เมื่อรถม้าวิ่งมาถึงบริเวณหน้าหอโคมเขียว ซุนเย่ผิงก็ชี้ชวนเมิ่งเจียวซินกับปิงหลงมองดูขบวนรถม้าของเผ่ามาร ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า ครั้งนี้ทางวังราชาปีศาจได้นำม้าโลหิตดำมาใช้เป็นพาหนะลากรถม้าให้กับคณะเดินทางของเหล่านางคณิกา
เมิ่งเจียวซินจึงจ้องมองไปที่ม้าโลหิตดำ ถ้าหากนางจำไม่ผิด ในนิยายอาหวงได้บรรยายเอาไว้ว่า...ม้าโลหิตดำวิ่งเร็วกว่าม้าในเขตแดนของพวกมนุษย์เกือบสามเท่าตัว โดยส่วนใหญ่คนเผ่ามารจะนิยมใช้ม้าพันธุ์นี้ในการควบขี่ หาได้นำมาใช้เป็นพาหนะในการลากรถม้าเช่นนี้ไม่ ดูท่า...ครานี้ทางวังราชาปีศาจคงกลัวว่า เหล่านางคณิกาจะไปไม่ทันงานเลี้ยงฉลองในคืนข้ามปี
พอรถม้าของพวกนางจอดนิ่งอยู่กับที่ ซุนเย่ผิงจึงเดินลงจากรถม้า จากนั้นอีกฝ่ายก็เรียกหาคนงานในหอโคมเขียวให้มาช่วยเมิ่งเจียวซินกับปิงหลงย้ายสัมภาระไปยังรถม้าของเผ่ามารที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้กับพวกนาง หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ขอแยกออกไปตรวจดูความเรียบร้อยของเหล่านางคณิกาที่ต้องออกเดินทางร่วมกับพวกนาง
“เมิ่งเจียวซิน เจ้ามองสิ่งใดอยู่หรือ?” เมิ่งเจียวซินเมื่อได้ยินเสียงของสตรีผู้เป็นเจ้าของคณะเดินทาง นางจึงรีบดึงสติของตัวเองกลับมา จากนั้นก็ปล่อยมือจากม่านหน้าต่าง แล้วหันกลับมาตอบคำถามของอีกฝ่าย “ข้า...ข้ามองม้าโลหิตดำเจ้าค่ะ ท่านเจ้าของหอขึ้นมานานแล้วหรือเจ้าคะ?” “ข้าเพิ่งขึ้นมาได้ไม่นาน แต่ตอนนี้เจ้าควรสวมเสื้อคลุมเพิ่มอีกหนึ่งตัว เพราะพวกเรากำลังจะออกเดินทางกันแล้ว” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เมิ่งเจียวซินยื่นมือไปรับเสื้อคลุมที่อีกฝ่ายส่งมาให้ แม้จะรู้สึกเกรงใจ แต่นางก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจของท่านเจ้าของหอ ถึงแม้ว่ายามนี้ภายในรถม้าจะมีเพียงแค่นางกับสตรีตรงหน้าก็ตาม แล้วในระหว่างนั้นนางก็รับรู้ได้ว่า รถม้าที่นั่งอยู่เริ่มมีการเคลื่อนตัวแล้ว “จะว่าไป...ข้ายังไม่เคยบอกนามของตัวเองก
โจวหลิวอิงยื่นมือไปรับจอกชาจากเมิ่งเจียวซินมาดื่ม แล้วกล่าวต่อ “เรื่องต่อไปที่ป้าจะพูดก็คือ เรื่องของซุนเย่ผิง ที่จริงเรื่องนี้ป้าอยากพูดกับเจ้าหลายคราแล้ว แต่ทว่าทุกครั้งที่ไปยังเรือนของเจ้า จูมี่ และคนในเรือนก็มักจะมาวนเวียนอยู่ข้างกายเจ้าเสมอ ป้าก็เลยไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องนี้กับเจ้าสักที ตอนที่ซุนเย่ผิงเดินเข้ามาขายตัวเป็นนางคณิกาในหอโคมเขียวของป้า ยามนั้นเป็นช่วงที่ป้าค่อนข้างจะงานยุ่ง แล้วกฎเหล็กในหอโคมเขียวของป้ามีเพียงข้อเดียวก็คือ จะรับซื้อเฉพาะสตรีที่เต็มใจเท่านั้น ดังนั้นการตรวจสอบประวัติความเป็นมาของสตรี จะเรียกว่าหละหลวมเลยก็ได้ เพราะถ้าหากตรวจร่างกายแล้วผ่าน และไม่มีท่าทีว่าถูกบังคับฝืนใจให้มา ทางหอโคมเขียวของป้าก็รับซื้อเอาไว้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าหลังจากนั้น ยามป้าเห็นใบหน้าของซุนเย่ผิง ป้าจะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา แต่ป้าก็จำนางไม่ได้อยู่ดี แล้วที่จริงเรื่องนี้ก็ต้องโท
ในขณะที่เมิ่งเจียวซินกำลังพยายามสงบใจของตัวเอง นางก็เห็นโจวหลิวอิงยื่นจอกชาที่เพิ่งรินเสร็จมาตรงหน้า “ดื่มชาสักหน่อยเถิด ที่จริงป้าไม่ควรเล่าเหตุการณ์ในวังราชาปีศาจให้เจ้าฟังเลย แค่เรื่องบิดาของเจ้าก็...” “ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ เจ้าค่ะ แล้วข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านป้าโจวที่ยอมเล่าเหตุการณ์เหล่านั้นให้ฟัง เพราะเมื่อไปถึงที่นั่น ข้าจะได้ระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็ส่งยิ้มปลอบโยนให้กับสตรีตรงหน้า จากนั้นโจวหลิวอิงก็เริ่มหาเรื่องตลกมาเล่าให้นางฟัง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขายหน้าของบุรุษที่มาเที่ยวในหอโคมเขียว ซึ่งเมิ่งเจียวซินก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงต้องการดึงนางออกจากเรื่องหนัก ๆ ที่เพิ่งได้รับรู้มาจากเจ้าตัว เมิ่งเจียวซินขยับเข้าไปช่วยจัดท่านอนให้กับโจวหลิวอิง หลังจากเจ้าตัวเผลอหลับไปในระหว่างนอนเ
เมิ่งเจียวซินสบตากับบุรุษผู้นั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบดึงสติ และรีบดึงสายตาของตัวเองกลับมา ตอนเห็นคราแรกนางก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้เห็นท่าทีที่ดูตกใจของอีกฝ่าย “เมื่อครู่คุณหนูพูดว่าอะไรนะขอรับ?” ปิงหลงกระซิบถามผู้เป็นนาย “ไม่มีอะไร” เมิ่งเจียวซินกล่าวตอบเบา ๆ หลังจากนั้นนางก็กลับมานั่งก้มหน้านิ่ง ๆ เช่นเดิม ยามนี้เมิ่งเจียวซินรู้แล้วว่า เหตุใดเมื่อครู่นางถึงรู้สึกคุ้น ๆ ตอนเห็นใบหน้าของราชาปีศาจ และนางก็รับรู้แล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ทุกอย่างถึงแตกต่างไปจากเนื้อหาในนิยายที่นางได้อ่านมา... “เจียวซิน...เจียวซิน!” “เจ้าคะ?” เมิ่งเจียวซินเงยหน้าขึ้นมามองโจวหลิวอิง แล้วนางก็เห็นว่า ตอนนี้ทุกคนรอบกายกำลังทยอยกันลุกขึ้นยืน เพื่อเตรียมคำนับลาผู้เป็
เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งเจียวซินพยายามทำตัวให้กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม หลังจากจัดการดูแลตัวเองในห้องพักเสร็จ นางจึงเดินออกไปร่วมรับสำรับกับโจวหลิวอิง ซึ่งในระหว่างนั้นบ่าวรับใช้นางหนึ่งก็เดินเข้ามาบอกว่า โจวหลิวเสี่ยนผู้เป็นพี่ชายของโจวหลิวอิงกับองค์ชายสามหลี่อวิ้นกุยมาขอเข้าพบ โจวหลิวอิงจึงบอกให้บ่าวรับใช้นางนั้นเชิญคนทั้งคู่ ไปนั่งรอเจ้าตัวในศาลาข้างเรือนก่อน เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลังรับสำรับเสร็จ เมิ่งเจียวซินจึงขอแยกตัวไปนั่งพูดคุยกับพวกซุนเย่ผิงที่เรือนเล็กด้านหลัง โดยมีปิงหลงขอติดตามไปกับนางด้วย แล้วขณะที่พวกนางกำลังจะเดินผ่านห้องโถง “ซิน...เออ...เจ้า!” เมิ่งเจียวซินพอได้ยินเสียงเรียกที่ฟังคุ้นหู และรับรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้นกำลังจะเดินเข้ามาประชิดตัว นางจึงรีบเดินไปข้างหน้าอีกสามก้าว ก่อนจะหันกลับมาทำความเคารพอีกฝ่าย &nbs
เมิ่งเจียวซินรีบดึงมือข้างซ้ายของตัวเองกลับมา ไม่ว่าตอนนี้ หรือที่ผ่านมาหลี่อวิ้นกุยจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่สำหรับนางหลังจากนี้...มันคงไม่มีความสำคัญอะไรอีกแล้ว จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็จ้องเข้าไปในดวงตาของผีเสื้อสีดำตัวใหญ่ตรงหน้า จากที่เคยรู้สึกเหมือนแค่จะโกรธ แต่ยามนี้นางรู้สึกโกรธขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว ที่ผ่านมา...ในสายตาของหลี่อวิ้นกุยนางคงเป็นตัวโง่งมมากเลยสินะ! “องค์ชายสามช่างมีอารมณ์ขันนะเพคะ พระองค์คงมองว่า การหยอกล้อเช่นนี้...มันเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับหม่อมฉันหาได้รู้สึกสนุกไปกับพระองค์ด้วยไม่!” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็หันหลัง แล้วเดินจากมาทันที “ไม่ใช่นะซินซิน ข้า...” หลี่อวิ้นกุยเมื่อเห็นว่า อีกฝ่ายไม่คิดจะหยุดฟัง เขาจึงรีบบินตามไป เมื่อบินเข้าไปใกล้ตัวเมิ่งเจียวซินพอสมควรแล้ว หลี่อวิ้นกุยจึงรีบเอ่ยว่า
หลี่อวิ้นกุยบินกลับมาถึงตำหนักด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แล้วเมื่อเข้ามาในห้องพัก เขาก็รีบไล่จิ่นสือออกจากห้องไปทันที จากนั้นจึงร่ายคาถากลับคืนร่างเดิม ก่อนจะเดินไปจัดการดูแลตัวเอง แล้วกลับมานั่งลงบนเตียง... หลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงสายตาสุดท้ายที่เมิ่งเจียวซินใช้มองเขา นึกไปถึงไหล่บอบบางที่กำลังสั่นเทาตอนนางเดินจากไป แล้วยิ่งก่อนที่เขาจะบินกลับมา เขาได้ยินว่า...นางกำลังร้องไห้ ‘นี่ข้าทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย!’หลี่อวิ้นกุยคิดในใจ เป็นเพราะความหุนหันพลันแล่นของเขาเลยทำให้เมิ่งเจียวซินต้องเสียน้ำตา ในระหว่างที่หลี่อวิ้นกุยกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง เขาก็ถูกดึงกลับมาด้วยเสียงเคาะประตู จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานของจิ่นสือ “องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ จิ่นตั้งกลับมาถึงแล้ว จะให้...” &nbs
หลี่อวิ้นกุยถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง จากนั้นเขาก็ก้มลงไปมองมือที่กุมกันอยู่ของตัวเอง ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา...แม้หลี่อวิ้นกุยจะเข้าถึงตัวเมิ่งเจียวซินได้ยากลำบาก แต่เพราะสีหน้า และสายตาที่นางใช้มองมายามเจอหน้า มันได้ทำให้รู้ว่า ตัวเขายังพอมีโอกาส แต่ทว่าวันนี้... หลี่อวิ้นกุยหลับตาของตัวเองลงช้า ๆ จากนั้นเขาก็นึกไปถึงวันที่ได้เจอเมิ่งเจียวซินนั่งรวมอยู่กับคณะเหล่านางคณิกาในตำหนักของราชาปีศาจ... บ่ายวันนั้น หลี่อวิ้นกุยที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงวังราชาปีศาจ เขาก็รีบตรงไปขอเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา แล้วในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านคณะเหล่านางคณิกา เขาก็ได้ยินเสียงสตรีดังขึ้นว่า‘เจ้าลูกกระรอก!’ หลี่อวิ้นกุยจึงรีบหันกลับไปมองทางต้นกำเนิดเสียง ตอนเห็นคราแรก...เขายังคิดว่า ตัวเองคงคิดถึงนางมากจนตาฝาดเป็นแน่!
เมิ่งเจียวซินเผลอมองท่าทียั่วยวนของหลี่อวิ้นกุยไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา แล้วกล่าวว่า “ไม่!” “เจ้าไม่ลองคิดก่อนตอบสักหน่อยหรือ...ซินซิน?” “กุยกุย เจ้านี่ช่าง!” เมิ่งเจียวซินพยายามปรับลมหายใจ และปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ แต่ทว่าในขณะนั้น... “หึ ๆ” “เจ้าหัวเราะ! กุยกุย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ข้าได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็เห็นบุรุษตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ แล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหลบสายตา จากนั้นนางก็ได้เห็นริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้า และใบหูของหลี่อวิ้นกุย ก่อนที่อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งเจียวซินก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไปถึงบทบรรยายในนิยายของอาหวง... ซึ่งเป็นช่วงที่หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้รู้ตัวแล้วว่า ไม่อาจถอนยาพิษค่ำคืนเหมันต์ออกจากร่างกายได้ แต่เขาก็โชคดีที่ในระหว่างการเดินทางกลับมายังวังราชาปีศาจ เขาได้พบกับหมอท่านหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายสามารถปรุงยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษให้กับเขาได้ หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้จึงเชิญหมอท่านนั้นเข้ามาพักที่ตำหนัก ในระหว่างที่เจ้าตัวลงมือปรุงยาให้กับเขา แต่ทว่าหมอท่านนั้นกลับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายถึงในตำหนัก แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นใจจากไป ก็ได้มอบสูตรปรุงยาลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษค่ำคืนเหมันต์ให้กับหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ โดยแลกกับการที่อีกฝ่ายจะต้องรับบุตรเพียงคนเดียวของเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยในยามนั้นหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็ได้ตกปา
เมิ่งเจียวซินพอเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่อวิ้นกุย นางก็เลือกไปนั่งที่เก้าอี้ของชุดโต๊ะกลมกลางห้อง จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ตามมาคุกเข่าทั้งสองข้างลงอยู่ตรงหน้านาง แล้วยังไม่ทันที่เมิ่งเจียวซินจะได้เอ่ยห้าม อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาโอบกอดช่วงเอวของนาง แล้วกล่าวว่า “ซินซิน ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษที่ล่วงเกินเจ้าทั้งทางร่างกาย และทางวาจา ข้าขอโทษที่ตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าก่อน แล้วข้าก็ขอโทษที่ยัดเยียดตัวเองให้กับเจ้าเช่นนั้น แต่ข้าต้องทำ เพราะข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้ารับรู้ไปเมื่อครู่...ทางวังได้ฤกษ์วันทำพิธีอาบแสงจันทร์ของข้ามาแล้ว ซึ่งมันก็เท่ากับว่า ได้ฤกษ์วันมงคลสมรสของข้ามาด้วย ชีวิตนี้ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะมีเพียงหนึ่งภรรยา ซึ่งภรรยาของข้าก็ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วก็ด้วยเพราะคำพู
เมิ่งเจียวซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำตอบของหลี่อวิ้นกุย แต่ทว่าคำตอบต่อมาของอีกฝ่าย ทำให้นางแทบอยากจะหายไปจากตรงนี้! “ส่วนเรื่องพิธีอาบแสงจันทร์ ที่ลูกยินยอมเข้าทำพิธี ก็เพียงเพราะต้องการทำให้เสด็จพ่อ และคนอื่น ๆ สบายใจเท่านั้น ลูกหาได้สนใจเรื่องเพิ่มพลังหยางจากพิธีนั้นไม่ อีกอย่างพลังที่ลูกมีอยู่ในกายยามนี้ มันก็เพียงพอที่จะใช้ปกป้องคุ้มครองคนที่ลูกรักได้แล้ว นี่ยังไม่รวมวรยุทธ และความสามารถด้านอื่น ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งลูกขอบอกกับเสด็จพ่อตามตรง หลังจากผ่านเหตุการณ์โดนวางยาพิษครั้งล่าสุด มันสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ควรทุ่มเวลาไปกับการเพิ่มฐานพลังในร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะยามที่เรียกใช้พลังไม่ได้ ลูกก็ไม่ต่างไปจากบุรุษมนุษย์ธรรมดา หลังจากนี้ลูกจึงคิดจะแบ่งเวลาให้กับการฝึกวรยุทธ และการฝึกความสามารถด้านอื่น ๆ เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ แล้วที่จริงเมื่อครู่...หากคุณหน
หลังจากได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า หลี่อวิ้นกุยก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะขยับเข้าไปถามนางใกล้ ๆ “ซินซิน เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เมิ่งเจียวซินมองไปที่หลี่อวิ้นกุย ก่อนจะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่า ข้ายินดีแต่งงานกับเจ้า” คงด้วยเพราะคำถามเมื่อครู่ของหลี่อวิ้นกุย จึงทำให้เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงช่วงเวลาที่นางเผชิญหน้ากับโรคระบาดในโลกใบเดิม... โดยช่วงแรกที่โรคระบาดแพร่เข้ามาในประเทศ ยามนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องแยกจากคนรัก แยกจากคนในครอบครัว แล้วต้องไปกักตัวตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนการแยกออกมากักตัวในครั้งนั้น มันคือ...การลาจากตลอดกาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วยบางคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้า หรือบอกลาคนที่ตัวเองรักเลยด้วยซ้ำ พอเมิ่งเจียวซินมองย้อนกลับมาที่เรื่องของนางกั
หลี่อวิ้นกุยจ้องมองตะกร้าใบใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเมิ่งเจียวซิน เมื่อคืนที่ไฟในห้องพักของนางไม่ดับ เป็นเพราะนางทำของที่อยู่ในตะกร้าให้เขาเช่นนั้นหรือ? ความรู้สึกหงุดหงิดใจที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองห้องพักของนาง และความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสตรีตรงหน้าทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขาเมื่อคืน ก็ดูเหมือนจะทุเลาลง แต่พอหลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงองครักษ์ของโจวหลิวอิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จนทำให้เขาไม่อาจลอบเข้าไปพูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่า...ในยามนี้จำนวนองครักษ์จะลดลงไปบ้างแล้ว เพราะส่วนหนึ่งต้องตามโจวหลิวอิงไปเข้าเฝ้าราชาปีศาจ ซึ่งที่จริงหลี่อวิ้นกุยได้วางแผนเอาไว้ว่า พอโจวหลิวอิงออกไปเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา ตัวเขาก็จะลอบเข้าไปหาเมิ่งเจียวซินในห้องพัก จากนั้นเขาก็จะ... แต่ในเมื่อคนที่หลี่อวิ้นกุยจะลอบเข้าไปหา ได้ออกมายืนอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว
เมิ่งเจียวซินกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อทั้งสองข้างจนแน่น ในขณะที่ยืนมองหลี่อวิ้นกุยเดินห่างออกไปจากนางเรื่อย ๆ แม้ว่าภายในใจอยากจะกล่าวบางคำ และอยากจะเอ่ยรั้ง แต่ทว่า...การปล่อยให้ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ปล่อยมือกันเสียตั้งแต่ในตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนางกับหลี่อวิ้นกุย แล้วพอเมิ่งเจียวซินดึงสายตาของตัวเองกลับมา นางก็เห็นว่า ยามนี้โจวหลิวอิงกับปิงหลงกำลังจ้องมองมาที่นาง เมิ่งเจียวซินจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา จากนั้นนางก็เดินออกจากศาลา เพื่อไปกล่าวคำอวยพรคนทั้งคู่ รวมไปถึงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักชั่วคราวด้วย เนื่องจากยามนี้ได้ล่วงเลยเข้าสู่วันแรกของปีใหม่แล้ว ‘วันแรกของปี!’ เมิ่งเจียวซินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่
หลี่อวิ้นกุยกัดฟันกรอด แล้วรีบขยับตัวเข้าไปบังร่างกายของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ คราแรกเขาคิดว่า ไม่เป็นไรหากเจ้านั่นทำเพียงได้แค่มอง...แต่พอหันกลับไปเห็นสายตา และท่าทีของหลี่อวิ้นหยางเมื่อครู่! ยานนี้หลี่อวิ้นกุยจวนเจียนจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว พอหันกลับมา...เขาก็ได้เห็นสายตาที่คล้ายกับกำลังรู้สึกสงสัยของเมิ่งเจียวซิน หลี่อวิ้นกุยจึงได้แต่ข่มใจของตัวเอง ก่อนจะฝืนยกยิ้มให้กับนาง จากนั้นเขาก็หันไปถามโจวหลิวอิงว่า “ท่านอาหญิงโจว พวกท่านจะกลับเรือนแล้วหรือ?” “ใช่เพคะ แล้วนี่องค์ชายสามก็กำลังจะกลับตำหนักหรือเพคะ?” “ข้า...พวกท่านไม่อยู่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันก่อนหรือ?” “กลับไปนั่งดูที่เรือนพักชั่วคราวก็เห็นเช่นกันเพคะ” ตอนนี้โจวหลิวอิงอยากจะพาเมิ่งเจียวซิน ตัวนางเอง และปิงหลงกลับเรือนพักชั่วครา
เมิ่งเจียวซินมองหลี่อวิ้นกุยที่กำลังแสดงท่าทีไม่พอใจขุนนางคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายได้เอ่ยพาดพิงมาถึงนาง แล้วในขณะนั้นโจวหลิวอิงก็ขยับเข้ามากระซิบบอกกับนางว่า ให้สังเกตสีหน้าขุนนางคนนั้น พอเมิ่งเจียวซินสังเกต...ก็เห็นว่า ยามนี้ใบหน้าของขุนนางคนนั้นซีดเผือด มีเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินโจวหลิวอิงอธิบายต่อว่า ตอนนี้หลี่อวิ้นกุยกำลังใช้พลังสายหนึ่งกดข่มให้ขุนนางคนนั้นต้องนั่งคุกเข่า แล้วยังใช้บรรยากาศกดดันที่มีเฉพาะในตัวของคนเผ่ามารโอบล้อมรอบตัวขุนนางคนนั้นเอาไว้ ซึ่งโจวหลิวอิงยังกล่าวติดตลกทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากหลี่อวิ้นกุยไม่ชิงลงมือตัดหน้า เมื่อครู่นางคงใช้พลังหักขา และฉีกปากปีศาจเสือตนนั้นไปแล้ว ผ่านไปสักพักเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินราชาปีศาจสั่งให้ขุนนางที่กำลังถูกหลี่อวิ้นกุยเล่นงานอยู