คนตระกูลซ่งไปจากตระกูลหลิ่วแล้วก็รู้สึกเพียงว่าโล่งอกเบาสบาย สำหรับพวกเขาพี่น้องแล้ว เพียงอยากอยู่ให้ห่างจากญาติมหาภัยเหล่านี้เสียให้ไกลถ้าเลือกได้ พวกเขาไม่อยากมีญาติแบบนี้เลยสักนิด แต่ที่ผ่านมากังวลว่าท่านแม่จะคิดอย่างไรก็เท่านั้นวันนี้เห็นว่าพอเห็นว่าท่านแม่ตัดสินใจขีดเส้นแบ่งกับตระกูลหลิ่วอย่างเด็ดขาดแล้ว ในใจพวกเขาก็ดีใจจนพูดไม่ออก!“ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ คราวก่อนท่านน้าทำเรื่องน่าละอายแบบนั้นลงไป แต่ก็ยังหน้าหนามาเรียกร้องสิ่งของอีก หนังหน้าสู้กำแพงเมืองได้เลย!”ซ่งจืออวี้จุปากทอดถอนใจ คนไร้ยางอายที่เขาเคยเห็นมานับว่าไม่น้อยเลย คนพวกนั้นล้วนแต่เป็นพวกต่อกรด้วยยากที่ไม่สนใจอันใดทั้งนั้น แต่ละคนมีแต่พวกไม่สนใจเหตุผล ระดับความไร้ยางอายของท่านน้ากลับไม่ด้อยไปกว่าเลย“ท่านน้าไม่มียางอายเลยสักนิด หลายปีนี้อาศัยความลำเอียงของท่านยาย สร้างเรื่องทั้งในทางลับทางแจ้งเรียกร้องสิ่งของไปมากมายเท่าไร?”“ถ้าท่านแม่ไม่ยอมรับปาก ท่านน้าก็จะร้องไห้โวยวายข่มขู่ ท่านยายยิ่งด่าท่านแม่ว่าอกตัญญู พร่ำพูดว่าไม่ยอมรับลูกสาวคนนี้ ดังนั้นท่านแม่จึงถูกควบคุมมาโดยตลอด”ซ่งจิ่งเซินขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกอย
“พวกเขาไม่ได้ลำเอียง แต่เห็นท่านแม่เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ตามใจชอบต่างหาก ข้าจึงลองทำนายดู”“แล้วก็พบว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ จริงๆ เจ้าค่ะ” ซ่งรั่วเจินกล่าวด้วยแววตาจริงจังหลิ่วหรูเยียนจมลงสู่ความเงียบงัน นางตระหนักในความสามารถของบุตรสาวตนเองดี รั่วเจินทำนายแม่นยำมากมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน ความสงสัยหลายปีก่อนกลายเป็นความจริง นางรู้สึกสับสนยิ่งนัก“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรนะ?” ซ่งจิ่งเซินถามอย่างเป็นห่วงซ่งจืออวี้ก็เป็นห่วงเช่นกัน “ท่านแม่ ท่านอย่าเศร้าใจไปเลยขอรับ”“พวกเจ้าไม่ต้องกังวล หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ กลับเป็นเรื่องดีเสียอีก”“ความจริงหลายปีมานี้ ข้าไม่เข้าใจมาตลอดว่าเหตุใดทั้งที่ข้าทำเรื่องต่างๆ ได้ดีกว่าเฟยเยี่ยนแท้ๆ แต่ท่านพ่อท่านแม่กลับไม่ชอบข้า”“เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เรื่องนี้แทบกลายเป็นปมในใจข้า มักคิดอยู่ตลอดว่าเดิมทีท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ชอบข้า ข้ายิ่งควรเชื่อฟังรู้ความสักหน่อย บางทีพวกเขาอาจชอบข้าบ้าง”หลิ่วหรูเยียนหัวเราะเบาๆ แฝงความเยาะหยันตนเองอยู่หลายส่วน จากนั้นแววตาก็เปลี่ยนเป็นสว่างไสว ใสกระจ่างกว่าเดิม“จะว่าไปแล้วก็น่าขัน ปัญหาที่ข้าควรขบคิดเข้าใจม
แววตาหลิ่วหรูเยียนพลันคมปลาบขึ้นมา มีท่าทางเหมือนอยากกลับไปสู้ตายกับหลิ่วเฟยเยี่ยน “เฟยเยี่ยนร่วมมือกับคนนอกมาทำร้ายเจ้า? คงไม่ใช่ว่าครั้งนี้ก็เป็นพวกนางที่ร่วมมือกันใส่ร้ายเจ้าหรอกนะ?”“ต่อให้พวกนางร่วมมือกันก็ไร้ประโยชน์ ท่านน้าเป็นพวกทำการไม่สำเร็จแต่ทำพังกลับถนัดนักมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าพวกนางร่วมมือกันจริงๆ ตอนนี้ฉินซวงซวงลงเอยเช่นนี้ เกรงว่าพวกนางคงทะเลาะกันแล้วกระมัง”ซ่งรั่วเจินผายมือ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าข่าวการเนรเทศคงเหมือนกับฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ สำหรับตระกูลฉิน สำหรับตระกูลหลิ่วที่ไม่มีอะไรสักอย่างยิ่งเป็นหายนะร้ายแรงฮูหยินผู้เฒ่าหลินโลภมากทั้งยังชอบประจบผู้มีอำนาจ ไม่ยอมเสียเปรียบมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังชอบคิดเล็กคิดน้อยช่วงเวลาที่ผ่านมาหลินจือเยว่ตกต่ำจากยศโหวมาเป็นสามัญชน ยามนี้ยังตกต่ำไปเป็นนักโทษ เกรงว่าความขัดแย้งระหว่างฮูหยินผู้เฒ่าหลินกับตระกูลฉินคงไม่ยุติลงง่ายๆได้ยินอย่างนั้น ทุกคนก็คิดเชื่อมโยงถึงเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว รู้สึกเพียงว่าไม่สามารถได้เห็นละครฉากนี้ด้วยตาตนเองช่างน่าเสียดายยิ่งนัก“ฉินซวงซวงถูกตัดสินให้เนรเทศ ตระกูลเซียวจะต้องร้องขอพระเมตตาแทนนางแน่นอน ก่อ
“นังโง่!”ฉินเจิงสะบัดฝ่ามือตบฉาด ดวงตาเต็มไปด้วยไฟโทสะ“เจ้าไม่ได้ยินข่าวลือหนาหูในเมืองหลวงงั้นเรอะ? ฉู่อ๋องกับนางมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา เจ้าเป็นศัตรูกับนางก็เท่ากับเป็นศัตรูของฉู่อ๋อง!”“เจ้ารังเกียจว่าปัญหาของครอบครัวพวกเราในตอนนี้ยังไม่มากพอ จะทำให้ข้าถูกเนรเทศไปด้วยให้ได้อย่างนั้นรึ!”กู้อวิ๋นเวยถูกตบหนึ่งฉาด ในใจเต็มไปด้วยความโกรธเคือง เงยหน้าสบกับสายตาโกรธเกรี้ยวของฉินเจิงแล้วก็กล้ำกลืนคำที่อยากพูดลงไป ในใจกลับอดแค้นเคืองมิได้ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หากพวกตนลงมือเร็วกว่านี้ก็สามารถเอาชีวิตซ่งรั่วเจินได้แล้วแท้ๆ ภายหลังคงไม่เกิดเรื่องราวมากมายเช่นนี้ กล่าวถึงที่สุดก็เป็นเพราะฉินเจิงไร้ประโยชน์!หลังจากฉินเจิงจากไป กู้อวิ๋นเวยก็ข่มโทสะเต็มท้อง สมองครุ่นคิดว่าอีกประเดี๋ยวต้องไปตระกูลกู้สักรอบซวงซวงเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ถึงนางจะตัดสัมพันธ์กับตระกูลกู้แล้ว แต่เรื่องแบบนี้พวกเขาไม่อาจเพิกเฉยไม่สนใจตอนนั้นบิดานางสร้างความชอบทางทหารจึงได้รับป้ายทองละเว้นโทษตายมาป้ายหนึ่ง ขอเพียงยอมนำออกมา ยังจะต้องกลัวว่าซวงซวงจะถูกเนรเทศอีกงั้นหรือ?ทว่าเวลานั้นเอง ฮูหยินผู้เฒ่าหลินที่ทราบข่า
กู้อวิ๋นเวยฟังวาจาเสียดแทงใจดำประโยคแล้วประโยคเล่าเหล่านั้นก็แทบจะโมโหจนขาดใจตายเลยทีเดียว!นางไม่ยินดีถูกคนเอ่ยถึงเรื่องที่นางกับฉินเจิงคบหากันในตอนแรกมาตลอด ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ นางก็คงไม่ตัดขาดสัมพันธ์กับที่บ้านใครใครล้วนพูดกันว่าฉินเจิงกับนางรักใคร่กันแล้วทำให้อดีตฮูหยินโมโหจนตาย แต่นั่นเดิมก็เป็นเพราะสตรีผู้นั้นไร้ประโยชน์ นางกับฉินเจิงจิตใจตรงกัน ไม่อย่างนั้นคุณหนูใหญ่อย่างนางก็คงไม่ยืนกรานแต่งงานกับเขา!เดิมก็เป็นเพราะอดีตฮูหยินจิตใจคับแคบ ทั้งยังไม่รู้จักหลีกทางให้ รู้ดีว่าเทียบนางไม่ได้ก็ควรเป็นฝ่ายลดตัวเป็นอนุภรรยาแล้วเชิญนางเข้าจวนมาถึงจะถูก! ตายไปก็สมควรแล้ว เกี่ยวอันใดกับนาง?“หลินรั่วหลาน นางเฒ่าเจ้าเล่ห์ ตัวเองเป็นตัวหายนะ ตัวเองไร้ประโยชน์ไม่มีปัญญาคลอดลูก มีแค่หลินจือเยว่พวกไร้อนาคตคนเดียว!”“ข้าว่าเจ้าคงบำรุงครรภ์ดีเกินไปจนให้ผลตรงข้ามกระมัง ไม่อย่างนั้นจะโง่งมจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร ยังมีหน้ามาโทษข้าอีก!”กู้อวิ๋นเวยก็ไม่เกรงใจเช่นกัน “พวกไม่เอาไหน ตัวเองเป็นพวกใจคอโลเลเอง ทำไมรึ? ตอนนี้เห็นตระกูลซ่งได้ดี เขาก็ไม่พอใจเสียแล้ว?”“ยังมีเจ้า ถ้าไม่ใช่
เมื่อก่อนถ้าเยว่หลินโกรธ เขาก็จะใช้ไม้นี้ ผู้ใดจะคาดว่าเขายังไม่ทันรอจนเยว่หลินปรากฏตัว แต่กลับได้รับน้ำล้างเท้าอ่างหนึ่งเทลงมาจากชั้นบนแทนอารามโมโห เขาจึงได้แต่กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนชุด ไม่รู้ว่านั่นเป็นน้ำล้างเท้าคนจำนวนมากเท่าไรจึงส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนคลื่นไส้แบบนั้นในเมื่อเรื่องความสัมพันธ์กับภรรยาเป็นไปได้มากว่าคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว อย่างน้องก็ต้องเก็บลูกเขาไว้ให้ได้เขาเห็นว่าฉินเจิงไม่อยู่จึงถอยกลับไปอย่างเงียบๆรอจนหลินรั่วหลานถูกแม่นมสาวใช้ช่วยกันดึงออกไปข้างๆ ได้แล้ว กู้อวิ๋นเวยก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด“ตีนางให้หนักๆ! ตีให้ตายไปเลย!”แววตาหลินรั่วหลานทอประกายเคียดแค้น “เจ้าแน่จริงก็ตีข้าให้ตาย ลือออกไปทุกคนจะได้รู้ว่าตระกูลฉินของพวกเจ้าเป็นฆาตกร!”“ตี! เหลือแค่ลมหายใจสุดท้ายไว้ก็พอ!” กู้อวิ๋นเวยสั่งอย่างโกรธเกรี้ยวฉินจื้อหย่วนไปหาฉินเจิง “ท่านพ่อ เมื่อครู่ตอนข้ามาได้ยินว่าฮูหยินใหญ่กับฮูหยินผู้เฒ่าหลินตีกันแล้ว จะไปดูหน่อยไหมขอรับ?”ฉินเจิงเดิมก็อารมณ์ขุ่นมัว เห็นฉินจื้อหย่วนก็ไม่มีสีหน้าดีๆ ให้ เจ้าโง่คนนี้ ไม่ดูเสียบ้างว่าเหอเซียงหนิงเป็นผู้หญิงแบบไหน ถึงกับไ
ขันทีเหลือบมองระหว่างฉินเจิงและบุตรชายแล้ว สายตาก็หยุดอยู่ที่กู้อวิ๋นเวยผู้ซึ่งเสื้อผ้ายับยู่ผมเผ้ายุ่งเหยิง แววตาเขาพลันฉายแววแกมแฝงเย้ยหยัน“อาภรณ์ของฉินฮูหยินแปลกใหม่ดีแท้”ฉินเจิงกลับจ้องมองกู้อวิ๋นเวยด้วยสายตาวาวโรจน์ รู้สึกอับอายขายขี้หน้าผู้คนอย่างถึงที่สุด!ฉินซวงซวงทำอับอายมากพอแล้ว คนเป็นมารดาอย่างกู้อวิ๋นเวยก็ยังทำขายขี้หน้าไปด้วย เกียรติศักดิ์ศรีของฉินเจิงผู้นี้จึงคล้ายจะถูกสองแม่ลูกคู่นี้ทำลายเสียจนสิ้นแล้ว!กู้อวิ๋นเวยมีสีหน้าลำบากใจ นางทำได้เพียงดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้นฝืนทนความเจ็บปวดทางกาย ไม่เพียงแต่ศีรษะและใบหน้า กระทั่งตามเนื้อตัวก็ล้วนเต็มด้วยร่องรอยแผลฟกช้ำ!“ด้วยโองการแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชา ฉินเจิงปกครองเรือนมิรัดกุม ครานี้ถึงกับกุเรื่องใส่ความผู้อื่น สอนสั่งนับครั้งมิปรับปรุงแก้ไข ให้โทษลดตำแหน่งเป็นรองเสนาธิการเจาอู่!”สิ้นคำกล่าวของขันที สีหน้าฉินเจิงก็ซีดขาวไร้เลือด เขาทรุดนั่งเหม่อลอยกับพื้นราวกับสูญสิ้นหมดทั้งเรี่ยวแรงหลายปีมานี้เขาดำรงตำแหน่งแม่ทัพหมิงเวยขั้นสี่ เพราะไม่มีผลงานโดดเด่นใดในสนามรบ จึงไม่เคยมีโอกาสใดในการเลื่อนขั้นแต่บัดนี้เ
ขันทีประกาศราชโองการจู่ๆ เห็นหญิงกายเต็มด้วยเลือดผู้หนึ่งพุ่งพรวดเข้ามา มือดึงจับเอาขากางเกงของเขาไว้แน่นก็สะดุ้งตกใจ“เจ้าเป็นใครกัน?”“ข้าเป็นมารดาของหลินจือเยว่ กงกง ตระกูลฉินหาใครดีมิได้เลย พวกเขาฆ่าลูกข้าแล้วยังมิพอ ยังคิดจะฆ่าปิดปากข้าอีก!”“หากท่านมิช่วยข้า วันนี้คงถึงคราวตายของข้าแล้วเป็นแน่!”ขันทีประกาศราชโองการย่อมรู้จักหลินจือเยว่ดี ก่อนนี้ครั้งที่หลินจือเยว่ยังเป็นหลินโหวเขายังเคยแสดงความยินดีด้วยอยู่เลย ฮูหยินผู้เฒ่าหลินที่ได้เห็นก็ยังมีสง่าราศีล้นเหลือ ทว่าบัดนี้กลับดูแก่ชราลงเป็นสิบปี อีกทั้งบาดแผลศีรษะแตกก็ยังคงมีเลือดไหลอยู่ไม่หยุด!“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” “บุตรชายข้าคอยแต่จะห้ามมิให้ฉินซวงซวงทำเรื่องชั่วช้าสามาญ แต่นางหญิงชั่วผู้นั้นราวกับคนบ้าก็มิปาน ทำแต่เรื่องเลวทรามมิมีหยุดหย่อน ทั้งยังลอบคบชู้สู่ชาย!”“เมื่อบุตรชายข้าเอ่ยปากขอหย่า พวกตระกูลฉินก็บีบบังคับเรา พวกเราเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาไร้อำนาจ ไหนเลยจะต้านทานพวกเขาได้?”“ตอนนี้จือเยว่ติดร่างแหถูกเนรเทศยังมิพอ พวกเขายังบีบข้าให้สั่งจือเยว่รับผิดแทนทั้งหมด พอข้าขัดขืนพวกเขาก็คิดจะตีข้าเสียให้ตาย!”ฮูหยิ
“ข้าว่าเรื่องนี้ก็เลิกแล้วต่อกันเพียงเท่านี้จะดีกว่า ถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปเชิญเช่ออ๋องมาแล้วละ”หลังนางกลับบ้านเดิม เช่ออ๋องก็มารับนางเป็นการเฉพาะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นอย่างหาได้ยากถ้าเช่ออ๋องรู้ว่าตนเองมาหาเรื่องถึงตระกูลซ่งจะต้องพิโรธมากเป็นแน่!“นั่นจะได้อย่างไรกัน?” ฉู่จวินถิงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “พี่สะใภ้ถึงขั้นตั้งใจมาคาดคั้นถึงตระกูลซ่ง เห็นได้ชัดว่าเข้าใจผิดมากเพียงใด ถ้าข้าไม่มาเห็นเข้าพอดี เกรงว่าป่านนี้ซ่งรั่วเจินคงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้ว”“นอกจากนี้ อีกสองวันข้าก็จะลงใต้แล้ว ถ้าไม่อธิบายเรื่องเข้าใจผิดกันให้ชัดเจน พอข้ากลับมาก็ไม่ได้เห็นซ่งรั่วเจินแล้วน่ะสิ?”ซ่งรั่วเจินพยักหน้าติดต่อกัน กล่าวด้วยสีหน้าเจ็บช้ำใจว่า “ท่านอ๋องพูดถูกเพคะ หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่งนัก!”ซ่งจืออวี้เห็นน้องสาวของตนเองแสดงละครร่วมกับฉู่อ๋อง ใบหน้าพระชายาเช่ออ๋องเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงแล้วเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาว จนเขาอดตะลึงไม่ได้ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้ช่างรวดเร็วมากจริงๆ!หลังจากอวิ๋นหยางไปเชิญเช่ออ๋อง พระชายาเช่ออ๋องก็กระวนกระวายอย่างเห็
น้ำเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้คนทั้งสองภายในห้องต่างนิ่งอึ้งไป ซ่งรั่วเจินเห็นฉู่จวินถิงที่เดินเข้ามาในห้องอย่างแช่มช้า ดวงตางามก็ฉายแววตกใจเขามาถึงตั้งแต่เมื่อไร?คงไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของตนเองหรอกนะ?ซ่งจืออวี้อ่านสายตาน้องสาวตนเองออกจึงเหยียดริมฝีปากอย่างอ่อนใจ หัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ของซ่งรั่วเจินจึงหยุดเต้นไปในที่สุดได้ยินแล้วจริงๆ ด้วย!ชั่วขณะที่พระชายาเช่ออ๋องเห็นว่าฉู่อ๋องมาแล้ว ใบหน้าก็พลันถอดสี คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญถึงเพียงนี้!ความลนลานวาบผ่านดวงตานาง แต่ก็กลับไปเป็นปกติอย่างรวดเร็ว นางเอ่ยว่า “ที่แท้ก็ฉู่อ๋องมานี่เอง”“ข้าเพิ่งมาถึงก็ได้ยินว่าพี่สะใภ้กำลังข่มขู่คนอยู่ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นหรือถึงได้มาขู่เอาชีวิตคนในจวนสกุลซ่งเช่นนี้?”ใบหน้าหล่อเหลาของฉู่จวินถิงมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ใดๆ เลยสักนิด น้ำเสียงผ่อนคลายเรียบเรื่อยราวกับเป็นการถามไถ่ธรรมดาทั่วไป ทว่าความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างรวมถึงสายตาเย็นเฉียบทำให้คนเข้าใจว่า เขามีโทสะแล้ว“ซ่งรั่วเจินไม่เคารพข้า...”พระชายาเช่ออ๋องยังพูดไม่จบ ฉู่จวินถิงก็กล่าวขึ้นว่า “อ้อ? พี่สะใภ้มาถึงตระก
“ซ่งรั่วเจิน เจ้าอย่าทำตัวไม่รู้ดีชั่วเช่นนี้ วันนี้ข้าให้โอกาสเจ้ารักษาก็คือให้เกียรติเจ้า!”“ถ้าฉู่อ๋องรู้ว่าเจ้าไปยั่วยวนเช่ออ๋องลับหลังเขา เจ้าคิดว่าฉู่อ๋องยังจะชอบเจ้าอยู่งั้นรึ?”ซ่งรั่วเจินได้ยินอย่างนั้นก็แทบจะหัวเราะออกมา นางยั่วยวนเช่ออ๋อง?“พระชายาเช่ออ๋อง ท่านคิดว่าหม่อมฉันสมองไม่ดีหรือสายตามีปัญหาหรือเพคะ?”“ฉู่อ๋องยังไม่แต่งงาน กล้าหาญชาญศึกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงามของเมืองหลวง ไยหม่อมฉันจะต้องปล่อยมือจากฉู่อ๋องไปยั่วยวนเช่ออ๋องด้วยเพคะ?”เมื่อซ่งจืออวี้มาหาน้องหญิงห้าเป็นเพื่อนฉู่อ๋อง ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ก็ได้ยินคำพูดเช่นนี้ดังออกมาจากข้างใน เขาเบิกตากว้างอย่างอดไม่อยู่เหตุใดสตรีวิปลาสผู้นี้จึงมาใส่ร้ายน้องหญิงห้าส่งเดชเช่นนี้!“เช่ออ๋องไม่ดีตรงไหน? ฉู่อ๋องเย็นชาเสียขนาดนั้น เหมือนก้อนหินไม่มีผิด ถ้าไม่ระวังก็อาจเสียชีวิตเอาได้ ไหนเลยจะอ่อนโยนเหมือนเช่ออ๋อง?”พระชายาเช่ออ๋องแย้งกลับมาอีกประโยค “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ามันไม่รู้จักพอ!”“ฉู่อ๋องหน้าตาหล่อเหลาปานนั้น ถึงเขาจะตีหน้าเย็นชาทั้งวันแต่ก็เป็นชายรูปงามที่หาได้ยากนักในโลกนี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่
ซ่งรั่วเจินเพิ่งมาถึงโถงหน้าก็เห็นพระชายาเช่ออ๋องที่แต่งกายอย่างหรูหราอาภรณ์สีชมพูตัดเย็บจากผ้าแพรชั้นดี คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว รูปโฉมนางเหมือนสาวน้อยที่งดงามน่ารัก ผิวพรรณขาวบริสุทธิ์ ดวงตาชั้นเดียวเชิดขึ้นเล็กน้อยทอประกายคมกริบแม่นมสี่คนกับสาวใช้สี่คนยืนอยู่ข้างกาย กล่าวได้ว่าวางมาดใหญ่โตยิ่งนัก“คารวะพระชายาเช่ออ๋องเพคะ”ซ่งรั่วเจินแสดงคารวะ นางรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามจับจ้องตนเองตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว แต่การจ้องมองเช่นนี้...แสดงท่าทีของผู้เหนือกว่าอย่างชัดเจน ในใจก็เข้าใจขึ้นมาหลายส่วนเห็นที...จะไม่ได้มาดีสินะ!“เจ้าก็คือซ่งรั่วเจิน?”พระชายาเช่ออ๋องมองประเมินซ่งรั่วเจิน ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าแม่นางผู้นี้เป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถอาศัยสถานะหญิงที่เคยถอนหมั้นไปเข้าตาฉู่อ๋องได้แล้วสายตาฉู่อ๋องสูงส่งมาแต่ไหนแต่ไร หลายปีมานี้ไม่เคยต้องตาแม่นางคนใดมาก่อน แต่กลับถูกนางล่อลวงจนลุ่มหลงหัวปักหัวปำ ชั่วขณะนี้เมื่อได้เห็นแล้วก็จำต้องยอมรับว่างดงามจริงดังกล่าว“เพคะ” ซ่งรั่วเจินตอบรับ “ไม่ทราบว่าพระชายาเช่ออ๋องมาหาหม่อมฉันด้วยธุระอันใดหรือเพคะ?”“ข้าไ
พี่ใหญ่ถูกลอบโจมตีจนเกือบไม่รอดชีวิตกลับมา หลังกลับมาแล้วขาทั้งสองข้างยังพิการ ท่านพ่อก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยถ้ามีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้...“ส่วนจิ่งเซิน เขาได้ทำการค้าบ่อยๆ เชี่ยวชาญการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน พวกเจ้าเดินไปทางไปด้วยกันสามารถปลอมเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ไปค้าขาย ผู้คนจะได้ไม่สงสัยโดยง่าย” ซ่งเยี่ยนโจวกล่าวซ่งจิ่งเซินพยักหน้ารัวๆ “ใช่แล้ว มีข้าอยู่ด้วย สามารถตัดความยุ่งยากไปได้มากที่สุดแล้ว!”ทุกคนล้วนเข้าใจเรื่องนี้ดี ยามออกไปข้างนอก การมีไหวพริบในการจัดการเรื่องราวเฉพาะหน้าสามารถลดปัญหาได้ นอกจากนี้ ซ่งจิ่งเซินก็ยังมีประสบการณ์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องแสดงละครด้วยซ้ำ แค่นำกลุ่มพ่อค้าออกเดินทางก็สามารถตบตาผู้คนได้อย่างง่ายดายกู้หรูเยียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นมากจึงกล่าวว่า “เจินเอ๋อร์ ทำตามที่พี่ใหญ่เจ้าพูดเถอะนะ? เช่นนี้พวกข้าจะได้คลายใจ”ซ่งรั่วเจินเหลือบมองพวกซ่งจืออวี้สองฝาแฝดก็เห็นพวกเขาพยักหน้าเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนลูกไก่จิกข้าวสารกระนั้น นางกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าค่ะ งั้นประเดี๋ยวค่อยมาดูกันว่าต้องเตรียมสิ่งใดไปบ้าง”“น้องหญิงห้า เรื่องนี้เจ้ายกให้เป็นหน้าที
ซ่งรั่วเจินตัดสินใจไปรับบิดากลับมา ก่อนออกเดินทางย่อมต้องเตรียมสิ่งของมากมาย แต่ก่อนหน้านั้นยังต้องบอกคนในครอบครัวเสียก่อนหลังนางบอกเรื่องที่จะเดินทางไปชายแดน คนในจวนล้วนอึ้งตกใจกันหมด“เจินเอ๋อร์ เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าจะไปชายแดนด้วยตัวเอง?” กู้หรูเยียนมีสีหน้าตกตะลึง “ก่อนนี้ไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อนเลย”“น้องหญิงห้า ถ้าเจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านพ่อก็ให้พี่ชายอย่างพวกข้าไปดีกว่า ผู้หญิงแบบเจ้าไปสถานที่ห่างไกลปานนั้นจะอันตรายเกินไปแล้ว” ซ่งจืออวี้เอ่ยอย่างร้อนใจซ่งจิ่งเซินพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเขารับราชการอาจไม่สะดวก ข้ามีประสบการณ์เดินทางโชกโชน ให้ข้าไปดีกว่า!”“ความจริงสาเหตุที่ข้าจะเดินทางไปเป็นเพราะข้าทำนายดวงชะตาให้ท่านพ่อ”เมื่อซ่งรั่วเจินเอ่ยวาจาประโยคนี้ออกมา สีหน้าทุกคนในห้องล้วนเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าจะเกิดปัญหาอันใด?“ก่อนนี้ข้าก็เคยทำนายเหมือนกัน ดวงชะตาของท่านพ่อปลอดภัยไร้อันตราย สามารถกลับมาได้อย่างราบรื่น แต่ช่วงนี้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น น่าจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก”“ถ้าไม่ไป ข้ากังวลว่าอาจมีอันตราย ดังนั้นจึงคิดว่าจะไปด้วยตั
“ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันได้ค้นตัวไต้ซือเทียนจีใช่หรือไม่?” ซ่งรั่วเจินถามซ่งเยี่ยนโจวพยักหน้า “ก่อนหน้านี้คนผู้นั้นรีบร้อนเกินไป พวกข้าไม่เปิดโอกาสให้เขา แต่ว่ากันตามปกติแล้ว ของที่มีค่ามากมักจะไม่พกติดตัวไว้”“สิ่งสำคัญที่สุดมักไม่พกติดตัวก็จริง แต่คนในวงการพวกข้า โดยเฉพาะคนชั่วร้ายอย่างเขา จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเก็บจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ข่มขู่อย่างแน่นอน”คิ้วบางของซ่งรั่วเจินเลิกขึ้นน้อยๆ ต่อให้เคยเจอไต้ซือเทียนจีเพียงครั้งเดียว แต่ก็ทราบว่าเป็นจิ้งจอกเฒ่าผู้หนึ่งกระทำเรื่องชั่วช้ามาหลายปีขนาดนี้แต่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัย แล้วจะไม่มีวิธีปกป้องตัวเองเลยได้อย่างไร?กู้ชิงฉือได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปข้างกายไต้ซือเทียนจีแล้วเริ่มค้นหาอย่างละเอียด การค้นตัวครั้งนี้พบว่านอกจากยันต์ที่อ่านไม่ออกพวกนั้นแล้วยังมียาลูกกลอนอีกสองเม็ด“ไม่มีของอย่างอื่น แต่มีหินก้อนหนึ่ง นี่คือหยิบติดตัวมาด้วยงั้นรึ?”กู้ชิงฉือมองก้อนหินในมือ หินก้อนนี้แม้พอจะนับได้ว่ามนเกลี้ยง แต่ก็ดูแตกต่างจากก้อนหินที่พบเห็นได้ทั่วไปบริเวณริมแม่น้ำมากเกินไป“ข้าขอดูหน่อย”ซ่งรั่วเจินก้าวเร็วๆ เข้ามาหา มองก้อนหินในมือแ
เมื่อซ่งเยี่ยนโจวเอ่ยปากสอบถาม สายตาทุกคนก็ต่างจับจ้องมายังซ่งรั่วเจิน พวกเขาในตอนนี้ไม่กล้าบุ่มบ่ามรบกวนแล้วฉู่จวินถิงก็เป็นห่วงดุจเดียวกัน เขารู้ว่าวิชาแพทย์ของรั่วเจินนั้นไม่ธรรมดา เก่งกาจกว่าหมอหลวงในวังหลวงมากนัก ถ้านางบอกว่าช่วยไม่ได้ก็แสดงว่าหมดหนทางแล้วจริงๆ“ยังช่วยได้”ซ่งรั่วเจินพูดโดยที่มือยังเคลื่อนไหวไม่หยุด นางลังเลไปชั่วครู่ก็หยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมายัดเข้าไปในปากของชายผู้นั้นซ่งเยี่ยนโจว “...” อีกแล้ว?ซ่งรั่วเจินรู้ว่าตนเองนำสิ่งของมากมายติดตัวมาเช่นนี้จะทำให้คนสงสัย แต่ช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า อย่างไรเสียแค่พูดจาส่งเดชไม่กี่ประโยคก็สามารถกลบเกลื่อนเรื่องนี้ได้แล้วตั้งแต่นางทะลุมิติมาก็มีมิติขนาดเล็กเป็นของตัวเอง ยาเอย ยันต์เอย ยามปกติล้วนเก็บไว้ในนั้น นับว่าสะดวกมากทีเดียวหลังจากชายหนุ่มที่มีท่าทางอ่อนแอสุดขีดกลืนยาเม็ดนั้นลงไปก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดแต่เดิมบรรเทาลงบ้าง การหายใจก็ไม่ได้ยากลำบากถึงเพียงนั้นอีกแล้ว“ส่งคนไปหารถม้าหรือยัง?” ฉู่จวินถิงถามจ้าวเจียงพยักหน้า “เรียนท่านอ๋อง ส่งคนไปจัดการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ข้าฟัง
“หม่อมฉันได้ยินมาว่าบนบัญชีรายชื่อมีอยู่สิบกว่าคน ไม่รู้อาการของคนอื่นร้ายแรงหรือไม่?” ซ่งรั่วเจินเอ่ยถาม“ในหมู่คนเหล่านั้นมีลูกสะใภ้ไม่เคารพแม่สามี คนแก่อายุมากแล้ว คนจึงตายไป แต่มากที่สุดยังเป็นความขัดแย้งของอนุภรรยาและภรรยาเอก”“คนส่วนใหญ่ล้วนคล้ายพระชายาเซียงอ๋อง ตกอยู่ในฝันร้าย ยังป่วยหนักอีกด้วย อนุอวิ๋นนับว่าลงทุนลงแรงมากทีเดียว” ฉู่จวินถิงพูด“อนุอวิ๋นเป็นคนโหดเหี้ยมไม่ผิดไปดังคาด แต่ยังเสแสร้งใจดีมีเมตตา ปรากฎว่ามีเพียงใต้เท้าอวิ๋นตัวโง่งมคนนี้ถึงจะหลงเชื่อ”ซ่งรั่วเจินไม่แปลกใจ ความยากในการเลี้ยงดูผีทวงชีวิตนั้นมากกว่าผีน้อยตนอื่นมาก แม้ว่าไต้ซือเทียนจีมีความสามารถอยู่บ้าง กลับไม่สามารถเลี้ยงผีทวงชีวิตหลายตนได้ตนนี้เป็นเขาใส่ใจเลี้ยงดู ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จึงสนิทสนมกันมากจากนั้นยามทั้งคู่เดินผ่านอุโมงค์ไปจนถึงฝั่งหนึ่ง กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นสายหนึ่งชำแรกจมูกพวกซ่งเยี่ยนโจวยืนอยู่ข้างหน้า สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมาก ส่วนซ่งรั่วเจินเองก็สังเกตเห็นศพแต่ละร่างใต้พื้น หนึ่งในนั้นมีนักพรตเต๋าคนหนึ่ง เห็นชัดว่าคือไต้ซือเทียนจี“นี่คือ...ตายทั้งหมดแล้ว?”“เดิมที