ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น ฉันถึงได้ลงเอยกับพวกเขา“แล้วทำไมคุณถึงรับเลี้ยงฉันล่ะถ้าคุณไม่ได้ต้องการฉัน?” ฉันถามทุกคนเงียบขณะที่เธอตอบ “เมื่อทราวิสอายุได้สองขวบ เขาวิ่งออกจากบ้าน พอฉันรู้ตัว เขาก็กำลังจะข้ามถนนแล้วและมีรถกำลังวิ่งเข้ามา ฉันรู้ว่าฉันจะไปหาเขาไม่ทัน ฉันกรีดร้องด้วยความกลัว ความกลัวของฉันคงทำให้วินนี่ตื่นตัว ฉันไม่รู้ว่าเธอทำได้อย่างไร หรือเธออยู่ที่ไหน หรือเธอเคลื่อนไหวอย่างไร แต่เธอช่วยทราวิสไว้ในวันนั้น สุดท้ายเธอก็โคม่าเป็นเวลาสองเดือน พวกเขาตัดมือขวาของเธอออกเพราะมันเสียหายมากเกินไป เธอยังเดินกะเผลกตั้งแต่นั้นมาเพราะสะโพกได้รับบาดเจ็บถาวร”เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมา “เราตอบรับคำขอของเธอเพราะรู้สึกว่าเราเป็นหนี้เธอ แม้เราจะพยายามชดเชยให้เธอมากเพียงใด มันก็ไม่เคยเพียงพอต่อการช่วยชีวิตทราวิสและสิ่งที่เธอต้องเผชิญ ดังนั้นเมื่อเธอเสียชีวิต เราจึงรับเอวามาเลี้ยง”ฉันก้มหน้าลงและบ่นพึมพำ “คุณไม่น่าทำแบบนั้นเลย คุณควรจะเอาฉันไปส่งสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า มันคงดีกว่าชีวิตที่ฉันได้รับจากตอนที่อยู่กับคุณ”ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยมีความทรงจำดี ๆ กับพวกเขา พวกเขาล้
เอมม่า“ฉันยังคงไม่อยากเชื่อว่าเอวาเป็นลูกตระกูลโฮเวลล์” ทราวิสพูดขณะที่เราเข้าไปในบ้านของพ่อแม่เราฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อข่าวนี้เช่นกัน ทุกอย่างดูไม่จริงเลย เหมือนกับว่าไม่ว่าจะอย่างไรฉันก็ไม่สามารถเชื่อสิ่งที่ถูกเปิดเผยได้“ใช่ไหม?” ฉันพึมพำฉันคิดว่าฉันมีข้อได้เปรียบเหนือเธอ การรู้ว่าเธอถูกอุปถัมภ์เป็นความรู้สึกที่ดีที่สุด หลังจากที่อีธานบอกเราว่าพ่อแม่ของเธอเป็นคนรวย ความรู้สึกดี ๆ ทุกอย่างก็พังทลายลง ฉันอยากให้เธอมาจากครอบครัวที่ยากจน นั่นจะทำให้ฉันมีข้อได้เปรียบเหนือเธอ แม้ว่าตอนนี้เธอจะรวยก็ตามถ้าเธอมาจากครอบครัวที่ยากจน ฉันก็คงจะดีกว่าเธอเสมอ เหนือกว่าเธอในทางหนึ่ง ในสังคมของเราคุณจะได้รับความเคารพมากกว่าหากครอบครัวของคุณมีเส้นสาย หากครอบครัวของคุณมีรากฐานและสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ถ้าคุณร่ำรวยเอง พวกเขาก็จะเคารพคุณ แต่คุณจะได้รับความเคารพมากกว่าหากมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยอยู่แล้วฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นเมื่ออีธานบอกเราว่าเธอถูกอุปการะ ฉันคิดว่าพ่อแม่ของเธออาจไม่มีเงินเลี้ยงเธอ หรืออาจเป็นเพราะติดยา และพวกเขาจึงตัดสินใจให้คนอื่นอุปการะเธอ นั่นคงเป็นรอยด่างใหญ
แม้แต่ตอนนี้ที่ฉันกลับมาและมั่นใจว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดีกับโรแวน แม่นั่นก็ทำให้ทุกอย่างพังลง โรแวนแทบไม่สนใจฉันเลยในตอนนี้ นับตั้งแต่งานเลี้ยงอาหารเย็นวันนั้น เขาไม่เคยโทรหรือมาดูเลยว่าฉันเป็นอย่างไรบ้างความสนใจของเขาเอนเอียงไปหาเอวาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเกลียดผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่หล่อนพรากเขาไปจากฉัน สำหรับฉันมันยากที่จะยอมรับได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป โรแวนไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวกับคนที่รักฉันหมดทั้งใจคนนั้นอีกแล้ว ตัวเขาเองอาจไม่รู้ แต่ฉันสามารถพูดได้เต็มปากว่าเขามีความรู้สึกมากมายให้แก่เอวา ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นคืออะไร แต่มันมีอยู่แน่นอน ฉันกลัวเหลือเกินว่าเขาจะตกหลุมรักแม่นั่น ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถ้ามันเป็นเรื่องจริง มันคงทำให้ใจฉันแตกสลายฉันคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสนิท“หวัดดีค่ะเพื่อน” มอลลี่รับสายตั้งแต่เสียงเรียกเข้าแรกดังฉันล้มตัวลงบนเตียงและพยายามกลั้นน้ำตา “ทุกอย่างกำลังพังไปหมดเลยมอลลี่ ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้ว”ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดแรง ทุกสิ่งช่างน่าหน่ายใจเหลือเกิน และรู้สึกเหมือนกำลังแบกภาระหนักบนบ่า“เล่ามาก่อ
เอวาพวกคุณเคยรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตไปวัน ๆ บ้างไหม? รู้สึกเหมือนผู้คนหรือทุกอย่างรอบตัวไม่จริงบ้างหรือเปล่า? ฉันเคยลองค้นหาในกูเกิ้ลมันบอกว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้สึกพยายามหลีกหนีสังคมภายนอก มักเกิดขึ้นกับบุคคลที่เคยประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายในวัยเด็กโดยเฉพาะ นับว่าเป็นกลไกการเผชิญปัญหาที่ทำให้บุคคลนั้นแยกตัวออกจากสิ่งที่ส่งผลเลวร้ายหรือก่อให้เกิดความเครียดหลังจากอ่านบทความจบ ฉันก็คิดว่าเล็ตตี้อาจพูดถูก ฉันอาจต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเลยแหละ ควรเริ่มจากการไปพบจิตแพทย์ก่อน ฉันรู้สภาพปัญหาของตนเองดีว่ามีบาดแผลภายในใจที่ฉันไม่สามารถก้าวข้ามได้ฉันถอนหายใจจากนั้นยืนขึ้นและเริ่มเดินไปมาในห้อง จิตใจวกวนไปมาไม่หยุด ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด จิตใจก็สงบลงไม่ได้เลย เมื่อมีใครก็ตามมาหาฉันถึงหน้าบ้าน ฉันก็ผลักไสพวกเขากลับไป ไม่แม้แต่โทรหาหรือพูดคุยกับใครเลยฉันเพียงแค่ต้องการอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนทุกสิ่งกับตนเอง บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังถาโถมใส่ และมันยากเกินจะรับมือได้ บางครั้งมันก็มากเกินไปจนฉันรู้สึกว่าภายในใจว่างเปล่า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำล
ฉันเข้าไปเลือกนั่งที่นั่งไกลที่สุดในห้องอย่างเงียบ ๆ ฉันขยับแว่นและหมวกให้เข้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าแนบเนียนพอก่อนจะปิดเสียงโทรศัพท์ฉันมองหัวหน้าทีมสืบสวนไบรอันให้การในฐานะพยานอีธานนั่งอยู่ขวามือพร้อมทนายความ พ่อแม่ของฉันนั่งอยู่ข้างหลังเขา ส่วนทางซ้ายเป็นฝ่ายอัยการผู้ยื่นฟ้องด้านอัยการนั้นมีผู้คนนั่งอยู่มากกว่า มีตำรวจอยู่บ้าง ทราวิส เล็ตตี้ และที่น่าประหลาดใจคือโรแวน ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาที่นี่เพราะเขาเกลียดขี้หน้าอีธาน แต่โรแวนเป็นคนที่ชื่นชอบการเห็นศัตรูของตนล่มจมต่อหน้าเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ ฉันควรนั่งอยู่ด้านของอีธานจะดีกว่า"แล้วลูกความของคุณมีข้อแก้ต่างอย่างไรกับข้อกล่าวหาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้าง?" ผู้พิพากษาหญิงซึ่งดูเหมือนอายุประมาณหกสิบซักถามอีธานกระซิบทนายความของตนก่อนให้เขาตอบ"รับสารภาพผิดครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"อืม งั้นเชิญพยานให้การต่อได้เลย" เธอกล่าวก่อนที่ไบรอันจะเริ่มให้การต่อ ไบรอันเล่าต่อ เขาอธิบายเหตุการณ์ที่อีธานเพิ่งมาประจำการที่สถานีนี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พวกเขาได้รับเอกสารการโอนย้ายมาประจำการที่สถานีนี้ ทุกอย่างดูเรียบร้อยจึงไม่ได้ตั้
ผ่านมาหนึ่งเดือนหลังจากเรื่องราวของอีธาน ฉันดีขึ้นแล้วหรือยัง? แน่นอนว่ายัง ยังเจ็บอยู่ไหม? เจ็บมากเลยล่ะ ฉันก้าวต่อไปแล้วหรือยัง? แน่นอนว่ายังเหมือนกันสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ง่ายเลยเลย ทุกวันฉันรู้สึกเหมือนตนเองจมลึกลงไปในทะเลแห่งความเจ็บปวดและความเศร้า ฉันคิดว่าคงไม่เป็นไรแล้วเมื่อตัดสินใจก้าวเดินจากอีธาน ตอนนี้ฉันตระหนักได้แล้วว่าฉันคงแค่โกหกตนเองเท่านั้นเรื่องที่อีธานทรยศฉันนั้นกระชากความเจ็บปวดที่ฉันพยายามกลบฝังไว้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่ฉันกัดฟันลบออกไป เหมือนกับฉันกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้มาพร้อมบาดแผลใหม่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งทำร้ายทั้งหัวใจและวิญญาณฉันก้าวผ่านแต่ละวันอย่างไร้จุดหมาย อยู่ไปเพียงเท่านั้น เวลาและสิ่งต่าง ๆ ผ่านไปโดยที่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงชีวิตเลย ฉันเพียงแค่อยู่รอดไปวัน ๆ วันแล้ววันเล่าทุกคนดูเหมือนจะก้าวต่อไปได้ แต่ฉันรู้สึกเหมือนติดอยู่ที่เดิม ติดอยู่ในวงจรความเจ็บปวดที่ไม่มีที่สิ้นสุดพร้อมหัวใจแตกสลาย โลกของฉันตอนนี้ทั้งมืดมนและหนาวเหน็บ ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน“คุณครูเอวา ชาร์พ เป็นอะไรไหมครับ?” มาร์ค นักเรียนคนหนึ่งเอ่ยถามให้ตายเถอะ ฉ
น้ำตาฉันเอ่อขึ้นในดวงตา ให้ตายเถอะ ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันอ่อนไหวมากเหลือเกิน“ขอเวลาหน่อยนะคะ” คำตอบหลุดออกจากปากฉันอย่างเชื่องช้า เนื่องจากพยายามกดความอ่อนไหวลงไปโนราถอนหายใจ “ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ลูกต้องการ แม่ก็ไม่ขัด แต่จำเอาไว้นะลูก แม่รักหนูเสมอนะ หนูยังอยู่ในใจเสมอแม้ว่าแม่จะคิดว่าลูกตายจากไปแล้ว แม่หวังว่าหนูจะเชื่อใจและรู้ว่าหากต้องการแม่เมื่อไหร่ แม่พร้อมอยู่ข้างหนูเสมอ”พระเจ้า ฉันรู้สึกดีมากเหลือเกินที่รู้ว่ามีคนต้องการฉัน แต่ฉันไม่รู้ว่าจะเชื่อใจพวกเขาได้หรือไม่ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้“ค่ะ” ฉันตอบก่อนวางสายฉันเข้าใจสิ่งที่โนราพูด แต่ก็ยังไม่แน่ใจ สมมติว่าเธอเพิ่งต้องการใครสักคนเป็นที่พึ่งทางใจเท่านั้นล่ะ? ฉันหมายถึงใครสักคนที่แทนลูกชายสุดที่รักที่นอนอยู่ในคุกตอนนี้ ไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกบุญธรรมหรือไม่ ดังนั้นบางทีเธออาจกำลังมองหาคนมาแทนที่ ฉันกลัวว่าจะโดนหลอกใช้ ฉันกลัวว่าจะเป็นเพียงตัวเลือกสำรอง เหมือนที่โรแวนเคยเห็นฉันเป็นเช่นนั้นฉันไม่ได้เย็นชาหรืออะไรแบบนั้นกับพวกเขาหรอก ฉันเพียงพยายามปกป้องเศษเสี้ยวหัวใจที่เหลืออยู่เท่านั้น“โอ้ย สาว” แครอลพูดขึ้น
[คำเตือน: บทต่อไปนี้มีเนื้อหาที่อาจอ่อนไหวต่อผู้อ่านบางท่าน]ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับฉัน ฉันจะตั้งครรภ์ไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้และเป็นลูกของอีธานไม่ได้“ทำไมกัน?” ฉันเอ่ยอย่างแผ่วเบาขณะน้ำตาไหลลงอาบใบหน้า ฉันเฝ้ารอคำตอบนั้น กระนั้นกลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา พระเจ้าไม่ได้บอกฉันว่าทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นขึ้นกับฉัน พระองค์ไม่ได้บอกว่าทำไมถึงลิขิตให้ฉันต้องโชคร้ายเช่นนี้ฉันพยายามลุกขึ้นจากพื้นห้องน้ำ กลับไร้เรี่ยวแรงจะลุกยืน จบสิ้นแล้วทุกสิ่งทำไมชะตาชีวิตฉันถึงลิขิตให้ฉันตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจครั้งแล้วครั้งเล่ากัน? ครั้งแรกก็โนอา และตอนนี้ก็เป็นเด็กคนนี้อีกสายตาเหม่อลอยมองไปยังพื้นกระเบื้อง นึกย้อนกลับไปครั้งนั้นฉันกับอีธานมีอะไรกันโดยไม่ได้ป้องกันเพียงครั้งเดียว ฉันควรจะกินยาคุมฉุกเฉินแต่ก็ลืมไปสนิท พอนึกได้เวลาก็ผ่านไปหลายวันแล้วเมื่อบอกเรื่องนี้กับอีธาน ฉันคาดหวังว่าเขาจะอารมณ์เสีย แต่กลับไม่เลย เขาบอกให้ฉันใจเย็นลง เราทั้งคู่คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะตั้งครรภ์ฉันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เช่นประจำเดือนมาช้า แต่คิดว่าคงเป็นเพราะความเครียดที่ฉันเจอ ส่วนเรื่องความ
ฉันหยุดหายใจเเพราะความตกใจ และผละออกจากเขา ในขณะที่ร่างเล็ก ๆ กระโดดขึ้นมาบนตัวเรา"สุขสันต์วันคริสต์มาส!" เขาตะโกนอย่างมีความสุขด้วยเสียงร้องเพลง“หัวจะปวด” ทั้งกาเบรียลและฉันครางอย่างหงุดหงิดจะมาช้ากว่านี้สักชั่วโมงไม่ได้หรืออย่างไร? ถ้ามีใครสักคนในครอบครัวนี้ที่ชอบขัดจังหวะเรา มันก็ต้องเป็นลูกคนที่สอง แอนดรูว์ คนนี้แน่นอน เราเรียกเขาว่าดรูว์เขาอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวขัดจังหวะแค่ไหน แต่ก็ไม่สำคัญยังไงเขาก็ทำอยู่ดี"ตื่นครับ! ตื่น!" เขาตะโกนเสียงดัง จนชั่วขณะหนึ่งฉันไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงก้องของเจ้าลูกชาย"ไม่ต้องตะโกนก็ได้ ดรูว์" เกเบรียลบ่น "พ่อแม่ได้ยินชัดเจนโดยที่หนูไม่ต้องทำให้แก้วหูพ่อแม่แตกก็ได้"ดูเหมือนดรูว์จะไม่ฟังเลย เขาเด้งขึ้นเด้งลงบนเตียง มีความสุขแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาเกเบรียลขยับตัวใต้ผ้าห่ม คงพยายามขยับทุกอย่างให้เข้าที ฉันขยับร่างกายขึ้นและพิงหัวเตียง ก่อนจะคว้าลูกชายที่กระตือรือร้นและอยู่ไม่นิ่งมา สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือเขาทำร้ายพ่อของเขาด้วยการเผลอเหยียบเข้ากลางตัวเขาหรืออะไรทำนองนั้น"หนูพยายามห้ามเลียมแล้วนะคะ แต่แม่ก็รู้ว่าเขาเป็นยังไงเวลาต
ฮาร์เปอร์ฉันกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆสีขาวนุ่มฟูแห่งการนอนหลับ ฉันรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสงบ และรู้สึกได้รับความรักฉันเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทีละน้อย เกเบรียลนอนอยู่ข้างหลังฉัน แขนโอบกอดฉันไว้ เขาทำแบบนี้ทุกครั้งที่เรานอนหลับด้วยกัน เขากอดฉันไว้แน่นในอ้อมแขน ราวกับว่าเขากลัวว่าฉันจะหายไปหากไม่ทำเช่นนี้ฉันขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลุดออกจากอ้อมแขนของสามี ทว่าแทนที่จะปล่อยฉันไป เขากลับกระชับมือแน่นขึ้น ซึ่งดันฉันเข้าไปแนบชิดมากขึ้นฉันหยุดขยับเมื่อรู้สึกถึงเขา ฉันรู้สึกถึง น้องน้อยที่ตื่นมาเคารพธงชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ฮอร์โมนของฉันพลุ่งพล่าน และฉันก็ต้องการเขาขึ้นมาทันที ฉันอยากให้เขาสอดแทรกเข้ามาในร่างนี้เรื่องบนเตียงของเราสองช่างสมบูรณ์ แต่ก็มีบางครั้งที่ต้องการมากกว่านี้ อาจเพราะมีลูกด้วยกันถึงสามคนแล้ว บางเวลามันก็ยากที่จะมีเวลาส่วนตัวที่ไม่ถูกรบกวนได้"อืม" เกเบรียลร้องครางเมื่อฉันถูบั้นท้ายกับเป้าของเขาเสียงนั้นเดินทางลงไปจนถึงจุดนั้นของฉัน ฉันถูอีกครั้ง กระตุ้นเสียงครางแสนเร้าอารมณ์จากเขาอีกเกเบรียลเริ่มประทับจูบตามหลัง ไหล่ และคอ มันผ่านมาสองสามวันแล้ว และฉันก็โหยหาเขา
"ใช่เลยครับ" เขาตอบรับรอยยิ้มของฉัน ขณะที่คิลเลียนเดินเข้ามาหาเรา"ผมมาขโมยภรรยาแสนสวยของผมคืนแล้วครับ" เสียงเขาแหบพร่า และฉันอดไม่ได้ที่จะละลายไปกับโทนเสียงนั้น มันเซ็กซี่สุด ๆ ไปเลย“เธอเป็นของคุณแล้วนะ” คาลวินปล่อยมือจากฉันและหลีกทาง ก่อนจะเดินจากไปคิลเลียนดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีช่องว่างระหว่างเรา "เป็นยังไงบ้าง? ปวดหลังหรือเปล่า? ขาเป็นยังไง?"เห็นไหม ฉันบอกแล้วไง เขาเป็นเสือร้ายในคราบทนายความ แต่ดูแลเอาใจใส่และรักใคร่ในฐานะคู่ครอง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันมีสเปคแบบไหน จนกระทั่งฉันได้พบเขา"สบายดีค่ะ ที่รัก ไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นก็ได้" ฉันหัวเราะเบา ๆ ดันตัวเองเข้าไปใกล้เขามากขึ้น"ผมเคยบอกว่าผมรักคุณแล้วหรือยัง?" เขาถามฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มขณะที่เขย่งปลายเท้าและกระซิบชิดริมฝีปากของเขา "ประมาณพันครั้งแล้วค่ะวันนี้ แต่ฉันไม่ได้บ่นอะไรนะ""คุณคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยนะครับ เอมม่า ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตผมจะเป็นยังไงหากไม่มีคุณ ผมรู้ว่าเราได้กล่าวคำสาบานกันไปแล้ว แต่ผมสัญญาว่าจะรักและทะนุถนอมคุณเสมอ เพราะคุณคือของขวัญที่เบื้องบนประทานมา ผมสัญญา
มอลลี่เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าสาว เช่นเดียวกับเอวา คอนนี่ เล็ตตี้ ฮาร์เปอร์ และคินลีย์ พวกเธอเป็นเพื่อนสาวกันมาสี่ปีแล้วตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุวันนั้น แน่นอนว่าฉันไม่มีวันหาใครมาแทนมอลลี่ได้ เธอเป็นเพื่อนสนิทที่สุด แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณที่มีพวกเธออยู่เช่นกันอีกอย่างเมื่อวานนี้มอลลี่บอกฉันว่าเธอกำลังคิดจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันตื่นเต้นมาก ฉันรักเธอ แต่เรายอมรับว่าเป็นเพื่อนระยะไกลกันมันรักษาความสัมพันธ์กันได้ยาก ฉันมีความสุขมากที่เธอจะย้ายมาอยู่ใกล้ ๆเสียงเพลงช้าลง และกันเนอร์ก็เดินเข้ามา ตัดบทสนทนาทั้งหมด“เต้นรำกันหน่อยไหมครับ แม่?”มีเสียง ว้าว ดังขึ้นเป็นระลอก และฉันสาบานได้ว่าหัวใจฉันละลายไปตรงนั้นเลย"แน่นอนสิจ๊ะ สุดหล่อของแม่" ฉันตอบก่อนจะจับมือเขาตอนนี้กันเนอร์อายุสิบสี่ เป็นวัยรุ่นแล้วเชื่อไหมล่ะ? เขาสูงเท่าฉันแล้ว และฉันมั่นใจว่าอีกไม่กี่ปีเขาจะสูงกว่าฉัน ฉันไม่ว่าอะไรหรอก เขาก็จะเป็นลูกชายตัวน้อยของฉันเสมอคาลวินและฉันตัดสินใจส่งเขาไปเข้ารับการบำบัดทันทีที่ฉันออกจากโรงพยาบาล เราเข้าร่วมการบำบัดร่วมกันบ้าง และพูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา และเกี่ยวกับวันที่เกิดอุบัติเหตุ
เอมม่าฉันเต้นรำกับมอลลี่ ปล่อยให้เสียงเพลงโอบล้อมตัวไว้ ฉันรู้สึกปวดหลังเล็กน้อยแต่ก็ไม่สำคัญอะไรเลยเมื่อฉันมีความสุขสุด ๆ แบบนี้ชุดเดรสสะบัดไปมาขณะที่เราตะโกนเนื้อเพลง หน้าร้อนแสนสาหัส ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ออกมาสุดเสียง เอวาที่กำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ก็เข้าร่วมกับเราด้วย ฉันหัวเราะเพราะเธอคิดว่าเธอกำลังเต้นอยู่เลยแต่เปล่าเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกสิ่งที่เธอกำลังทำว่าอะไรดีจำนวนครั้งที่ฉันเรียกว่าตนเองมีความสุขนั้นสามารถนับนิ้วได้เลย หนึ่งคือตอนที่ฉันสอบเนติบัณฑิตได้ สองคือตอนที่กันเนอร์เรียกฉันว่าแม่เป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมานาน และสามคือวันนี้ งานแต่งของฉันคุณได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ ฉันแต่งงานแล้วและฉันมีความสุขอย่างที่สุดจำทนายหนุ่มน่ารักที่ฉันเล่าให้เอวาฟังในวันเกิดของเจมส์ได้ไหมคะ? จะว่าอย่างไรดี เขาไม่เคยละความพยายามเลยค่ะ ไม่ว่าฉันจะปฏิเสธเขากี่ครั้งก็ตาม เขาขอฉันคบหาอยู่เรื่อย ๆ และที่ฉันบอกว่าเรื่อย ๆ ก็คือเขาขอเกือบทุกวัน ฉันเบื่อที่จะได้ยินคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันหนึ่งฉันก็ตอบตกลง ปรากฏว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตนี้เลยฉันชะลอฝีเท้าลง ดวงตามองหาเจ้าบ
กันเนอร์มีน้องชายแล้ว งงกันอยู่ใช่ไหมคะ? เพราะเมื่อกี้ฉันกับเอวากำลังคุยเรื่องแฟนกันอยู่เลย เชสไม่ใช่ลูกชายของฉันค่ะ เขาเป็นลูกชายตัวน้อยของคาลวินและคินลีย์ พวกเขาแต่งงานกันเมื่อปีที่แล้วแล้วมีเชสตัวน้อยน่ารักคนนี้เป็นลูกน้อยคาลวินและฉันสนิทกันมากขึ้นตั้งแต่อุบัติเหตุ เหมือนกับกันเนอร์ เขายกโทษให้ฉัน และพวกเราก็สามารถสร้างมิตรภาพที่สวยงามได้คินลีย์เป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เธอเข้ากับพวกเราทุกคนได้ เธอใจดีและน่ารัก และที่สำคัญที่สุด เธอทำให้คาลวินมีความสุขและปฏิบัติต่อกันเนอร์เหมือนลูกชายของเธอเอง"ไม่จ้ะ ไม่เคยเกินจริงเลย" เอวาแก้ตัว "น้าแค่อยากให้แม่หนูเล่าเรื่องทนายความน่ารักที่ที่ทำงานให้ฟังมากกว่านี้""ผมขอจบตรงนี้นะครับ ไปดีกว่า" เขาพูด ดูเหมือนจะขยะแขยงเล็กน้อย "แม่ดูน้องได้ใช่ไหมครับ หรือผมควรจะพาน้องไปด้วย?"“แม่สบายมากจ้ะ…ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ”เขาพยักหน้าก่อนที่จะวิ่งไปหาโนอาและคนอื่น ๆ คาลวินใจดีพอที่จะแก้ไขข้อตกลงเรื่องการดูแลบุตร ตอนนี้พวกเราดูแลกันเนอร์ร่วมกัน ลูกอยู่กับคาลวินวันธรรมดาและใช้วันหยุดสุดสัปดาห์กับฉัน"เอาล่ะ กลับมาเรื่องผู้ชายน่ารักคนนั้นก่อนนะ
สามปีต่อมาเอมม่า"จริงจังนะ เอมม่า เมื่อไหร่เธอจะหาแฟนสักที?" เอวาเอ่ยถามพร้อมนั่งลงข้าง ๆ ฉันฉันมองออกไปที่สวนหลังบ้านและยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ วันนี้เป็นวันเกิดของเจมส์ลูกชายของทราวิสและเล็ตตี้ ซึ่งตั้งชื่อตามพ่อของพวกเราและเจมส์กำลังจะอายุครบหนึ่งขวบเล็ตตี้และทราวิสแต่งงานกันเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ทราวิสคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันทีที่ฉันได้สติขึ้นหลังจากอุบัติเหตุที่เกือบจะพรากชีวิตฉันไป คุณอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนขับรถคนนั้น เขาถูกจำคุกห้าปีในข้อหาขับรถโดยประมาท ฉันหวังว่าเขาจะได้รับบทเรียนนะกลับมาที่ทราวิสและเล็ตตี้ ฉันคิดว่าการเห็นฉันอยู่ในโรงพยาบาลทำให้เขารู้ว่าชีวิตสั้นแค่ไหน เขาขอเธอแต่งงานและเล็ตตี้ก็ตอบตกลง พวกเขาแต่งงานกันซึ่งเป็นงานแต่งงานฤดูใบไม้ผลิที่สวยงามตอนนี้ัฉันได้กลายเป็นเพื่อนกับเอวาก็เลยถูกดึงเข้ามาในวงจรนี้ด้วย คอนนี่และรีเปอร์แต่งงานกันแบบงานแต่งงานเล็ก ๆ ที่เป็นกันเองกับเพื่อนสนิทและครอบครัว สี่เดือนต่อมาทั้งสองก็อ้าแขนรับลูกสาวของพวกเขา เฮเวน ตอนนี้คอนนี่ก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองซึ่งเป็นลูกสาวอีกคนฮาร์เปอร์และเกเบรียลก็กำลังจะมีลูกด้วยกันอีก
"ไม่ไหวแล้ว! ฉันต้องเบ่งเดี๋ยวนี้" ฉันคำรามพร้อมจับเสื้อเกเบรียลไว้ฉันรู้สึกบ้าไปแล้ว เหมือนฉันเสียสติไปแล้ว ความเจ็บปวดกำลังทำให้ฉันบ้าไปแล้วจริง ๆโชคดีที่พวกเราไปถึงห้องคลอดก่อนที่ฉันจะคลอดลูกตรงทางเดินของโรงพยาบาล ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเดินไปถึงห้องคลอด และเจ้าหน้าที่ก็เริ่มเตรียมพร้อมให้ฉันเอวาอยู่ในห้องเรียบร้อย ฉันรู้สึกขอบคุณที่มีคนเข้าใจความรู้สึกตอนที่ช่องคลอดฉีกออกเป็นสองส่วนเพื่อให้เด็กตัวน้อย ๆ ออกมาดูโลก"ฉันไม่ไหวแล้ว" ฉันกัดฟันพูด ก่อนที่จะยกตัวขึ้นและเบ่งสุดแรงฉันสาบานว่าฉันรู้สึกเหมือนก้นจะแตกและมันก็เพิ่มความเจ็บปวดให้ฉันมากขึ้น"ความผิดคุณเลย!" ฉันกรีดร้องใส่เกเบรียลขณะที่จับมือเขาไว้แน่นฉันจ้องเขม็งไปที่เขา ลมหายใจถี่กระชั้น และรูจมูกบานออกเพื่อพยายามสูดอากาศเข้าไปในปอดให้ได้มากที่สุด"เตรียมนะ เธอ เบ่งเลย" เอวาเร่งเร้าฉันขณะที่เช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากให้ฉัน "เกเบรียลไม่สำคัญแล้วตอนนี้""อ้าว ใจร้ายนะ เอวา" เกเบรียลพึมพำพร้อมจ้องเขม็งไปยังเอวา เธอจ้องเขม็งกลับราวกับจะบอกให้เขาหุบปากและทำตามน้ำไปฉันบีบมือพวกเขาเมื่อมดลูกหดตัวอีกครั้ง และฉันก็ออ
"สบายมากจ้ะ หมีน้อยลิลลี่ แม่กำลังจะคลอดลูก... จำที่แม่บอกหนูได้ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนถึงเวลาแบบนี้?"เธอพยักหน้า "ค่ะ แม่บอกว่าแม่จะเจ็บท้อง แต่หนูไม่ต้องห่วง เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้น้องเกิดมาค่ะ""ดีมากจ้ะ" ฉันเบ้หน้าเมื่อการหดเกร็งตัวจู่โจมฉันอีกครั้ง "นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ดังนั้นอย่ากลัวไปนะจ๊ะ"เกเบรียลจับมือและช่วยให้ฉันเดินออกจากห้อง ฉันหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก แต่พูดตามตรงมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย"หนูแค่ไม่เข้าใจน่ะค่ะ ทำไมแม่ต้องเจ็บด้วย? ทำไมเด็กถึงออกมาจากท้องแม่ไม่ได้โดยไม่ทำให้แม่เจ็บล่ะคะ?"สิ่งที่ฉันไม่ต้องการที่สุดคือทำให้ลูกสาวหวาดกลัวโดยต้องอธิบายให้เธอฟังว่าความเจ็บปวดนั้นจำเป็นสำหรับการออกแรงเบ่งเด็กออกมาจากร่างกายฉัน เธอจะอยากรู้ว่าทำไมต้องเบ่งลูกออกมาด้วย และฉันจะต้องอธิบายว่าเพราะลูกตัวใหญ่และทางออกเล็กกว่า ดังนั้นการหดเกร็งตัวเหล่านั้นจึงจำเป็นสำหรับการเบ่งลูกออกมา จากนั้นเธอจะอยากรู้ว่าทางออกนั้นคืออะไร และฉันจะต้องบอกเธอว่าลูกออกมาทางนั้นอย่างไรเล่าอย่างที่คุณเห็น นั่นไม่ใช่บทสนทนาที่เธอเตรียมใจรับได้นัก เธอจะตกใจกลัวเมื่อรู้ว