“เจ้านี่เอง”เมื่อหมุนตัวกลับไป ลั่วยางที่กำลังถือตะกร้าไม้ไผ่ไว้สำหรับตากสมุนไพรก็กำลังมองนางด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“ความจำของเจ้ากลับมาแล้ว”กู้หว่านเยว่ขมวดคิ้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ตอบสนองทันทีที่เจอกับนาง“ใช่”ลั่วยางได้สติ สายตาที่ฉายแววไม่เป็นมิตรก็พลันจากหายไป โดยมีความไร้ยางอายเข้ามาแทนที่“ข้าได้ยินอาจารย์บอกว่าเจ้ากับซูจิ่งสิงคือคนที่ช่วยชีวิตข้า ห้องโอสถแห่งนี้เป็นของพวกเจ้า อีกทั้งพวกเจ้าก็ยังช่วยเหลืออาจารย์อีกด้วย”กล่าวได้ว่า บัดนี้ลั่วยางก้ได้รับการช่วยเหลือจากกู้หว่านเยว่เช่นกัน“ขอบใจเจ้ามาก”ลั่วยางหน้าแดงก่ำ“ก่อนหน้านั้นข้ายังเด็กนัก ทั้งยังถูกมู่หรงอวี้เป่าหูให้มาต่อต้านพวกเจ้า คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วพวกเจ้าก็ยังเลือกที่จะช่วยชีวิตข้าโดยไม่คำนึงถึงความแค้นในอดีต ข้าติดหนี้พวกเจ้า”“ไม่ต้องเกรงใจ มันคือสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว”กู้หว่านเยว่มองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าไปหาสมุนไพรต่อเมื่อลั่วยางเห็นท่าทางเย็นชาของนาง สีหน้าของลั่วยางก็เริ่มเปลี่ยนไป นางจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะวางสมุนไพรและเดินตามเข้าไปจากนั้นก็อธิบายว่า“อาจารย์และหวงเหล่า
กู้หว่านเยว่ชื่นชมยิ่งนัก แม้ว่าต้าฉีจะยังไม่มีแนวคิดในการผ่าตัด แต่ความคิดของปรมาจารย์แพทย์นั้นถูกต้อง สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์แพทย์“วิธีที่ข้าจะรักษาให้พระชายาหนานหยางก็คือวิธีการที่อาจารย์ของเจ้าได้กล่าวไว้ นั้นคือการผ่าตัด”ลั่วยางเบิกตากว้าง ในตอนที่อาจารย์บอกวิธีนี้กับนาง นางรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ใหญ่เกินตัวนางมาก“ส่วนล่างเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด หากแผลติดเชื้อขึ้นมา มีโอกาสทำให้เกิดไข้สูง และตายในทันที”ลั่วยางคิดว่าในเมื่อกู้หว่านเยว่มีทักษะการแพทย์สูงกว่านาง ดังนั้นกู้หว่านเยว่ไม่มีทางไม่รู้เหตุผลนี้“หากเป็นบุรุษที่มีร่างกายแข็งแรง อาจจะฝืนได้ แต่พระชายาหนานหยางเป็นสตรีที่มีร่างกายอ่อนแอ ย่อมทนไม่ได้”เมื่อกู้หว่านเยว่เห็นลั่วยางเกิดความสงสัย จึงไม่ได้ร้อนใจ ตรงกันข้ามกลับคลี่ยิ้มพลางกล่าว“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีสองวิธีที่สามารถหลีกเลี่ยงการติดเชื้อได้”ลั่วยางไม่รู้ นัยน์ตาของนางเปล่งประกาย และกล่าวถามอย่างร้อนใจ“วิธีอะไร?”“การฆ่าเชื้อและยาปฏิชีวนะ”กู้หว่านเยว่หยิบกระเป๋ายาออกมา จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอก “หากเจ้าอยากรู้ ก็ต้องมาเป็นลูกมือให้ข้า”ลั่วย
“ดังนั้นเจ้าต้องฟื้นขึ้นมา”“แต่เขาตัดขาดความสัมพันธ์ไปแล้ว....”“หลายปีมานี้ เขาไม่เคยแต่งงานเลย”หนานหยางอ๋องตบหลังมือของอีกฝ่ายเบา ๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นประโยคเดียวทำให้พระชายาเบิกตากว้าง จากนั้นน้ำตาก็ไหลริน และกำลังจำถามอะไรบางอย่างเวลานี้กู้หว่านเยว่ที่ยืนอยู่หน้าประตูได้กล่าวว่า “ได้เวลาอันสมควรแล้ว ข้าต้องฉีดยาชาให้พระชายาแล้ว”“เช่นนั้นข้าขอตัว”หนานหยางอ๋องรีบออกไปอย่างรู้งาน กระทั่งได้ยินเสียงใส่กลอนจากด้านนอกประตู มั่นใจว่าไม่มีใครเข้ามาแล้วกู้หว่านเยว่จึงหยิบยาสลบในกล่องยาออกมา และป้อนให้พระชายาหนานหยาง“แม่นางกู้ ข้าเชื่อใจเจ้า”ภาพเบื้องหน้าของพระชายาเริ่มพร่ามัว สุดท้ายก็หลับตาลงและสลบไปในที่สุด นางมีโอกาสที่จะแก้ไขความผิดพลาดในตอนนั้นแล้วใช่หรือไม่?กู้หว่านเยว่ใช้เข็มฝังบนจุดฝังเข็มของอีกฝ่าย เมื่อมั่นใจว่าพระชายาหยางหนานไม่มีสติแล้วจึงเปิดผ้าห่มของอีกฝ่าย“ข้าต้องทำอย่างไร?”ลั่วยางค่อนข้างเป็นกังวลนี่คือการผ่าตัดครั้งแรกของอีกฝ่าย บนมือของนางตอนนี้เต็มไปด้วยเหงื่อที่เปียกชุ่ม“ไม่ต้องกังวล ฟังที่ข้าบอกก็พอ นี่เป็นแค่ผ่าตัดเล็ก”กู้หว่านเ
ลั่วยางเข้าไปประคองกู้หว่านเยว่เป็นคนแรก “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”“ไม่เป็นไร”กู้หว่านเยว่หยิบโสมที่หั่นเป็นชิ้นออกมายัดไว้ใต้ลิ้น อาการเกี่ยวกับปากมดลูกค่อนข้างหนัก จึงกินพลังของนางไปไม่น้อยการผ่าตัดเล็กนี้ทำให้นางวิงเวียนศีรษะอยู่ไม่น้อย“เจ้าพักก่อนเถอะ”ลั่วยางรีบเข้ามาประคองนางไปนั่งบนเก้าอี้ เมื่อกู้หว่านเยว่เห็นว่าการผ่าตัดครั้งนี้เสร็จสิ้นด้วยดี จึงยกหน้าที่ที่เหลือให้ลั่วยางจัดการ ให้นางไปหยิบผงยาสีขาวที่วางอยู่ชั้นล่างสุดของกล่องยาออกมา“ผงยานี้คือยาปฏิชีวนะ เจ้าจงนำไปป้อนให้พระชายาหนานหยาง นางจะได้ไม่ติดเชื้อ”“นี่คือยาปฏิชีวนะหรือเจ้าคะ?”ลั่วยางถือกล่องยานั้นอย่างระมัดระวังราวกับกล่องสมบัติ“ข้าจะนำยาไปป้อนให้พระชายาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”นางเดินไปข้างเตียงอย่างกระตือรือร้น แม้ว่าในใจจะเกิดความสงสัยมากมาย แต่ก็เข้าใจว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรถาม บางทีกู้หว่านเยว่อาจจะบอกขั้นตอนการทำยาปฏิชีวนะกับนางในภายภาคหน้าก็ได้ลั่วยางไม่กล้าเอ่ย เวลานี้นางตื่นเต้นมาก แต่ในฐานะหมอ ไม่มีใครไม่ตื่นเต้นแต่นางเข้าใจ ครั้งนี้นางคงจะลำเอียงไม่ได้อีก เพราะกู้หว่านเยว่ไม่ชอบคนลำ
“การผ่าตัดไม่ได้ใช้แรงมากเพียงนั้น แต่อาจเป็นเพราะสองวันที่ผ่านมานี้ข้าไม่ได้พักผ่อนเท่าไหร่ ข้าพักสักครู่ก็น่าจะดีขึ้นแล้ว ท่านจะร้อนใจทำไม”“น้องหญิง!”ซูจิ่งสิงรู้สึกน้อยเนื้อตำใจเล็กน้อย ภรรยาไม่สบาย เขาจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร ไม่ร้อนใจนี่สิแปลกกู้หว่านเยว่ทนเห็นสายตาที่คล้ายกับพ่อสุนัขตัวใหญ่ที่อยากปกป้องหญิงผู้เป็นที่รักไม่ได้ จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที“เมื่อครู่ข้าเห็นท่านและท่านพ่อของท่านพาชาวบ้านไปทำปูนซีเมนต์ เป็นอย่างไรบ้าง สำเร็จหรือไม่?”ซูจิ่งสิงส่ายหน้า “ปูนขาวที่อยู่ในถ้ำกำลังหลอมละลาย เจ้าไม่ต้องสนใจ ข้าหาวิธีเอง”กู้หว่านเยว่สอนขั้นตอนการทำปูนซีเมนต์ให้เขาแล้ว เขาไม่อยากให้กู้หว่านเยว่เป็นกังวลเขาให้คนไปขุดหาก้อนหินสีน้ำเงินจากหลังเขา จากนั้นก็วางไว้ในถ้ำและหลอมมันด้วยอุณภูมิสูงสุดให้กลายเป็นผง รอดูว่าพรุ่งนี้จะสำเร็จหรือไม่กู้หว่านเยว่อยากเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง แต่พอได้ยินก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องถามต่อ รีบกลับไปพักที่ห้องเมื่อประตูปิดสนิท นางก็หายตัวเข้าไปในห้วงมิติ รินนมร้อนให้ตัวเอง ก่อนจะลงไปแช่น้ำอุ่น จากนั้นก็นอนเอนกายตากแดดอยู่บนเก้าอี้กระทั่งสัมผั
กู้หว่านเยว่เกิดความสงสัย “เจ้าอยากจะถามสิ่งใด?”“ข้าอยากเรียนรู้ทักษะการแพทย์กับท่าน!” ลั่วยางกล่าวอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมมุ่งมั่น“พี่หว่านเยว่ ขอร้องท่านละ ช่วยชี้แนะข้าได้หรือไม่”การผ่าตัดครั้งนี้ทำให้ลั่วยางเกิดความประทับใจต่อกู้หว่านเยว่เป็นอย่างมากนัยน์ตาของนางวูบไหว นางเห็นกู้หว่านเยว่เป็นวีรสตรีท่านหนึ่งซูจิ่งสิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “ฝันไปเถอะ”ก่อนหน้านั้นลั่วยางสร้างปัญหาให้พวกเขามากมาย แม้ว่านางจะกลับตัวกลับใจแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของนางคิดอย่างไร“เมื่อก่อนข้าทำตัวไม่ดี” นัยน์ตาของลั่วยางหม่นหมองลง “ข้ารู้ผิดแล้ว”นางมองกู้หว่านเยว่ด้วยสายตาเปล่งประกาย ในเมื่ออยากเรียนทักษะการแพทย์ นางจะไม่เลื่อมใสผู้มีศิลปะชั้นสูงได้อย่างไร? ,“เจ้ามีปรมาจารย์แพทย์เป็นอาจารย์อยู่แล้ว ทักษะการแพทย์ของปรมาจารย์แพทย์ก็ไม่ด้อยไปกว่าข้านักหรอก”กู้หว่านเยว่รู้ดีสาเหตุที่นางรักษาอาการที่ปรมาจารย์แพทย์รักษาไม่ได้ นั้นเพราะอุปกรณ์การแพทย์ของนางพัฒนากว่าอีกฝ่ายเมื่อเห็นสายตาผิดหวังของลั่วยาง กู้หว่านเยว่ก็กล่าวต่อ“แต่เห็นแก่เจ้า หากเจ้ามีคำถามอะไรก็หยิบยกมาคุยกั
สายตาของกู้หว่านเยว่กวาดมองไปยังด้านบนของหนังสือหย่าร้างในมือของนาง แล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ“ยินดีกับเจ้าด้วย แม่นางเมิ่ง”“อื้อ”เมิ่งเหยียนดีใจมาก ออกแรงคว้ามือของกู้หว่านเยว่มากุมไว้ เป็นการบ่งบอกว่ากู้หว่านเยว่คือผู้ให้ชีวิตใหม่แก่นางหากไม่ใช่เพราะการผ่าตัดในครั้งนี้ บางทีนางคงจะติดอยู่ในบ่วงของการเป็นพระชายาไปตลอดชีวิต ไม่สามารถไล่ตามความรักที่แท้จริงของตัวเองได้“ไว้รอให้เจ้าหายดีก่อน ข้าค่อยไปหาพี่ชายของเจ้า”เมิ่งเหยียนกล่าวด้วยความตื่นเต้น สายตายังคงจับจ้องที่หนานหหยางอ๋อง“ท่านพี่ ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าตอนนี้พี่ชายอยู่ที่ไหน?”นับตั้งแต่ที่พวกเขาแยกทางกัน นางก็ไม่เคยตกหลุมรักใครอีก และไม่รู้ว่าคนที่นางรักยู่แห่งหนไหนหนานหยางอ๋องรีบกล่าว “ก่อนที่เจ้าจะเข้ารับการผ่าตัดข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว รอให้เจ้าหายจากการผ่าตัด ค่อยออกตามหาความสุขของตัวเอง บัดนี้เจ้าอยู่ในหมู่บ้านโซว่หวางทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ รอให้เจ้าหายดี ข้าจะส่งคนติดตามเจ้าไปตามหาเขา”หมู่บ้านโซว่หว่าง?นัยน์ตาของกู้หว่านเยว่ที่นั่งอยู่ถัดไปเริ่มหวั่นไหว ทันใดนั้นนางก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ ในตอนที่น
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”กู้หว่านเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จุดหัวเราะ* บนตัวของกงซุนจ่างเย่ นางยังไม่ได้แก้ให้เขาเลยไม่ได้เจอกันนาน นางเกือบลืมเจ้าเด็กนี่ไปแล้วแต่เจ้าเด็กนี่ เหตุใดถึงไม่มาที่เจดีย์หนิงกู่เพื่อให้นางแก้จุดหัวเราะให้ล่ะ?“ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี” ซูจื่อชิงรีบร้อนจนเหงื่อแตกพลั่ก ราวกับเห็นภาพที่น่ากลัวสุดขีด“พี่สะใภ้ ท่านออกไปดูกับข้าหน่อย”พูดจบ ก็รีบคว้ามือของกู้หว่านเยว่ไปเจ้าเด็กนี่!ซูจิ่งสิงขมับเต้นตุบ ๆ ผลักเขาออกไปอย่างแนบเนียน จากนั้นพากู้หว่านเยว่เดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วนอกเรือน หิมะปกคลุมพื้นดินเลือดไหลจากประตูทางเข้าเรือนลากยาวไปจนถึงขั้นบันไดหมิงจูสวมชุดสีขาว ใบหน้าซีดเผือดแบกกงซุนจ่างเย่ที่กำลังจะตายอยู่บนหลัง ในวินาทีที่เห็นกู้หว่านเยว่ ก็ล้มลงกับพื้นทันที“คุณหนูหมิงจู?”กู้หว่านเยว่รีบเข้าไปประคองนาง สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย“พวกเจ้ากลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?”“อืม ท่านผู้มีพระคุณ...” หมิงจูจับมือของนางไว้ ลมหายใจรวยริน“ช่วย ช่วยกงซุน”พูดจบ ก็หลับตา แล้วล้มลงในอ้อมกอดของกู้หว่านเยว่โดยตรงกู้หว่านเยว่ตกใจจนรีบจับชีพจรของนาง
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาอยากฆ่าพวกเจ้า ก็แค่บังเอิญโดนข้าจับได้เสียก่อน”“พระมเหสี ข้าเอง”เกาเจี้ยนจะกล้าให้กู้หว่านเยว่ลงมือเองได้อย่างไร เขารีบรุดหน้าเข้าไปคว้าเชือกป่านจากมือของนาง แล้วจับคนชุดดำทั้งห้าคนลากไปมัดเอาไว้ด้วยกัน“จริงสิ ใต้ต้นไม้ใหญ่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ยังมีคนชุดดำที่โดนข้าฟาดสลบอีกหนึ่งคน เจ้าส่งคนไปลากเขามามัดไว้ด้วยกันเถอะ”จะปล่อยให้คนชุดดำมีโอกาสรอดกลับไปรายงานเจ้านายของมันแม้แต่คนเดียวไม่ได้“พระมเหสีโปรดวางใจ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”เกาเจี้ยนรีบพุ่งตัวออกจากค่าย ทันทีที่ออกไป จู่ ๆ หนังตาก็กระตุกมิน่าล่ะกู้หว่านเยว่จึงสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลทหารลาดตระเวนนอกค่ายแห่งนี้พากันล้มลงไปบนพื้นและหลับไปเสียงกรนของทุกคนดังสนั่น และมีน้ำลายไหลยืดจากมุมปาก ทหารลาดตระเวนปกติที่ไหนจะเป็นเช่นนี้? “รีบลุกขึ้นได้แล้ว นอนอะไรกันนักหนา หลับสบายกันขนาดนี้จนไม่รู้ว่าค่ายของตัวเองถูกทำลายไปแล้ว”เกาเจี้ยนเดินขึ้นหน้า ยกเท้าเตะทหารสองนายตรงหน้า“ท่านแม่ทัพ เกิดอะไรขึ้น?”“ข้าหลับได้อย่างไร?”ทหารสองคนมีสีหน้างัวเงีย รีบคุกเข่าขอความเมตตาจากเกาเจี้ยน“ท่านแม่ทัพได้โปรดไว้
ตอนนี้เอง กู้หว่านเยว่ปรากฏตัวออกจากที่ลับอย่างว่องไว เล่นงานคนชุดดำสองคนจนล้มลงไป“แย่แล้ว มีกับดัก!”คนชุดดำที่เหลือเห็นกู้หว่านเยว่มีวิชายุทธ์สูง เวลาเพียงชั่วพริบตาก็สามารถล้มสหายสองคนของพวกเขาได้ หันหลังเตรียมหนีโดยไม่ยั้งคิด“คิดหนีตอนนี้ ไม่สายเกินไปหรือ?”กู้หว่านเยว่พุ่งตัวไปที่หน้าประตูกระโจม สาดผงยาพิษใส่พวกเขา“มีพิษ!”ทำให้กู้หว่านเยว่แปลกใจก็คือหัวหน้าคนชุดดำมีท่าทีตอบสนองอย่างว่องไวและกลั้นหายใจได้ทันท่วงที หลบหลีกผงยาพิษของนาง“ดูท่าแล้วพวกเจ้าแต่ละคนล้วนเป็นปรมาจารย์ใช้ยาพิษสินะ”กู้หว่านเยว่หรี่ตาลง หยิบกระบองไฟฟ้าอันหนึ่งออกจากมิติจากนั้นเหินบินขึ้นไป เหวี่ยงกระบองไฟฟ้าใส่ร่างพวกเขาชั่วขณะแตะโดนกระบองไฟฟ้า พวกเขาเพียงรู้สึกชาไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย เบื้องหน้ามืดมิด ชักกระตุกระลอกหนึ่งแล้วล้มลงบนพื้นหลังมั่นใจว่าคนชุดดำทั้งห้าหมดสติไปแล้ว กู้หว่านเยว่ถึงเก็บกระบองไฟฟ้า หันหลังเดินไปทางเกาเจี้ยน“แม่ทัพใหญ่เกา! ตื่นๆ รีบตื่นเร็วเข้า”กู้หว่านเยว่ผลักไหล่ของเกาเจี้ยน เห็นเขายังไร้ท่าทีตอบสนอง ดึงแขนเสื้อขึ้น ออกแรงตบหน้าของเขาเกาเจี้ยนกำลังหลับฝันหวาน สั
กู้หว่านเยว่อ่านความคิดของเขาออก ยื่นมือออกไปหนึ่งข้าง ดึงคางของเขาออก จากนั้นยกขาหนึ่งข้างเหยียบหลังของเขาไว้และกดลงบนพื้น“สงบเสงี่ยมสักหน่อย หาไม่แล้วจะฆ่าเจ้า!”กู้หว่านเยว่พูดเตือนหนึ่งประโยคคนชุดดำอยากพูดอะไร แต่เพราะคางถูกดึงออกแล้ว ไม่สามารถพูดออกมาได้แม้ครึ่งประโยค ทำได้เพียงหันหน้า ใช้สายตาโหดเหี้ยมสบมองกู้หว่านเยว่กู้หว่านเยว่กลับไม่ตามใจเขา เหวี่ยงหมัดใส่เขาแรงๆ ทีหนึ่ง“มองอะไร ไม่เคยเห็นหญิงงามหรือ? รีบก้มหน้าให้ข้าดีๆ”คนชุดดำถูกหมัดนี้ของกู้หว่านเยว่ต่อยจนสันจมูกหัก เลือดพุ่ง เขาก้มหน้าลงไปด้วยความเจ็บปวดผู้หญิงคนนี้โหดเหี้ยมยิ่งนัก“ข้าถามเจ้า ดึกดื่นค่ำมืดพวกเจ้ามาทำอันใดที่ค่ายของต้าฉีข้า? พวกเจ้ามีเป้าหมายอะไร? วางแผนเช่นไร?”เพราะเวลากระชั้นชิด กู้หว่านเยว่กังวลคนหนานเจียงยังมีแผนอื่นอีก ไม่พูดเหลวไหลกับคนชุดดำอีก หยิบยาพูดความจริงออกจากมิติและป้อนคนชุดดำ“พวกเราได้รับคำสั่งจากฮองเฮา ล่วงหน้ามาฆ่าชวีเฟิง”กู้หว่านเยว่ชะงักเล็กน้อย“พวกเจ้ารู้ข่าวว่าชวีเฟิงทรยศพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้ารู้ได้เยี่ยงไร?”คิดไม่ถึงเลยว่าหูตาของคนหนานเจียงจะว่องไวถึงเพียงนี้“
“ข้านึกขึ้นได้ว่าลืมมอบของบางอย่างให้คุณชายอวิ๋น พวกเจ้าช่วยนำของสิ่งนี้กลับไปมอบให้เขาเถอะ”กู้หว่านเยว่หยิบขวดน้ำน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากใต้วงแขนหนึ่งในทหารชะงักไป พูดเสนอขึ้นว่า “ขวดเล็กๆ เพียงขวดเดียว ไม่ถึงขั้นต้องให้พวกเราสิบคนกลับไปพร้อมกันหรอกกระมัง หากพวกเรากลับไปทั้งหมด ก็ไม่มีคนปกป้องฮองเฮาแล้ว”“เอาเช่นนี้เถอะ ข้าน้อยจะนำของสิ่งนี้กลับไปให้คุณชายอวิ๋นเอง คนที่เหลืออยู่ติดตามท่านไปข้างหน้า ท่านคิดเห็นเช่นไร?”กู้หว่านเยว่ส่ายหน้า เหตุที่นางให้พวกเขานำน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์กลับไปก็เพราะต้องการสลัดพวกเขาทิ้งและใช้การเทเลพอร์ตหากพวกเขาตามอยู่ข้างหลัง นางจะเทเลพอร์ตได้เยี่ยงไร?“ฟังคำสั่งของข้า พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้าไปหาเกาเจี้ยนคนเดียวก็พอ ครั้นถึงที่หมายข้าจะปล่อยพลุสัญญาณให้พวกเจ้า”“พวกเจ้าเห็นพลุสัญญาณแล้วก็รีบพาทุกคนมา”เสียงกู้หว่านเยว่เคร่งขรึมลง ไม่อนุญาตให้ทัดทานเหล่าทหารต่างสบตากัน สุดท้ายพยักหน้าลงและคุกเข่า“น้อมรับคำสั่งฮองเฮา”“พวกเจ้าไปเถอะ”กู้หว่านเยว่โบกมือ สิบคนลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกัน พลิกตัวขึ้นม้าและย้อนกลับทางเดินเพื่อไปหาอวิ๋นมู่รอจนกระทั่งเงาร
เกาเจี้ยนค้อนตาขาวใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์แวบหนึ่ง บัดนี้ชวีเฟิงยังเป็นนักโทษคนหนึ่ง เขาต้องจับตามองเอาไว้ให้ดี ป้องกันไม่ให้เขาหนีไป“พวกเราผู้ชายตัวโตสองคน จะนอนด้วยกันได้เยี่ยงไร?”ชวีเฟิงขมวดคิ้ว ทำเสียจนเกาเจี้ยนพูดไม่ออก“ข้าไม่รังเกียจเจ้า เจ้ายังกล้ารังเกียจข้าอีกนะ ตอนนี้เจ้าเป็นนักโทษ พูดมากถึงเพียงนี้ทำอันใด? เร็วๆ เข้าไป”ชวีเฟิงจนใจ ทำได้เพียงตามเกาเจี้ยนเข้ากระโจมไปพร้อมกัน เขาบีบจมูกของตนแน่น เกือบสำลักตายเพราะกลิ่นเท้าเหม็นของเกาเจี้ยน“รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องอีกมาก”เกาเจี้ยนหยิบถุงแพรออกจากอก นั่นคือลั่วยางเย็บให้เขา เขาวางไว้บนริมฝีปากและจุมพิตลงไปสองที จากนั้นเก็บกลับเข้าวงแขนคล้ายสมบัติล้ำค่าก็มิปาน ทิ้งตัวลงนอนหลับไปชวีเฟิงบีบจมูกของตน จากนั้นนอนหลับไปท่ามกลางความอึดอัดท่ามกลางความมืด คนชุดดำหนึ่งกลุ่มลอบเข้าใกล้ค่ายใหญ่“คำสั่งของฮองเฮา จะต้องฆ่าชวีเฟิงไอ้คนทรยศคนนี้ให้ได้”ขณะเดียวกัน ระหว่างเร่งเดินทางมายังหนานเจียง กู้หว่านเยว่หยุดฝีเท้า มองทางอวิ๋นมู่อย่างกังวลแวบหนึ่ง“เจ้าไม่เป็นไรกระมัง จะหยุดพักผ่อนก่อนสักครู่หรือไม่?”เร่งเดินทางมาหลาย
“แม่ทัพใหญ่เกา เรื่องคำสัญญาของต้าฉีย่อมไม่อาจบิดพลิ้วได้กระมัง?”มองบ้านเกิดที่เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ชวีเฟิงเลียริมฝีปาก เอ่ยถามอย่างไม่วางใจ“รีบร้อนอะไร หรือว่าราชสำนักยังจะหลอกเจ้าอีกกระนั้น? วางใจได้ ตราบใดเจ้าช่วยต้าฉีกำราบหนานเจียง ถึงตอนนั้นเผ่าของเจ้าย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษ”ภายในก้นบึ้งสายตาของเกาเจี้ยนเผยแววอึ้งงันเมื่อสิบวันก่อนคนถูกกักบริเวณที่เจดีย์หนิงกู่อย่างชวีเฟิงได้ยินว่าต้าฉีและหนานเจียงแตกหักกัน โวยวายจะขอเข้าพบซูจิ่งสิงให้ได้องครักษ์จันทราเอือมระอา จึงพาเขาออกจากเจดีย์หนิงกู่มายังเมืองหลวงชั่วขณะชวีเฟิงได้พบซูจิ่งสิงและกู้หว่านเยว่ ก็เผยท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่ายอมออกแรงเพื่อต้าฉี ขอเพียงต้าฉีปล่อยเขา ไม่ขังเขาไว้ที่เจดีย์หนิงกู่อีกคนผู้นี้ฉลาดมีไหวพริบยิ่งนัก ยังเสนออีกว่าหากเสร็จเรื่องแล้ว เขาอยากเป็นหัวหน้าตระกูลชวี เช่นนี้แล้ว ก็ไม่มีใครกล้าว่าเขาเรื่องสวามิภักดิ์ตาฉีอีกแม้ว่าพวกเขามีความมั่นใจว่าจะชนะ สามารถเอาชนะหนานเจียงได้ แต่มีคนนำทาง สามารถลดการบาดเจ็บล้มตายของทหารได้ ก็เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งดังนั้นหลังซูจิ่งสิงและกู้หว่านเยว
บัดนี้เห็นอยู่ว่าหนานเจียงของเราแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เหตุใดยังต้องทนต่อไปอีกเล่า?”ฮองเฮามีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ขึ้นสู่ตำแหน่งก็มุ่งมั่นบริหารจัดการบ้านเมือง จัดตั้งกองกำลังลับขึ้นมาหนึ่งหน่วยโดยเฉพาะ เพื่อเพาะเลี้ยงแมลงพิษและหนอนกู่อย่างลับ ๆ ความคิดของนางแตกต่างจากผู้นำคนก่อน ๆ ที่หลีกเร้นจากโลกภายนอก นางอยากจะได้ดินแดนและความมั่งคั่งของต้าฉีมิฉะนั้น เพียงแค่เพราะเฟิ่งหมิงกวง เป็นไปไม่ได้ที่ฮองเฮาหนานเจียงจะทรงยินยอมให้ส่งกองทัพไปยังต้าฉี“ความคิดของฮองเฮาพวกกระหม่อมย่อมทราบดี เพียงแต่ซูจิ่งสิงผู้นี้ เดิมเป็นแม่ทัพไร้พ่าย กองกำลังใต้บังคับบัญชาก็มีพลังรบเหนือชั้น ได้ยินมาว่าพวกเขามีดินปืนใช้ด้วย หากต้องรบกันจริง ๆ พวกกระหม่อมเกรงว่าจะมิใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”เหล่าผู้อาวุโสต่างมีสีหน้าวิตกกังวล“ก่อนหน้านี้ พวกเราได้ส่งกองกำลังไปหยั่งเชิงแล้ว ผลปรากฏว่าไม่เพียงแต่กองกำลังนั้นจะถูกทำลายสิ้นทั้งกองทัพ แต่ยังต้องสูญเสียทั้งองค์หญิงใหญ่และคุณชายชวีเฟิงไปด้วยเห็นได้ว่าซูจิ่งสิงนั้นมีกำลังและความสามารถจริง ๆ พวกเราต้องป้องกันไว้พ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาแค่นเสียงเย็น
กู้หว่านเยว่พินิจมองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพยักหน้า “ข้าว่าเข้าท่า ให้ราชครูโจวมาสอนขั้นพื้นฐานให้เขา สอนเขาอ่านหนังสือ”อ่านหนังสือ?เสี่ยวจ้านจ้านทำหน้ายู่ จมูกและตาย่นเข้าหากันแล้วอยู่ดี ๆ เหตุใดจึงพูดเรื่องเรียนหนังสือขึ้นมา?เขาไม่อยากเรียนหนังสือ เขายังเป็นแค่เจ้าเด็กตัวน้อยอยู่เลย“มะ ไม่เรียน...”เสี่ยวจ้านจ้านโบกมือเล็ก ๆ เป็นเชิงปฏิเสธกู้หว่านเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “จ้านจ้านเด็กดี ให้ราชครูโจวสอนเจ้าอ่านหนังสือนะ เขาเป็นถึงอาจารย์ของเสด็จปู่เชียวนะ ความรู้มากมายนัก”“มะ ไม่เรียน...ข้าจะกลับบ้าน!”เสี่ยวจ้านจ้านดิ้นขาไปมา คราวนี้แม้แต่ท่านแม่ก็ไม่ต้องการให้อุ้มแล้วเขาได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเหตุใดคนเราต้องเรียนหนังสือกันนะ?ซูจิ่งสิงคว้าตัวบุตรชายมา สีหน้าเคร่งขรึม “อย่างไรก็ต้องเรียนหนังสือ ถึงเวลานั้น พ่อจะหาสหายร่วมศึกษามาให้เจ้าสักสองสามคน ให้มาเรียนหนังสือกับเจ้า”“อ๊ะ!”เสี่ยวจ้านจ้านหน้าเจื่อน สลดลงอย่างสิ้นเชิงเหตุใดเขาต้องปรากฏตัวด้วย เขาอยากจะหายตัวไปเหลือเกิน“ท่านพี่ ท่านคิดจะหาเด็กคนไหนมาเป็นสหายร่วมศึกษาให้ลูกเราบ้าง?” สองสามีภรรยาล
“เข้าใจแล้ว”กู้หว่านเยว่พยักหน้า“ตามต่อไปเถอะ หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ ค่อยกลับมารายงาน”“พ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์จันทราออกไปแล้ว“น้องหญิง เจ้าสงสัยว่าฐานะของหญิงสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาหรือ?”“ถูกต้อง ท่านยังจำตอนที่เราพบหญิงสาวผู้นี้ที่โรงเตี๊ยมได้หรือไม่ ตอนนั้นข้าเหลือบไปเห็นใบหน้าของนาง ดูไม่ค่อยเหมือนชาวต้าฉีเท่าไรนัก ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของนางยังแฝงไปด้วยความสูงศักดิ์อยู่บ้าง ยิ่งดูไม่เหมือนสามัญชนทั่วไป”กู้หว่านเยว่สงสัยว่าหญิงสาวผู้นั้นมาจากต่างแคว้นทว่า นางสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว หญิงสาวผู้นั้นไม่มีวรยุทธ์“ท่านพี่ ความคิดของข้าคืออย่าเพิ่งจับนางกลับมา ให้คนคอยจับตาดูนางอย่างลับ ๆ หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ ค่อยจับนางกลับมาก็ยังไม่สาย ไม่แน่ว่าอาจสามารถล่อศัตรูออกมาด้วยก็ได้”ซูจิ่งสิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“ตกลง เอาตามที่เจ้าว่า”ความคิดของเขาเหมือนกับกู้หว่านเยว่หากสตรีผู้นี้ไม่ใช่ชาวต้าฉี เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นไส้ศึกที่แคว้นอื่นส่งมาเก็บตัวนางไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะล่อให้ไส้ศึกคนอื่นปรากฏตัวออกมาได้ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกัน อาหารมื้อหนึ่งก็ทานหมดพอดีก