เพลงขวัญหญิงสาววัย 20 ปี นั่งมองรูปถ่ายสุดท้ายที่ตนเองและยายนวลปรางคุณยายของเธอถ่ายด้วยกันเมื่อวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเธอกับคุณยายไปทำบุญตักบาตรด้วยกันที่วัดและคุณยายของเธอก็แต่งตัวสวยมากเป็นพิเศษ
เธอยังจำคำพูดของคุณยายนวลปรางได้เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณยายพูดจะมาถึงเร็วจนคาดไม่ถึงเช่นนี้
‘หนูเพลงถ่ายรูปให้ยายหน่อยสิ เผื่อยายตายไปจะได้เอารูปนี้ตั้งหน้างานศพ’
‘ยายขาอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ยายของเพลงยังแข็งแรงอยู่เลยค่ะ’
‘ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอนนะลูก ดูอย่างพ่อกับแม่หนูสิอายุยั้งน้อยแท้ๆ ยังทิ้งพวกเราไปเลย’ บิดามารดาของหญิงสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ชั้น ป.6
‘ยายคงไม่ทิ้งเพลงไปอีกคนหรอกนะคะ ยายต้องอยู่กับเพลงไปนานๆ อยู่ช่วยเลี้ยงลูกให้เพลงด้วยนะคะ’
‘หนูเพลงมีแฟนแล้วเหรอลูกถึงพูดแบบนี้’
‘ยังหรอกค่ะ เพลงก็แค่พูดเผื่อไว้เท่านั้นเองเรื่องมีแฟนเพลงยังไม่คิดค่ะ เพลงอยากรีบเรียนให้จบจะได้ทำงานมีเงินเดือนให้ยายจะได้ไม่ต้องลำบากไปทำงานที่บ้านนายหัวอีก’
‘ยายไม่ได้ลำบากอะไรเลย งานที่บ้านนายหัวไม่หนักหนาอะไรเลย’ ยายนวลปรางตอบหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
‘แต่เพลงก็อยากให้ยายพักบ้าง ยายสัญญานะคะถ้าเพลงเรียนจบมีงานทำยายจะเลิกไปทำงานที่บ้านนายหัว’
‘จ้ะ ยายสัญญา’
เวลาผ่านมาแค่สามเดือนคุณยายนวลปรางก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับหลานคือไม่ไปทำงานที่บ้านนายหัวเพราะท่านจากเธอไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้เพลงขวัญไม่เหลือญาติที่ไหนอีกแล้วเพราะพี่ชายของเธอก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
เพลงขวัญได้รับข่าวร้ายจากคนในหมูบ้านว่าคุณยายนวลปรางเข้าป่าไปเก็บเห็ดและเป็นลมอยู่ในนั้น กว่าจะมีคนไปเจอท่านก็ผ่านมาหลายวัน ร่างของท่านนอนเสียชีวิตอยู่อย่างเดียวดายใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบ้านหลังนี้เพียงไม่ถึงสองกิโลเมตร
แต่เพราะยายนวลปรางอาศัยอยู่คนเดียวเธอหายไปจึงไม่มีใครรู้และเป็นช่วงที่เพลงขวัญอ่านหนังสือย่างหนักเพื่อสอบปลายภาค พอสอบเสร็จเธอจึงโทรหายายแต่ไม่มีใครรับสาย
เธอจึงโทรไปหาป้าแววซึ่งเป็นคนงานที่บ้านของนายหัวเหมือนกับยายจากนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันหา พอเพลงขวัญกลับมาถึงบ้านก็เป็นจังหวะเดียวกับร่างไร้สติของคุณยายถูกหามขึ้นเปลออกมาจากป่า เธอร้องไห้อย่างหนักและโทษว่าเป็นความผิดของตนเองที่ไม่โทรหายายถึงสามวันเพราะถ้าไม่อยากนั้นคุณยายก็คงไม่จากไป
แต่หลังจากแพทย์ชันสูตรที่โรงพยาบาลตรวจเพื่อจะออกใบมรณบัตรก็พบว่าคุณยายไม่ได้เสียชีวิตเพราะเป็นลมแต่เป็นเพราะท่านถูกตีด้วยของแข็งบริเวณท้ายทอยจนเลือดคั่งในสมองและเสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาคนร้ายไม่เจอ
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เพลงขวัญอยู่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กติดกับสวนยางพาราของนายหัวอารัณย์ เจ้านายของยายนวลปรางซึ่งเขาและคนงานในสวนมาช่วยจัดการงานศพของคุณยายจนทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนตัวเธอเองนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันหนักเกินกว่าหญิงสาวตัวคนเดียวจะรับไหว ถ้าไม่ได้เขากับคนงานช่วยก็คงจะแย่ เธอยังไม่มีโอกาสของได้ขอบคุณเขาอย่างจริงจัง วันนี้ก็เลยตั้งใจว่าหลังจากไปซื้อของใช้จำเป็นที่ตลาดหน้าหมูบ้านแล้วจะไปขอบคุณเขา
เธอปั่นจักรยานมายังตลาดนัดเล็กๆ ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ค้าจากในเมืองมาขายสัปดาห์ละครั้ง ตลาดตั้งใกล้กับกับร้านขายของชำร้านเดียวของหมู่บ้าน ติดๆ กันนั้นก็เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านกาแฟของอาแปะกงที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก
“อ้าว หนูเพลงมาซื้อของเหรอป้านึกว่าหนูกลับไปกรุงเทพแล้วเสียอีก” ป้านงค์เจ้าของร้านของชำทักทายเพลงขวัญที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก
“ค่ะป้านงค์ หนูยังไม่ได้ขอบคุณป้าเลยที่ไปช่วยงานคุณยาย ขอบคุณนะคะป้า”
“ไม่เป็นไรจ้ะลูก เราคนบ้านเดียวกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แล้วหนูจะอยู่ที่นี่นานไหมล่ะ”
“หนูว่าจะอยู่จนเปิดเทอมค่ะ”
“หนูอยู่ที่บ้านยายเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ ป้านงค์”
“นายหัวนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะที่ยังให้อยู่ต่อ”
“ให้อยู่ต่อ ป้าหมายถึงอะไรคะ”
“อ้าว ป้าก็นึกว่าหนูรู้แล้วเสียอีกว่าบ้านหลังนั้นน่ะเป็นของนายหัว”
“ไม่ใช่นะคะ บ้านเป็นของคุณยาย”
“ยายของหนูมาด่วนจากไปอย่างนี้คงยังไม่ทันได้บอกอะไร ป้าว่าหนูลองไปถามนายหัวดูนะลูกว่ามันยังไงกันแน่ ป้าเองก็ฟังคนอื่นมาอีกที”
“ค่ะ หนูก็กำลังจะเข้าไปขอบคุณนายหัวอยู่พอดีเลย”
เพลงขวัญปั่นจักรยานมาจากร้านขายของชำแล้วก็ตรงไปยังบ้านนายหัวระหว่างทางก็คิดถึงคำพูดของป้านงค์ที่บอกว่าบ้านหลังนั้นเป็นของนายหัว มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อบ้านหลังนั้นพ่อกับแม่ของช่วยกันสร้างมา
มีทางเดียวที่เป็นไปได้ก็คือนายหัวอาจจะหลอกเอาบ้านไปจากคุณยายของเธอเพราะเห็นว่าท่านอายุมากแล้วและเธอเองก็นานๆ ถึงจะกลับมาที่บ้านสักครั้ง
สองเท้าเล็กๆ รีบปั่นอย่างรวดเร็วเพราะอยากจะไปเห็นหน้าคนที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้าน
บ้านเดี่ยวยกสูงซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสวนยางพาราและสวนเงาะนับรวมๆ เกือบจะ 2000 ไร่ เจ้าของบ้านกำลังนั่งจิบกาแฟขณะนั่งอ่านข่าวสารผ่านทางหน้าจอแท็บเล็ตอารัณย์หรือนายหัวอารัณย์เป็นชายหนุ่มวัย 32 ปี เขาเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็มีความสุขอยู่เพียงแค่ปีกว่า เนื่องจากภรรยาทนอยู่ในสวนที่อยู่ห่างไกลความเจริญไม่ได้ แม้ว่าที่นี่จะอยู่ห่างจากตัวเมื่องไม่ถึง 80 กิโลแต่เธอก็บ่นว่าไกล เธอให้เขาขายทุกอย่างที่นี่ทิ้งแล้วไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพ แต่อารัณย์ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนี่เป็นสมบัติที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็อยู่คนเดียวมาตลอดการอยู่คนเดียวก็ได้เหงาเท่าไหร่เพราะในแต่ละวันเขามีงานให้ต้องรับผิดชอบทั้งสวนยางพารา สวนเงาะและยังมีโรงงานแปรรูปยางพาราซึ่งนอกจากจะนำน้ำยางในสวนตัวเองมาแปรรูปแล้วก็ยังรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านอีกด้วย“นายหัวครับวันนี้จะเข้าไปในเมืองไหมครับ” กล้าลูกน้องคนสนิทถามผู้เป็นนายที่วันหยุดมักจะเข้าในเมืองอยู่เป็นประจำ“อาทิตย์นี้ไม่ไป นายมีอะไรหรือเปล่า”“เปล่าครับนาย” กล้าตอบแต่ไม่กล้าสบตาเจ้านายและอาการมีพิรุธนี้อารัณย์ก็มองออก“บอกมาตามตรงว่ามีอะไร นายทำ
“มาเหนื่อยๆ กินน้ำก่อนสิ แต่มีแค่น้ำเปล่านะ” เขาส่งขวดน้ำให้เธอแล้วตัวเองก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ขณะที่เธอก็เปิดขวดน้ำขึ้นดื่มแต่คงรีบไปหน่อยน้ำก็เลยไหลลงไปยังเสื้อยืดและยิ่งทำให้เขาเห็นชัดเจนเลยว่าภายใต้เสื้อยืดสีขาวนั้นมีความอวบอิ่มซ่อนอยู่ แค่กะด้วยสายตาก็ไม่น่าจะเกินคัพซี และถ้าได้เอาหน้าลงไปซุกตรงนั้นก็คงจะดีไม่น้อย นายหัวอารัณย์สลัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดลามกของตนเองออกและท่องไว้ในใจว่าเพลงขวัญยังเด็ก เขายังจำได้ดีว่าครั้งแรกที่เจอกับเธอตอนนั้นเธอเพิ่งจะ 5 ขวบ “เอาละ มีอะไรก็ว่ามา” “เมื่อกี้หนูไปร้านขายของชำของป้านงค์ แล้วป้านงค์บอกหนูว่าบ้านที่หนูอยู่เป็นของนายหัว” “อือ ป้าแกก็พูดถูก” “จะถูกได้ยังไง หนูจำได้ว่าตอนย้ายมาอยู่ที่นี่พ่อกับแม่ยังช่วยกันสร้างอยู่เลย หนูว่านายหัวเห็นว่ายายแก่แล้วและคิดว่าหนูคงไม่กลับมาอยู่บ้านใช่ไหมล่ะ ก็เลยคิดจะโกงหนู” “บ้านฉันก็มี ฉันจะโกงเธอไปทำไม” “หนูไม่รู้” “เธอไม่รู้แต่มาปรักปรำฉันถึงบ้านเนี่ยนะเพลงขวัญ ฉันสามารถฟ้องเธอโทษฐานหมิ่นประมาทได้เลยนะ” “
เพลงขวัญรู้สึกเหมือนกับว่าสวรรค์กำลังกลั่นแกล้ง เธอเพิ่งเสียยายไปไม่ถึง 10 วันแล้วยังต้องมารับรู้อีกว่าตนเองนั้นเป็นหนี้เขาอยู่ถึงสองล้านนี่ยังไม่นับรวมเงินค่าใช้จ่ายที่เขาโอนให้ทุกเดือน หญิงสาวคิดมาตลอดว่าเงินที่ยายส่งให้ในแต่ละเดือนนั้นเป็นเงินที่บิดาและมารดาทิ้งไว้ให้ ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วเพลงขวัญก็คิดว่าเธอควรจะเลิกเรียนออกมาหางานทำเพราะดีกว่า “นายหัวคะหนูขออยู่ที่บ้านต่อได้ไหม ส่วนเงินที่ติดหนี้หนูจะหามาคืนให้” “แล้วเธอคิดว่าเงินมากขนาดนั้นจะมาจากไหนล่ะ เธอยังเรียนอยู่นะเพลงขวัญ” “หนูจะเลิกเรียนแล้วไปหางานทำ” “แต่ยายเธอสั่งไว้ว่ายังไงฉันก็ต้องช่วยส่งเธอให้เธอเรียนจนจบ” “แต่ยายมาอยู่แล้วนี่คะ หนูมีสิทธิ์ตัดสินใจเองว่าจะเรียนหรือไม่เรียน” “คนที่เขาเรียนจบสูงๆ บางครั้งก็ยังหางานยากเลย แล้วเธอคิดว่าเขาจะจ้างคนที่เรียนไม่จบอย่างเธอเหรอ” “นายหัวอยู่แต่ในสวนในป่าจะรู้อะไร งานบางอย่างเขาก็ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาหรอกนะ เขาดูที่ความสามารถ” “แล้วเธอมีความสามารถอะไร ถึงจะงานได้กัน”
หลังจากเพลงขวัญกลับไปแล้วนายหัวอารัณย์ก็เข้าไปในห้องทำงานเพื่อจัดการงานเอกสารต่างๆ ที่ข้างอยู่ เขาทำทุกอย่างคนเดียวโดยไม่มีผู้ช่วยเพราะไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายที่บ้าน ทำงานเสร็จก็ออกมาทานอาหารกลางวันที่ป้าแววทำให้ตั้งแต่ช่วงสายๆ ก่อนจะกลับไปพักผ่อนเพราะปกติแล้ววันอาทิตย์เขาจะให้ทุกคนได้หยุดงานและบางครั้งก็มักจะเข้าไปในเมืองเพื่อทานข้าวกับเพื่อนหรือก็หาสาวสักคนไปค้างด้วยที่คอนโดที่ซื้อไว้ในเมือง หลังทานอาหารอิ่มแล้วก็เอนหลังหลับอยู่บนโซฟาสมองกำลังคิดถึงเรื่องของเพลงขวัญ เธอสวยถูกใจเขามากทั้งหุ่นก็น่าฟัดแต่ติดอยู่อย่างเดียวคือเธอยังเด็กและเข้าก็ดันไปรับปากยายของเธอไว้ว่าจะดูแลเธออย่างดี หรือเขาจะรอจนเธอเรียนจบแต่นั่นก็อีกตั้งสองปีเลยนะ คนอย่างเขาจะทนรอใครนานขนาดนั้นได้ยังไงกัน “ทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทนสิคะ” เสียงหวานเอ่ยถาม “หมายความว่ายังไง” “นายหัวขาเพลงอายุยี่สิบแล้วนะคะ บรรลุนิติภาวะแล้วค่ะ อีกอย่างเพื่อนของเพลงบางคนก็มีผัวแล้ว” “พูดอะไรแบบนั้น” “เพลงพูดเรื่องจริงหรือนายหัวไม่อยากได้เพลงล่ะคะ เพลงเห็นนะคะว่
นายหัวอารัณย์ขับรถมาถึงคอนโดมิเนียมของตนเองในเวลาทุ่มเศษๆ พอจอดรถแล้วก็รีบเดินขึ้นไปบนห้องอย่างรวดเร็ว “นายหัวขามินนี่คิดถึงนายหัวจังเลยค่ะ นายหัวขับรถมาเหนื่อยๆ จะอาบน้ำก่อนไหมคะมินนี่เตรียมน้ำอุ่นไว้แล้วค่ะ” มินนี่คู่ขาหนึ่งสามคนของนายหัวเข้ามาออดอ้อนเธอดีใจมากที่วันนี้เขาโทรหา แม้ว่าตนเองมีนัดกับแฟนหนุ่มแต่พอได้รับสายจากนายหัวเธอก็รีบยกเลิกนัดทันที เพราะถ้าเที่ยวระหว่างแฟนของเธอที่เป็นพนักงานบริษัทกับนายหัวเจ้าของสวนยางพาราแล้วเป็นใครก็ต้องเลือกนายหัวเพราะนอกจากเขาจะหล่อและรวยมากแล้วเรื่องบนเตียงเขาก็ถูกใจเธอเป็นอย่างมาก “ไม่ล่ะ ฉันอาบมาแล้ว” “อาบมาแล้วก็ดีเหมือนกันค่ะมินนี่ไม่อยากเสียเวลา” หญิงสาวพูดพลางเบียดกายเข้าหา “เปลี่ยนน้ำหอมเหรอมินนี่” เขาได้กลิ่นน้ำหอมค่อนข้างฉุนจึงได้ถามขึ้น “ค่ะ นายหัวไม่ชอบเหรอคะ” “ชอบสิ มันเข้ากับเธอดีนะ” “มินนี่ดีใจที่นายหัวชอบ นายหัวรู้ไหมว่ามินนี่คิดถึงนายหัวตลอดเลย นายหัวไม่มาหามินนี่เกือบเดือนแล้วนะคะ” “พอดีงานที่สวยยุ่งๆ น่ะ แต่พอฉันว่าก็รีบโทรหาเลย”
เพลงขวัญเดินสำรวจรอบๆ บ้านของตนเองในช่วงสายของวันจันทร์ เมื่อคืนหลังจากที่เข้านอนไปแล้วเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่รอบๆ บ้านและพอเห็นรอยเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าของตนซึ่งมีทิศทางมาจากสวนยางพาราอีกด้านหนึ่งก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะด้านนั้นเป็นสวนของนายหัววาทิตซึ่งเธอไม่ได้รู้จักเขาหรือคนงานที่นั่นมากเท่ากับคนงานในสวนยางของนายหัวอารัณย์ เธอคิดว่านี่อาจจะเป็นแผนของนายหัวอารัณย์เพื่อแกล้งให้เธอกลัวและหนีกลับกรุงเทพหรือขอไปอยู่กับเขาที่บ้าน “แผนตื้นๆ ใครจะกลัวกัน” เพลงขวัญพูดจบก็กลับเข้าบ้านเพื่อนั่งทำงานต่อ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่หน้างานพิสูจน์อักษรก็เสร็จแล้วเธอก็จะได้รับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ หลังจากส่งงานให้กับลูกค้าทางอีเมลในตอนบ่ายเพลงขวัญก็ปั่นจักรยานไปร้านขายของชำของป้านงค์เพื่อตุนขนมไว้ทานระหว่างทำงานคืนนี้ ขากลับจากร้านป้านงค์เธอก็ปั่นจักรยานมาเจอกับวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งมากันหลายคน พวกนั้นหยุดรถและขวางหน้าเธอไว้ “ว่าไงจ๊ะคนสวย อยู่บ้านคนเดียวคงจะเหงาแย่เลยให้พวกพี่ไปอยู่เป็นเพื่อนเอาไหม” “ไปเป็นไร ฉันอยู่คนเดียวได้”
เสียงเรียกเข้ายังคงดังอย่างต่อเนื่อง นายหัวอารัณย์ก็เลยกดรับเพราะคิดว่าคนที่โทรศัพท์มาหาเขาในเวลาดึกแบบนี้น่าจะมีธุระด่วน เขากดรับแต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรคนปลายสายก็ส่งเสียงทักทายมาทันที และเสียงนั้นก็เหมือนว่าเขาเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน “นายหัว ใช่เบอร์นายหัวอารัณย์ไหมคะ นายหัวบอกคนของนายหัวกลับไปก่อนได้ไหม หนูรู้นะว่านายหัวส่งเขามาขู่ให้หนูกลัวใช่ไหมล่ะ แต่ทำแบบนี้มันไม่เข้าท่าเลยนะ ถ้าอยากให้หนูออกไปก็พูดกันดีๆ ก็ได้ ไม่ต้องใช่แผนแบบนี้หรอก” หญิงสาวพูดรัวจนเขาจับใจความไม่ค่อยได้ “เพลงขวัญเหรอ พูดช้าๆ ได้ไหม เกิดอะไรขึ้น” “ก็คนของนายหัวที่หนูเจอตอนเย็น ตอนนี้พวกเขากำลังเดินอยู่รอบๆ บ้าน หนูได้ยินเสียงพวกมันแล้วจำได้ นายหัวสั่งพวกนั้นมาก่อกวนหนูใช่ไหม” เธอรับเล่าขณะที่มือไม้ก็สั่นไปหมด “ไม่ใช่นะ นั่นไม่ใช่คนของฉัน เธอรออยู่ที่นั่นนะ หาที่ซ่อนก่อนเดี๋ยวฉันจะรีบไป” พูดจบนายหัวก็รีบคว้ากุญแจรถแล้วขับรถลัดสวนยางพาราไปยังบ้านของเพลงขวัญอย่างรวดเร็ว เสียงรถที่ดังมาแต่ไกลทำให้คนที่กำลังหาทางงัดประตูบ้านรีบเผ่นกลับไปทันที ก๊อก ก
เพลงขวัญมัวแต่เสียใจจนลืมนึกถึงเรื่องที่เขาพูดถึงไปจนสนิท “หนูควรไปแจ้งความไว้ก่อนไหม” “แต่เราไม่มีหลักฐานนะ เธอได้ยินแค่เสียงแต่ไม่เห็นหน้าพวกมัน” “แล้วหนูต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเหรอคะนายหัว” “คืนนี้ไปอยู่ที่บ้านฉันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดกันต่อว่าจะเอายังไง” “หนูไม่อยากรบกวนนายหัวหรอกค่ะ” “แล้วมีที่อื่นให้ไปอยู่ไหมล่ะ ไปอยู่ที่นั่นก่อน ส่วนเรื่องกลับไปอยู่กรุงเทพค่อยคุยกันอีกทีก็ได้ คืนนี้มันดึกแล้วฉันง่วง” “หนูว่าพวกมันคงไม่มาแล้วล่ะค่ะ” “เธอเชื่อใจพวกในมากกว่าเชื่อใจฉันเหรอเพลงขวัญ” “เปล่าหนูก็แค่เกรงใจ” “บ้านฉันมีสามห้องนอน เธอไปอยู่ที่นั่นฉันก็ไม่เดือดร้อนอะไร” “นายหัวไม่กลัวแฟนของนายหัวรู้เหรอคะ” “นี่ฉันไปมีแฟนตอนไหน” “ป้านงค์บอกว่าแฟนนายหัวเป็นเจ้าของร้านปุ๋ยในเมือง” เธอบอกเขาตามที่ได้ยินมา “ชาวบ้านก็พูดกันไปเรื่อยนั่นแหละ จีไม่ใช่แฟนฉันแต่เราสองคนสนิทกันเพราะฉันสั่งของที่ร้านของเธอตลอด เธออย่าเพิ่งถามอะไรให้มากความเลยฉันง
ทางด้านนายหัวอารัณย์หลังจากคุยกับเพลิงแล้วเขาก็กลับไปที่บ้านของตนเอง เพราะอยากให้เพลงขวัญได้พักผ่อน เขารอจนกระทั่งถึงเวลาเย็นจึงขับรถเข้ามาหาเธอ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อทั้งบ้านมืดสนิทเขาตะโกนเรียกเท่าไหร่หญิงสาวก็ไม่เปิดประตูชายหนุ่มเดินเข้าเปิดไฟที่ห้องรับแขกก่อนจะเดินเข้าไปตามเพลงขวัญในห้องนอน แต่แล้วพอเขาเปิดเข้าไปข้างในก็ต้องใจหายเมื่อพบว่าห้องนั้นว่างเปล่าและข้าวของบางอย่างมันหายไป นายหัวพยายามโทรหาเพลงขวัญแต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด เขาคิดว่าเธอน่าจะยังไปไหนไม่ไกลอย่างมากก็น่าจะแค่ในเมืองและทางเดียวที่จะเข้าเมืองได้ก็คือการนั่งรถลุงจวบเข้าไปเขารีบไปยังร้านป้านงค์ซึ่งอยู่ติดกับท่ารถเพื่อถามว่ามีใครเห็นเพียงขวัญบ้างไหม แต่ก็ไม่มีใครเห็นเพราะช่วงที่เพลงขวัญโบกรถชาวบ้านไปนั้นป้านงค์ก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการขายของ“แล้วคนอื่นล่ะครับมีใครเห็นไหม”“ลุงไม่แน่ใจเท่าไหร่นะเพราะลุงสายตาไม่ดี แต่ช่วงสายๆ ลุงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งโบกรถชาวบ้านที่จะเข้าในเมือง“ขอบคุณครับลุง” นายหัวอารัณย์กล่าวขอบคุณและคิดว่าผู้หญิงที่ลุงคนนี้บอกน่าจะใช่เพลงขวัญเขารีบขับรถเข้าไปในตัวจังหวัด ตามหาเพลงขวัญทั
นายหัวอารัณย์มองคนที่หลับสนิทแล้วได้แต่ส่ายหน้าถ้าวันนี้เขามาไม่ทันคนที่เธอร่วมรักอย่างบ้าคลั่งก็น่าจะเป็นนายหัววาทิต คิดแล้วก็รู้สึกเจ็บใจว่าทำไมพี่ชายของเธอจึงทำกับเธอแบบนี้เขาน่าจะมองออกและเตือนเธอให้ระวังตัวแต่เพราะคิดว่าเพลิงเป็นพี่ชายของเธอเป็นครอบครัวของเธอจึงไม่ได้ระแวงอะไรเลยสักนิดนายหัวหนุ่มเดินเข้าห้องน้ำจัดการชำระล้างร่างกายของตนเองจากนั้นใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กชุบน้ำมาเช็ดเนื้อตัวเพลงขวัญให้สะอาด เขานอนกอดเธอด้วยความหวงแหนก่อนจะออกจากบ้านของเธอในตอนเช้านายหัวอารัณย์ให้คนช่วยตามาพี่ชายของเพลิงขวัญเพื่อจะถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่ามันเป็นแผนของเขาหรือนายหัววาทิตกันแน่“นายทำแบบนี้ได้ยังไงเพลิงนั้นน้องสาวนายนะ”“ผมไม่ทางเลือกที่ไหนล่ะนายหัว คนอย่างผมเรียนก็ไม่ได้สูง หางานทำก็ลำบากแล้วพอมีคนมาเสนอเงินให้ถึงสองล้านถ้าไม่รีบคว้าไว้ผมก็โง่เต็มที”“เพลงขวัญมาได้ยินเธอคงเสียใจมาก นายรู้ไหมว่าเธอดีใจมากแค่ไหนที่นายกลับมานายเป็นครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่”“ผมก็แค่อยากให้น้องสบาย นายหัววาทิตเขาชอบเพลงขวัญมาก ผมก็แค่อยากช่วยให้เขาได้สมหวัง”“นายนี่มันเห็นแก่ตัวและเห็
หลังจากไปส่งเพลงขวัญที่บ้านแล้วนายหัวอารัณย์ก็เข้ามาซื้อของที่ร้านประจำในตัวอำเภอขณะกำลังจะกลับก็เห็นพี่ชายของเพลงขวัญนั่งอยู่กับชายอีกสามคนที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เขาแปลกใจมากเพราะเพลงขวัญบอกว่าเย็นนี้พี่ชายของตนเองก็จะอยู่ที่บ้านด้วย เขาเข้าไปนั่งมุมหนึ่งในร้านแล้วเรียกเด็กเสิร์ฟมาคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของคนงานในสวนยางพารา “นายเพลิงกับเพื่อนมากันนานหรือยังต้อม” “มาตั้งแต่บ่ายแล้วครับนายหัว” “เราพอจะรู้ไหมว่าเขาคุยอะไรกัน” “ผมไม่ใจนะครับว่าฟังถูกหรือเปล่า บางทีอาจจะหูฝาด” “ไหนลองเล่ามาสิว่าเขาพูดว่าอะไร” “เขาบอกว่าวันนี้จะได้เงินหนึ่งล้าน พอเพื่อนเขาถามเขาก็หัวเราะแล้วก็บอกว่าเขาขายน้องสาว ผมเลยคิดว่าตัวเองน่าฟังผิด” “ขอบใจนะต้อม” นายหัวควักธนบัตรในละหนึ่งพันบาทให้กับเด็กหนุ่มแล้วรีบออกจากร้านเพราะคิดว่าน่าจะเกิดอันตรายกับเพลงขวัญแน่ๆ แต่ด้วยความรีบร้อนจึงชนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ลานจอดรถ “ขอโทษครับ” นายหัวหนุ่มรีบกล่าวขอโทษ แล้วพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าคนที่ตัวเองชนคือปุยฝ้ายเพื่อนสมัยเรียนของตน
วันนี้นายหัวอารัณย์มีนัดคุยกับเพื่อนที่สวนปาล์ม เขาเลยพาเพลงขวัญนั่งรถมาด้วย หลังจากคุยงานเสร็จก็เลยพาเธอไปยังน้ำตกแห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่เพราะอยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนประชาชนอีกทั้งการเดินทางเข้ามาที่นี่ยังต้องใช้รถที่ขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นแต่มันไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย “เพลงเพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีน้ำตกด้วย” หญิงสาวบอกกับนายหัวหลังจากลงมานั่งบนโขดหินและหย่อนเท้าลงในน้ำเย็นเฉียบ เธอเคยไปน้ำตกที่อื่นมาบ้างแล้วแต่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก “ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คนอื่นๆ เขาจะไปน้ำตกอีกที่ซึ่งมันเดินทางสะดวกกว่านี้”“แล้วทำไมนายหัวถึงพาเพลงมาที่นี่ล่ะคะ เพลงว่ามันเปลี่ยวมาก”“ก็เพราะมันเปลี่ยวและมีความเป็นส่วนตัวไงล่ะฉันถึงอยากพาเธอมาที่นี่”“เรื่องที่เราจะคุยกันมันไม่ได้เป็นความลับมากขนาดนั้นสักหน่อยนายหัวไม่ต้องพามาที่แบบนี้ก็ได้”“ทำไมเธอกลัวอะไรเพลง”“เปล่าค่ะ เพลงก็แค่ไม่ค่อยชอบบรรยากาศเท่าไหร่มันดูวังเวงยังไงก็ไม่รู้”“ไม่ต้องกลัวหรอกน่าอยู่กับฉันเธอจะกลัวอะไร เอาล่ะเธอลองเล่าเรื่องที่พี่ชายเธอคุยกั
“นายบอกฉันว่าน้องสาวนายไม่มีแฟนแล้วนั่นมันยังไงกันทำไมเธอถึงมากับนายหัวอารัณย์ได้ล่ะเพลิง” นายหัววาทิตมองเพลงขวัญที่เดินออกจากร้านกาแฟมาพร้อมกับนายหัวอารัณย์ด้วยความไม่พอใจ “เรื่องนี้ผมอธิบายได้ครับนายหัววาทิต เพลงก็แค่ไปช่วยงานนายหัวที่บ้านนายหัวอารัณย์เท่านั้นเอง”“แค่ช่วยงานอย่างเดียวเหรอ”“ครับ ผมถามแล้วน้องผมไม่ได้คิดอะไรกับนายหัวเลย”“น้องนายไม่ได้คิดแต่ฉันเห็นนะสายตานายหัวอารัณย์ที่มันมองเพลงขวัญฉันว่าเรื่องนี้เราช้าไม่ได้แล้วล่ะ”“แล้วนายหัวจะเอายังไงละครับ”“ฉันให้เวลาอีกสองวันนะ”“ได้ครับไม่มีปัญหา แล้วเย็นนี้นายหัวจะไปกินข้าวที่บ้านผมอยู่ไหม”“ไปสิฉันก็อยากทำความรู้จักเธอไว้ก่อนถึงวันนั้นเธอจะได้ไม่ตกใจมาก”“แล้วเรื่องนี้เมียนายหัวจะไม่เข้ามายุ่งใช่ไหม”“ปุยฝ้ายเหรอไม่มีทางรู้เรื่องนี้หรอก”“แต่น้องผมต้องกลับไปเรียนนะครับ”“จะเรียนทำไมเป็นเมียฉันไม่ต้องเรียนหรอกแค่ทำหน้าที่บนเตียงให้ดีก็พอ”“แล้วนายจะอยู่กับน้องสาวอีกกี่วัน”“ก็คงจะถึงวันที่นายหัวจะลงมือนั่นแหละครับ ว่าแต่เงินงวดที่สองนายหัวจะให้ผมเมื่อไหร่”“แม้แต่มือของน้องสาวนายฉันยังไม่ได้จับจะมาทวง
หลังจากทานอาหารเย็นกับพี่ชายแล้วเพลงขวัญก็มานั่งดูทีวีต่อที่ห้องรับแขก เธอลังเลว่าจะถามถึงเงินหนึ่งล้านที่พี่ชายเอามาใช้หนี้นายหัวดีไหม เพราะกลัวว่าพี่ชายจะไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายมาหรือเปล่าแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวพี่ชายจะโกรธที่เธอไปกล่าวหาถ้าหากเงินนั้นหามาด้วยความสุจริต “มีอะไรจะถามพี่ใช่ไหม” เพลิงเห็นว่าน้องสาวของตนเอาแต่จ้องหน้าก็ถามขึ้นเพราะคิดว่าตอนนี้เพลงขวัญคงอยากจะถามอะไรเขาหลายๆ ถึงเรื่องราวที่เขาหายไปนาน ซึ่งตัวเขาก็มีเรื่องที่จะถามน้องสาวอยู่เหมือนกัน “ค่ะ พี่เพลิงรู้ได้ยังไงว่าเพลงมีเรื่องจะถาม” “พี่เห็นเรามาตั้งแต่เกิดทำไมจะไม่รู้ล่ะ ว่าแต่เพลงจะถามอะไรพี่ล่ะ” “พี่เพลิงต้องสัญญาว่าจะตอบความจริงนะคะ” “ถึงแม้ที่ผ่านมาพี่จะทำตัวเกเรแต่ตอนนี้พี่เปลี่ยนไปแล้วนะ เพลงทำเหมือนไม่เชื่อใจพี่เลย” เพลิงมองหน้าน้องสาวซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา “เพลงขอโทษ เพลงก็แค่สงสัย” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาเพราะรู้สึกผิดที่ไประแวงพี่ชายแบบนั้น “สงสัยอะไรก็ถามมาเลย เราพี่น้องกันนะเพลง มีอะไรก็พูดกันตรงๆ” “พี่เ
นายหัวอารัณย์นั่งมองถนนหน้าบ้านอย่างร้อนใจเพราะตอนนี้ก็เกือบจะสิบโมงเช้าแล้วแต่เพลงขวัญกับพี่ชายก็ยังไม่มาตามที่บอกไว้ เขาอยากคุยกับพี่ชายของเธอเรื่องหนี้สินทั้งหมด ถ้าหากเพลิงจะมีเงินใช้หนี้ไม่หมดเขาก็ยินดีที่จะยกให้เพื่อแลกกับการที่เพลงขวัญต้องอยู่ในการดูแลของเขาจนเธอเรียนจบซึ่งระยะเวลาสองปีนี้ก็คงนานพอที่เขาและเธอจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น “นายหัวรออะไรคะ” บุหลันที่ทำความสะอาดบ้านอยู่เห็นนายหัวเดินไปเดินมาแล้วก็ชะโงกหน้าไปยังถนนหน้าบ้านก็อดจะถามไม่ได้เพราะปกติเวลานี้ถ้าเจ้านายไม่เข้าไปที่โรงงานก็จะนั่งทำงานอยู่ในห้องมากกว่าออกมานั่งในห้องรับแขกอย่างที่เธอเห็นอยู่ในขณะนี้ “ฉันรอชลที เขาว่าจะมาแต่นี่ก็เลยเวลานัดแล้วทำไมยังไม่มาสักที” เขาพูดโกหกออกไปทั้งที่ตอนนี้ตัวเองกำลังรอเพลงขวัญและพี่ชาย“ทำไมนายหัวไม่ลองโทรตามดูล่ะคะ เผื่อคุณชลทีจะลืม”“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไรมาก ฉันเข้าไปทำงานก่อนนะถ้าเขามาบุหลันก็ไปตามฉันในห้องก็แล้วกัน”“ได้ค่ะ” นายหัวอารัณย์เดินเข้ามาในห้องทำงานแต่ก็พยายามเงี่ยหูฟังว่ามีเสียงรถดังเข้ามาหรือเปล่าแล้วรอยยิ้มก็ปรากฏที
หญิงสาวเก็บของใช้จำเป็นลงกระเป๋า แต่ยังไม่ได้เอาไปทุกอย่างเพราะไม่รู้ว่าพี่ชายจะกลับมาอยู่ที่บ้านนานแค่ไหน ถ้าให้เลือกเพลงขวัญก็อยากให้เขากลับมาอยู่กับเธอที่นี่ตลอดเพราะเพลิงเป็นญาติเดียวที่เหลืออยู่ นายหัวอารัณย์จอดรถที่หน้าบ้านของเพลงขวัญชายหนุ่มตาละห้อยเพราะไม่อยากให้เธอห่างจากเขา “นายหัวจะลงไปไหมคะ” “ไม่หรอก ฉันอยากให้เธอกับพี่ชายได้อยู่กันตามลำพัง แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมารับนะ” “เพลงยังไม่รู้เลยว่าพี่เพลิงจะอยู่นานไหม” “ถ้าเขากลับมาอยู่ตลอด เธอก็จะอยู่ที่นี่กับเขาตลอดอย่างนั้นเหรอ แล้วฉันล่ะ เธอไม่สงสารฉันเลยเหรอ เธอไม่อยู่ฉันคงนอนไม่หลับแน่ๆ” “นายหัวพูดอย่างกับเราอยู่ด้วยกันมานานอย่างนั้นแหละ เราเพิ่งนอนด้วยกันสามคืนเองเดี๋ยวนายหัวก็ลืมเพลงไปเอง” “ใครจะลืมลง เมียทั้งคนนะ ขอกอดหน่อยได้ไหม” “อย่านะคะเดี๋ยวพี่เพลิงเห็น” หญิงสาวรีบร้องห้าม “ใจร้ายกับผัวจังนะ อย่างนี้ไม่น่าให้กลับมาเลย” “นายหัวขาเพลงไม่ได้ไปไหนไกลเลย บ้านเพลงก็อยู่แค่นี้ ของใช้เพลงก็ยังอยู่ที่บ้านายหัวนะค
เพลงขวัญตื่นนอนมาอีกครั้งในช่วงสายของวันใหม่ เธอรู้สึกดีที่การตื่นนอนในวันนี้มีนายหัวอารัณย์นอนอยู่ข้างๆ มันทำให้เธออบอุ่นและไม่อยากจะลุกออกจากที่นอนเลยสักนิด หญิงสาวนอนมองใบหน้าที่คล้ำแดดของเขาแล้วยิ้ม นายหัวอารัณย์เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มากคนหนึ่งยิ่งมองใกล้ๆ แบบนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกดีกับเขามากขึ้น หัวใจมันเต้นเป็นจังหวะแปลกๆความคิดอยากจะเป็นเจ้าของชายคนนี้เริ่มมากขึ้น แต่คงเป็นแค่ตนเองที่คิดแบบนี้เพราะยังไงเสียนายหัวก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานใหม่หรือมีครอบครัวอีกแล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเมียบำเรอของเขาเพราะอย่างน้อยก็ยังได้และได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของเขา ขณะมองเขาเพลินๆ เสียงโทรศัพท์ของเพลงขวัญก็ดังขึ้น หญิงสาวรีบหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่ปลายเตียงมานุ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์แล้วเดินไปที่ห้องแขก คนที่โทรเข้ามาเป็นพี่จากบุหลันซึ่งโทรมาถามว่าเพลงขวัญจะกลับบ้านเมื่อไหร่เพราะตอนนี้พี่ชายของเธอกลับมาอยู่ที่บ้านและมาตามหาเพลงขวัญที่บ้านของนายหัว เพลงขวัญดีใจที่จะได้เจอพี่ชายและอยากจะถามเข้าเรื่องบ้านกับที่ดิน เผื่อบางทีพี่ชายอาจจะมีเงินกลับมาใช้หนี้นายหัวซึ่