“ท่านทำอันใดกับข้า!” หวาหยุนตื่นตระหนก ร่างกายแข็งทื่อทุกสัดส่วน
“น้าหยุนอย่ากังวล ข้าไม่ทำท่านเจ็บตัวแน่นอน แต่ท่านคงไม่มีโอกาสใช้ของพวกนี้ทำร้ายข้าแล้วล่ะ” หลี่หลิงเฟิ่งสบเข้ากับสายตาเคียดแค้นของหญิงกลางคน ชี้ไปยังจุดที่นางซ่อนอาวุธและยาพิษไว้
นังโง่นี่รู้ได้ยังไง
ยิ่งน้ำเสียงหญิงสาวเย็นชาเท่าไหร่ หวาหยุนยิ่งกลัวมากเท่านั้น อยู่มาครึ่งชีวิตกลับพลาดท่าง่ายๆ ให้กับเด็กสาวที่นางคิดว่าไร้พิษสง นางงูพิษ!
“ไหนพูดอีกทีซิ เรื่องราวความรักของบิดามารดาข้าเป็นมาอย่างไร” หลี่หลิงเฟิ่งหยิบพัดบนโต๊ะมาคลี่เล่น โบกสะบัดคลายความร้อน
หวาหยุนไม่อยากพูด แต่นางควบคุมปากที่กำลังขยับไม่ได้ “ความรักอะไรเหลวไหลทั้งเพ นังจิ้งจอกชิงหลัวก็แค่อยากจับท่านเจ้าเมืองเท่านั้นแหละ ท่านเจ้าเมืองเป็นคนฉลาดจะดูแผนการต่ำช้าของนางไม่ออกหรืออย่างไร คิดว่ามาเปลื้องผ้าเล่นงิ้วให้คนอื่นดูงั้นรึ ก็ไม่รู้ว่านังนั่นทำอีท่าไหนท่านเจ้าเมืองถึงยอมรับนางเข้าจวน คงจะยั่วยวนจนนายท่านหลงมันนั่นล่ะ แพศยา!”
ควา
พวกหลี่หลิงเฟิ่งเลือกนั่งพักตรงเพิงน้ำชาข้างหออวี้หลิ่ว ระหว่างจิบชาทานขนมก็สังเกตคนที่มางานประมูลคืนนี้ไปด้วย เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามงานประมูลจะเริ่มอย่างเป็นทางการ บรรดาสำนักชื่อดังและตระกูลที่มีชื่อเสียงเริ่มทยอยมากันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักศึกษาหลวง ตระกูลกวน ตระกูลจวง ตระกูลเปียว ตระกูลซ่ง ตระกูลหลี่สำนักแพทย์โอสถก็ไม่พลาด และแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์บางพระองค์ก็เดินทางมาเข้าร่วมเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งคิดมองทางไหนก็เห็นแต่เงินที่จะเข้ากระเป๋าไปเสียหมดเมื่อเห็นว่ากลุ่มคนด้านหน้าทางเข้าหออวี้หลิ่วบางตาลง หลี่หลิงเฟิ่งวางเงินค่าน้ำชาลงบนโต๊ะ มุ่งหน้ามาหยุดหน้าประตูทางเข้า เหลียงเฉินหยิบเทียบเชิญจากอกเสื้อส่งให้เจ้าหน้าที่ด้านหน้าสุด เมื่อตรวจสอบเสร็จก็มีเจ้าหน้าที่เดินนำไปยังห้องรับรอง“ว้าว ล้ำมาก” เมื่อเข้ามาด้านในพวกหลี่หลิงเฟิ่งถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ โดยเฉพาะเหลียงเฉินและเสี่ยวเซียงที่เพิ่งเคยเหยียบย่างเข้ามาครั้งแรก งานนี้ต้องชมอวิ๋นหลิ่ว แสง สี เสียงมีครบ เหมือนกับอยู่ในคอนเสิร์ตในชาติก่อน เลือดในกายของหญิงสาวเดือดพล่านขึ้นมาเสียแล้วสิ นางถูมือเป่าปากคลายความตื่นเต้นผลั่ก!“
“ตีก็ตีไปแล้ว ท่านจะทำไม” หลี่หลิงเฟิ่งใช้ผ้าต่างแส้ ยิ่งใช้ยิ่งคล่อง ฟาดใส่คุณหนูเปียวไม่ยั้ง ความเร็วในการหลบของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมรวมขั้นต้นยังอ่อนด้อย ในสายตาของนางฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวช้ามาก ช่องโหว่เต็มไปหมด อีกฝั่งอยากจะหลบก็หลบไม่พ้น ตีเพียงไม่กี่ครั้งก็ลายพร้อยทั้งตัวเสียแล้วเป็นภาพที่สวยไม่หยอก หลี่หลิงเฟิ่งมองผลงานชิ้นเอกอย่างพึงพอใจนางเพิ่งฝึกได้สองวันจึงทำสำเร็จแค่สร้างอาวุธจากพลังยุทธ์เท่านั้น ยังไม่เริ่มฝึกกระบวนท่าเริ่มต้นเลย แต่นางชอบมันมาก เหมาะมือสุดๆ“อ่อนหัด” หลี่หลิงเฟิ่งแค่นเสียงเหอะ เก็บผ้าแดงกลับ เสี่ยวไป๋ที่ซบอยู่บนบ่าเปิดเปลือกตาขึ้นครึ่งหนึ่งก่อนปิดลงดังเดิม นางจึงอุ้มมันส่งให้เหลียงเฉิน จากนั้นโจมตีกระบวนท่าถัดไปอัคคีสังหาร!พลังยุทธ์สีแดงเคลื่อนที่พุ่งตรง รวดเร็ว แม่นยำ เก่งแค่ไหนก็สู้ความเร็วระดับนี้ไม่ได้ เลือดสดๆ กระอักออกมาหลายคำ ร่างของคุณหนูเปียวทรุดลง หมดสภาพ น้ำหูน้ำตาไหล “อะไรกัน กระบวนท่าเดียวถึงกับจอดแล้ว สู้ไม่ได้ยังจะปากเก่ง” เรื่องอย่างรังแกคน ใครทำไม่เป็นบ้าง“เปียวเมี่ยว! เจ็บมากหรือไม่” หนึ่งในคนสำนักศึกษาหลวงรุดเข้ามาดูอาการ ป้อนยาลู
“ห้าหมื่นตำลึงทอง!” ปัญหาเรื่องตั๋วเงินหมดไป การประมูลคึกคักทันที มีคนเสนอราคาเริ่มต้นกันแล้วเสี่ยวเซียงโห่ร้องตะลึงพรึงเพริด เขย่าตัวเหลียงเฉินที่อยู่ด้านข้างจนตัวโยน หยิกแขนแกร่งเต็มแรง “ข้าฟังผิดไปหรือไม่ ห้าหมื่นตำลึงทองไม่ใช่ตำลึงเงิน ข้ากำลังฝันอยู่หรือไม่ นี่ๆๆๆ”“โอ๊ย ทำไมไม่หยิกแขนตัวเอง มาหยิกข้าทำไม” ความเจ็บปวดที่แขนปลุกเหลียงเฉินขณะกำลังตื่นเต้น เขยิบออกห่างเสี่ยวเซียงที่กำลังยิ้มยินดีอย่างโง่งมหลี่หลิงเฟิ่งมองทั้งสองพลางยิ้มบาง ผลไม้เพิ่มพลังยุทธ์ปรากฏอยู่แค่ในตำรา วันนี้มีคนนำออกมา ใครบ้างจะไม่อยากจับจอง“ห้าแสนตำลึงทอง”“หนึ่งล้านตำลึงทอง...”“สิบล้าน...”“ยี่สิบล้าน...”ราคาประมูลเพิ่มขึ้นรวดเร็วจนน่ากลัว ไม่มีทีท่าว่าจะไปหยุดที่จำนวนเท่าใด ตาของนายบ่าวทั้งสามล้วนกลายเป็นสัญลักษณ์รูปเงินหมดแล้ว“ร้อยล้านตำลึงทอง” เสียงจากชั้นหนึ่งดังลอดออกมา ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้ารายใหญ่ทั่วสารทิศจับจองชั้นนี้ ทั้งโถงเงียบลงชั่วขณะ“สามร้อยล้านตำลึงทอง” สำนักแพทย์โอสถร่วมวงแล้ว“สามร้อยสามสิบล้านตำลึงทอง” ชุนเหล่ากวน พ่อค้าแคว้นตงเยว่เสนอต่อ“ห้าร้อยล้านตำลึงทอง” เหลียนกงฉือเพิ่มราคา ใก
แม้การค้าขายทาสจะไม่ผิดกฎหมายเหมือนยุคปัจจุบัน แต่แคว้นต่างๆ ก็ไม่กล้าเปิดหน้าทำลายภาพลักษณ์ของตน หากอยากซื้อทาสก็ไปตลาดขายทาสใต้ดิน เพราะว่าเป็นนักรบเกราะดำ หออวี้หลิ่วถึงขั้นเอาชื่อเสียงมาแลกหรือว่ามีอะไรมากกว่านั้นที่นางไม่รู้นางเคยเป็นเด็กกำพร้า ถูกทอดทิ้ง ทนกับความหิว เอาชีวิตรอดสารพัดรูปแบบ แต่ละวันคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีข้าวกิน ชาติก่อนเมื่อเห็นเด็กไร้บ้านข้างถนนนางจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษ หญิงสาวมองสีหน้าของแต่ละคนดูไม่แปลกใจกับเหตุการณ์นี้ ก็เข้าใจทันทีว่าเรื่องอย่างนี้คงเกิดขึ้นบ่อยครั้งนางรู้สึกเสียใจที่คนใกล้ตัวทำเรื่องแบบนี้ได้ลงเพียงเพราะเงินอย่างเดียวหลี่หลิงเฟิ่งรับไม่ได้!“ร้อยล้านตำลึงทอง” มีคนเริ่มเสนอราคากันแล้ว ค่าตัวทาสนักรบคนนี้สูงมากอย่างที่คาดคิด“เจ็ดร้อยล้าน...”“สามหมื่นล้าน...”“หนึ่งแสนล้าน...”เพียงไม่กี่อึดใจทั่วทั้งโถงประมูลร้อนระอุ ผู้คนทุกระดับชั้นต่างแย่งกันปั่นราคาจนพุ่งสูงถึงหลักแสนล้าน คู่แข่งจึงลดลงไปมาก ตอนนี้จึงเหลือเพียงเหล่าตระกูลเก่าแก่ที่ยังเอ่ยปากเสนอราคาไม่หยุด“หนึ่งล้านล้านตำลึงทอง!” ตระกูลกวนพูดขึ้น“สองล้านล้านตำลึงทอง” ตามด้วยตระ
ท้องถนนโล่งผู้คนบางตา รถม้าวิ่งมาจอดหน้าประตูจวนเร็วกว่าตอนขาออกไปหนึ่งเค่อ หญิงสาวลงจากลงรถม้า ด้านหน้ามีเสี่ยวเซียงถือโคมไฟรออยู่ เหลียงเฉินทำหน้าที่สารถีก่อนหน้านี้ยื่นเชือกให้กับบ่าวรับใช้หน้าจวน จากนั้นพยุงนักรบเกราะดำเดินตามหลังหลี่หลิงเฟิ่งคืนนี้พวกนางได้เงินมาไม่น้อยราวๆ ห้าหมื่นล้านตำลึงทอง ในใจหลี่หลิงเฟิ่งเต็มไปด้วยความสุข ทว่า ก็สุขไม่สุดเมื่อหญิงสาวนึกถึงเรื่องของบุรุษที่นางประมูลมาพี่ใหญ่กับพี่รองรู้เรื่องนี้หรือไม่ หากพวกเขารู้อยู่ก่อนแล้วนางต้องรู้สึกอย่างไร หรือว่านางไม่ใช่คนของโลกนี้ตั้งแต่แรกจึงรู้สึกแปลกอยู่คนเดียวกฎเกณฑ์ของที่นี่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตลอดกาล หญิงสาวควรทำตัวให้ชินใช่หรือไม่ ไม่! นางไม่ยินยอม!“พี่ใหญ่กลับมาแล้วหรือ” กลิ่นอันคุ้นเคยแตะเข้าจมูกของหลี่หลิงเฟิ่ง ฝีเท้าชะงัก หันมองเข้าไปยังเรือนหลังหนึ่ง พึมพำกับตัวเองเสียงเบาเมื่อเพ่งกระแสจิตเข้าสำรวจกลับไม่พบลมหายใจของสิ่งมีชีวิต นางสั่นศีรษะเรียกสติ ก้าวเดินต่อไปยังเรือนของตนอาจเพราะสะเทือนใจเลยนึกถึงหลี่เฟยหยางขึ้นมา เดินเหม่อมายังเรือนของเขาเสียได้ ตอนนี้พี่ใหญ่อยู่เมืองหลวงจะมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้ มีวิธีมากมายที่ให้เจ้าแสดงความภักดีต่อข้า” นางเคยอ่านเจอในตำราที่ปฐมาจารย์เทพโอสถทิ้งไว้ พอรู้ความหมายอยู่บ้างหลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจ ตักน้ำทิพย์ขึ้นมาโถใหญ่ ยื่นให้ชายหนุ่มตรงหน้า กระทำทุกอย่างไม่เกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะพบความลับของนาง“ดื่มให้หมด อย่าให้เหลือ” อันที่จริงตำราที่นางอ่านเพียงบันทึกไว้แบบผิวเผินเท่านั้น วิธีสาบานตนของชายหนุ่มนั้นไม่เพียงหมายถึงมอบชีวิตให้แก่หญิงสาว แต่หมายถึงทั้งหมดของเขาที่ชายหนุ่มทำลงไปนั้นมีเหตุผลและไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด ยาลูกกลอนก่อนหน้านี้มีปฏิกิริยาบางอย่างกับร่างกายของเขาจริง เพียงแต่น้อยมากจนสังเกตไม่ได้ ในเมื่อเดินไปทางขวาก็ตาย ซ้ายก็ไม่รอด หากว่าหลี่หลิงเฟิ่งสามารถช่วยยื้อชีวิตเขาได้จริง เช่นนั้นชีวิตของเขาย่อมเป็นของนางปุ้ง!“บ้าไปแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา รีบสร้างเกราะกำบังรอบกายทันที พลังยุทธ์แผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่ม จากศูนย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พละกำลังเริ่มกลับมาทีละน้อย จิตใจที่เหือดแห้งราวกับถูกน้ำหล่อเลี้ยงจนฟื้นคืนพลังยุทธ์ไต่ขึ้นเรื่อยๆขั้นหลอมรวมขั้นพิภพขั้นพิภพระดับกลาง...
“หากรู้ว่าเจ้าจะเลวทรามเช่นนี้ ข้าควรจะตัดแขนขาเจ้าตั้งนานแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งเสียใจ นางไม่น่าปล่อยให้โจวชิงหรานมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เพราะความไม่เด็ดขาดพอ จึงเกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น เป็นนางที่ผิดต่อพวกเขาเปราะเสียงกระดูกหักอีกท่อนเคล้าเสียงร้องโหยหวนช่างไพเราะเสียจริง โจวชิงหรานเจ็บปวดทรมานจนทนไม่ไหวอีกต่อไป“ขอร้องเจ้า เมตตาข้าสักครั้งเถิด ฆ่าข้าเสียที!” น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลลงเป็นสาย โจวชิงหรานคลานมาจับชายกระโปรงหลี่หลิงเฟิ่งอย่างยากเย็น รอยเลือดลากเป็นทางยาวน่าสยดสยองเปราะ“ฆ่า? การตายสำหรับเจ้ามันง่ายเกินไป” นางแสยะยิ้ม ก้มตัวนั่งยอง หยิบกระจกยื่นไปตรงหน้าโจวชิงหราน “เจ้าถนอมใบหน้านี้มากไม่ใช่หรือ ใครก็ไม่อาจงามกว่าเจ้าได้ มารดาของข้าต้องสังเวยชีวิตเพราะความริษยาของเจ้า เพื่อผู้ชายคนเดียวแล้วเจ้าถึงกับไม่มีแม้แต่ความปรานี ดูใบหน้าของเจ้าตอนนี้สิ มันกำลังเน่าเฟะแม้แต่ศพยังน่ามองกว่าเลย!”“ไม่ ไม่จริง นี่ไม่ใช่หน้าของข้า” โจวชิงหรานมองภาพในกระจกราวกับเห็นผี รอยแผ
“หลี่หลิงเฟิ่ง!”วูม!หลี่หลิงเฟิ่งมองดูการโจมตีต่อเนื่องของหลี่เหวินเหยาที่เข้ามาสมทบกะทันหัน นางรู้แต่ไม่มีแรงเหลือให้หลบแล้ว เมื่อครู่หลี่เจี้ยนลงมือดุดัน ไม่ออมแรง ทำให้ร่างกายภายในบอบช้ำสาหัส นางก้าวขาไม่ออกแล้วกร้วม!เสี่ยวจูจูกลืนพลังยุทธ์ตรงหน้าได้ทันเวลา ปล่อยกระแสไฟฟ้าต้านทานแรงลม จากนั้นหมุนกลับคืนสู่ถิ่นพลังสะท้อนกลับ!“หมูป่าหางทอง สัตว์อสูรในงานปักปิ่นครั้งก่อนตัวนั้นรึ...อา” หลี่เหวินเหยาเบิกตาโพลงพายุหมุนสีดำขนาดใหญ่ ภายในปรากฏแสงสว่างวาบหลายเส้นปกคลุมทั่วเรือน พร้อมดูดกลืนทุกอย่าง เผาไหม้ทุกสิ่งกีดขวาง“สัตว์อสูรขั้นสี่ นี่...เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ทุกคนหลบเร็ว…”มันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ไฉนมาอยู่ที่นี่ ไม่ถูกสิ...หลี่หลิงเฟิ่ง เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลี่หลิงเฟิ่งแน่นอน!ตึงมือเหลือเกิน ในระยะเวลาอันสั้นพวกเขาจนปัญญาสังหารมันหลี่จ้งที่ดูอาการของสองแม่ลูกหรี่ตามองหลี่หลิงเฟิ่ง เขาถึงกับเลี้ยงงูพิษไว้ในบ้าน ให้ข้าวให้น้ำมา
ไม่นานหลังจากที่สวีคุนพูดจบ ร่างสูงของอู๋เหยียนก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขากวาดมองหลี่หลิงเฟิ่งทันที"คุณหนูห้า นายท่านแย่แล้วขอรับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น""อาการของคุณชายใหญ่ทรุดหนักลงกะทันหัน โปรดตามข้ากลับไปที่หอฝึกยุทธ์ดูสักหน่อยเถิดขอรับ"หัวใจของหลี่หลิงเฟิ่งเต้นกระตุก นางไม่ได้ถามต่อให้เสียเวลา รีบหันไปบอกลาทุกคนก่อนจะก้าวตามอู๋เหยียนไปโดยไม่ลังเลที่ห้องพักของหลี่เฟยหยาง กลิ่นจางๆ ของผลไม้คืนชีวิตอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับเพิ่งมีผู้ใช้มันเมื่อไม่นานมานี้ ดวงตาคมของหลี่หลิงเฟิ่งหรี่ลง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลี่เฟยหยางนอนอยู่บนเตียงสีขาว ใบหน้าซีดเซียวของเขามีหยาดเหงื่อเกาะพราว ดวงตาหลับพริ้มราวกับกำลังฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาวหลี่หลิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ราวกับทุกอย่างวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกหน เขาต้องการเลือดข้านางขบเม้มริมฝีปาก กำมือแน่นก่อนจะใช้ปลายเล็
ทุกสายตาจับจ้องมายังหลี่หลิงเฟิ่งที่บัดนี้รายล้อมไปด้วยเหล่าคนของสำนักแพทย์โอสถ บางคนถึงกับหันไปมองกันอย่างสับสน"ศิษย์น้องของเจ้าสำนักหรือ หูของข้าเพี้ยนไปแล้วหรือไม่" สีหน้าของทุกคนเบิกโพลง"ใช่แล้ว หลี่หลิงเฟิ่งคืออาจารย์อาที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าสำนักของเรา หากข้ารู้ว่าใครยังว่าร้ายนางอีกล่ะก็ อย่าหาว่าหอแพทย์โอสถของพวกเราไม่เตือน"ผู้อาวุโสแปดกล่าวเสียงกร้าว เขารอเวลานี้มานานแล้ว ใครใช้ให้คนเมืองหลวงมีตาหามีแววไม่ ใส่ร้ายบรรพบุรุษน้อยของพวกข้าไม่เว้นแต่ละวันคำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนซีดเผือด ความนับถือที่แฝงด้วยความสั่นสะท้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยปรามาสหลี่หลิงเฟิ่งต่างเบื้อใบ้ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่สวีคุนเองก็อดยิ้มบางออกมาไม่ได้ "ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าทำให้คนทั้งสนามตะลึงจนลืมหายใจได้เลยทีเดียว"รอบตัวหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบปรามาส บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัว แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยคิดว่านางเป็นเพียงขยะไร้ค่า
พลังยุทธ์สีแดงขาวปรากฏรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง พลังมหาศาลที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นแต่แผดเผาไปพร้อมกันแผ่ซ่านออกมา ร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยแยกออกเป็นสิบร่าง ตอนนี้กลับแยกออกมาได้ถึงห้าสิบร่าง จนแม้แต่ชายชุดดำยังต้องเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้…วิชาลับตระกูลชิง เจ้ามีมันได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตระกูลชิงรึ” เขาสั่นศีรษะ คัมภีร์ทั้งหลายล้วนสูญสลายไปพร้อมกับคนของตระกูลชิงสายหลักไปหมดแล้ว แต่นางเรียนรู้มาจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาอันสั้นสตรีนางนี้เลื่อนขั้นไปกี่ครั้งกันแน่ หากปล่อยไปจะต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอย่างแน่นอนหลี่หลิงเฟิ่งไม่ตอบ นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนที่ร่างทั้งห้าสิบจะพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกันราวกับคลื่นพายุที่ไม่มีวันหยุดยั้งเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงและพลังยุทธ์สีดำสาดกระจายกลางอากาศ ชายชุดดำสะบัดมือส่งพลังทำลายล้างออกไป แต่ร่างเงาของหลี่หลิงเฟิ่งกลับเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าปลาได้น้ำ หลบหลีกทุกการโจมตีของเขาได้อย่างแม่นยำ“นังตัวดี!” ชายชุดดำกัดฟันแน่น พลังปราชญ์ของเขาถูกกดดันจนเริ่มสั่นคลอนแต่ในขณะที่เปลวเพลิงนั้นโหมกระหน่ำ หลี่เฟยหยางที่ยืนอยู
"พวกเจ้าคิดว่าการทำลายวังหลวงแคว้นตงเยว่แล้วจะปัดก้นหนีไปอย่างสง่าผ่าเผยได้รึ" ชายชุดดำที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับเต็มไปด้วยเจตนาสังหารจวินชางหลางแม้ใจจะกลัว แต่ฝีปากนั้นกล้าเกินจะกล่าว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขรับใช้แคว้นตงเยว่นี่เอง ทำไม ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พวกมันสินะ เข้ามาเลยสิ กลัวที่ไหนกัน”ดวงตาคมกริบของชายชุดดำจับจ้องมาไปยังเขา "จักรพรรดิแคว้นตงเยว่เป็นศิษย์ของข้า พวกเจ้าสังหารเขายังเท่ากับท้าทายข้า ซ้ำยังทำลายวังหลวง ฆ่าล้างทุกคน ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด เลือดของพวกเจ้าต้องชำระล้างแผ่นดินตงเยว่ สังเวยวิญญาณให้กับศิษย์ของข้า"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่โม่จื่อหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็อดขรึมลงไม่ได้ "เจ้าเป็นคนจากดินแดนไร้ขอบจริงด้วยสินะ"ชายชุดดำแค่นหัวเราะ มองโม่จื่อหลิงแวบหนึ่งพลางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่าเวลานี้เขาไหนเลยจะสนใจ "รู้จักข้าก็ดีแล้ว จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะพบจุดจบแบบใดในไม่ช้า"โม่จื่อหลิงยกกระบี่ขึ้น สายตาคมวาว "จุดจบของเจ้าหรือ
ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิวอวิ๋นเสียงการต่อสู้ยังคงดังกึกก้อง เปลวเพลิงโหมลุกไหม้ตามแนวกำแพง เสียงคำรามของผู้บุกรุกประสานกับเสียงอาวุธที่กระทบกันอย่างดุเดือดสวีคุนเจ้าสำนักหอแพทย์โอสถ กำลังรักษาผู้บาดเจ็บพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อย่าปล่อยให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้ ต้านไว้สุดกำลัง"ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกำลังกันอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนศัตรูที่มีกองกำลังมือสังหารชั้นสูงกลับยังคงท่วมท้นทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ เสียงลมกรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่หลิงเฟิ่ง โม่จื่อหลิง และจวินชางหลางที่ปรากฏตัวออกมา"พวกเรากลับมาแล้ว!" จวินชางหลางร้องลั่น พลางสะบัดดาบเล่มใหม่ในมืออย่างฮึกเหิม "ใครอยากโดนฟันก่อน มาเลย!""ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" หลี่หลิงเฟิ่งตะโกนถามพลางฟาดแส้เพลิงออกไป เผาผู้บุกรุกที่พุ่งเข้ามาสวีคุนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ "พวกเจ้ามาทันเวลาพอดี ฝั่งนั้นมีมากเกินไป พวกเรากำลังต้องการกองกำลังเสริมอย่างยิ่งยวด""ท่านวางใจ ข้าจะทำให้ศัตรูจำชื่อพวกเราไปตลอด" จวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง เลือดร้อนไม่ลดละจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน"งั้นข้าจะช
"อะไรเนี่ย ทำไมรากไม้พวกนี้มันมีชีวิตล่ะ แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย" จวินชางหลางตะโกนพลางถอยหลบ ขณะที่รากไม้สีดำเลื้อยมาทางเขาดาบกลืนวิญญาณในมิติมายาของหลี่หลิงเฟิ่งยังคงสั่นสะท้าน ราวกับพยายามเตือนบางสิ่ง นางหอบหายใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใจกลางห้องโถงที่บัดนี้เต็มไปด้วยพลังมืด แท่นบูชาที่พังครึ่งหนึ่งพลันแตกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำสนิทที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยรากไม้หนาทึบ นางเดินเข้าไปใกล้โลงศพที่ยังคงปล่อยไอสังหารออกมา"ระวังนะ!" จวินชางหลางร้องเตือน แต่หลี่หลิงเฟิ่งยื่นมือออกไปแตะรากไม้ที่พันรอบโลงศพ ถึงกับเป็นโลกศพฮ่องเต้รุ่นที่หนึ่งทันใดนั้น เส้นแสงสีดำพุ่งออกมาจากรากไม้ เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง รากไม้ราวกับมีชีวิตฉุดกระชากไปทั่วโลงศพเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นเน่าเหม็นโชยกระจายไปทั่วห้องโถง ร่างของฮ่องเต้ตงเยว่ที่เคยหลับใหลปรากฏให้เห็น ผิวหนังซีดเผือด ดวงตาที่ควรปิดสนิทพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงสีดำวาววับ"มันตื่นขึ้นแล้ว!" โม่จื่อหลิงกล่าวเสียงหนัก ขณะกระชับกระบี่ในมือแต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ รากไม้สีดำพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนจะแตกกระจาย เสียงกระดูกดังลั่น ไม่ใช่แค่จักรพรรดิตงเยว่ แต่ศพของทหารและข
จวินชางหลางกระเด็นกลิ้งหลายตลบก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มองรอบด้านอย่างไม่สบอารมณ์ สถานที่เบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยซากหินและพื้นผนังที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ“ที่นี่มัน...ใต้ดินหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองอย่างระแวดระวัง“ข้าหวังว่ามันจะไม่ใช่กับดักอะไรอีกนะ” จวินชางหลางโอดครวญ “ฟ้าไม่มีตา ไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย”ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในโพรงใต้ดิน เส้นทางทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวจูจูที่เกาะอยู่บนบ่าหลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงครางเบาๆ อย่างไม่สบายใจ“มันรู้สึกอะไรบางอย่าง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวจูจูเพื่อปลอบ “ระวังตัวไว้”ภายในมิติมายาของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ดาบกลืนวิญญาณ ที่ปักนิ่งอยู่กลางทุ่งมายาพลันสั่นสะท้าน เสียงหวีดแหลมต่ำ เส้นแสงสีดำปะทุจากคมดาบราวกับมีสิ่งเร้นลับพยายามฉุดกระชากมันให้หลุดจากพันธนาการ“ไม่... ไม่ดีแล้ว!” เสี่ยวมู่ร้อง ดวงตาสีครามของมันเบิกกว้างหลี่หลิงเฟิ่งเม้มปาก มองสภาพแปรปรวนในมิติของนาง ที่พื้นดินซึ่งเคยนิ่งสงบกลับแตกออก เผยให้เห็นแสงสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับวงกตแห่งวิญญาณในจุดนั้นมีวัตถุสีมืดสนิทลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มั
บุกแคว้นตงเยว่เปลวไฟลุกโชนสูงตระหง่าน วังหลวงของแคว้นตงเยว่ที่เคยโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบ เปลวเพลิงจากของหลี่หลิงเฟิ่งเผาผนังไม้สักทองคำจนแตกเปรี๊ยะ เสียงกรีดร้องของทหารแคว้นตงเยว่ดังระงมจวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง ขณะฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า "นี่แหละที่ข้ารอคอยมานาน วังนี้ข้าเห็นแล้วยังอยากเผาเล่น"ทหารของแคว้นตงเยว่ล้มตายลงทีละคน ซากศพกองเรียงรายจนแทบไม่มีทางเดิน หลี่หลิงเฟิ่งมองซากปรักหักพังอย่างเยือกเย็น "วังโอ่อ่าขนาดนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับบาปของมันแล้ว""เจ้าคิดจะทำลายทุกอย่างจริงๆ หรือ ง่ายไปหน่อยกระมัง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างสูงสง่างามในชุดมังกรสีทองปรากฏตัวท่ามกลางเงาเปลวเพลิง ฮ่องเต้แห่งแคว้นตงเยว่ ดวงหน้าคมคายที่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม"ข้ารู้จักสมญานามของพวกเจ้ามาบ้าง หญิงชั่วร้ายกับชายคู่หมั้นหน้าโง่ แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นความภาคภูมิของแคว้นหลิวอวิ๋น"หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่คิดว่าพวกนางจะมีฉายาเช่นนี้ด้วย โด่งดังไม่เบาเลยหนา ฮ่องเต้ตงเยว่หัวเราะ "เจ้าคิดว่าการเผาวังหลวงของข้าจะทำให้แคว้นหลิวอวิ๋นพ้นภัยหรือ ช่างเป็นความคิดตื
กองกำลังขันทีผู้ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย ยืนหยัดต้านทานคนชุดดำอย่างสุดชีวิต ถึงแม้พลังยุทธ์ของพวกเขาจะด้อยกว่าศัตรูมากนัก แต่ด้วยความภักดีที่ฝังแน่นในหัวใจ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ราชวงศ์หลิวอวิ๋นล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา"ถ้าจะตาย ก็ให้ตายเพื่อฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนลั่น เสียงของเขาแฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมพ่ายแพ้เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ขันทีผู้หนึ่งฟาดดาบเข้าใส่คนชุดดำ แต่กลับถูกพลังยุทธ์มหาศาลกระแทกจนล้มลง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหิน"อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้ฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวไปขวางคนชุดดำที่พยายามบุกเข้ามาฮ่องเต้ที่ยังทรงยืนอยู่ด้วยพระวรกายที่บาดเจ็บสาหัส ดวงเนตรของพระองค์เคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้พระโลหิตจะไหลซึมจากบาดแผลที่พระอุระ แต่พระองค์ไม่คิดจะล่าถอยหยวนกุ้ยเฟยยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ ใบหน้าของนางฉายแววบ้าคลั่ง "ฝ่าบาทยังดื้อรั้นเช่นเคย... แต่ครั้งนี้ข้าจะทำให้ท่านสิ้นสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับบัลลังก์ที่ท่านหวงแหนนัก!"ดวงตาของนางเรืองแสงด้วยพลังพิษสีดำที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว นางสะ