“สตรีใจดำ ใช้ความรุนแรงในครอบครัว” โม่จื่อหลิงทำท่าทางน้อยใจ มือข้างหนึ่งกุมหน้าซีกซ้ายของตน
“ท่านจะออกไปดีๆ หรือให้ข้าถีบส่ง” หลี่หลิงเฟิ่งที่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลอง ผมเปียกชื้นลู่ลงถึงบั้นเอว หยดน้ำบนผมยาวดำขลับราวน้ำหมึกหยดติ๋งๆ ตามพื้น กระทบจิตใจคนมองจนคันยุบยิบ อยากหยิบผ้าแห้งช่วยเช็ดผมให้นางใจจะขาด
“ฝ่าบาทมีราชโองการอนุญาตให้พวกเราศึกษาดูใจกัน...” โม่จื่อหลิงมองร่องรอยเปียกชื้นตามชุดแนบเข้ากับลำตัว หวนนึกถึงฉากวาบหวามในห้องอาบน้ำ ใบหูแดงเถือก ภายในกายร้อนรุ่มขึ้นมาอีกหน ชายหนุ่มรีบเสมองไปทางอื่นด้วยกลัวจะหักห้ามใจตนเองไม่ได้
“อยู่ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องนอนห้องเดียวกัน บนชั้นนี้มีอยู่หลายห้อง ท่านเลือกก็มาสักห้อง” หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะเสียงเย็น มองท่าทางเก้กังของอีกฝ่ายก็รู้ว่าในใจของบุรุษเพศคิดสิ่งใดอยู่
นางอยากจะตบอีกสักป๊าบจะได้หลาบจำ
“แต่ข้าอยากนอนกับเจ้า” ชัดเจนตรงประเด็น
หลี่หลิงเฟิ่งตกตะลึง คำพูดหยาบโลนเช่นนี้ก็พูดออกมาอย่างไม่อายปาก นางโกรธจัดพ่นคำไม่น่
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบด้าน ผู้คนจับกลุ่มล้อมวง มองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ท่ามกลางบรรยากาศร้อนระอุ หลี่หลิงเฟิ่งยืนอยู่ตรงกลาง เผชิญหน้ากับจวงลี่รุ่น คุณชายตระกูลจวง ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยอารมณ์เดือดดาลเขาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ดวงตาคมฉายแววเหยียดหยาม ทำเหมือนหลี่หลิงเฟิ่งเป็นเพียงเศษฝุ่นใต้เท้าของเขา เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดังลั่น ราวกับต้องการให้ทุกคนได้ยินชัดเจน“ข้าพูดกับองค์ชายอยู่ เป็นแค่คู่หมั้นไร้ค่าอย่างเจ้าอย่าริอาจมาแส่!”คำพูดของเขาทำให้ผู้คนบางส่วนหลุดหัวเราะเบาๆ บางคนแสดงสีหน้าสงสารหลี่หลิงเฟิ่ง แต่ไม่มีใครกล้าออกมาแสดงความเห็น แต่ละคนต่างจับจ้องไปที่นางด้วยความคิดหลากหลายหลี่หลิงเฟิ่งไม่ได้ตอบโต้ทันที นางยืนนิ่งเพียงยิ้มบางกลับไป ดวงตาเยือกเย็นสบเข้ากับเขาโดยตรง สายตานั้นราวกับน้ำแข็งที่กดทับลงบนหัวใจของจวงลี่รุ่น“หรือเจ้าคิดว่าการเป็นคู่หมั้นขององค์ชายรองจะทำให้เจ้ามีค่ามากขึ้น ฮ่าๆ อย่าฝันลมๆ แล้งๆ ไปหน่อยเลย!” จวงลี่รุ่นกล่าวพร้อมแค่นเสียงหัวเราะเยาะผู้คนรอบข้างซุบซิบกันดังขึ้น
สองร่างที่สง่างามจับจูงมือเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดิน ทิ้งไว้เพียงเสียงลมแผ่วเบาและบรรยากาศที่เงียบงัน ร่างของจวงลี่รุ่นที่ยังคงนอนสั่นสะท้านอยู่กับพื้น และผู้คนที่ยืนอึ้งมองตามพวกเขาอย่างไม่อาจละสายตาได้เมื่อห่างจากฝูงชน โม่จื่อหลิงที่จับมือหลี่หลิงเฟิ่งไว้ตั้งแต่ต้นก็ปล่อยมือนางอย่างแผ่วเบา เขาหยุดเดิน หันมามองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง“ทำให้เจ้าต้องได้รับความอยุติธรรมเสียแล้ว” น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความรู้สึกผิด ทว่าความอ่อนโยนกลับทำให้หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยคำพูดนั้นหลี่หลิงเฟิ่งส่ายหน้าเบาๆ แม้ใบหน้านางยังคงสงบนิ่ง แต่ในแววตากลับฉายความอ่อนโยนที่ไม่อาจปกปิด“ท่านไม่จำเป็นต้องออกหน้า” นางเอ่ยเสียงเรียบ “พลังยุทธ์ระดับเขา ข้าสู้ได้สบาย”โม่จื่อหลิงมองนางนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พลางยกยิ้มมุมปาก“นางมารน้อย เจ้าช่างดื้อรั้นนัก” เขากล่าวเสียงเบา น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเอ็นดูเขาไม่ต้องการให้นางต้องแข็งแกร่งมากขนาดนี้ ในใจลึกๆ เขาหวังให้นางพึ่งพาเขามากขึ้น อยากให้
หลังจากจวงเหมยหลิงถูกเหยียนสุ่ยพากลับไป บรรยากาศรอบตัวก็ค่อยๆ สงบลง โม่จื่อหลิงและหลี่หลิงเฟิ่งเดินเคียงข้างกันไปยังศาลาริมน้ำ“เจ้านี่ไม่เคยยอมเสียเปรียบใครเลยจริงๆ” โม่จื่อหลิงกล่าวพลางมองนางด้วยสายตาเอ็นดูหลี่หลิงเฟิ่งมองเขา “ไม่ยอมเสียเปรียบหรือ ข้าเพียงแค่ปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองเท่านั้น”“แต่ข้ากลับชอบที่เจ้าเป็นเช่นนี้ที่สุด” เขากล่าว น้ำเสียงนุ่มลึกที่เจือความชื่นชม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขาไม่จางหายคำพูดนั้นทำให้หลี่หลิงเฟิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง นางเบือนหน้าหนีสายตาที่เต็มด้วยความรู้สึกลึกซึ้งคู่นั้น“หลิงเฟิ่ง ข้าต้องขออภัยแทนศิษย์ของข้าด้วย” เหยียนสุ่ยกลับมาอีกครั้ง ทำลายบรรยากาศคลุมเครือลง เขารีบเอ่ยเรื่องสำคัญทันที “แต่วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญอยากหารือกับเจ้า”เหยียนสุ่ยหยิบแผ่นกระดาษออกมา พร้อมกับร่างภาพของอาวุธล้ำค่าหลายชิ้น แม้หอหลอมอาวุธจะสามารถหลอมออกมาได้ ทว่าไม่เพียงพอในเมื่ออาวุธชั้นยอดนั้นสร้างออกมาไม่ง่าย ตัวเขาเองสร้างได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
สนามประลองของสำนักศึกษาหลวงตั้งตระหง่านกลางลานกว้าง ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาสูงที่ถูกแกะสลักลวดลายวิจิตรสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของสำนัก พื้นสนามปูด้วยหินสีขาวเรียบเนียนแต่ยังเห็นร่องรอยการต่อสู้ที่ผ่านมา รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยตื่นเต้นของเหล่าศิษย์ที่มาร่วมชมความสนุก ทั้งหลายต่างมองไปยังกลุ่มของหลี่หลิงเฟิ่ง พากันคิดว่าหลี่หลิงเฟิ่งเป็นสตรีที่ไม่เจียมตัว อยู่ดีไม่ว่าดีชอบรนหาที่ตายขณะที่สายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ที่กลุ่มของหลี่หลิงเฟิ่ง รอยยิ้มและแววตาเยาะเย้ยจากกลุ่มของจวงเหมยหลิงยิ่งเด่นชัด จนพาให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นอีกเท่าตัวจวินชางหลางที่นั่งอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอนตัวเข้ามากระซิบกับหลี่หลิงเฟิ่งอีกครั้ง ใบหน้าของเขาฉายแววกังวลอย่างมาก "หลี่หลิงเฟิ่ง ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้าหรอกนะ แต่จวงเหมยหลิงน่ะไม่ธรรมดา ข้าได้ยินมาว่านางใช้กระบวนท่าได้เร็วขนาดที่ศิษย์คนอื่นยังตามไม่ทัน กระทั่งตัดต้นไม้ขาดในดาบเดียว"หลี่หลิงเฟิ่งหันมามองเขาด้วยสายตาไม่บ่งบอกความรู้สึก "ต้นไม้ไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าไม่คิดจะฟันมัน""ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าฟันต้นไม้สักหน่อย!"
ทันใดนั้นร่างของสัตว์อสูรขนาดเท่าข้อนิ้วปรากฏบนฝ่ามือของหลี่หลิงเฟิ่ง นางวางมันลงบนลานกว้าง จากนั้นร่างของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่า นุ่มนิ่มมีรูปร่างประหลาด ตัวมันยาวเป็นปล้องคล้ายไส้เดือน แต่กลับมีขาสั้นๆ ขณะที่ผิวของมันแวววาวราวกับเคลือบด้วยโลหะสีเลือดเสียงหัวเราะรอบด้านดังลั่น "นั่นมันตัวอะไรน่ะ สัตว์อสูรแน่หรือ เหตุใดถึงได้น่าขยะแขยงขนาดนี้ เล่นเสียใหญ่โต ข้ายังหลงคิดว่านางจะมีของดีอะไรเสียอีก"หลี่หลิงเฟิ่งมองสัตว์อสูรของตนด้วยสีหน้านิ่งเฉย แม้จะรู้สึกแปลกใจกับรูปร่างที่เปลี่ยนไปของมัน แต่สีหน้าที่แสดงออกมายังไร้อารมณ์เช่นเดิมสัตว์อสูรตัวยาวหันหน้ามองหลี่หลิงเฟิ่งด้วยดวงตาสีแดงลุกวาว มันไม่ได้สนใจเสียงเยาะเย้ยรอบด้านแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของมันคือนายหญิงเรียกมันว่า นุ่มนิ่ม! มันไม่ชอบชื่อนุ่มนิ่ม ฟังดูเหลาะแหละไม่เข้ากับภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ของมันเอาเสียเลยนุ่มนิ่มที่ดูเหมือนไส้เดือนมีขา เลื้อยอยู่ข้างตัวเจ้านายอย่างไม่รีบร้อน ทว่าในใจของมันเต็มไปด้วยเสียงบ่นพึมพำไม่หยุดข้าคือมังกรบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่ ฝึกบำเพ็ญมาหลายพันปี แต่กลับต้องลงสนามในรูปลักษณ์นี้... ฮึ่ม! ถ้
พยัคฆ์เพลิงแดงลุกขึ้นอีกครั้ง ทว่า...นุ่มนิ่มพุ่งทะยานขึ้นสูงด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่า ขาสั้นๆ ที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์กลับแทงเข้าที่ใต้คอของพยัคฆ์เพลิงแดงด้วยความแม่นยำ ราวกับมันรู้จุดอ่อนของศัตรูโดยสัญชาตญาณเสียงคำรามของพยัคฆ์เพลิงแดงดังลั่นสนาม เซถอยหลัง ดวงตาฉายแววเจ็บปวด ขณะที่ผู้ชมรอบสนามถึงกับอ้าปากค้างปึ้งๆๆๆนุ่มนิ่มฟาดหางซ้ำๆ ทุกการกระแทกทำให้ร่างของพยัคฆ์เพลิงแดงจมลึกลงพื้น ขนสีเพลิงของมันหลุดกระจายเปลือยล่อนจ้อน"นั่นมัน… หางหรือกระบองเทพเจ้า!" จวินชางหลางพูดพลางหัวเราะลั่น "ข้าไม่รู้ว่าจะสงสารใครก่อนดีระหว่างพยัคฆ์เพลิงแดงหรือจวงเหมยหลิง”พยัคฆ์เพลิงแดงที่เคยดุดันบัดนี้นอนแน่นิ่ง ร่างของมันแทบขยับไม่ได้ เสียงคำรามที่เคยดังสนั่นเปลี่ยนเป็นเสียงหอบหายใจแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนหมดลมท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้ชมจบแล้ว? จบง่ายดายแบบนี้เชียวรึเหล่าผู้ชมยังไม่หายตื่นตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ใครเลยจะคิดว่าพยัคฆ์เพลิงแดงที่เคยดูน่าเกรงขาม บัดนี้ตายเสียแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอันใด เสียงดังเซ็งแซ่เกิดขึ้นทั่วลาน สัตว์อสูรขั้นห้าพ่ายแพ้ให้กับเจ้าตัวน่าเกลียดที่ไม่มีแม้แต่ระดับขั้นส
หลี่หลิงเฟิ่งที่ยืนอยู่กลางเปลวไฟเหลือบมองจวงเหมยหลิง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางสะบัดผ้าสีแดงในมือ เปลวไฟที่ร้อนระอุพุ่งทะยานขึ้นราวกับมังกรที่กำลังเตรียมโต้กลับอย่างรุนแรงท่ามกลางเศษซากของกำแพงหินและเงามืดจากมือภูผาที่แตกกระจาย เปลวไฟสีแดงฉานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มังกรเพลิงตื่นจากการหลับใหลแล้ว เสียงลุกไหม้ดังก้อง เปลวเพลิงหมุนวนรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง ร่างบางของนางยืนตระหง่านกลางสนาม ดวงตาฉายแววเยือกเย็นที่ทำให้ผู้ชมรอบสนามแทบหยุดหายใจเปลวเพลิงที่หมุนวนกลายเป็นมังกรเพลิงที่สมบูรณ์แบบ มันคำรามลั่น พุ่งตรงไปยังจวงเหมยหลิงด้วยความเร็วสูง“มังกรเพลิงพิโรธ ถึงกับเป็นมังกรเพลิงพิโรธ! สตรีของเจ้าบรรลุขั้นหลอมรวมระดับสูงแล้วหรือ” จวินชางหลางขยี้ตา เข้านั่งไม่ติดที่นานแล้ว ครั้งนี้มองการประลองอันดุเดือดจนดวงตาแทบถลนออกมาจากเบ้าด้วยความอึ้งทึ่งจวงเหมยหลิงรีบสร้างกำแพงหินเสริมขึ้นอีกชั้น ยอมรับว่านางตกใจไม่น้อย ทว่าแล้วอย่างไร ในเมื่อนางเองก็อยู่ในระดับเดียวกัน คิดว่าแค่นี้ทำอะไรนางได้หรือเปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะแต่มังกรเพลิงของหลี่หลิงเฟิ่งพุ่งเข้ากระแทกกำแพงหินเสียงดังสนั่นจนพังยับ เศษหินป
สองบุรุษยืนขนาบข้างหลี่หลิงเฟิ่ง ร่างสูงของพวกเขาเปล่งพลังยุทธ์ที่หนักแน่น กดดันกลุ่มของตระกูลจวงจนต้องชะงักไปชั่วขณะ ผู้ชมรอบสนามที่มองอยู่ต่างพากันอึ้งกับภาพที่เห็น สองชายหนุ่มจากสองสายเลือดที่ยืนอยู่ข้างหลี่หลิงเฟิ่งพร้อมจะเผชิญกับทุกสิ่งเพื่อปกป้องนาง“พวกเจ้าสองคนจะทำเช่นนี้หรือ” จวงเทียนหยางกัดฟันแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “คิดดีแล้วหรือจะเป็นศัตรูกับตระกูลจวงงั้น”“รวมข้าเข้าไปด้วยได้หรือไม่” เสียงหัวเราะของหู่กวงที่ดังมาก่อนตัวดึงดูดสายตาทุกคู่ในสนาม เขามาหยุดยืนอยู่ข้างหลี่หลิงเฟิ่ง เจ้าของหอแพทย์ที่ปกติมักจะกลับฉายรอยยิ้มผ่อนคลาย ตอนนี้มีเพียงความเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าจวงเทียนหยางขบกรามแน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะหรี่มองหู่กวง “หู่กวง ท่านหมายความว่าอย่างไร การที่ท่านมายืนข้างนางในวันนี้ ไม่กลัวว่าตระกูลจวงกับหอแพทย์โอสถต้องขัดแย้งกันอย่างนั้นหรือ”หู่กวงหัวเราะเบาๆ เขาก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย “นายท่านจวงคงยังไม่รู้ หลิงเฟิ่งมีชื่อแขวนในหอแพทย์โอสถของข้า ยืนฝั่งเดียวกับนางก็สมเหตุสมผลแล้ว หากเจ้าสำนักรู้ต้องชื่นชมการกระทำของข้าในวันนี้อย่างแน่นอน”แน่ล่ะ นี่คือบรรพบุรุษ
ไม่นานหลังจากที่สวีคุนพูดจบ ร่างสูงของอู๋เหยียนก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขากวาดมองหลี่หลิงเฟิ่งทันที"คุณหนูห้า นายท่านแย่แล้วขอรับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น""อาการของคุณชายใหญ่ทรุดหนักลงกะทันหัน โปรดตามข้ากลับไปที่หอฝึกยุทธ์ดูสักหน่อยเถิดขอรับ"หัวใจของหลี่หลิงเฟิ่งเต้นกระตุก นางไม่ได้ถามต่อให้เสียเวลา รีบหันไปบอกลาทุกคนก่อนจะก้าวตามอู๋เหยียนไปโดยไม่ลังเลที่ห้องพักของหลี่เฟยหยาง กลิ่นจางๆ ของผลไม้คืนชีวิตอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับเพิ่งมีผู้ใช้มันเมื่อไม่นานมานี้ ดวงตาคมของหลี่หลิงเฟิ่งหรี่ลง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลี่เฟยหยางนอนอยู่บนเตียงสีขาว ใบหน้าซีดเซียวของเขามีหยาดเหงื่อเกาะพราว ดวงตาหลับพริ้มราวกับกำลังฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาวหลี่หลิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ราวกับทุกอย่างวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกหน เขาต้องการเลือดข้านางขบเม้มริมฝีปาก กำมือแน่นก่อนจะใช้ปลายเล็
ทุกสายตาจับจ้องมายังหลี่หลิงเฟิ่งที่บัดนี้รายล้อมไปด้วยเหล่าคนของสำนักแพทย์โอสถ บางคนถึงกับหันไปมองกันอย่างสับสน"ศิษย์น้องของเจ้าสำนักหรือ หูของข้าเพี้ยนไปแล้วหรือไม่" สีหน้าของทุกคนเบิกโพลง"ใช่แล้ว หลี่หลิงเฟิ่งคืออาจารย์อาที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าสำนักของเรา หากข้ารู้ว่าใครยังว่าร้ายนางอีกล่ะก็ อย่าหาว่าหอแพทย์โอสถของพวกเราไม่เตือน"ผู้อาวุโสแปดกล่าวเสียงกร้าว เขารอเวลานี้มานานแล้ว ใครใช้ให้คนเมืองหลวงมีตาหามีแววไม่ ใส่ร้ายบรรพบุรุษน้อยของพวกข้าไม่เว้นแต่ละวันคำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนซีดเผือด ความนับถือที่แฝงด้วยความสั่นสะท้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยปรามาสหลี่หลิงเฟิ่งต่างเบื้อใบ้ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่สวีคุนเองก็อดยิ้มบางออกมาไม่ได้ "ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าทำให้คนทั้งสนามตะลึงจนลืมหายใจได้เลยทีเดียว"รอบตัวหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบปรามาส บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัว แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยคิดว่านางเป็นเพียงขยะไร้ค่า
พลังยุทธ์สีแดงขาวปรากฏรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง พลังมหาศาลที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นแต่แผดเผาไปพร้อมกันแผ่ซ่านออกมา ร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยแยกออกเป็นสิบร่าง ตอนนี้กลับแยกออกมาได้ถึงห้าสิบร่าง จนแม้แต่ชายชุดดำยังต้องเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้…วิชาลับตระกูลชิง เจ้ามีมันได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตระกูลชิงรึ” เขาสั่นศีรษะ คัมภีร์ทั้งหลายล้วนสูญสลายไปพร้อมกับคนของตระกูลชิงสายหลักไปหมดแล้ว แต่นางเรียนรู้มาจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาอันสั้นสตรีนางนี้เลื่อนขั้นไปกี่ครั้งกันแน่ หากปล่อยไปจะต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอย่างแน่นอนหลี่หลิงเฟิ่งไม่ตอบ นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนที่ร่างทั้งห้าสิบจะพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกันราวกับคลื่นพายุที่ไม่มีวันหยุดยั้งเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงและพลังยุทธ์สีดำสาดกระจายกลางอากาศ ชายชุดดำสะบัดมือส่งพลังทำลายล้างออกไป แต่ร่างเงาของหลี่หลิงเฟิ่งกลับเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าปลาได้น้ำ หลบหลีกทุกการโจมตีของเขาได้อย่างแม่นยำ“นังตัวดี!” ชายชุดดำกัดฟันแน่น พลังปราชญ์ของเขาถูกกดดันจนเริ่มสั่นคลอนแต่ในขณะที่เปลวเพลิงนั้นโหมกระหน่ำ หลี่เฟยหยางที่ยืนอยู
"พวกเจ้าคิดว่าการทำลายวังหลวงแคว้นตงเยว่แล้วจะปัดก้นหนีไปอย่างสง่าผ่าเผยได้รึ" ชายชุดดำที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับเต็มไปด้วยเจตนาสังหารจวินชางหลางแม้ใจจะกลัว แต่ฝีปากนั้นกล้าเกินจะกล่าว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขรับใช้แคว้นตงเยว่นี่เอง ทำไม ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พวกมันสินะ เข้ามาเลยสิ กลัวที่ไหนกัน”ดวงตาคมกริบของชายชุดดำจับจ้องมาไปยังเขา "จักรพรรดิแคว้นตงเยว่เป็นศิษย์ของข้า พวกเจ้าสังหารเขายังเท่ากับท้าทายข้า ซ้ำยังทำลายวังหลวง ฆ่าล้างทุกคน ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด เลือดของพวกเจ้าต้องชำระล้างแผ่นดินตงเยว่ สังเวยวิญญาณให้กับศิษย์ของข้า"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่โม่จื่อหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็อดขรึมลงไม่ได้ "เจ้าเป็นคนจากดินแดนไร้ขอบจริงด้วยสินะ"ชายชุดดำแค่นหัวเราะ มองโม่จื่อหลิงแวบหนึ่งพลางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่าเวลานี้เขาไหนเลยจะสนใจ "รู้จักข้าก็ดีแล้ว จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะพบจุดจบแบบใดในไม่ช้า"โม่จื่อหลิงยกกระบี่ขึ้น สายตาคมวาว "จุดจบของเจ้าหรือ
ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิวอวิ๋นเสียงการต่อสู้ยังคงดังกึกก้อง เปลวเพลิงโหมลุกไหม้ตามแนวกำแพง เสียงคำรามของผู้บุกรุกประสานกับเสียงอาวุธที่กระทบกันอย่างดุเดือดสวีคุนเจ้าสำนักหอแพทย์โอสถ กำลังรักษาผู้บาดเจ็บพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อย่าปล่อยให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้ ต้านไว้สุดกำลัง"ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกำลังกันอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนศัตรูที่มีกองกำลังมือสังหารชั้นสูงกลับยังคงท่วมท้นทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ เสียงลมกรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่หลิงเฟิ่ง โม่จื่อหลิง และจวินชางหลางที่ปรากฏตัวออกมา"พวกเรากลับมาแล้ว!" จวินชางหลางร้องลั่น พลางสะบัดดาบเล่มใหม่ในมืออย่างฮึกเหิม "ใครอยากโดนฟันก่อน มาเลย!""ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" หลี่หลิงเฟิ่งตะโกนถามพลางฟาดแส้เพลิงออกไป เผาผู้บุกรุกที่พุ่งเข้ามาสวีคุนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ "พวกเจ้ามาทันเวลาพอดี ฝั่งนั้นมีมากเกินไป พวกเรากำลังต้องการกองกำลังเสริมอย่างยิ่งยวด""ท่านวางใจ ข้าจะทำให้ศัตรูจำชื่อพวกเราไปตลอด" จวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง เลือดร้อนไม่ลดละจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน"งั้นข้าจะช
"อะไรเนี่ย ทำไมรากไม้พวกนี้มันมีชีวิตล่ะ แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย" จวินชางหลางตะโกนพลางถอยหลบ ขณะที่รากไม้สีดำเลื้อยมาทางเขาดาบกลืนวิญญาณในมิติมายาของหลี่หลิงเฟิ่งยังคงสั่นสะท้าน ราวกับพยายามเตือนบางสิ่ง นางหอบหายใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใจกลางห้องโถงที่บัดนี้เต็มไปด้วยพลังมืด แท่นบูชาที่พังครึ่งหนึ่งพลันแตกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำสนิทที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยรากไม้หนาทึบ นางเดินเข้าไปใกล้โลงศพที่ยังคงปล่อยไอสังหารออกมา"ระวังนะ!" จวินชางหลางร้องเตือน แต่หลี่หลิงเฟิ่งยื่นมือออกไปแตะรากไม้ที่พันรอบโลงศพ ถึงกับเป็นโลกศพฮ่องเต้รุ่นที่หนึ่งทันใดนั้น เส้นแสงสีดำพุ่งออกมาจากรากไม้ เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง รากไม้ราวกับมีชีวิตฉุดกระชากไปทั่วโลงศพเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นเน่าเหม็นโชยกระจายไปทั่วห้องโถง ร่างของฮ่องเต้ตงเยว่ที่เคยหลับใหลปรากฏให้เห็น ผิวหนังซีดเผือด ดวงตาที่ควรปิดสนิทพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงสีดำวาววับ"มันตื่นขึ้นแล้ว!" โม่จื่อหลิงกล่าวเสียงหนัก ขณะกระชับกระบี่ในมือแต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ รากไม้สีดำพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนจะแตกกระจาย เสียงกระดูกดังลั่น ไม่ใช่แค่จักรพรรดิตงเยว่ แต่ศพของทหารและข
จวินชางหลางกระเด็นกลิ้งหลายตลบก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มองรอบด้านอย่างไม่สบอารมณ์ สถานที่เบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยซากหินและพื้นผนังที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ“ที่นี่มัน...ใต้ดินหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองอย่างระแวดระวัง“ข้าหวังว่ามันจะไม่ใช่กับดักอะไรอีกนะ” จวินชางหลางโอดครวญ “ฟ้าไม่มีตา ไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย”ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในโพรงใต้ดิน เส้นทางทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวจูจูที่เกาะอยู่บนบ่าหลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงครางเบาๆ อย่างไม่สบายใจ“มันรู้สึกอะไรบางอย่าง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวจูจูเพื่อปลอบ “ระวังตัวไว้”ภายในมิติมายาของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ดาบกลืนวิญญาณ ที่ปักนิ่งอยู่กลางทุ่งมายาพลันสั่นสะท้าน เสียงหวีดแหลมต่ำ เส้นแสงสีดำปะทุจากคมดาบราวกับมีสิ่งเร้นลับพยายามฉุดกระชากมันให้หลุดจากพันธนาการ“ไม่... ไม่ดีแล้ว!” เสี่ยวมู่ร้อง ดวงตาสีครามของมันเบิกกว้างหลี่หลิงเฟิ่งเม้มปาก มองสภาพแปรปรวนในมิติของนาง ที่พื้นดินซึ่งเคยนิ่งสงบกลับแตกออก เผยให้เห็นแสงสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับวงกตแห่งวิญญาณในจุดนั้นมีวัตถุสีมืดสนิทลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มั
บุกแคว้นตงเยว่เปลวไฟลุกโชนสูงตระหง่าน วังหลวงของแคว้นตงเยว่ที่เคยโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบ เปลวเพลิงจากของหลี่หลิงเฟิ่งเผาผนังไม้สักทองคำจนแตกเปรี๊ยะ เสียงกรีดร้องของทหารแคว้นตงเยว่ดังระงมจวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง ขณะฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า "นี่แหละที่ข้ารอคอยมานาน วังนี้ข้าเห็นแล้วยังอยากเผาเล่น"ทหารของแคว้นตงเยว่ล้มตายลงทีละคน ซากศพกองเรียงรายจนแทบไม่มีทางเดิน หลี่หลิงเฟิ่งมองซากปรักหักพังอย่างเยือกเย็น "วังโอ่อ่าขนาดนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับบาปของมันแล้ว""เจ้าคิดจะทำลายทุกอย่างจริงๆ หรือ ง่ายไปหน่อยกระมัง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างสูงสง่างามในชุดมังกรสีทองปรากฏตัวท่ามกลางเงาเปลวเพลิง ฮ่องเต้แห่งแคว้นตงเยว่ ดวงหน้าคมคายที่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม"ข้ารู้จักสมญานามของพวกเจ้ามาบ้าง หญิงชั่วร้ายกับชายคู่หมั้นหน้าโง่ แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นความภาคภูมิของแคว้นหลิวอวิ๋น"หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่คิดว่าพวกนางจะมีฉายาเช่นนี้ด้วย โด่งดังไม่เบาเลยหนา ฮ่องเต้ตงเยว่หัวเราะ "เจ้าคิดว่าการเผาวังหลวงของข้าจะทำให้แคว้นหลิวอวิ๋นพ้นภัยหรือ ช่างเป็นความคิดตื
กองกำลังขันทีผู้ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย ยืนหยัดต้านทานคนชุดดำอย่างสุดชีวิต ถึงแม้พลังยุทธ์ของพวกเขาจะด้อยกว่าศัตรูมากนัก แต่ด้วยความภักดีที่ฝังแน่นในหัวใจ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ราชวงศ์หลิวอวิ๋นล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา"ถ้าจะตาย ก็ให้ตายเพื่อฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนลั่น เสียงของเขาแฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมพ่ายแพ้เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ขันทีผู้หนึ่งฟาดดาบเข้าใส่คนชุดดำ แต่กลับถูกพลังยุทธ์มหาศาลกระแทกจนล้มลง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหิน"อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้ฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวไปขวางคนชุดดำที่พยายามบุกเข้ามาฮ่องเต้ที่ยังทรงยืนอยู่ด้วยพระวรกายที่บาดเจ็บสาหัส ดวงเนตรของพระองค์เคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้พระโลหิตจะไหลซึมจากบาดแผลที่พระอุระ แต่พระองค์ไม่คิดจะล่าถอยหยวนกุ้ยเฟยยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ ใบหน้าของนางฉายแววบ้าคลั่ง "ฝ่าบาทยังดื้อรั้นเช่นเคย... แต่ครั้งนี้ข้าจะทำให้ท่านสิ้นสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับบัลลังก์ที่ท่านหวงแหนนัก!"ดวงตาของนางเรืองแสงด้วยพลังพิษสีดำที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว นางสะ