เมิ่งเจียวซินนั่งแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ พลางคิดไปถึงเรื่องวุ่นวายเมื่อเช้าที่เกิดจากฝีมือใครบางคน แต่จะว่าไป...นิสัยเอาแต่ใจ ชอบเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ ใช่ว่านางจะไม่เคย...
‘ข้าไม่ควรคิดเรื่องบุรุษผู้นั้นอีก!’ เมิ่งเจียวซินคิดในใจพร้อมกับรีบสะบัดศีรษะ เพื่อขับไล่ความคิดเมื่อครู่ทิ้งไป แล้วในขณะนั้นนางก็ได้ยินเสียงคล้ายบานหน้าต่างกระแทกกับฝาผนังห้อง
“คงเป็นหน้าต่างบานนั้นสินะ” เมิ่งเจียวซินบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ แล้วรีบลุกขึ้นหยิบชุดคลุมตัวในมาสวมใส่
ตั้งแต่เมิ่งเจียวซินเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ นางก็เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น ซึ่งทุกวันก่อนจะเข้ามาจัดการดูแลตัวเองหลังฉากกั้น นางก็จะไล่เดินไปลงกลอนประตู และหน้าต่างในห้องพักของนางทุกบาน แต่ทว่าวันนี้กลับมีก้อนกรวดขนาดเล็กอัดอยู่ในช่องลงกลอนของหน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งนางก็พยายามทั้งเขี่ยทั้งงัด จนเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบ
เมิ่งเจียวซินจ้องมองผ้าพันแผลที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดบริเวณหัวไหล่กับหน้าท้อง จากนั้นนางก็เอ่ยถามว่า “ช่วงขามีบาดแผลหรือไม่เพคะ?” “มี...” “พระองค์จะถอดหรือจะพับ?” เมิ่งเจียวซินพูดพร้อมกับจ้องมองไปที่กางเกงของอีกฝ่าย “ช่วงขามีบาดแผลไม่มาก ข้าขอพับแล้วกันนะ” เมิ่งเจียวซินพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ แล้วพออีกฝ่ายพับขากางเกงทั้งสองข้างเสร็จ นางก็เห็นผ้าพันแผลที่พันอยู่รอบบริเวณต้นขาข้างขวาอีกหนึ่งที่ จากนั้นเมิ่งเจียวซินจึงขยับลงไปนั่งยังพื้นที่ว่างข้างเตียง ก่อนจะไล่แกะผ้าพันแผลออกจากร่างกายของบุรุษตรงหน้าจนหมด แล้วนางก็ไปหยิบผ้าสะอาด ผ้าพันแผลผืนใหม่ สมุนไพรห้ามเลือด สมุนไพรใส่แผลสดม
หลี่อวิ้นกุยมองเข้าไปในดวงตากลมโตของสตรีตรงหน้า “ข้าเล่าจบแล้ว ซินซิน เจ้าอยากจะรู้อะไรจากข้าอีกหรือไม่? ถามมาได้เลยนะ ข้ายินดีตอบเจ้าทุกเรื่อง แต่...ข้าขอเพียงแค่อย่าเพิ่งถามเรื่องข้อเสนอ และสิ่งที่ข้าร้องขอจากราชาปีศาจ เพราะสองเรื่องนี้จะถูกประกาศต่อหน้าทุกคนในงานเลี้ยงคืนข้ามปี ซินซิน คืนพรุ่งนี้เจ้าไปร่วมงานเลี้ยงกับข้านะ” เมิ่งเจียวซินสบตากับหลี่อวิ้นกุยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางไม่ตอบ...แต่รีบก้มลงไปจัดการทำแผลให้อีกฝ่ายต่อจนเสร็จ แล้วในขณะที่นางไล่ตรวจดูความเรียบร้อยตามบาดแผลอีกครั้ง นางก็คิดไปถึงทุกเรื่องที่เจ้าตัวบอกเล่าให้นางฟัง แม้มันจะค่อนข้างละเอียด แต่ทว่าในใจของนาง...มันก็ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่คาใจ “องค์ชายสามเพคะ คือ...ถึงยามนี้หม่อมฉันจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดตอนเจอกันครั้งแรกพระองค์ถึงบอกตัวตนที่แท้จริงกับหม่อมฉ
“ตัวตนและหน้าที่ของข้าเช่นนั้นหรือ?” หลี่อวิ้นกุยขมวดคิ้วแน่น แต่เพียงแค่ไม่นานเขาก็เข้าใจว่า เมิ่งเจียวซินกำลังกังวลเรื่องใดอยู่... จากนั้นความรู้สึกร้อนรน และหัวใจที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อครู่ มันก็เริ่มสงบลง ดวงตาคมจึงจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความแน่วแน่ และมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม แล้วในขณะที่หลี่อวิ้นกุยกำลังจะเอ่ยปาก เขาก็ได้รับสัญญาณจากจิ่นสือ “เหตุใดจึงกลับมาเร็วนัก!” หลี่อวิ้นกุยสบถออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยกับสตรีตรงหน้าว่า “ซินซิน ข้ารักเจ้า เรื่องตัวตนและหน้าที่ของข้า เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ขอเพียงแค่เจ้ารู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า และตอบตกลงว่า จะยอมแต่งเข้ามาเป็นชายาเพียงหนึ่งเดียวของข้า ปัญหาอื่น ๆ ข้าจะเป็นคนจัดการมันเอง วันพรุ่งนี้ข้าจะกลับมารับคำตอบ และมารับตัวเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงพร้อมกันกับข้า ห้ามไปก่อนเป็นอันขาด รับปากข้าสิซินซิน”
เมิ่งเจียวซินยืนมอง และคอยบอกวิธีทำแผลให้กับปิงหลง แล้วเมื่อเห็นเด็กชายเริ่มทำเองได้ นางก็ถอยออกมาเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าไปทำแผลตามร่างกายของขันทีทั้งสองคนได้สะดวกยิ่งขึ้น แล้วในระหว่างนั้นเมิ่งเจียวซินก็นึกไปถึงการกระทำของตัวเอง เมื่อครู่...ตอนที่นางแยกไปหยิบสมุนไพร และอุปกรณ์ทำแผลในห้องพัก ขณะที่เดินนางก็คิดไปถึงเรื่องความเหมาะสม ระยะห่าง แล้วไหนจะข้อห้ามระหว่างบุรุษกับสตรีในโลกใบนี้ เพราะถึงแม้ว่าคนเจ็บทั้งสองจะเป็นขันที แต่ในสายตาของคนที่นี่...หากนางเป็นผู้ลงมือทำแผลให้ด้วยตัวเอง มันก็อาจจะดูไม่เหมาะสม สุดท้ายนางจึงตัดสินใจขอให้ปิงหลงเป็นผู้ลงมือทำแผลให้กับขันทีทั้งสองนี้แทนนาง แต่พอเมิ่งเจียวซินนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน เพียงแค่นางจับสังเกตได้ว่า...หลี่อวิ้นกุยได้รับบาดเจ็บมา นางก็ไม่แม้แต่จะหยุดคิดเลยด้วยซ้ำ ในยามนั้นนางลืมใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องความเหมาะสม และยังหลงลืมเรื่องข้อห้ามระหว่างบุรุษกับสตรีในโลกใบนี้ไปจนหมดสิ้น
พอเห็นสายตาที่องค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางจ้องมองมา โจวหลิวอิงก็จ้องอีกฝ่ายกลับไปเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงพลัง และอำนาจในมือของผู้เป็นบิดา หรือพี่ชายของนาง เพียงแค่พลังภายในกายที่นางมีอยู่ในยามนี้ หากคิดจะกำจัดสัตว์ร้ายตรงหน้า คิดหรือว่า...นางจะทำไม่ได้! แล้วถ้าหากโจวหลิวอิงลงมือกำจัดองค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางขึ้นมาจริง ๆ นางก็เชื่อว่า บุรุษมากเล่ห์บางคนไม่เพียงไม่ตำหนินาง อีกฝ่ายอาจจะมาขอบคุณนางในภายหลังเลยก็ได้ ‘ท่านอาหญิงโจวสามารถมองทะลุยันต์ลวงตาได้ด้วยหรือนี่? ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า...ข้าจะประเมินความสามารถของนางต่ำจนเกินไป’ หลี่อวิ้นหยางคิดในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนคำนับให้กับโจวหลิวอิง แล้วกล่าวว่า “เป็นข้าที่ล่วงเกินท่านอาหญิงโจว เรื่องในวันนี้ข้าคงต้องขอโทษท่านด้วย แต่ข้าก็มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน คือ...ที่ผ่านมาท่านอาหญิงโจวก็รู้ว่า ยามที่ข้าไปท่อ
“ข้ารู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้า...” “ข้าหมดเรื่องที่จะพูดกับเจ้าแล้ว กลับไปทำงานสุดท้ายของเจ้าให้ดีเสีย!” โจวหลิวอิงรีบเอ่ยตัดบททันที อาจเพราะนางเป็นพวกชอบพูดมากกว่าฟังอยู่แล้ว หากนางจะต้องมานั่งเสียเวลารับฟัง...เรื่องนั้นมันจะต้องเป็นเรื่องที่นางให้ความสนใจจริง ๆ หรือถ้าหากจะต้องทนรับฟังคำพูดของผู้อื่น...คนที่พูดจะต้องมีความสำคัญกับชีวิตนางเท่านั้น ดังนั้นคำพูดแก้ต่างจากลมปากหนึ่งบุรุษกับอีกหนึ่งสตรีที่มีแต่ความทะเยอทะยานคู่นี้ นางจึงขี้คร้านจะทนนั่งรับฟังให้เสียเวลา โจวหลิวอิงมองซุนเย่ผิงเอื้อมมือไปเก็บปิ่นปักผมกับถุงหอมของเจ้าตัว แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มคำนับให้กับนาง จากนั้นอีกฝ่ายก็หันหลังค่อย ๆ เดินออกไปที่ประตู ในสายตาของโจวหลิวอิง...ช่วงแรกที่ซุนเย่ผิงเข้ามาทำงานในหอโคมเขียว สตรีนางนี้เป็นเพียงคนฉลาด รู้จักเอาตัวรอด อีกฝ่ายมีความทะเยอทะยา
โจวหลิวอิงหันไปมองทางปิงหลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถามของเมิ่งเจียวซิน “ปิงหลงยังเด็กเกินกว่าที่จะ...ป้าขอพูดตามตรงนะ คือ ในงานเลี้ยงคืนข้ามปีมีทั้งสุราและสตรี ซึ่งในงานไม่ได้แบ่งแยกที่นั่งระหว่างบุรุษกับสตรี ทางวังราชาปีศาจจะจัดแบ่งที่นั่งให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์กับพวกสนม แยกออกจากเหล่าขุนนางเพียงเท่านั้น ดังนั้นการกระทำบางอย่างในงาน... เจียวซิน ที่จริงแม้แต่ตัวเจ้าเอง ป้าก็ไม่อยากให้ไปเช่นกัน แต่ในเมื่อเจ้าตอบรับคำเชิญจากทางวังราชาปีศาจไปแล้ว ป้าก็เลยต้องยินยอมให้ไป แต่สำหรับปิงหลง ป้าไม่อนุญาต” เมิ่งเจียวซินที่พอจะคาดเดาบรรยากาศในงานเลี้ยงของวังราชาปีศาจได้บ้าง จากการอ่าน... ซึ่งนางก็เข้าใจในเรื่องที่โจวหลิวอิงกำลังเป็นกังวล ทว่าถ้าหากปิงหลงอาศัยอยู่ในโลกใบเดิมที่นางจากมา ด้วยอายุเท่านี้นางคงไม่ช่วยพูด เพื่อขอพาอีกฝ่ายไปร่วมงานเลี้ยงด้วยเป็นแน่ แต่เพราะโลกใบนี้เด็กชายกับเด็กหญิงต
ปึง! พอได้ยินเสียงทุบโต๊ะขององค์ชายรองหลี่อวิ้นหยาง ใบหน้าที่ก้มต่ำอยู่แล้วของซีไถก็ยิ่งก้มลงไปให้ต่ำกว่าเดิม ตั้งแต่ซีไถควบม้ากลับมาถึงวังราชาปีศาจในช่วงเช้า เขาก็ยังไม่ได้แม้แต่จะหยุดพัก หยุดรับอาหาร ดีที่เมื่อครู่คุณหนูเมิ่งมอบซาลาเปา และส่งคนช่วยมาทำแผลให้กับเขา ซึ่งถ้าหากซีไถไม่ได้รับน้ำใจจากอีกฝ่าย ตอนนี้เขาก็คงจะกระอักเลือดออกมาแล้ว เพราะไม่อาจทนรับบรรยากาศกดดันที่ผู้เป็นนายกำลังปล่อยออกมา แล้วยิ่งยามนี้ภายในห้องพักขององค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางมีเพียงแค่ซีไถกับผู้เป็นนาย ถ้าหากบุรุษตรงหน้าระงับโทสะของเจ้าตัวลงไม่ได้ ก็คงต้องจะเป็นเขาที่ถูกใช้รองมือรองเท้า ถูกใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ของอีกฝ่าย แม้ซีไถจะรู้สึกชินชากับการกระทำเช่นนี้ของผู้เป็นนาย แต่ทว่าเมื่อนึกไปถึงน้ำเสียง คำพูด รวมไปถึงการปฏิบัติต่อเด็กชายผู้นั
เมิ่งเจียวซินเผลอมองท่าทียั่วยวนของหลี่อวิ้นกุยไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา แล้วกล่าวว่า “ไม่!” “เจ้าไม่ลองคิดก่อนตอบสักหน่อยหรือ...ซินซิน?” “กุยกุย เจ้านี่ช่าง!” เมิ่งเจียวซินพยายามปรับลมหายใจ และปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ แต่ทว่าในขณะนั้น... “หึ ๆ” “เจ้าหัวเราะ! กุยกุย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ข้าได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็เห็นบุรุษตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ แล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหลบสายตา จากนั้นนางก็ได้เห็นริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้า และใบหูของหลี่อวิ้นกุย ก่อนที่อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งเจียวซินก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไปถึงบทบรรยายในนิยายของอาหวง... ซึ่งเป็นช่วงที่หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้รู้ตัวแล้วว่า ไม่อาจถอนยาพิษค่ำคืนเหมันต์ออกจากร่างกายได้ แต่เขาก็โชคดีที่ในระหว่างการเดินทางกลับมายังวังราชาปีศาจ เขาได้พบกับหมอท่านหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายสามารถปรุงยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษให้กับเขาได้ หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้จึงเชิญหมอท่านนั้นเข้ามาพักที่ตำหนัก ในระหว่างที่เจ้าตัวลงมือปรุงยาให้กับเขา แต่ทว่าหมอท่านนั้นกลับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายถึงในตำหนัก แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นใจจากไป ก็ได้มอบสูตรปรุงยาลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษค่ำคืนเหมันต์ให้กับหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ โดยแลกกับการที่อีกฝ่ายจะต้องรับบุตรเพียงคนเดียวของเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยในยามนั้นหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็ได้ตกปา
เมิ่งเจียวซินพอเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่อวิ้นกุย นางก็เลือกไปนั่งที่เก้าอี้ของชุดโต๊ะกลมกลางห้อง จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ตามมาคุกเข่าทั้งสองข้างลงอยู่ตรงหน้านาง แล้วยังไม่ทันที่เมิ่งเจียวซินจะได้เอ่ยห้าม อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาโอบกอดช่วงเอวของนาง แล้วกล่าวว่า “ซินซิน ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษที่ล่วงเกินเจ้าทั้งทางร่างกาย และทางวาจา ข้าขอโทษที่ตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าก่อน แล้วข้าก็ขอโทษที่ยัดเยียดตัวเองให้กับเจ้าเช่นนั้น แต่ข้าต้องทำ เพราะข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้ารับรู้ไปเมื่อครู่...ทางวังได้ฤกษ์วันทำพิธีอาบแสงจันทร์ของข้ามาแล้ว ซึ่งมันก็เท่ากับว่า ได้ฤกษ์วันมงคลสมรสของข้ามาด้วย ชีวิตนี้ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะมีเพียงหนึ่งภรรยา ซึ่งภรรยาของข้าก็ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วก็ด้วยเพราะคำพู
เมิ่งเจียวซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำตอบของหลี่อวิ้นกุย แต่ทว่าคำตอบต่อมาของอีกฝ่าย ทำให้นางแทบอยากจะหายไปจากตรงนี้! “ส่วนเรื่องพิธีอาบแสงจันทร์ ที่ลูกยินยอมเข้าทำพิธี ก็เพียงเพราะต้องการทำให้เสด็จพ่อ และคนอื่น ๆ สบายใจเท่านั้น ลูกหาได้สนใจเรื่องเพิ่มพลังหยางจากพิธีนั้นไม่ อีกอย่างพลังที่ลูกมีอยู่ในกายยามนี้ มันก็เพียงพอที่จะใช้ปกป้องคุ้มครองคนที่ลูกรักได้แล้ว นี่ยังไม่รวมวรยุทธ และความสามารถด้านอื่น ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งลูกขอบอกกับเสด็จพ่อตามตรง หลังจากผ่านเหตุการณ์โดนวางยาพิษครั้งล่าสุด มันสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ควรทุ่มเวลาไปกับการเพิ่มฐานพลังในร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะยามที่เรียกใช้พลังไม่ได้ ลูกก็ไม่ต่างไปจากบุรุษมนุษย์ธรรมดา หลังจากนี้ลูกจึงคิดจะแบ่งเวลาให้กับการฝึกวรยุทธ และการฝึกความสามารถด้านอื่น ๆ เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ แล้วที่จริงเมื่อครู่...หากคุณหน
หลังจากได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า หลี่อวิ้นกุยก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะขยับเข้าไปถามนางใกล้ ๆ “ซินซิน เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เมิ่งเจียวซินมองไปที่หลี่อวิ้นกุย ก่อนจะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่า ข้ายินดีแต่งงานกับเจ้า” คงด้วยเพราะคำถามเมื่อครู่ของหลี่อวิ้นกุย จึงทำให้เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงช่วงเวลาที่นางเผชิญหน้ากับโรคระบาดในโลกใบเดิม... โดยช่วงแรกที่โรคระบาดแพร่เข้ามาในประเทศ ยามนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องแยกจากคนรัก แยกจากคนในครอบครัว แล้วต้องไปกักตัวตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนการแยกออกมากักตัวในครั้งนั้น มันคือ...การลาจากตลอดกาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วยบางคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้า หรือบอกลาคนที่ตัวเองรักเลยด้วยซ้ำ พอเมิ่งเจียวซินมองย้อนกลับมาที่เรื่องของนางกั
หลี่อวิ้นกุยจ้องมองตะกร้าใบใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเมิ่งเจียวซิน เมื่อคืนที่ไฟในห้องพักของนางไม่ดับ เป็นเพราะนางทำของที่อยู่ในตะกร้าให้เขาเช่นนั้นหรือ? ความรู้สึกหงุดหงิดใจที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองห้องพักของนาง และความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสตรีตรงหน้าทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขาเมื่อคืน ก็ดูเหมือนจะทุเลาลง แต่พอหลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงองครักษ์ของโจวหลิวอิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จนทำให้เขาไม่อาจลอบเข้าไปพูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่า...ในยามนี้จำนวนองครักษ์จะลดลงไปบ้างแล้ว เพราะส่วนหนึ่งต้องตามโจวหลิวอิงไปเข้าเฝ้าราชาปีศาจ ซึ่งที่จริงหลี่อวิ้นกุยได้วางแผนเอาไว้ว่า พอโจวหลิวอิงออกไปเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา ตัวเขาก็จะลอบเข้าไปหาเมิ่งเจียวซินในห้องพัก จากนั้นเขาก็จะ... แต่ในเมื่อคนที่หลี่อวิ้นกุยจะลอบเข้าไปหา ได้ออกมายืนอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว
เมิ่งเจียวซินกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อทั้งสองข้างจนแน่น ในขณะที่ยืนมองหลี่อวิ้นกุยเดินห่างออกไปจากนางเรื่อย ๆ แม้ว่าภายในใจอยากจะกล่าวบางคำ และอยากจะเอ่ยรั้ง แต่ทว่า...การปล่อยให้ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ปล่อยมือกันเสียตั้งแต่ในตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนางกับหลี่อวิ้นกุย แล้วพอเมิ่งเจียวซินดึงสายตาของตัวเองกลับมา นางก็เห็นว่า ยามนี้โจวหลิวอิงกับปิงหลงกำลังจ้องมองมาที่นาง เมิ่งเจียวซินจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา จากนั้นนางก็เดินออกจากศาลา เพื่อไปกล่าวคำอวยพรคนทั้งคู่ รวมไปถึงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักชั่วคราวด้วย เนื่องจากยามนี้ได้ล่วงเลยเข้าสู่วันแรกของปีใหม่แล้ว ‘วันแรกของปี!’ เมิ่งเจียวซินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่
หลี่อวิ้นกุยกัดฟันกรอด แล้วรีบขยับตัวเข้าไปบังร่างกายของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ คราแรกเขาคิดว่า ไม่เป็นไรหากเจ้านั่นทำเพียงได้แค่มอง...แต่พอหันกลับไปเห็นสายตา และท่าทีของหลี่อวิ้นหยางเมื่อครู่! ยานนี้หลี่อวิ้นกุยจวนเจียนจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว พอหันกลับมา...เขาก็ได้เห็นสายตาที่คล้ายกับกำลังรู้สึกสงสัยของเมิ่งเจียวซิน หลี่อวิ้นกุยจึงได้แต่ข่มใจของตัวเอง ก่อนจะฝืนยกยิ้มให้กับนาง จากนั้นเขาก็หันไปถามโจวหลิวอิงว่า “ท่านอาหญิงโจว พวกท่านจะกลับเรือนแล้วหรือ?” “ใช่เพคะ แล้วนี่องค์ชายสามก็กำลังจะกลับตำหนักหรือเพคะ?” “ข้า...พวกท่านไม่อยู่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันก่อนหรือ?” “กลับไปนั่งดูที่เรือนพักชั่วคราวก็เห็นเช่นกันเพคะ” ตอนนี้โจวหลิวอิงอยากจะพาเมิ่งเจียวซิน ตัวนางเอง และปิงหลงกลับเรือนพักชั่วครา
เมิ่งเจียวซินมองหลี่อวิ้นกุยที่กำลังแสดงท่าทีไม่พอใจขุนนางคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายได้เอ่ยพาดพิงมาถึงนาง แล้วในขณะนั้นโจวหลิวอิงก็ขยับเข้ามากระซิบบอกกับนางว่า ให้สังเกตสีหน้าขุนนางคนนั้น พอเมิ่งเจียวซินสังเกต...ก็เห็นว่า ยามนี้ใบหน้าของขุนนางคนนั้นซีดเผือด มีเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินโจวหลิวอิงอธิบายต่อว่า ตอนนี้หลี่อวิ้นกุยกำลังใช้พลังสายหนึ่งกดข่มให้ขุนนางคนนั้นต้องนั่งคุกเข่า แล้วยังใช้บรรยากาศกดดันที่มีเฉพาะในตัวของคนเผ่ามารโอบล้อมรอบตัวขุนนางคนนั้นเอาไว้ ซึ่งโจวหลิวอิงยังกล่าวติดตลกทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากหลี่อวิ้นกุยไม่ชิงลงมือตัดหน้า เมื่อครู่นางคงใช้พลังหักขา และฉีกปากปีศาจเสือตนนั้นไปแล้ว ผ่านไปสักพักเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินราชาปีศาจสั่งให้ขุนนางที่กำลังถูกหลี่อวิ้นกุยเล่นงานอยู