พอเห็นสายตาที่องค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางจ้องมองมา โจวหลิวอิงก็จ้องอีกฝ่ายกลับไปเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงพลัง และอำนาจในมือของผู้เป็นบิดา หรือพี่ชายของนาง เพียงแค่พลังภายในกายที่นางมีอยู่ในยามนี้ หากคิดจะกำจัดสัตว์ร้ายตรงหน้า คิดหรือว่า...นางจะทำไม่ได้!
แล้วถ้าหากโจวหลิวอิงลงมือกำจัดองค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางขึ้นมาจริง ๆ นางก็เชื่อว่า บุรุษมากเล่ห์บางคนไม่เพียงไม่ตำหนินาง อีกฝ่ายอาจจะมาขอบคุณนางในภายหลังเลยก็ได้
‘ท่านอาหญิงโจวสามารถมองทะลุยันต์ลวงตาได้ด้วยหรือนี่? ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า...ข้าจะประเมินความสามารถของนางต่ำจนเกินไป’ หลี่อวิ้นหยางคิดในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนคำนับให้กับโจวหลิวอิง แล้วกล่าวว่า
“เป็นข้าที่ล่วงเกินท่านอาหญิงโจว เรื่องในวันนี้ข้าคงต้องขอโทษท่านด้วย แต่ข้าก็มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน คือ...ที่ผ่านมาท่านอาหญิงโจวก็รู้ว่า ยามที่ข้าไปท่อ
“ข้ารู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้า...” “ข้าหมดเรื่องที่จะพูดกับเจ้าแล้ว กลับไปทำงานสุดท้ายของเจ้าให้ดีเสีย!” โจวหลิวอิงรีบเอ่ยตัดบททันที อาจเพราะนางเป็นพวกชอบพูดมากกว่าฟังอยู่แล้ว หากนางจะต้องมานั่งเสียเวลารับฟัง...เรื่องนั้นมันจะต้องเป็นเรื่องที่นางให้ความสนใจจริง ๆ หรือถ้าหากจะต้องทนรับฟังคำพูดของผู้อื่น...คนที่พูดจะต้องมีความสำคัญกับชีวิตนางเท่านั้น ดังนั้นคำพูดแก้ต่างจากลมปากหนึ่งบุรุษกับอีกหนึ่งสตรีที่มีแต่ความทะเยอทะยานคู่นี้ นางจึงขี้คร้านจะทนนั่งรับฟังให้เสียเวลา โจวหลิวอิงมองซุนเย่ผิงเอื้อมมือไปเก็บปิ่นปักผมกับถุงหอมของเจ้าตัว แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มคำนับให้กับนาง จากนั้นอีกฝ่ายก็หันหลังค่อย ๆ เดินออกไปที่ประตู ในสายตาของโจวหลิวอิง...ช่วงแรกที่ซุนเย่ผิงเข้ามาทำงานในหอโคมเขียว สตรีนางนี้เป็นเพียงคนฉลาด รู้จักเอาตัวรอด อีกฝ่ายมีความทะเยอทะยา
โจวหลิวอิงหันไปมองทางปิงหลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถามของเมิ่งเจียวซิน “ปิงหลงยังเด็กเกินกว่าที่จะ...ป้าขอพูดตามตรงนะ คือ ในงานเลี้ยงคืนข้ามปีมีทั้งสุราและสตรี ซึ่งในงานไม่ได้แบ่งแยกที่นั่งระหว่างบุรุษกับสตรี ทางวังราชาปีศาจจะจัดแบ่งที่นั่งให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์กับพวกสนม แยกออกจากเหล่าขุนนางเพียงเท่านั้น ดังนั้นการกระทำบางอย่างในงาน... เจียวซิน ที่จริงแม้แต่ตัวเจ้าเอง ป้าก็ไม่อยากให้ไปเช่นกัน แต่ในเมื่อเจ้าตอบรับคำเชิญจากทางวังราชาปีศาจไปแล้ว ป้าก็เลยต้องยินยอมให้ไป แต่สำหรับปิงหลง ป้าไม่อนุญาต” เมิ่งเจียวซินที่พอจะคาดเดาบรรยากาศในงานเลี้ยงของวังราชาปีศาจได้บ้าง จากการอ่าน... ซึ่งนางก็เข้าใจในเรื่องที่โจวหลิวอิงกำลังเป็นกังวล ทว่าถ้าหากปิงหลงอาศัยอยู่ในโลกใบเดิมที่นางจากมา ด้วยอายุเท่านี้นางคงไม่ช่วยพูด เพื่อขอพาอีกฝ่ายไปร่วมงานเลี้ยงด้วยเป็นแน่ แต่เพราะโลกใบนี้เด็กชายกับเด็กหญิงต
ปึง! พอได้ยินเสียงทุบโต๊ะขององค์ชายรองหลี่อวิ้นหยาง ใบหน้าที่ก้มต่ำอยู่แล้วของซีไถก็ยิ่งก้มลงไปให้ต่ำกว่าเดิม ตั้งแต่ซีไถควบม้ากลับมาถึงวังราชาปีศาจในช่วงเช้า เขาก็ยังไม่ได้แม้แต่จะหยุดพัก หยุดรับอาหาร ดีที่เมื่อครู่คุณหนูเมิ่งมอบซาลาเปา และส่งคนช่วยมาทำแผลให้กับเขา ซึ่งถ้าหากซีไถไม่ได้รับน้ำใจจากอีกฝ่าย ตอนนี้เขาก็คงจะกระอักเลือดออกมาแล้ว เพราะไม่อาจทนรับบรรยากาศกดดันที่ผู้เป็นนายกำลังปล่อยออกมา แล้วยิ่งยามนี้ภายในห้องพักขององค์ชายรองหลี่อวิ้นหยางมีเพียงแค่ซีไถกับผู้เป็นนาย ถ้าหากบุรุษตรงหน้าระงับโทสะของเจ้าตัวลงไม่ได้ ก็คงต้องจะเป็นเขาที่ถูกใช้รองมือรองเท้า ถูกใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ของอีกฝ่าย แม้ซีไถจะรู้สึกชินชากับการกระทำเช่นนี้ของผู้เป็นนาย แต่ทว่าเมื่อนึกไปถึงน้ำเสียง คำพูด รวมไปถึงการปฏิบัติต่อเด็กชายผู้นั
เมิ่งเจียวซินหลังจากจัดการดูแลตัวเองเสร็จ นางก็เดินออกมานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง มองเงาของตัวเองในกระจก แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องประดับขึ้นมาใส่ โดยชุดที่เมิ่งเจียวซินสวมใส่ไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ คือ ชุดสตรีสำเร็จรูปที่หลี่อวิ้นกุยส่งมาตอบแทนความมีน้ำใจของนาง ที่จริงนางหาได้อยากใส่ชุดของบุรุษผู้นั้นไม่ แต่เป็นเพราะโจวหลิวอิงที่เข้ามาช่วยจัดเตรียมชุด เปิดตู้เสื้อผ้าของนาง แล้วเห็นชุดนี้เข้า... เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงตอนที่ตัวเองจัดเก็บเสื้อผ้า ก่อนออกเดินทางมาที่นี่...ยามนั้นนางคิดแค่เพียงว่า ชุดสตรีสำเร็จรูปที่เจ้าลูกกระรอกส่งคนนำมาให้ ช่างดูงดงามแปลกตา ซึ่งมันก็น่าจะเป็นชุดที่เหล่าสตรีในฝั่งของคนเผ่ามารและพวกปีศาจ น่าจะกำลังเป็นที่นิยมสวมใส่กัน แล้วก็ด้วยเพราะความคิดนั้น...ครึ่งหนึ่งของชุดที่นางจัดเตรียมมา จึงเป็นชุดสตรีสำเร็จรูปที่ได้รับมาจากหลี่อวิ้นกุย!
“เจียวซิน สนามทดสอบจิตใจของเผ่าปีศาจจิ้งจอก หากสามารถผ่านแต่ละด่านไปได้ ผู้เข้าทดสอบจะได้รับรางวัลเป็นการปรับเพิ่มฐานพลังในกาย แต่ถ้าหากผ่านด่านไม่ได้ หรือได้บาดเจ็บจากการถูกทดสอบ แม้ร่างกายภายนอกจะไม่ได้รับบาดเจ็บตามไปด้วย แต่แกนพลังของผู้เข้าทดสอบจะค่อย ๆ ถูกทำลายลง อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่...วิญญาณจะถูกกักขังอยู่ภายในนั้นตลอดกาล ส่วนร่างกายของผู้เข้าทดสอบจะถูกตรึงอยู่แบบนี้ได้นานสุดเพียงสิบสองชั่วยาม ถ้าหากวิญญาณถูกกักอยู่ในสนามเกินเวลา...ป้าคงไม่ต้องบอกกระมังว่า ร่างกายของผู้เข้าทดสอบจะเป็นเช่นไร ส่วนวิธีที่จะออกมาจากสนามทดสอบจิตใจ ก็มีเพียงแค่สองวิธีเท่านั้น คือ ต้องผ่านให้ได้ทั้งห้าด่าน หรือไม่ก็ต้องให้เจ้าของสนาม หรือปีศาจในตระกูลโจว ซึ่งในที่นี้...ก็คงมีเพียงแค่ป้าที่สามารถพาองค์ชายสามออกมาได้ แต่เจียวซิน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงป้านะ เพราะเมื่อครู่องค์ชายสามได้ส่งคนไปแจ้งราช
หลี่อวิ้นกุยเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของสตรีที่เขารัก และรับรู้ได้ถึงแรงตบเบา ๆ ที่บริเวณแผ่นหลัง เขาก็ค่อย ๆ ดึงสติ ปรับอารมณ์ ไปพร้อมกับค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา แต่ยังไม่ทันที่หลี่อวิ้นกุยจะได้รวบรวมสติกลับมาครบ เขาก็ได้ยินเสียงเรียกนามของตัวเอง ดังมาจากทางด้านหลังของเมิ่งเจียวซิน “เจ้าสาม” แม้จะรู้สึกตกใจ แต่หลี่อวิ้นกุยก็ค่อย ๆ คลายอ้อมแขน ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับมือของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ก้าวขึ้นไปยืนด้านหน้าเมิ่งเจียวซิน แล้วก้มคำนับให้กับผู้เป็นบิดา “ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าสาม เรื่องที่เจ้าลอบเข้ามาหาคุณหนูเมิ่งเมื่
โจวหลิวอิงตรวจดูความเรียบร้อยให้กับสตรีที่นางเอ็นดูดุจดั่งหลานสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ก่อนจะกล่าว “อืม...เรียบร้อยแล้ว เจียวซิน เจ้ารีบเอายาไปให้องค์ชายสามเถิด ป้าฝากบอกพระองค์ด้วยว่า มีเวลาให้พักอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น” “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้าโจว” เมิ่งเจียวซินพูดพร้อมกับยกยิ้มให้กับโจวหลิวอิง จากนั้นนางก็เห็นอีกฝ่ายเดินไปเปิดประตู แล้วในขณะที่โจวหลิวอิงกำลังจะเดินออกไปจากห้องของนาง เจ้าตัวก็หันกลับมาขอยืมปิงหลงไปช่วยงานที่เรือนเล็กด้านหลัง ซึ่งเมิ่งเจียวซินก็ยินดีให้เด็กชายไปช่วยงานของอีกฝ่าย เพราะถ้าหากไม่ติดว่า นางอยากไปตรวจดูอาการของหลี่อวิ้นกุย ตัวนางเองก็คงจะตามไปช่วยงานของโจวหลิวอิงด้วยเช่นกัน เมิ่งเจียวซินพอเห็นโจวหลิวอิงพาปิงหลงเดินออกจากห้องพักไปแล้ว นางจึงลุกสำรวจเครื่องแต่งกายของตัวเองอีกครั้ง จากนั้นก็เดินไปหยิบห่อยา และอุปกรณ์ทำแผลที่วางอยู่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะรีบออกไปหา
หลี่อวิ้นกุยหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบ “เพราะเจ้าเคารพท่านอาหญิงโจวเปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ ดังนั้นข้าก็ต้องแสดงความจริงใจต่อเจ้า ให้นางได้รับรู้ และได้เห็นด้วยตาของตัวเอง” แม้จะยังมีเหตุผลอย่างอื่นร่วมด้วยอีกสองสามข้อ แต่ทว่าหลี่อวิ้นกุยก็ไม่สามารถเล่าให้สตรีตรงหน้าฟังได้ในยามนี้ ตั้งแต่เมิ่งเจียวซินเอ่ยคำถาม นางก็มองหลี่อวิ้นกุยอยู่ตลอดเวลา แม้ในใจจะเชื่อว่า อีกฝ่ายไม่ได้โกหกนาง และคำตอบของบุรุษตรงหน้าก็ยังทำให้หัวใจของเมิ่งเจียวซินเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่งเลย แต่ทว่าการที่เจ้าตัวหยุดคิด และหลบสายตาของนางในขณะที่กล่าวตอบ มันก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่หลี่อวิ้นกุยตอบมา มันหาใช่เหตุผลทั้งหมดไม่ แต่ก็เอาเถิด...เพราะสิ่งที่เอ่ยถามไปเมื่อครู่เป็นเพียงคำถามที่เมิ่งเจียวซินใช้เปิดประเด็นเท่านั้น นางจึงไม่คิดจะคาดคั้นเอาคำตอบจากหลี่อวิ้นกุยต่อ เนื่องจากสิ่งที่เมิ่งเจียวซินอยากจะรู้จากปากของบุรุษ
เมิ่งเจียวซินเผลอมองท่าทียั่วยวนของหลี่อวิ้นกุยไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา แล้วกล่าวว่า “ไม่!” “เจ้าไม่ลองคิดก่อนตอบสักหน่อยหรือ...ซินซิน?” “กุยกุย เจ้านี่ช่าง!” เมิ่งเจียวซินพยายามปรับลมหายใจ และปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ แต่ทว่าในขณะนั้น... “หึ ๆ” “เจ้าหัวเราะ! กุยกุย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ข้าได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็เห็นบุรุษตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ แล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหลบสายตา จากนั้นนางก็ได้เห็นริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้า และใบหูของหลี่อวิ้นกุย ก่อนที่อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งเจียวซินก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไปถึงบทบรรยายในนิยายของอาหวง... ซึ่งเป็นช่วงที่หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้รู้ตัวแล้วว่า ไม่อาจถอนยาพิษค่ำคืนเหมันต์ออกจากร่างกายได้ แต่เขาก็โชคดีที่ในระหว่างการเดินทางกลับมายังวังราชาปีศาจ เขาได้พบกับหมอท่านหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายสามารถปรุงยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษให้กับเขาได้ หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้จึงเชิญหมอท่านนั้นเข้ามาพักที่ตำหนัก ในระหว่างที่เจ้าตัวลงมือปรุงยาให้กับเขา แต่ทว่าหมอท่านนั้นกลับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายถึงในตำหนัก แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นใจจากไป ก็ได้มอบสูตรปรุงยาลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษค่ำคืนเหมันต์ให้กับหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ โดยแลกกับการที่อีกฝ่ายจะต้องรับบุตรเพียงคนเดียวของเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยในยามนั้นหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็ได้ตกปา
เมิ่งเจียวซินพอเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่อวิ้นกุย นางก็เลือกไปนั่งที่เก้าอี้ของชุดโต๊ะกลมกลางห้อง จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ตามมาคุกเข่าทั้งสองข้างลงอยู่ตรงหน้านาง แล้วยังไม่ทันที่เมิ่งเจียวซินจะได้เอ่ยห้าม อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาโอบกอดช่วงเอวของนาง แล้วกล่าวว่า “ซินซิน ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษที่ล่วงเกินเจ้าทั้งทางร่างกาย และทางวาจา ข้าขอโทษที่ตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าก่อน แล้วข้าก็ขอโทษที่ยัดเยียดตัวเองให้กับเจ้าเช่นนั้น แต่ข้าต้องทำ เพราะข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้ารับรู้ไปเมื่อครู่...ทางวังได้ฤกษ์วันทำพิธีอาบแสงจันทร์ของข้ามาแล้ว ซึ่งมันก็เท่ากับว่า ได้ฤกษ์วันมงคลสมรสของข้ามาด้วย ชีวิตนี้ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะมีเพียงหนึ่งภรรยา ซึ่งภรรยาของข้าก็ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วก็ด้วยเพราะคำพู
เมิ่งเจียวซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำตอบของหลี่อวิ้นกุย แต่ทว่าคำตอบต่อมาของอีกฝ่าย ทำให้นางแทบอยากจะหายไปจากตรงนี้! “ส่วนเรื่องพิธีอาบแสงจันทร์ ที่ลูกยินยอมเข้าทำพิธี ก็เพียงเพราะต้องการทำให้เสด็จพ่อ และคนอื่น ๆ สบายใจเท่านั้น ลูกหาได้สนใจเรื่องเพิ่มพลังหยางจากพิธีนั้นไม่ อีกอย่างพลังที่ลูกมีอยู่ในกายยามนี้ มันก็เพียงพอที่จะใช้ปกป้องคุ้มครองคนที่ลูกรักได้แล้ว นี่ยังไม่รวมวรยุทธ และความสามารถด้านอื่น ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งลูกขอบอกกับเสด็จพ่อตามตรง หลังจากผ่านเหตุการณ์โดนวางยาพิษครั้งล่าสุด มันสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ควรทุ่มเวลาไปกับการเพิ่มฐานพลังในร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะยามที่เรียกใช้พลังไม่ได้ ลูกก็ไม่ต่างไปจากบุรุษมนุษย์ธรรมดา หลังจากนี้ลูกจึงคิดจะแบ่งเวลาให้กับการฝึกวรยุทธ และการฝึกความสามารถด้านอื่น ๆ เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ แล้วที่จริงเมื่อครู่...หากคุณหน
หลังจากได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า หลี่อวิ้นกุยก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะขยับเข้าไปถามนางใกล้ ๆ “ซินซิน เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เมิ่งเจียวซินมองไปที่หลี่อวิ้นกุย ก่อนจะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่า ข้ายินดีแต่งงานกับเจ้า” คงด้วยเพราะคำถามเมื่อครู่ของหลี่อวิ้นกุย จึงทำให้เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงช่วงเวลาที่นางเผชิญหน้ากับโรคระบาดในโลกใบเดิม... โดยช่วงแรกที่โรคระบาดแพร่เข้ามาในประเทศ ยามนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องแยกจากคนรัก แยกจากคนในครอบครัว แล้วต้องไปกักตัวตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนการแยกออกมากักตัวในครั้งนั้น มันคือ...การลาจากตลอดกาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วยบางคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้า หรือบอกลาคนที่ตัวเองรักเลยด้วยซ้ำ พอเมิ่งเจียวซินมองย้อนกลับมาที่เรื่องของนางกั
หลี่อวิ้นกุยจ้องมองตะกร้าใบใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเมิ่งเจียวซิน เมื่อคืนที่ไฟในห้องพักของนางไม่ดับ เป็นเพราะนางทำของที่อยู่ในตะกร้าให้เขาเช่นนั้นหรือ? ความรู้สึกหงุดหงิดใจที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองห้องพักของนาง และความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสตรีตรงหน้าทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขาเมื่อคืน ก็ดูเหมือนจะทุเลาลง แต่พอหลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงองครักษ์ของโจวหลิวอิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จนทำให้เขาไม่อาจลอบเข้าไปพูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่า...ในยามนี้จำนวนองครักษ์จะลดลงไปบ้างแล้ว เพราะส่วนหนึ่งต้องตามโจวหลิวอิงไปเข้าเฝ้าราชาปีศาจ ซึ่งที่จริงหลี่อวิ้นกุยได้วางแผนเอาไว้ว่า พอโจวหลิวอิงออกไปเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา ตัวเขาก็จะลอบเข้าไปหาเมิ่งเจียวซินในห้องพัก จากนั้นเขาก็จะ... แต่ในเมื่อคนที่หลี่อวิ้นกุยจะลอบเข้าไปหา ได้ออกมายืนอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว
เมิ่งเจียวซินกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อทั้งสองข้างจนแน่น ในขณะที่ยืนมองหลี่อวิ้นกุยเดินห่างออกไปจากนางเรื่อย ๆ แม้ว่าภายในใจอยากจะกล่าวบางคำ และอยากจะเอ่ยรั้ง แต่ทว่า...การปล่อยให้ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ปล่อยมือกันเสียตั้งแต่ในตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนางกับหลี่อวิ้นกุย แล้วพอเมิ่งเจียวซินดึงสายตาของตัวเองกลับมา นางก็เห็นว่า ยามนี้โจวหลิวอิงกับปิงหลงกำลังจ้องมองมาที่นาง เมิ่งเจียวซินจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา จากนั้นนางก็เดินออกจากศาลา เพื่อไปกล่าวคำอวยพรคนทั้งคู่ รวมไปถึงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักชั่วคราวด้วย เนื่องจากยามนี้ได้ล่วงเลยเข้าสู่วันแรกของปีใหม่แล้ว ‘วันแรกของปี!’ เมิ่งเจียวซินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่
หลี่อวิ้นกุยกัดฟันกรอด แล้วรีบขยับตัวเข้าไปบังร่างกายของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ คราแรกเขาคิดว่า ไม่เป็นไรหากเจ้านั่นทำเพียงได้แค่มอง...แต่พอหันกลับไปเห็นสายตา และท่าทีของหลี่อวิ้นหยางเมื่อครู่! ยานนี้หลี่อวิ้นกุยจวนเจียนจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว พอหันกลับมา...เขาก็ได้เห็นสายตาที่คล้ายกับกำลังรู้สึกสงสัยของเมิ่งเจียวซิน หลี่อวิ้นกุยจึงได้แต่ข่มใจของตัวเอง ก่อนจะฝืนยกยิ้มให้กับนาง จากนั้นเขาก็หันไปถามโจวหลิวอิงว่า “ท่านอาหญิงโจว พวกท่านจะกลับเรือนแล้วหรือ?” “ใช่เพคะ แล้วนี่องค์ชายสามก็กำลังจะกลับตำหนักหรือเพคะ?” “ข้า...พวกท่านไม่อยู่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันก่อนหรือ?” “กลับไปนั่งดูที่เรือนพักชั่วคราวก็เห็นเช่นกันเพคะ” ตอนนี้โจวหลิวอิงอยากจะพาเมิ่งเจียวซิน ตัวนางเอง และปิงหลงกลับเรือนพักชั่วครา
เมิ่งเจียวซินมองหลี่อวิ้นกุยที่กำลังแสดงท่าทีไม่พอใจขุนนางคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายได้เอ่ยพาดพิงมาถึงนาง แล้วในขณะนั้นโจวหลิวอิงก็ขยับเข้ามากระซิบบอกกับนางว่า ให้สังเกตสีหน้าขุนนางคนนั้น พอเมิ่งเจียวซินสังเกต...ก็เห็นว่า ยามนี้ใบหน้าของขุนนางคนนั้นซีดเผือด มีเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินโจวหลิวอิงอธิบายต่อว่า ตอนนี้หลี่อวิ้นกุยกำลังใช้พลังสายหนึ่งกดข่มให้ขุนนางคนนั้นต้องนั่งคุกเข่า แล้วยังใช้บรรยากาศกดดันที่มีเฉพาะในตัวของคนเผ่ามารโอบล้อมรอบตัวขุนนางคนนั้นเอาไว้ ซึ่งโจวหลิวอิงยังกล่าวติดตลกทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากหลี่อวิ้นกุยไม่ชิงลงมือตัดหน้า เมื่อครู่นางคงใช้พลังหักขา และฉีกปากปีศาจเสือตนนั้นไปแล้ว ผ่านไปสักพักเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินราชาปีศาจสั่งให้ขุนนางที่กำลังถูกหลี่อวิ้นกุยเล่นงานอยู