ่อของลูก ไม่อย่างนั้นแม่พาลูกกลับมามันจะมีความหมายอะไร!”เย่หนานโจวพูดอย่างเย็นชา “หากมีผม การเอาชนะใจสามีของคุณมันถึงจะมีความหมาย แต่น่าเสียดายที่ความพยายามทั้งหมดของคุณมันไร้ประโยชน์!”ทุกคำพูดเหมือนมีดที่ทิ่มแทงใจของเย่ซูเฟินในตอนนั้นการแต่งงานของเธอกับเย่เหว่ยถิงนั้นค่อนข้างน่าขัน เป็นเพียงเพราะเธอดื้อดึงที่จะแต่งงานกับเขาเย่เหว่ยถิงไม่ได้รักเธอเลย ตรงกันข้ามเขาเกลียดเธอเธอคิดว่าตราบใดที่เธอแต่งงานกับเขา เย่เหว่ยถิงก็จะเป็นของเธอเมื่อเรื่องราวมันเลยจุดที่จะเข้าไปแก้ไขได้ มีอะไรที่จะผ่านไปไม่ได้อีก?แต่เธอคิดง่ายเกินไป เย่เหว่ยถิงไม่กลับบ้านและปล่อยให้เธออยู่คนเดียวในห้องที่อ้างว่างเธอใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเอาชนะใจสามีแม้กระทั่ง
“หนานโจว”ในระหว่างที่โต้เถียงกับเย่จื่ออยู่นั้นเย่ซูเฟินก็สังเกตเห็นเขา และเธอก็ตกใจเล็กน้อยเวินหนี่เองก็มองไปและเห็นเย่หนานโจวยืนอยู่ข้างหลัง ดวงตาของเขาเย็นชาและดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับสิ่งที่พวกเธอพูดกลับกัน เขากลับยอมรับความจริงนี้อย่างสงบนิ่งเย่จื่อตกใจเมื่อเห็นดวงตาของเย่หนานโจวในขณะนี้ สิ่งที่เธอเสียใจคือการที่เธอหุนหันพลันแล่นพูดออกไปว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเย่ซูเฟิน เพราะมันถือเป็นการโจมตีเขาเธอมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเธอมองเพียงเย่หนานโจว “หนานโจว…”เย่หนานโจวไม่ได้พูดอะไรมากเขาเพียงแค่รู้ว่าพวกเธอมาที่สุสานและอาจจะเกิดเรื่องขึ้น เขาจึงเป็นกังวลและแวะเข้ามาดูหน่อยเท่านั้น เย่ซูเฟินโกรธมากขึ้น “เย่จื่อ เธอกำลังพูดอะไร เธอจะให้ฉันมีความสุขไม่ได้เลยใช่ไหม เธอมันสมควรตายจริง ๆ!”เธอผลักเย่จื่ออย่างแรงความสนใจของเย่จื่อมุ่งไปที่เย่หนานโจว ความโกรธของเธอลดลงมากและลดความเกรี้ยวกราดลง ในใจคิดแต่ว่ามันจะสร้างบาดแผลให้เขาหรือไม่เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นการกระทำของเย่ซูเฟินและเธอก็ถูกผลักลงบันไดไปทันทีสติของเวินหนี่ยังไม่ทันกลับมาจากการที่เย่หนานโจวไม่ใช่ลูกแท้
“ดังนั้นเธอจึงทำทุกอย่างเพื่อทำลายครอบครัวทีละครอบครัว! เธอไม่เคยคิดถึงความผิดของตัวเองเลย!”“ฉันไม่ผิด!” เย่ซูเฟินพูดอย่างเดือดดาล “ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเธอบีบบังคับฉันเอง!”เมื่อเห็นว่าทุกคนอารมณ์ร้อน ลู่ม่านเซิงจึงเกลี้ยกล่อมจากด้านข้าง “คุณอา อย่าเถียงกับคุณป้าเลยค่ะ เธอแค่หุนหันพลันแล่นไปเท่านั้น ฉันไม่เป็นไรค่ะ และฉันก็ไม่ได้โทษคุณอาเลย คุณป้าพวกคุณต่างก็ถอยคนละก้าวเถอะนะคะ”“ไม่ใช่เรื่องของเธอ!” เย่จื่อมองไปที่ลู่ม่านเซิง และพูดขึ้นอย่างดุเดือด “ถ้าเธอไม่ได้โทษฉัน แล้วจะเล่าให้เย่ซูเฟินฟังทำไม เธออยากให้เย่ซูเฟินออกหน้าให้ไม่ใช่เหรอ? เสแสร้งแกล้งทำ ภายนอกดูใสซื่อ แต่ภายในคิดไม่ซื่อ ฉันล่ะเกลียดคนแบบเธอที่สุด!”เมื่อเห็นแบบนั้นเย่ซูเฟินก็ผลักเธอทันที “เธอกำลังดุใคร รู้ว่าเซิงเซิงสูญเสียการได้ยิน แต่ยังแอบพูดไม่ดีลับหลังเธอ เธอมันชั่วร้ายแค่ไหนกัน?!”“ถึงฉันจะชั่วร้ายแต่ก็ไม่ได้ขาดคุณธรรมเหมือนเธอ!” เย่จื่อก็ผลักกลับคืนไปเช่นกัน“เธอลงมือกับฉันงั้นเหรอ?”เย่ซูเฟินจ้องเธอด้วยความโกรธ “วันนี้มีเธอก็ไม่มีฉัน!”“ลองดูสิว่าฉันจะฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ ไหม!”เย่จื่อไม่พูดพล่ำทำเพลงเข้าไปต
เย่จื่อไม่คาดคิดว่าเย่ซูเฟินจะโทรมาหาเธอ ซึ่งทำให้เธออารมณ์เดือดขึ้นทันที "ทำไม? หรือว่าเป็นลู่ม่านเซิงที่บอกอะไรกับเธอ ฉันจัดการเธอแล้วยังไงล่ะ!""ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?" เย่ซูเฟินพูดด้วยความโกรธ เพราะอยากจะจัดการกับเย่จื่อให้ได้"ฉันต้องบอกด้วยเหรอ? คิดว่าเธอเป็นใคร!" เย่จื่อไม่สนใจที่จะเคี้ยวเมล็ดแตงโมแล้ว ปัดมันออกไปพร้อมกับกำลังมองหาที่ระบายความโกรธเย่ซูเฟินหัวเราะเยาะ "กลัวสินะ กลัวฉันจะหาตัวเจอ ฉันรู้แล้วว่าโรงงานเสริมความงามของเธอโดนพังเสียหายหมด ตอนนี้ถึงกับต้องหลบซ่อนตัวเหมือนเต่าหดหัวแล้ว!""ฉันเนี่ยนะกลัว? ฉันเคยกลัวเธอสักครั้งไหม! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแต่งงานกับเย่เว่ยถิง ฉันไม่เคยนับเธอเป็นคนของตระกูลเย่ด้วยซ้ำ!" เย่จื่อตอบกลับอย่างกระแทกกระทั้น"งั้นก็ออกมาสิ มาสู้กันต่อหน้า!" เย่ซูเฟินท้าทาย"ก็ได้ ออกมาก็ออกมา เย่ซูเฟิน ถ้าเธออยากจะตัดขาดกับฉันจริง ๆ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจแล้ว!" พูดจบ เย่จื่อก็ตัดสายทิ้งและหยิบกระเป๋าขึ้น เตรียมออกไปข้างนอกทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น เวินหนี่รีบพูดขึ้น "คุณอาคะ คุณอาจะไปไหนคะ หนูจะไปด้วย"เย่จื่อหันมามองเวินหนี่ "เธอไม่ต้องไป เย่ซูเฟิ