“วางเมล็ดพันธุ์และวัสดุไว้ภายในลาน ใช้หมดแล้วค่อยให้คนไปยกมา” ซูจิ่งสิงเอ่ยปากชี้แนะดวงตากู้หว่านเยว่ทอประกายระยับ ความเห็นนี้ของซูจิ่งสิงไม่เลว ลดปัญหาได้มาก“เวลาไม่คอยท่า พวกเราไปเดี๋ยวนี้เลย”“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไปกับพวกท่านด้วย” ซูจิ่นเอ๋อร์ไล่ตามมา“ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อผ้าสองพับมาตัดชุดใหม่ให้ท่านพ่อ”วันนี้นางถักเปียสองข้าง สวมเสื้อคลุมสีแดงผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งเพราะได้รับการดูแลจากยาเสริมความงามของกู้หว่านเยว่ คอยาวระหงส์คล้ายหงส์ขาวเย่อหยิ่งตัวหนึ่ง“เจ้าตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นตั้งแต่ยามใด?”“เรียนจากหรานหร่านเจ้าค่ะ พัฒนาการของข้ายอดเยี่ยมมากนะ”“พี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่พวกท่านยังเหม่ออันใดอยู่อีก รีบมาเร็วเข้าเถอะ”ซูจิ่นเอ๋อร์ปีนขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ร้องเรียกคนทั้งสอง ถือสายบังเหียนตั้งสมาธิขี่ม้ามาถึงเมืองตู้เปียนก็สายแล้ว กู้หว่านเยว่พาซูจิ่นเอ๋อร์ไปยังจวนฟู่หลานเหิง“เจ้าเข้าไปพบใต้เท้าฟู่ก่อน ข้าและพี่ใหญ่เจ้ามีธุระต้องจัดการ”ซูจิ่นเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “ข้าไม่มีวันไปพบเขา พี่สะใภ้ใหญ่ท่านพาข้าไปจวนจินเถอะ”อีกเดี๋ยวได้เจอตัวป่วนหยางหลิวอะไรนั่นอีก ก็กินอะไรไม่ลงแล้ว!
ฟู่หลานเหิงจับมือนางไว้อย่างแรง จุมพิตเร่าร้อนเจือกลิ่นอายสุราประกบกลีบปากนางฟู่หลานเหิงตระกองกอดซูจิ่นเอ๋อร์ บดเบียดกลีบปากแดงของนาง หางตากลับแดงก่ำ ภายใต้อาภรณ์สีครามคือความปรารถนาอันแรงกล้าซูจิ่นเอ๋อร์ลืมตาโตนี่ใต้เท้าฟู่กำลังจุมพิตนางหรือ?กลีบปากใต้เท้าฟู่เย็นมาก นุ่มมาก...ไม่ถูกๆ ซูจิ่นเอ๋อร์ นี่เจ้ากำลังคิดอันใด?หลังมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ซูจิ่นเอ๋อร์ใช้สองมือดิ้นหนีออกมา จากนั้นหยิบน้ำชาบนโต๊ะเสียงซ่าดังขึ้น สาดน้ำชาทั้งหมดใส่หน้าฟู่หลานเหิง“ใต้เท้าฟู่ ท่านตั้งสติหน่อย!” ซูจิ่นเอ๋อร์ร้องตะโกนอย่างมีโทสะฟู่หลานเหิงถูกน้ำชาสาดใส่จนได้สติ สายตาแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย สีหน้าอับอายจนกลายเป็นโกรธของซูจิ่นเอ๋อร์สะท้อนอยู่ภายในแววตาเขารู้สึกผิดขึ้นมาในทันใด“แม่นางจิ่น ข้ามิได้...”“ท่านหุบปาก ข้าจะออกไปเรียกบ่าวรับใช้เดี๋ยวนี้เลย!”ซูจิ่นเอ๋อร์โยนถ้วยชาไปที่อีกฝั่ง รีบเปิดประตูออกไป ฝีเท้าสะเปะสะปะอยู่บ้างไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดบ่าวรับใช้จึงถูกคนเรียกไปในตอนนี้ ซูจิ่นเอ๋อร์ตะโกนอยู่หลายครั้งถึงมีคนมาเห็นสภาพของห้องอุ่นแล้ว ทันใดนั้นตกใจจนวิญญาณหลุดลอยรีบไปเตรียมน้ำเย็น
ซูจิ่งสิงจับจ้องคนชุดดำทั้งห้า ฝ่ามือกลายเป็นกรงเล็บคว้าคอคนอยู่ใกล้ที่สุดไว้แล้วคนชุดดำรีบดึงผ้าปิดหน้าลง “นายท่าน ข้าเอง! ข้าคือฮั่นจิ่ว”อีกสี่คนที่เหลือเองก็ดึงผ้าปิดหน้าลง คุกเข่าตรงหน้าซูจิ่งสิง“ฮั่นจิ่ว เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่?” สายตาซูจิ่งสิงทอดมองอีกสี่คนทางด้านหลังห้าคนนี้ล้วนเคยติดตามอยู่ด้านหลังเขา ผู้อยู่ใต้อาณัติที่ซื่อสัตย์ภักดีประกอบด้วยฮั่นจิ่ว ลู่จิง เจียงเฟิ่ง ชิงเหลียน หงเจาก่อนซูจิ่งสิงกลับเมืองหลวงก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวผิดปกติของฮ่องเต้ชั่ว เพื่อป้องกันมิให้พวกเขาต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย มอบเงินก้อนหนึ่งให้พวกเขาที่ชายแดน ให้พวกเขาแยกย้ายจากไปฮั่นจิ่วและคนอื่นสบตากันแวบหนึ่ง รีบเอ่ยต่อ “หลังข้าและคนอื่นจากไปแล้วก็ได้ยินเรื่องนายท่านกลับเมืองหลวงและถูกฮ่องเต้ยึดทรัพย์เนรเทศ จึงออกตามหาจากเมืองหลวง จนมาถึงเมืองตู้เปียน”วันนี้พวกเขากำลังดื่มชาในร้านชา สืบเบาะแสของซูจิ่งสิง ปรากฏว่าบังเอิญเห็นซูจิ่งสิงและกู้หว่านเยว่เดินออกจากเรือนทั้งห้ารีบไล่ตามมา วางแผนปรากฏตัวในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งคิดไม่ถึงซูจิ่งสิงวิชายุทธ์แข็งแกร่งเหนือชั้น ขณะพวกเขาไล่ตามก็สั
ทั้งสองคนไปตลาดหาซื้อของกินเล็กน้อย จากนั้นกลับไปยังจวนฟู่ปรากฏว่ายังไม่ผ่านเข้าประตูก็มองเห็นความชุลมุนวุ่นวายภายในจวนฟู่ เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังสนั่น ยังได้ยินเสียงร้องโอดครวญอีกด้วย“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”กู้หว่านเยว่กังวลความปลอดภัยของซูจิ่นเอ๋อร์ รีบตามบ่าวรับใช้เข้าประตู หลังเข้ามาแล้วถึงมองเห็นหยางหลิวถูกจับตัวไว้ในลานบ้าน ส่วนอาจารย์หูกำลังถูกตี“นี่โวยวายอันใดกันเล่า?”“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่!” ซูจิ่นเอ๋อร์ปรี่ถลาเข้ามา จับคนทั้งสองไว้สีหน้าหวาดกลัว“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” กู้หว่านเยว่เช็ดเหงื่อแทนซูจิ่นเอ๋อร์ซูจิ่นเอ๋อร์รีบเอ่ยตอบ “หยางหลิวคนนี้มิใช่คนดี นางถึงขั้นวางยาใต้เท้าฟู่! ยังดีข้ามาทันเวลา หาไม่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น!”ที่แท้หลังฟู่หลานเหิงเกิดความคิดส่งหยางหลิวจากไป หยางหลิวก็กระวนกระวายทุกคืนวัน สรุปว่าติดสินบนอาจารย์หู ทั้งสองคนร่วมมือกัน วางแผนวางยาฟู่หลานเหิงหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก [1]คนภายในห้องหนังสือวันนี้ล้วนถูกอาจารย์หูเรียกตัวไปกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงฟังจบ ทั้งสองคนล้วนมองเห็นความตกตะลึงภายในสายตาของอีกฝ่ายก่อนนี้คิดว่าหยางหลิวเป็น
รุ่งเช้าวันต่อมา ฟู่หลานเหิงฟื้นคืนสติแล้ว สามารถจัดการงานราชการได้อย่างเป็นปกติกู้หว่านเยว่พูดเรื่องสร้างโรงเรือนปลูกผักภายในหมู่บ้านสือหาน ไปจนถึงแนวทางส่งเสริมหมู่บ้านแห่งอื่นฟู่หลานเหิงฟังจบแล้วก็ตกตะลึงพรึงเพริด “เจดีย์หนิงกู่หนาวเย็นทุรกันดาร ต้นไม้ใบหญ้าล้วนตายทั้งสิ้น ผักที่เจ้าปลูกจะสามารถอยู่ได้หรือ?”ฟู่หลานเหิงมองกู้หว่านเยว่อย่างลังเล แม้พูดว่ากู้หว่านเยว่มีชีวิตลำเค็ญในจวนโหว แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นให้นางไปปลูกผักหรอกกระมัง นางรู้เรื่องปลูกผักด้วยรึ?“หว่านเยว่ เจ้าอย่าได้นึกคึกคะนองไปชั่วขณะ ต้องการหาประสบการณ์ของชาวนาเป็นอันขาด” เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราษฎร์ ฟู่หลานเหิงไม่สามารถเมินข้ามไปได้ยิ่งไปกว่านั้นเขาสงสัยมากว่าตกลงกู้หว่านเยว่มีเงินมากเพียงนั้นหรือ จ้างคนงานต้องใช้เงินไม่น้อยกู้หว่านเยว่รู้สึกยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก อธิบายหลักการของโรงเรือนปลูกผักให้ฟู่หลานเหิงฟังหนึ่งรอบจากนั้นพูดอย่างสุขุม“อีกสองเดือน ท่านไปดูโรงเรือนปลูกผักของข้า ดูว่าข้ากำลังเล่นสร้างบ้านอยู่หรือไม่”วันนี้เพียงมาบอกกล่าวฟู่หลานเหิงเท่านั้น ตรงข้ามกันมิใช่จะรีบสร้างโรงเรือนบนพ
กู้หว่านเยว่กลับหยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งใบ “พวกเจ้าใช้เงินนี้ก่อน หากไม่พอก็มาขอรับจากข้าได้อีก”“นี่?” สองสามคนมองตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึง เบิกตากว้างเหม่อลอย ฮูหยินร่ำรวยเหลือหลาย!“นี่เกรงใจแล้ว ฮูหยิน พวกเราไม่สามารถรับเงินนี้ได้”“ใช่แล้ว ท่านใช้ชีวิตในหมู่บ้านสือหานอย่างอย่างลำบาก จะต้องมีเรื่องให้ใช้เงินมากมาย พวกเราไม่สามารถรับเงิน...”เจียงเฟิ่งทางหนึ่งพูด ทางหนึ่งอ้ากระเป๋าการกระทำนี้ทำเสียจนกู้หว่านเยว่หลุดหัวเราะออกมา ยัดตั๋วเงินเข้ากระเป๋าของเขาแล้ว เอ่ยปากยิ้มๆ“เก็บไว้เถอะ พวกเจ้าอย่าดีใจเร็วเกินไปนัก เงินนี้มิได้ให้ไปโดยเสียเปล่า เห็นของในเรือนแล้วหรือไม่ ช่วยข้าดูแลสิ่งเหล่านี้ๆดี ภายภาคหน้ายังต้องให้พวกเจ้าช่วยขนของแทนข้า”พวกเขาสบตากันแวบหนึ่งหงเจาชะงักงันขณะเอ่ย “ฮูหยิน มิสู้ตบหน้าข้าสองทีเถอะ เงินนี้ได้มาง่ายดายเกินไปแล้ว ข้าเกรงใจ”“ใช่แล้วๆ มิสู้ท่านตีพวกเราสองคนเลยก็ย่อมได้ ละอายใจต่อเงินนี้ยิ่งนัก!”กู้หว่านเยว่ ‘ซูจิ่งสิงคนสำรวมตนคนนั้น เหตุใดมีผู้อยู่ใต้อาณัติไม่สำรวมตนเพียงนี้’“นายท่าน ฮูหยิน พวกท่านวางใจเถอะ พวกเราจะเฝ้าของเหล่านี้ดีๆ”เห็นว่าซูจ
“ได้ หัวหน้าหมู่บ้านเดินช้าๆ จิ่นเอ๋อร์ ไปหยิบไก่ย่างมาครึ่งตัว มอบให้หัวหน้าหมู่บ้านนำกลับไปด้วย”หัวหน้าหมู่บ้านโจวรีบโบกมือ “ไม่ต้องๆ มิได้ทำความดีความชอบจะรับรางวัลได้อย่างไร ไฉนเลยจะกินของบ้านท่านได้”“หัวหน้าหมู่บ้านรับไว้เถอะ ภายภาคหน้าเรื่องโรงเรือนปลูกผักยังต้องรบกวนท่านอีกไม่น้อย”กู้หว่านเยว่ยิ้มพลางเดินไปส่งหัวหน้าหมู่บ้านโจวที่หน้าประตู ส่งไก่ย่างให้อีกฝ่ายมองส่งหัวหน้าหมู่บ้านโจวจากไป กู้หว่านเยว่ยุ่งเท้าไม่ติดพื้นตลอดทั้งวัน นับว่ามีเวลานอนพักผ่อนแล้วหมุนตัวอย่างเหนื่อยล้า ใครรู้เพียงหมุนตัวกลับก็มองเห็นหวังปี้วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ“แม่นางกู้ เจ้าอยู่ก็ดีแล้ว รีบมาช่วยข้าช่วยชีวิตคนเถอะ”กู้หว่านเยว่ยังไม่ทันตอบสนองก็ถูกหวังปี้พาไปทางเรือนของซูหรานหร่านแล้ว“แม่ทัพหวัง ท่านต้องการช่วยใคร?”“เจ้าตามข้ามาดูเถอะ” หวังปี้เปิดประตู พากู้หว่านเยว่มาหยุดตรงหน้าผู้ได้รับบาดเจ็บหนักคนหนึ่งอีกฝ่ายเลือดออกทั้งตัว ลมหายใจรวยรินกู้หว่านเยว่ขมวดคิ้วแน่น นี่อาการหนักเกินไปแล้ว หากมาช้าอีกเพียงเสี้ยววินาที ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยไว้ไม่ได้“ท่านออกไปก่อน ห้ามเข้ามารบกวน
เมี่ยชิงหว่านมองทางเขาอย่างตกตะลึง ซูจื่อชิงหลบเลี่ยงสายตาอย่างว้าวุ่นใจ เอ่ยอธิบาย“อย่างไรเสียเจ้าก็เคยช่วยข้าไว้ ข้าไม่สามารถมองดูเจ้าไปส่งมอบความตายเพียงลำพังได้ ข้า ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้”ซูจื่อชิงเองก็ไม่รู้ตนเองเป็นอะไรไปแล้ว ได้ยินว่าเมี่ยชิงหว่านต้องการไปตามหาหนานหยางอ๋อง เกิดว้าวุ่นใจขึ้นมาในทันใด ร้อนใจต้องการไปด้วยกันกับนาง“เจ้าไม่สามารถไปกับข้าได้ เจ้าไม่มีวิชายุทธ์”เมี่ยชิงหว่านเอ่ยปฏิเสธ ซูจื่อชิงไม่มีวิชายุทธ์ ตามไปด้วยก็อันตรายเกินไป“เหตุใดจะไม่ได้ เจ้ารังเกียจข้ารึ?” ซูจื่อชิงเสียใจอยู่บ้างทั้งสองคนทางฝั่งนี้กำลังเถียงกัน กู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงกลับตกอยู่ในภวังค์ความคิดหากหวังปี้พูดเรื่องจริง นั่นหมายความว่าฮ่องเต้ชั่วเริ่มลงมือกับหนานหยางอ๋องอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ระหว่างหนานหยางอ๋องและฮ่องเต้ชั่ว ไม่มีทางให้หวนกลับมาคืนดีกันได้อีกศัตรูของศัตรูก็คือมิตรของข้าหลักการนี้ หากสามารถดึงหนานหยางอ๋องแม่ทัพผู้เฒ่ามาเป็นพรรคพวกของพวกเขาได้ภายภาคหน้าล้มฮ่องเต้ชั่วก็เป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นสองสามีภรรยาปรึกษากันอยู่นาน ลงท้ายตัดสินใจ ตามพวกเขาไปช่วยหนานหยางอ๋อง
นางอยากเปิดบาดแผลของฮั่วจี๋ให้พวกเขาดู แต่มือสองข้างถูกมัดไว้“คุณชายถูกยิงที่อก ลูกธนูยังอยู่ข้างในเจ้าค่ะ!”หนานหยางอ๋องเลื่อนคบเพลิงเข้าใกล้อกของฮั่วจี๋ได้เห็นลูกธนูที่บาดแผลบนอกของเขาไม่ผิดไปดังคาด ถูกเกราะบังไว้ เห็นได้ไม่ชัดนัก“พระชายา ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”หนานหยางอ๋องมองทางกู้หว่านเยว่ ครั้งนี้พวกเขาออกมาเป็นหน่วยจู่โจมสายฟ้าแลบ ข้างกายมิได้พาหมอทหารมาด้วย“ไม่เป็นไร”กู้หว่านเยว่พกกระเป๋ายาติดมาด้วย ก็เพื่อรับมือในยามจำเป็นแผลถูกธนูยิงนี้สำหรับนางกลับเป็นเรื่องเล็ก“วางคนนอนราบก่อน ข้าจะดูอาการของเขา”หวังปี้รีบขยับขึ้นไป “ข้าเอง”เขามือเท้าคล่องแคล่วว่องไว แก้มัดเชือกบนตัวฮั่วจี๋ออก จากนั้นจับคนนอนราบ“เอาคบเพลิงมาอีกสองอัน ส่องสว่างให้ข้า”เพื่อป้องกันมิให้มีแสงไฟ ทำให้คนสังเกตเห็นเบาะแสดังนั้นภายในหน่วยจึงจุดคบเพลิงเพียงหนึ่งถึงสองอันหนานหยางอ๋องนำคบเพลิงสองอันมา สั่งให้คนย่อตัวถือคบเพลิงข้างกายกู้หว่านเยว่ ส่องแสงให้นางขั้นตอนการดึงธนูออกมีเลือดเล็กน้อยกู้หว่านเยว่สวมถุงมือ การกระทำเป็นขั้นเป็นตอน คีบลูกธนูที่หักออกมาก่อน ล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ โรยผงยาแก
หากชายคนนี้เป็นทหารเมืองเหยาจริง เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถทำความเข้าใจสถานการณ์เมืองเหยาได้ว่าตกลงเป็นเช่นไรกันแน่“พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ พานางกลับไปก่อนเถอะ”กู้หว่านเยว่ขมวดคิ้วมุ่น หญิงคนนี้ปากแข็งมากต้องการถามอะไรจากปากนางให้ได้ในทันที เกรงว่าคงยากนักเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกหนานหยางอ๋องรอจนร้อนใจ มิสู้พาคนทั้งสองกลับไป จากนั้นค่อยถามอย่างละเอียด“ได้!”หวังปี้พยักหน้า หยิบเชือกป่านจากทางด้านหลัง ขยับขึ้นไปมัดทั้งสองคนไว้แล้ว“ปล่อย ปล่อยพวกเรานะ!”เพราะฝ่ายชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป หวังปี้จึงมัดเขาได้อย่างง่ายดายส่วนเจียงม่าน นางไม่รู้วิทยายุทธ์ ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหวังปี้“ปล่อยเขา”เจียงม่านดิ้น“ข้าจะให้เงินพวกเจ้า บนตัวข้ามีเครื่องประดับ”นางเป็นห่วงชายคนนี้มาก ไม่อาจหักใจให้เขาได้รับบาดเจ็บหวังปี้ชี้เข้าที่เกราะบนตัว “เจ้าดูข้าคล้ายคนมาปล้นเงินหรือ? ข้ามาออกรบ หุบปากก่อนเถอะ รอพบแม่ทัพผู้เฒ่าของข้าเจ้าค่อยพูด”พูดจบ หันหลังมองทางกู้หว่านเยว่อย่างเคารพนบอบ“พระชายา พวกเราไป?”“ไปเถอะ”กู้หว่านเยว่กวาดตามองรอบด้าน ในละแวกนี้นอกจากสองคนนี้ ก็ไม่มีคนอื่น
หากเกิดอะไรขึ้นกับกู้หว่านเยว่ หลังกลับไปแล้วซูจิ่งสิงจะยังไม่แล่เนื้อเถือหนังเขาอีกหรือ?“ใช่ ข้าจะส่งคนสองสามคนไปดู”แม่ทัพหลี่เองก็ทำตามคำพูดของหนานหยางอ๋องกู้หว่านเยว่ส่ายหน้า แต่ไหนแต่ไรมานางไม่ชอบรอคนอยู่ที่เดิม ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็แปลกใจมากว่า เหตุใดในป่าทึบถึงมีเสียงร้องไห้ดังออกมาได้?“หวังปี้ ท่านไปกับข้าเถอะ”กู้หว่านเยว่มองทางหวังปี้ สุ้มเสียงหนักแน่นคนอื่นเห็นสถานการณ์แล้วก็หันหน้าสบตากันแวบหนึ่ง พากันพยักหน้าอย่างจนใจ“ไป”หวังปี้พยักหน้า รีบตามหลังกู้หว่านเยว่ไปหนานหยางอ๋องกลับยกมือให้กองทัพใหญ่หยุดรอฟังคำสั่งอยู่กับที่ ดูว่าตกลงสถานการณ์ข้างหน้าเป็นเช่นไรกู้หว่านเยว่พาหวังปี้เดินผ่านป่าไป ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงร้องไห้ดังขึ้นมา“ระบบเจ้าเองก็อย่าอยู่เฉย ช่วยข้าดูว่าสถานการณ์ข้างหน้าเป็นเช่นไรกันแน่”กู้หว่านเยว่พูดกับระบบภายในมิติระบบอ้าปากหาว “สแกนพบว่าข้างหน้าคล้ายมีหญิงคนหนึ่งกำลังกอดชายคนหนึ่งร้องไห้”กู้หว่านเยว่พยักหน้า ถัดจากเสียงของระบบ ภาพด้านหน้าก็ปรากฏต่อหน้าทั้งคู่เป็นอย่างที่ระบบพูดไม่มีผิดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่
“ได้”กู้หว่านเยว่พยักหน้าแล้วเดินจากไปเปี๊ยะอัดแท่งนี้ พวกทหารที่ไม่เคยกินมาก่อน ได้กินแล้วก็รู้สึกเอร็ดอร่อย แต่กู้หว่านเยว่กลับกินไม่ลงนางหยิบช็อคโกแลตออกจากมิติใส่เข้าปากไปหนึ่งชิ้นเพื่อเพิ่มพลังงานอย่างไรเสียก็มืดแล้ว ไม่มีใครมองเห็นหลังกินช็อคโกแลตแล้ว กู้หว่านเยว่ก็หาที่พักผ่อนแห่งหนึ่งย่อมไม่สามารถนอนหลับจนฟ้าสว่างได้กองทัพเร่งเดินทางโดยอาศัยความเร็ว หาไม่แล้วจะเรียกว่าโจมตีสายฟ้าแลบได้เยี่ยงไร?หลังพักผ่อนไปแล้วสองชั่วยาม เห็นแสงที่ขอบฟ้า กองทัพใหญ่ก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อป้องกันมิให้ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น ทุกคนจึงไม่กล้าจุดไฟระหว่างเดินทางทั้งหมดล้วนอาศัยไม้เท้าเดินขึ้นไปข้างหน้ากู้หว่านเยว่และหนานหยางอ๋องเดินอยู่ด้านหน้าสุด“ระบบ ช่วยข้าระวังด้วยว่าพุ่มไม้รอบข้างมีงูหรือไม่”กู้หว่านเยว่ออกคำสั่ง“หากมีงู จัดการในทันที”“นายหญิง ระบบก็ต้องพักผ่อนนะ”ระบบร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา เหตุใดให้คนทำงานทั้งวันทั้งคืนกันเล่า?“ข้าผู้ซึ่งเป็นนายหญิงของเจ้ายังไม่ได้พักผ่อน เจ้าจะพักผ่อนอะไรกัน? เร็วๆ ลุกขึ้นมาทำงาน”กู้หว่านเยว่เร่ง ระบบซับน้ำตาให้ตนเอง เปิดเ
เมื่อเห็นว่าดวงจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้า รอบกายมืดมิดลมแรง บนพื้นเองก็มองได้ไม่ชัดเจนกู้หว่านเยว่มองเข้าไปในมิติแวบหนึ่ง บัดนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว“หนานหยางอ๋อง ฟ้ามืดเกินไป เหล่าทหารเร่งเดินทางย่อมไม่สะดวกเจ้าค่ะ”เร่งเดินทางยามฟ้ามืดย่อมพลาดพลั้งได้อย่างง่ายดายในเวลานี้ ภายในป่าลึกยังมีอสรพิษมากมายนัก“มิสู้พวกเราหาที่แห่งหนึ่ง พักผ่อนสักสองชั่วยามเถอะ”รอพักผ่อนเอาแรงดีแล้วค่อยเดินทางต่อก็ไม่สายหนานหยางอ๋องพยักหน้าหลังกองทัพใหญ่ออกเดินทางจากแม่น้ำมู่ตานก็ไม่ได้พักผ่อนอีกเลยอาศัยช่วงฟ้ามืด พักผ่อนสองสามชั่วยามก็ไม่เป็นไร“ให้กองทัพใหญ่หยุด พักผ่อนอยู่กับที่ แจกจ่ายเสบียงอาหาร!”หนานหยางอ๋องออกคำสั่งกับขุนพลหลี่เหล่าหลี่ร้องตะโกนเสียงแหบ “ทหารทุกนายพักผ่อนอยู่กับที่ ดื่มน้ำ กินเสบียงอาหาร!”“ขอรับ!”ทุกคนทำตามคำสั่งของหนานหยางอ๋อง นั่งลงพักผ่อนเพื่อความสะดวก ทหารทุกคนล้วนพกอาหารแห้งและถุงน้ำแขวนไว้ข้างเอวหลังนั่งลงไปแล้ว ทุกคนก็หยิบอาหารแห้งออกจากใต้วงแขน เปิดถุงน้ำ เริ่มเพิ่มพลังงานทว่าอาหารแห้งที่พวกเขากิน มิใช่อาหารแห้งแข็งๆ อีกแต่เป็นเปี๊ยะอัดแท่งที่กู้ห
เดิมทีกองทัพเจดีย์หนิงกู่ก็มีคนไม่มาก ตระหนักถึงปัจจัยรอบด้าน ซูจิ่งสิงจึงให้กองทัพใหญ่อยู่ที่สมรภูมิหลักหนานหยางอ๋องและกู้หว่านเยว่นำทหารชั้นยอดไปเพียงหนึ่งพันนายทหารชั้นยอดหนึ่งพันนายนี้ เป็นกองกำลังเฝ้าระวังอยู่ที่ชายแดนกับหนานหยางอ๋องในปีนั้นกู้หว่านเยว่เปลี่ยนชุดเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด หอกดาบไม่ทะลุให้กับพวกเขา จับคู่กับหอกยาวที่แหลมคมที่สุดขี่ม้ากำยำแข็งแรงที่สุดของสกุลกงซุนคนกลุ่มนี้เน้นการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ วางแผนทำให้เมืองเหยาไม่ทันตั้งตัวหนานหยางอ๋องหยิบแผนที่ออกมา ชี้ไปยังคูเมืองสองสามแห่งข้างบน“พระชายา เจ้าดูนี่กึ่งกลางระหว่างพวกเราและเมืองเหยา ยังมีคูเมืองสองแห่งอยู่พวกเราสามารถอ้อมเข้าภูเขาเหยา โจมตีเมืองเหยาก่อนได้จากนั้นย้อนกลับมาโจมตีคูเมืองสองด้านพร้อมท่านอ๋อง”แท้จริงแล้ว ต่อให้ไม่ใช่เพื่อสกุลหลินไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องมาโจมตีเมืองเหยาแห่งนี้เมืองเหยาเป็นจุดยุทธศาสตร์ นับเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างตงเป่ยและหัวเป่ย“หากโจมตีเมืองเหยา ข้ามด่านก็คือที่ราบกว้างใหญ่ของหัวเป่ยแล้ว”หาไม่แล้วเหตุใดกองโจรพเนจรกลุ่มนั้นถึงไม่โจมตีคูเมือง แต่ลงมือกับเม
“ไม่ได้”ซูจิ่งสิงคัดค้านในทันทีทันใด เขาส่งผู้นำที่เหมาะสมไปแล้ว“เจ้าจงอยู่กับข้าที่นี่”ในสนามรบดาบกระบี่ไม่มีตา ก่อนหน้านี้ไปตามหาองค์หญิงใหญ่ยังไม่เท่าไร แต่หากเป็นแนวหน้าก็อาจได้รับบาดเจ็บทุกเมื่อ“ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสามารถมาก แต่สถานการณ์ในสนามรบเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา หากเจ้าได้รับบาดเจ็บ หลบเข้ามิติไม่ทัน”ซูจิ่งสิงไม่หวังให้กู้หว่านเยว่ได้รับบาดเจ็บ“ไม่เป็นไร ท่านยังไม่รู้ความสามารถของข้าอีกหรือ?”กู้หว่านเยว่จับมือเขาไว้อย่างจริงจัง“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ารับปากกท่านตาท่านยายแล้วว่าจะพาญาติผู้พี่กลับมาอย่างปลอดภัยตอนพวกเราถูกเนรเทศ พวกเขาเคยยื่นมือเข้าช่วย มอบความช่วยเหลือยามทุกข์ยากข้าไม่อยากติดค้างพวกเขาเจ้าค่ะ”แต่ไหนแต่ไรมากู้หว่านเยว่เป็นคนมีบุญคุณต้องตอบแทนหากนางติดตามไป ก็ย่อมมีความหวังในการตามหาหลินเพียวเพียวมากยิ่งขึ้นเห็นว่าซูจิ่งสิงยังคิดปฏิเสธ กู้หว่านเยว่จึงปรึกษากับเขาอีกครั้ง“ญาติผู้พี่กำลังตั้งครรภ์ ต่อให้ตามหาเบาะแสของนางพบ แต่การเดินทางลำบากมาก ยากจะรับรองได้ว่านางจะไม่เป็นไรหากข้าติดตามไปด้วย หลังพบนางแล้ว ข้าก็สามารถทำให้นางหมดสติแล
กู้หว่านเยว่เข้าใจในทันใด มิน่าเล่าคนเหล่านี้ท้องร้องโครกคราก ท่าทางอิดโรย ที่แท้ก็เกิดเรื่องกับสกุลหลินนี่เอง“สกุลหลินเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ขึ้น ข้ากลับไม่รู้เรื่อง ต้องขออภัยด้วย”“เรื่องนี้จะโทษเจ้าไม่ได้ ฉูโจวและเจดีย์หนิงกู่อยู่ห่างกันมากเพียงนี้ จะส่งจดหมายมาก็เป็นเรื่องยาก”ยิ่งไปกว่านั้น สาเหตุที่เกิดเรื่องกับสกุลหลิน ยังไม่ใช่เพราะราชสำนักโง่เขลาไร้ขอบเขตอีกหรือ ต่อให้บอกกู้หว่านเยว่เรื่องนี้ ยังจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า?“กินข้าวก่อนเถอะเจ้าค่ะ”กู้หว่านเยว่ไม่รู้ว่าสมควรเริ่มปลอบจากที่ใด ยังดีรับคนสกุลหลินมาแล้ว“ท่านตาท่านยาย แนวหน้าอันตราย รอพวกท่านพักผ่อนสักสองวันแล้ว ข้าจะให้คนพาพวกท่านไปส่งที่เมืองอวี้ไปถึงเมืองอวี้ย่อมมีคนจัดแจงที่พักให้พวกท่านส่วนทางฝั่งญาติผู้พี่ รอข้าได้รับข่าวของนางแล้ว ค่อยให้คนกลับไปแจ้งพวกท่าน”กู้หว่านเยว่บอกความคิดของตนให้คนเหล่านี้ฟังนายท่านผู้เฒ่าหลินในฐานะผู้นำตระกูลใหญ่ เอ่ยปากก่อนเป็นคนแรก “หว่านเยว่ ทั้งหมดล้วนฟังเจ้า ขอเพียงไม่สร้างปัญหาให้เจ้าก็พอ”กู้หว่านเยว่พยักหน้าคนสกุลหลินล้วนคิดเพื่อหลานสาวอย่างนางคนนี้มาโดยตล
“ดูเจ้าสิ พูดเรื่องนี้กับหว่านเยว่เพื่ออะไร?”หลินรู่ไห่ดึงนางเก๋อไว้ ในใจเขาก็รู้สึกกังวลเช่นกัน แต่เขารู้ว่าการบอกเรื่องนี้กับกู้หว่านเยว่นั้นไม่มีประโยชน์เมืองเหยาอยู่ไกลจากที่นี่ กู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงก็กำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับฮ่องเต้ จะเอาเวลาที่ไหนไปตามหาคนที่เมืองเหยา?พวกเขาไม่อยากให้กู้หว่านเยว่ต้องลำบากใจ“ท่านน้า ต้องขอบคุณน้าสะใภ้ที่บอกข้า เรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ทำไมพวกท่านไม่พูดทันทีที่เข้ามา?”กู้หว่านเยว่ยังจำหลินเพียวเพียวได้ สาวน้อยที่สงบเสงี่ยมมาก เวลาพูดขึ้นมาก็ดูคงแก่เรียนเมื่อคนสกุลหลินไปที่โรงเตี๊ยมเตียงนอนรวมเพื่อส่งเงินให้นาง หลินเพียวเพียวก็มาด้วย แล้วยังปลอบประโลมนางอย่างนุ่มนวล“หว่านเยว่ พวกเราไม่อยากให้เจ้าเป็นกังวล”ประเด็นคือพวกเขาไม่เคยคิดว่ากู้หว่านเยว่จะสามารถช่วยหลินเพียวเพียวกลับมาได้และพวกเขาก็เป็นห่วงว่าซูจิ่งสิงจะรู้สึกว่าสกุลหลินของพวกเขาเป็นปัญหา ถึงตอนนั้นจะทำให้กู้หว่านเยว่เดือดร้อนไปด้วยกู้หว่านเยว่จำพวกเขาได้ จึงขอให้ซูจิ่งสิงส่งคนไปรับพวกเขาที่ฉูโจว พวกเขาก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว จะเสนอเงื่อนไขอะไรได้อย่างไร?“พวกท่าน”กู้หว