เมิ่งเจียวซินรีบดึงมือข้างซ้ายของตัวเองกลับมา ไม่ว่าตอนนี้ หรือที่ผ่านมาหลี่อวิ้นกุยจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่สำหรับนางหลังจากนี้...มันคงไม่มีความสำคัญอะไรอีกแล้ว
จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็จ้องเข้าไปในดวงตาของผีเสื้อสีดำตัวใหญ่ตรงหน้า จากที่เคยรู้สึกเหมือนแค่จะโกรธ แต่ยามนี้นางรู้สึกโกรธขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว ที่ผ่านมา...ในสายตาของหลี่อวิ้นกุยนางคงเป็นตัวโง่งมมากเลยสินะ!
“องค์ชายสามช่างมีอารมณ์ขันนะเพคะ พระองค์คงมองว่า การหยอกล้อเช่นนี้...มันเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับหม่อมฉันหาได้รู้สึกสนุกไปกับพระองค์ด้วยไม่!” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็หันหลัง แล้วเดินจากมาทันที
“ไม่ใช่นะซินซิน ข้า...” หลี่อวิ้นกุยเมื่อเห็นว่า อีกฝ่ายไม่คิดจะหยุดฟัง เขาจึงรีบบินตามไป
เมื่อบินเข้าไปใกล้ตัวเมิ่งเจียวซินพอสมควรแล้ว หลี่อวิ้นกุยจึงรีบเอ่ยว่า
หลี่อวิ้นกุยบินกลับมาถึงตำหนักด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แล้วเมื่อเข้ามาในห้องพัก เขาก็รีบไล่จิ่นสือออกจากห้องไปทันที จากนั้นจึงร่ายคาถากลับคืนร่างเดิม ก่อนจะเดินไปจัดการดูแลตัวเอง แล้วกลับมานั่งลงบนเตียง... หลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงสายตาสุดท้ายที่เมิ่งเจียวซินใช้มองเขา นึกไปถึงไหล่บอบบางที่กำลังสั่นเทาตอนนางเดินจากไป แล้วยิ่งก่อนที่เขาจะบินกลับมา เขาได้ยินว่า...นางกำลังร้องไห้ ‘นี่ข้าทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย!’หลี่อวิ้นกุยคิดในใจ เป็นเพราะความหุนหันพลันแล่นของเขาเลยทำให้เมิ่งเจียวซินต้องเสียน้ำตา ในระหว่างที่หลี่อวิ้นกุยกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง เขาก็ถูกดึงกลับมาด้วยเสียงเคาะประตู จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานของจิ่นสือ “องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ จิ่นตั้งกลับมาถึงแล้ว จะให้...” &nbs
หลี่อวิ้นกุยถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง จากนั้นเขาก็ก้มลงไปมองมือที่กุมกันอยู่ของตัวเอง ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา...แม้หลี่อวิ้นกุยจะเข้าถึงตัวเมิ่งเจียวซินได้ยากลำบาก แต่เพราะสีหน้า และสายตาที่นางใช้มองมายามเจอหน้า มันได้ทำให้รู้ว่า ตัวเขายังพอมีโอกาส แต่ทว่าวันนี้... หลี่อวิ้นกุยหลับตาของตัวเองลงช้า ๆ จากนั้นเขาก็นึกไปถึงวันที่ได้เจอเมิ่งเจียวซินนั่งรวมอยู่กับคณะเหล่านางคณิกาในตำหนักของราชาปีศาจ... บ่ายวันนั้น หลี่อวิ้นกุยที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงวังราชาปีศาจ เขาก็รีบตรงไปขอเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา แล้วในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านคณะเหล่านางคณิกา เขาก็ได้ยินเสียงสตรีดังขึ้นว่า‘เจ้าลูกกระรอก!’ หลี่อวิ้นกุยจึงรีบหันกลับไปมองทางต้นกำเนิดเสียง ตอนเห็นคราแรก...เขายังคิดว่า ตัวเองคงคิดถึงนางมากจนตาฝาดเป็นแน่!
พอคิดดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดาเสร็จ หลี่อวิ้นกุยก็รีบตรงไปยืนรอบริเวณหน้าท้องพระโรง เพื่อจะรอพูดคุยกับหัวหน้าหน่วยฝั่งซ้ายผู้เป็นพี่ชายของโจวหลิวอิง จากนั้นเขาก็เอ่ยปากชวนอีกฝ่ายไปเยี่ยมเยือนน้องสาวของเจ้าตัวที่เรือนพักรับรอง... ยามได้ก้าวขาเข้าไปภายในเรือน...หลี่อวิ้นกุยก็แอบคิดในใจว่า ในเมื่อตัวเขาสามารถเดินเข้าไปภายในเรือนได้แล้ว เช่นนั้นก็แปลว่า หลังจากนี้เขาก็จะสามารถลอบเข้ามาปรับความเข้าใจกับเมิ่งเจียวซินได้ แต่ทว่าพอเขาก้าวขาออกจากเรือนพักรับรองได้แค่เพียงแค่สองก้าว โจวหลิวเสี่ยนที่เหมือนจะอ่านการกระทำของเขาออก ก็บอกให้หลี่อวิ้นกุยได้รับรู้ว่า โจวหลิวอิงยังไม่ได้เอ่ยปากอนุญาตให้เขาเข้าออกภายในเรือน แล้วการที่เมื่อครู่ตัวเขาสามารถเข้าไปภายในเรือนพักรับรองได้ นั่นก็เป็นเพราะผู้ที่มีสายเลือดเดียวกับโจวหลิวอิงอนุญาตให้ติดตามเข้าไป ดังนั้นหากไม่มีโจวหลิวเสี่ยนพาเข้าไป หลี่อวิ้นกุยก็จะไม่สามารถเข้าไปภายในเรือนพักรับรองได้เอง&n
หลี่อวิ้นกุยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นบิดา ดูเหมือนอีกฝ่ายคงจะรู้เรื่องระหว่างเขากับเมิ่งเจียวซินไม่น้อยแล้วเป็นแน่ คราแรกเขาคิดจะรอปรับความเข้าใจกับเมิ่งเจียวซินให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยพานางมาเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดาในฐานะว่าที่พระชายาเพียงหนึ่งเดียวของเขา แต่ทว่าทุกอย่างมันกลับ... “เจ้าสาม” “พ่ะย่ะค่ะ” หลี่อวิ้นกุยตอบรับ พร้อมกับรีบดึงสติของตัวเองกลับมา “หากเจ้าต้องการจะตอบแทนน้ำใจของนาง หรือต้องการจะรับผิดชอบ ข้าว่า...” “ลูกรักนางพ่ะย่ะค่ะ” “รัก! เจ้ารักสตรีมนุษย์นางนั้นจริง ๆ หรือ?” หลี่อวิ้นกุยรู้สึกไม่ชอบใจคำถาม สายตา และสีหน้าของราชาปีศาจยามนี้เลย แต่เพราะอีกฝ่ายคือ ผู้เป็นบิดาของเขา และเจ้าตัวก็อาจจะไม่เคยรักใครจริง จึงไม่เข้าใจความร
ถึงแม้หลี่อวิ้นกุยจะรู้อยู่แก่ใจว่า หลังจากที่เขาก้าวขาเข้าไปสารภาพผิดกับราชาปีศาจ อีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกหวาดระแวงในตัวเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาระหว่างเขากับผู้เป็นบิดา หากอีกฝ่ายไม่เรียกหา เขาก็ไม่เคยไปขอเข้าเฝ้าเจ้าตัว แล้วตั้งแต่วันที่หลี่อวิ้นกุยก้าวเท้าเข้าไปอยู่ในวังราชาปีศาจ ผู้เป็นบิดาก็ไม่เคยมาหาเขาที่ตำหนักเลยสักครั้ง แต่หลี่อวิ้นกุยก็เชื่อว่า หลังจากผู้เป็นบิดาสืบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังมือสังหารได้แล้ว อีกฝ่ายก็คงจะลดความหวาดระแวงที่มีในตัวเขาลงไปเอง ซึ่งหลี่อวิ้นกุยก็รู้สึกแปลกใจในสิ่งที่ตนเองคิด และตั้งใจจะทำอยู่ไม่น้อยเลย แต่พอได้ย้อนนึกดู...ก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องเล่าในวังที่เขาเคยฟังมาจากเมิ่งเจียวซินก็ได้ จึงทำให้ตอนนี้มุมมองที่เขามีต่อผู้เป็นบิดาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และเขาก็เริ่มเข้าใจการกระทำบางอย่างของอีกฝ่ายด้วย แล้วในขณะนั้นหลี่อวิ้นกุยก็เล็งเห็นถึงโอก
“เรื่องที่ให้ไปสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง?” “เป็นดั่งที่พระองค์คาดการณ์ เด็กนั่นอยู่เบื้องหลังมือสังหารจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ” หลี่อวิ้นเซียนยกมุมปากยิ้มจาง ดวงตาเย็นชาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง “หึ! สตรีนางนั้นช่างเลี้ยงบุตรชายออกมาได้เหมือนกับตัวเองเสียจริง” “แล้ว...พระองค์จะทำเช่นไรต่อหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “ที่จริงก่อนหน้านี้ ข้าคิดจะหายาถอนพิษมาช่วยพวกเจ้าใหญ่ เพื่อเก็บเอาไว้ถ่วงอำนาจรอเจ้าสามแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกนิด แต่...ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ข้าก็คงได้แต่ต้องเก็บเจ้าเด็กนั่นเอาไว้ถ่วงอำนาจแทนเสียก่อน รอข้ามีโอรสเพิ่มอีกสักสองสามคน ค่อยมาว่ากันอีกที แต่ถ้าหากสตรีนางนั้นกับเจ้าเด็กนั่นยังคงก่อเรื่องไม่หยุด ข้าก็คง...” หลี่อวิ้นเซียนปรายตามองสหาย แต่ทว่าเจ้าตัวก็ไม่แม้แต่จะ
เมิ่งเจียวซินนั่งแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ พลางคิดไปถึงเรื่องวุ่นวายเมื่อเช้าที่เกิดจากฝีมือใครบางคน แต่จะว่าไป...นิสัยเอาแต่ใจ ชอบเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ ใช่ว่านางจะไม่เคย... ‘ข้าไม่ควรคิดเรื่องบุรุษผู้นั้นอีก!’ เมิ่งเจียวซินคิดในใจพร้อมกับรีบสะบัดศีรษะ เพื่อขับไล่ความคิดเมื่อครู่ทิ้งไป แล้วในขณะนั้นนางก็ได้ยินเสียงคล้ายบานหน้าต่างกระแทกกับฝาผนังห้อง “คงเป็นหน้าต่างบานนั้นสินะ” เมิ่งเจียวซินบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ แล้วรีบลุกขึ้นหยิบชุดคลุมตัวในมาสวมใส่ ตั้งแต่เมิ่งเจียวซินเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ นางก็เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น ซึ่งทุกวันก่อนจะเข้ามาจัดการดูแลตัวเองหลังฉากกั้น นางก็จะไล่เดินไปลงกลอนประตู และหน้าต่างในห้องพักของนางทุกบาน แต่ทว่าวันนี้กลับมีก้อนกรวดขนาดเล็กอัดอยู่ในช่องลงกลอนของหน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งนางก็พยายามทั้งเขี่ยทั้งงัด จนเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบ
เมิ่งเจียวซินจ้องมองผ้าพันแผลที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดบริเวณหัวไหล่กับหน้าท้อง จากนั้นนางก็เอ่ยถามว่า “ช่วงขามีบาดแผลหรือไม่เพคะ?” “มี...” “พระองค์จะถอดหรือจะพับ?” เมิ่งเจียวซินพูดพร้อมกับจ้องมองไปที่กางเกงของอีกฝ่าย “ช่วงขามีบาดแผลไม่มาก ข้าขอพับแล้วกันนะ” เมิ่งเจียวซินพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ แล้วพออีกฝ่ายพับขากางเกงทั้งสองข้างเสร็จ นางก็เห็นผ้าพันแผลที่พันอยู่รอบบริเวณต้นขาข้างขวาอีกหนึ่งที่ จากนั้นเมิ่งเจียวซินจึงขยับลงไปนั่งยังพื้นที่ว่างข้างเตียง ก่อนจะไล่แกะผ้าพันแผลออกจากร่างกายของบุรุษตรงหน้าจนหมด แล้วนางก็ไปหยิบผ้าสะอาด ผ้าพันแผลผืนใหม่ สมุนไพรห้ามเลือด สมุนไพรใส่แผลสดม
เมิ่งเจียวซินเผลอมองท่าทียั่วยวนของหลี่อวิ้นกุยไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา แล้วกล่าวว่า “ไม่!” “เจ้าไม่ลองคิดก่อนตอบสักหน่อยหรือ...ซินซิน?” “กุยกุย เจ้านี่ช่าง!” เมิ่งเจียวซินพยายามปรับลมหายใจ และปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ แต่ทว่าในขณะนั้น... “หึ ๆ” “เจ้าหัวเราะ! กุยกุย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ข้าได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็เห็นบุรุษตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ แล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหลบสายตา จากนั้นนางก็ได้เห็นริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้า และใบหูของหลี่อวิ้นกุย ก่อนที่อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งเจียวซินก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไปถึงบทบรรยายในนิยายของอาหวง... ซึ่งเป็นช่วงที่หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้รู้ตัวแล้วว่า ไม่อาจถอนยาพิษค่ำคืนเหมันต์ออกจากร่างกายได้ แต่เขาก็โชคดีที่ในระหว่างการเดินทางกลับมายังวังราชาปีศาจ เขาได้พบกับหมอท่านหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายสามารถปรุงยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษให้กับเขาได้ หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้จึงเชิญหมอท่านนั้นเข้ามาพักที่ตำหนัก ในระหว่างที่เจ้าตัวลงมือปรุงยาให้กับเขา แต่ทว่าหมอท่านนั้นกลับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายถึงในตำหนัก แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นใจจากไป ก็ได้มอบสูตรปรุงยาลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษค่ำคืนเหมันต์ให้กับหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ โดยแลกกับการที่อีกฝ่ายจะต้องรับบุตรเพียงคนเดียวของเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยในยามนั้นหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็ได้ตกปา
เมิ่งเจียวซินพอเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่อวิ้นกุย นางก็เลือกไปนั่งที่เก้าอี้ของชุดโต๊ะกลมกลางห้อง จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ตามมาคุกเข่าทั้งสองข้างลงอยู่ตรงหน้านาง แล้วยังไม่ทันที่เมิ่งเจียวซินจะได้เอ่ยห้าม อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาโอบกอดช่วงเอวของนาง แล้วกล่าวว่า “ซินซิน ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษที่ล่วงเกินเจ้าทั้งทางร่างกาย และทางวาจา ข้าขอโทษที่ตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าก่อน แล้วข้าก็ขอโทษที่ยัดเยียดตัวเองให้กับเจ้าเช่นนั้น แต่ข้าต้องทำ เพราะข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้ารับรู้ไปเมื่อครู่...ทางวังได้ฤกษ์วันทำพิธีอาบแสงจันทร์ของข้ามาแล้ว ซึ่งมันก็เท่ากับว่า ได้ฤกษ์วันมงคลสมรสของข้ามาด้วย ชีวิตนี้ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะมีเพียงหนึ่งภรรยา ซึ่งภรรยาของข้าก็ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วก็ด้วยเพราะคำพู
เมิ่งเจียวซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำตอบของหลี่อวิ้นกุย แต่ทว่าคำตอบต่อมาของอีกฝ่าย ทำให้นางแทบอยากจะหายไปจากตรงนี้! “ส่วนเรื่องพิธีอาบแสงจันทร์ ที่ลูกยินยอมเข้าทำพิธี ก็เพียงเพราะต้องการทำให้เสด็จพ่อ และคนอื่น ๆ สบายใจเท่านั้น ลูกหาได้สนใจเรื่องเพิ่มพลังหยางจากพิธีนั้นไม่ อีกอย่างพลังที่ลูกมีอยู่ในกายยามนี้ มันก็เพียงพอที่จะใช้ปกป้องคุ้มครองคนที่ลูกรักได้แล้ว นี่ยังไม่รวมวรยุทธ และความสามารถด้านอื่น ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งลูกขอบอกกับเสด็จพ่อตามตรง หลังจากผ่านเหตุการณ์โดนวางยาพิษครั้งล่าสุด มันสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ควรทุ่มเวลาไปกับการเพิ่มฐานพลังในร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะยามที่เรียกใช้พลังไม่ได้ ลูกก็ไม่ต่างไปจากบุรุษมนุษย์ธรรมดา หลังจากนี้ลูกจึงคิดจะแบ่งเวลาให้กับการฝึกวรยุทธ และการฝึกความสามารถด้านอื่น ๆ เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ แล้วที่จริงเมื่อครู่...หากคุณหน
หลังจากได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า หลี่อวิ้นกุยก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะขยับเข้าไปถามนางใกล้ ๆ “ซินซิน เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เมิ่งเจียวซินมองไปที่หลี่อวิ้นกุย ก่อนจะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่า ข้ายินดีแต่งงานกับเจ้า” คงด้วยเพราะคำถามเมื่อครู่ของหลี่อวิ้นกุย จึงทำให้เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงช่วงเวลาที่นางเผชิญหน้ากับโรคระบาดในโลกใบเดิม... โดยช่วงแรกที่โรคระบาดแพร่เข้ามาในประเทศ ยามนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องแยกจากคนรัก แยกจากคนในครอบครัว แล้วต้องไปกักตัวตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนการแยกออกมากักตัวในครั้งนั้น มันคือ...การลาจากตลอดกาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วยบางคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้า หรือบอกลาคนที่ตัวเองรักเลยด้วยซ้ำ พอเมิ่งเจียวซินมองย้อนกลับมาที่เรื่องของนางกั
หลี่อวิ้นกุยจ้องมองตะกร้าใบใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเมิ่งเจียวซิน เมื่อคืนที่ไฟในห้องพักของนางไม่ดับ เป็นเพราะนางทำของที่อยู่ในตะกร้าให้เขาเช่นนั้นหรือ? ความรู้สึกหงุดหงิดใจที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองห้องพักของนาง และความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสตรีตรงหน้าทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขาเมื่อคืน ก็ดูเหมือนจะทุเลาลง แต่พอหลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงองครักษ์ของโจวหลิวอิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จนทำให้เขาไม่อาจลอบเข้าไปพูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่า...ในยามนี้จำนวนองครักษ์จะลดลงไปบ้างแล้ว เพราะส่วนหนึ่งต้องตามโจวหลิวอิงไปเข้าเฝ้าราชาปีศาจ ซึ่งที่จริงหลี่อวิ้นกุยได้วางแผนเอาไว้ว่า พอโจวหลิวอิงออกไปเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา ตัวเขาก็จะลอบเข้าไปหาเมิ่งเจียวซินในห้องพัก จากนั้นเขาก็จะ... แต่ในเมื่อคนที่หลี่อวิ้นกุยจะลอบเข้าไปหา ได้ออกมายืนอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว
เมิ่งเจียวซินกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อทั้งสองข้างจนแน่น ในขณะที่ยืนมองหลี่อวิ้นกุยเดินห่างออกไปจากนางเรื่อย ๆ แม้ว่าภายในใจอยากจะกล่าวบางคำ และอยากจะเอ่ยรั้ง แต่ทว่า...การปล่อยให้ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ปล่อยมือกันเสียตั้งแต่ในตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนางกับหลี่อวิ้นกุย แล้วพอเมิ่งเจียวซินดึงสายตาของตัวเองกลับมา นางก็เห็นว่า ยามนี้โจวหลิวอิงกับปิงหลงกำลังจ้องมองมาที่นาง เมิ่งเจียวซินจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา จากนั้นนางก็เดินออกจากศาลา เพื่อไปกล่าวคำอวยพรคนทั้งคู่ รวมไปถึงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักชั่วคราวด้วย เนื่องจากยามนี้ได้ล่วงเลยเข้าสู่วันแรกของปีใหม่แล้ว ‘วันแรกของปี!’ เมิ่งเจียวซินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่
หลี่อวิ้นกุยกัดฟันกรอด แล้วรีบขยับตัวเข้าไปบังร่างกายของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ คราแรกเขาคิดว่า ไม่เป็นไรหากเจ้านั่นทำเพียงได้แค่มอง...แต่พอหันกลับไปเห็นสายตา และท่าทีของหลี่อวิ้นหยางเมื่อครู่! ยานนี้หลี่อวิ้นกุยจวนเจียนจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว พอหันกลับมา...เขาก็ได้เห็นสายตาที่คล้ายกับกำลังรู้สึกสงสัยของเมิ่งเจียวซิน หลี่อวิ้นกุยจึงได้แต่ข่มใจของตัวเอง ก่อนจะฝืนยกยิ้มให้กับนาง จากนั้นเขาก็หันไปถามโจวหลิวอิงว่า “ท่านอาหญิงโจว พวกท่านจะกลับเรือนแล้วหรือ?” “ใช่เพคะ แล้วนี่องค์ชายสามก็กำลังจะกลับตำหนักหรือเพคะ?” “ข้า...พวกท่านไม่อยู่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันก่อนหรือ?” “กลับไปนั่งดูที่เรือนพักชั่วคราวก็เห็นเช่นกันเพคะ” ตอนนี้โจวหลิวอิงอยากจะพาเมิ่งเจียวซิน ตัวนางเอง และปิงหลงกลับเรือนพักชั่วครา
เมิ่งเจียวซินมองหลี่อวิ้นกุยที่กำลังแสดงท่าทีไม่พอใจขุนนางคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายได้เอ่ยพาดพิงมาถึงนาง แล้วในขณะนั้นโจวหลิวอิงก็ขยับเข้ามากระซิบบอกกับนางว่า ให้สังเกตสีหน้าขุนนางคนนั้น พอเมิ่งเจียวซินสังเกต...ก็เห็นว่า ยามนี้ใบหน้าของขุนนางคนนั้นซีดเผือด มีเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินโจวหลิวอิงอธิบายต่อว่า ตอนนี้หลี่อวิ้นกุยกำลังใช้พลังสายหนึ่งกดข่มให้ขุนนางคนนั้นต้องนั่งคุกเข่า แล้วยังใช้บรรยากาศกดดันที่มีเฉพาะในตัวของคนเผ่ามารโอบล้อมรอบตัวขุนนางคนนั้นเอาไว้ ซึ่งโจวหลิวอิงยังกล่าวติดตลกทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากหลี่อวิ้นกุยไม่ชิงลงมือตัดหน้า เมื่อครู่นางคงใช้พลังหักขา และฉีกปากปีศาจเสือตนนั้นไปแล้ว ผ่านไปสักพักเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินราชาปีศาจสั่งให้ขุนนางที่กำลังถูกหลี่อวิ้นกุยเล่นงานอยู