กว่าจะออกจากหอแพทย์โอสถก็ล่วงเลยเข้ายามซวี* ด้านนอกมืดสนิท หลี่หลิงเฟิ่งอ่อนเพลียจนผลอยหลับในรถม้าตลอดทาง ตอนแรกหวังซีเสนอให้นางพักอยู่ที่หอแพทย์เพื่อดูอาการสักหนึ่งคืน รุ่งสางค่อยกลับไปพักฟื้นที่จวน
ทว่า คนร้ายยังคงแฝงตัวอยู่ในหอแพทย์โอสถ ทำให้หลี่เจี้ยนปฏิเสธเสียงแข็ง เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอม หลี่หลิงเฟิ่งเองก็อยากกลับจวนเช่นเดียวกัน จึงได้ปฏิเสธออกไป ก่อนจากมายังได้กำชับหวังซีส่งสมุนไพรบางส่วนสำหรับหลอมยาลูกกลอนมาให้นางจำนวนหนึ่ง
เวลาสามปีแห่งการเก็บตัวของนางผ่านพ้นไปแล้ว ยอดฝีมือแข็งแกร่งมีมากเหลือเกิน หากนางไม่เร่งฝึกพลังยุทธ์ เพิ่มความแข็งแกร่ง ไม่นานนางคงเพลี่ยงพล้ำเข้าสักวัน ไม่เพียงปกป้องคนรอบข้างไม่ได้ ยังไม่มีแม้แต่กำลังจะป้องกันตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยเสียด้วยซ้ำ
เมื่อกลับถึงจวนยังไม่วายถูกหลี่เจี้ยนซักถามเรื่องราวความเป็นมาระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางกับหูซาน จวบจนเห็นว่าดึกมากแล้วหลี่เจี้ยนจึงยอมล่าถอยกลับไป กว่าหลี่หลิงเฟิ่งจะทำกิจธุระเตรียมตัวเข้านอนเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบยามจื่อ*
หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจเบาๆ กล่าวกับเสี่ยวเซียงที่กำลังจัดที่นอนให้นาง
“เรื่องนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
หลังจากผ่านเหตุการณ์เป็นตายมาหลายครั้ง นิสัยของเสี่ยวเซียงสุขุมขึ้นมาก ไม่ตื่นตระหนกง่ายเหมือนที่ผ่านมา “ไม่มีวี่แววเลยเจ้าค่ะ ตั้งแต่นายท่านสามกลับมาก็นอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในเรือน ปิดประตูไม่ยอมให้ใครเยี่ยมเยียน ส่วนหลูหมิ่นหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”
“สืบต่อไป รวมถึงที่อยู่ของหลูหมิ่น เป็นไปได้มากว่าเขาจะถูกคนของฮูหยินใหญ่จับตัวไป” หลูหมิ่นปกปิดความผิดแทนนาง คนอย่างโจวชิงหรานต้องไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่ คนรู้มาก เมื่อหมดประโยชน์ มักตายไวทั้งนั้น
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าออกไปก่อนเถอะ” เสี่ยวเซียงคำนับก่อนถอยออกจากห้อง หลี่หลิงเฟิ่งเดินไปดับตะเกียง เตรียมตัวเข้านอน ทว่า จะอย่างไรก็นอนไม่หลับ อาจเพราะนอนบนรถม้ามาก่อน อาการง่วงงุนจึงหายเป็นปลิดทิ้ง
นางลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงจันทร์นวลส่องเข้ามาด้านในห้อง สายตาหงอยเหงามองออกไปอย่างไร้จุดหมายเนิ่นนาน นางคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชาติก่อน คิดถึงมิตรสหายร่วมรบ ไม่รู้เป็นอย่างไรกันบ้าง จะรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนนางในตอนนี้หรือไม่
หลี่หลิงเฟิ่งหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความอ่อนไหวในแววตาพลันจางหาย นางมองเหล่าแมกไม้ที่เป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวกลับ เดินไปจุดตะเกียงบนโต๊ะอีกครั้ง ทิ้งตัวลงนั่งนิ่งอยู่ปลายเตียง
ตุบ
หยกเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งกระทบแก้มซีกขวาของนาง ปลายเตียงด้านข้างยุบลงพร้อมกับท่อนแขนแกร่งดึงร่างนางเข้าสู่อ้อมกอด มือใหญ่ลูบผมดำขลับที่แผ่สยายอย่างเบามือ ไล้ลงมายังลาดไหล่ซ้าย “บาดเจ็บอีกแล้ว”
หลี่หลิงเฟิ่งแนบหน้าเข้าหาอกแกร่ง ปรับท่านั่งให้สบาย ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปทางชายหนุ่ม เอนตัวซบราวกับคนไร้กระดูก นางหลับตาลงซึมซับความอบอุ่น “อืม”
“เจ้าถึงกับเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เลยรึ หากว่าคืนนี้คนที่มาไม่ใช่พี่เล่า จะทำอย่างไร” คางเรียวขยับขึ้นลงตามจังหวะการพูดบนศีรษะชวนให้จักจี้
“ไม่มีทางเป็นผู้อื่น” นางสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของหลี่เฟยหยางอยู่ก่อนแล้ว จึงเปิดหน้าต่างเชื้อเชิญเขาเข้ามา
“อย่าได้ให้ชายอื่นมาหายามวิกาล” เสียงนุ่มทุ้มเข้มขึ้นหลายส่วน อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างในอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นอกจากท่าน แล้วยังจะมีใคร” หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะเบาๆ ทุยศีรษะมนกับอกแกร่งสองสามทีอย่างออดอ้อน นางรู้สึกได้ว่าร่างของพี่ชายแข็งเกร็งเล็กน้อย
บรรยากาศพลันเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย นางไม่อยากพูดอะไร หลับตาพริ้มอยู่บนอกแกร่งอย่างผ่อนคลาย ช่วงเวลาสงบและปลอดภัยเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก ตลอดสิบวันที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่นางหลับสนิทเลยสักคืน มุมปากหญิงสาวยกขึ้นสูง
“เจ็บมากหรือไม่” หลี่เฟยหยางถามอย่างเป็นห่วง น้ำเสียงทุ้มเจือแววเจ็บปวดจางๆ ทุกครั้งที่เห็นนางบาดเจ็บ เขาแทบจะทนไม่ไหว อยากจะฆ่าพวกที่ทำร้ายนางทุกคนให้สิ้นซาก แล้วอย่างนี้เขาจะวางใจทิ้งนางไปได้อย่างไร
ความคิดแบบนี้ไม่รู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่มันเริ่มหยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ
หลี่หลิงเฟิ่งไม่จำเป็นต้องตอบ เรื่องราวในวันนี้หลี่เฟยหยางคงรู้หมดแล้ว
นางเปลี่ยนเรื่อง “พี่ใหญ่ ข้าอยากได้หินแร่ พาข้าไปซื้อหน่อยนะเจ้าคะ” หลี่หลิงเฟิ่งถอนหน้าออกจากอกแกร่ง เงยขึ้นมองหลี่เฟยหยาง เขย่าแขนเขาเบาๆ
รอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่จางหาย ตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้สิ เจ้าดีขึ้นเมื่อไหร่ พี่จะให้หลี่เจี้ยนพาเจ้าไป”
“ทำไมท่านไม่พาข้าไปเองเล่า” ท่าทางเอาแต่ใจแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางไม่อยากไปกับหลี่เจี้ยน นางอยากไปกับหลี่เฟยหยางมากกว่า ชายตรงหน้านางดูน่าเชื่อถือกว่าตั้งเยอะ
“เด็กดี” หลี่เฟยหยางลูบหลังปลอบ “ไปกับพี่หรือพี่รองก็ไม่ต่างกัน พรุ่งนี้พี่ต้องเดินทางไปเมืองหลวง ไม่อาจพาเจ้าไปเที่ยวเล่นได้”
หลี่หลิงเฟิ่งใจกระตุก “เร็วขนาดนั้นเลยรึ”
หลี่เฟยหยางถอนหายใจ เขาเองก็ไม่อยากทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียวเหมือนกัน ถึงจะมีหลี่เจี้ยนคอยดูแล แต่เขาก็ไม่วางใจอยู่ดี “เจ้าจำกลุ่มนักฆ่าวันนั้นได้หรือไม่ พี่พบเบาะแสคนพวกนั้นเกี่ยวข้องกับตระกูลจวง พระประยูลญาติของฮองเฮา” ไม่เพียงเท่านี้ เขายังให้อู๋เหยียนสืบเรื่องการหมั้นหมายของนางเพิ่มเติมอีกด้วย
เสี่ยวเฟิ่ง เจ้าอยากแต่งให้โม่จื่อหลิงหรือไม่
หลี่เฟยหยางยิ้ม ไม่พูดอันใด เรื่องบางเรื่องเขาไม่ควรก้าวก่าย สตรีผู้นี้มีความคิดเป็นของตนเอง นางกล้าหาญ เจ้าเล่ห์ เด็ดเดี่ยว เฉลียวฉลาด ระแวดระวัง ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้น คำพูดบางคำยังไม่ถึงเวลาจะเอ่ย นางยังคงไม่ไว้ใจเขาจนหมดใจ แต่ไม่เป็นไร เขารอได้
มือหนาวางป้ายหยกสีดำลงบนมือหลี่หลิงเฟิ่ง ดึงร่างแบบบางออกจากอ้อมกอด ลูบศีรษะนางอย่างนึกเอ็นดู “ยินดีด้วย น้องพี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
“มันคือ?” หยกห้อยเอวสีดำเนื้อดีสลักลวดลายคล้ายมังกรเก้าหางตวัดไขว้กันแลดูงดงามชดช้อยปรากฏสู่สายตานาง หลี่หลิงเฟิ่งพลันนิ่งงัน หัวคิ้วน้อยๆ ขมวดมุ่น
“มันคือป้ายประจำตัวของพี่เอง เก็บไว้อย่าให้ห่างกาย มันจะช่วยเจ้ายามตกอยู่ในอันตรายได้หนึ่งครั้ง” หลี่หลิงเฟิ่งพลิกหยกในมือสำรวจ ป้ายหยกธรรมดาๆ น่ะรึจะช่วยชีวิตนางได้ ครั้นเงยหน้าขึ้นหมายจะถาม ก็เห็นหลี่เฟยหยางกระโจนลงหน้าต่างกลืนหายไปกับความมืดมิดเสียแล้ว
น่าตายนัก! แม้แต่เอ่ยคำลายังไม่มี บอกกันสักคำมันจะตายรึ
นอกหน้าต่าง
พุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่งข้างกำแพงเรือนนอนของหลี่หลิงเฟิ่ง ปรากฏดวงตาสีแดงคู่หนึ่งจับจ้องมายังเรือนนอนของหญิงสาว พุ่มไม้ใหญ่สั่นไหวรุนแรงครั้งหนึ่งก่อนจะสงบนิ่งดังเดิม พร้อมกับดวงตาปริศนาหายวับไป ความเงียบสงบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าขา ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยงเซียงส่งเสียงแผ่วเบาเรียกหลี่หลิงเฟิ่งด้านนอกห้อง
วันนี้หลี่หลิงเฟิ่งตื่นสาย เมื่อลืมตาขึ้นมาแสงแดดส่องกระทบใบหน้างาม บ่งบอกว่าเลยเวลาอาหารเช้านานแล้ว ครั้นได้ยินเสียงเสี่ยวเซียง น้ำเสียงของนางติดจะงัวเงียเล็กน้อย
“มีอันใด”
“คนของหอแพทย์โอสถ มาส่งสมุนไพรเจ้าค่ะ ตอนนี้รอพบท่านอยู่หน้าเรือน” อันที่จริงพวกเขามาถึงตั้งแต่สองชั่วยามที่แล้ว หากแต่ไม่กล้ารบกวนการพักผ่อนของนาง จึงห้ามไม่ให้แม่นางเสี่ยวเซียงเข้าไปแจ้ง
“อ้อ ให้พวกเขารอสักครู่” หลี่หลิงเฟิ่งเองเพิ่งนึกได้เช่นกัน หวังซีบอกนางว่าจะนำสมุนไพรที่นางต้องการทั้งหมดมาส่งในเช้าวันนี้ เกรงว่าคนพวกนั้นคงรอนางอยู่นานแล้ว หากแต่ไม่มีใครเข้ามาปลุกนาง
ข่าวลือหนาหูเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของผู้อาวุโสหวังกับคุณหนูห้าแห่งจวนเจ้าเมือง รู้ถึงหูทุกคนในหอแพทย์โอสถ นางเป็นว่าที่นายหญิงในอนาคต พวกเขามิกล้าล่วงเกิน
นอกจากเหยาจี้ที่อยู่ประจำการ ณ เมืองหลี่ที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงของพวกนาง ก็ไม่มีใครอื่น ทำให้คนพวกนั้นเข้าใจผิดและคาดเดาไปต่างๆ นานา หากแต่เหยาจี้เป็นเพียงแพทย์ที่ยังไม่ผ่านการยอมรับขึ้นเป็นนักหลอมโอสถเต็มตัว แท้จริงแล้วผู้ดูแลสาขาตัวจริงคือหวังซี นักหลอมโอสถชั้นกลาง พ่วงด้วยตำแหน่งศิษย์เอกของนักหลอมโอสถหูซานผู้เลื่องชื่อ อีกทั้งเหยาจี้ก็แสดงออกชัดเจนว่านอบบน้อมต่อนางอย่างมากเช่นกัน
ไม่นานหญิงสาวในชุดสีแดงตัวยาวก็ปรากฏอยู่หน้าประตูเรือน มือเรียวหยิบกระดาษรายนามสมุนไพรจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาตรวจ เมื่อพบว่าสมุนไพรที่ต้องการอยู่บนรถเข็นคันนี้ทั้งหมด จึงส่งยิ้มให้แล้วเอ่ยทักทายเสียงหวาน “ขอบคุณพวกเจ้ามาก”
พวกเขาทั้งสามคนได้แต่โบกมือปฏิเสธอย่างนอบน้อม ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหลี่หลิงเฟิ่งเลยสักครั้ง
นางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง คนพวกนี้ดูเหมือนจะเกรงใจนางอยู่หลายส่วน ถ้าจำไม่ผิด คนของหอแพทย์โอสถมักจะหยิ่งทะนงกันทั้งสิ้น เหตุใดวันนี้ทำตัวแปลกพิกล
“มีเรื่องใดต้องการบอกกล่าวกับข้าหรือไม่” หลี่หลิงเฟิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามออกไปตรงๆ ถ้าแค่มาส่งสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องคอยนาง หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“คือว่า...ผู้อาวุโสหวังมีเรื่อง...เอ่อ...ต้องการปรึกษาคุณหนูหลี่เป็นการส่วนตัวขอรับ” หนึ่งในนั้นพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “จึงใคร่เชิญท่านไปเสวนาที่หอแพทย์ด้วยกันอีกครา”
ใบหน้าเคร่งเครียดของหญิงสาวพลันโล่งอก เสียงอ่อนหวานดังขึ้นอีกหน “ข้าทราบแล้ว ฝากบอกหวังซีว่าอีกสามวันให้หลัง ข้าจะไปพบเขาด้วยตนเอง”
“ขอรับ!” ทั้งสามคำนับก่อนจะล่าถอยออกไป ข่าวลือพวกนั้นเป็นเรื่องจริง แม่นางน้อยผู้นี้ถึงกับเรียกชื่อตรงๆ ของผู้อาวุโสหวัง ไม่ได้การ พวกเขาต้องเอาไปบอกเล่าแก่พวกพ้อง
“คุณหนู...คนของหอแพทย์โอสถดูเหมือนจะยำเกรงท่านไม่น้อยเลย” เสี่ยงเซียวยกมือเกาหัวอย่างงงๆ มองหลี่หลิงเฟิ่งตาแป๋ว ใช่ว่าเมื่อวานตอนอยู่หอแพทย์โอสถมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับคุณหนูของนางหรือไม่
“มองข้าอย่างนั้นทำไม” หลี่หลิงเฟิ่งผลักหัวเสี่ยวเซียงเบาๆ “ข้าเองก็ไม่รู้” คงไม่ใช่เหยาจี้ปากพล่อยป่าวประกาศฐานะนางออกไปหรอกนะ หลี่เจี้ยนรู้ความจริงก็เพราะเขา จะบอกว่านางไม่ระแวงเลยก็ดูจะเป็นการโกหก
แต่เมื่อทบทวนอย่างจริงจัง ไม่น่าใช่ หากเป็นอย่างนั้นจริง พวกนั้นคงไม่เรียกนางว่าแม่นางหลี่ ปฏิกิริยาก็น่าจะรุนแรงมากกว่านี้เช่นกัน
แล้วมันเรื่องอันใดอีกเล่า
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ นางก็กลับเข้าห้อง พลันเห็นองุ่นสีม่วงเต่งตึงถาดหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ริมฝีปากของนางกว้างขึ้นเรื่อยๆ “เสี่ยวเซียง องุ่นพวกนี้มาจากไหน”
“คนรับใช้เรือนคุณชายใหญ่ส่งมาให้เจ้าค่ะ” ฮึ คิดว่าเอาของกินมาง้อแล้วนางจะหายโกรธรึ
ก็ใช่น่ะสิ! นี่เขายังจำมันได้อีกหรือ ช่างน่ารักจริงๆ
เสี่ยวเซียงเดินมาหยิบองุ่นบนโต๊ะ ปอกเปลือก แกะเมล็ดออกก่อนจะยื่นให้นาง “คุณชายใหญ่กำชับมาว่าต้องปอกเปลือกแกะเมล็ดออกให้หมดก่อน คุณหนูถึงจะยอมกิน”
“แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้มาก่อนว่าคุณหนูชอบกินองุ่นล่ะเจ้าค่ะ” อย่าว่าแต่ให้ปอกเปลือกอันใดเลย แม้แต่กินสักครั้งนางยังไม่เคยเห็น
“ข้าเพิ่งนึกอยากจะกินขึ้นมาน่ะ” หลี่หลิงเฟิ่งกระแอมเล็กน้อย คว้าองุ่นจากมือเสี่ยวเซียงใส่เข้าปาก กลืนลงคออย่างรวดเร็วจนแทบไม่ได้เคี้ยว “ข้าจะเก็บตัวสักระยะ ระหว่างนี้หากมีใครมาหา ก็ปฏิเสธไปให้หมด”
“เจ้าค่ะ” เสียวเซียงตอบรับอย่างว่าง่าย ปิดประตูห้องลงอย่างเบามือ
หลี่หลิงเฟิ่งสูดหายใจลึก นำเตาหลอมที่ได้จากหูซานออกมาจากมิติ จากนั้นหยิบสมุนไพรจำนวนหนึ่งเข้าเตาหลอม นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะหลอมยาลูกกลอน หลี่หลิงเฟิ่งถูมือสองสามทีระงับความตื่นเต้น เปลวไฟโชติโชนสีแดงลุกพรึ่บกลางฝ่ามือ นางหมุนข้อมือเล็กน้อยเปลวไฟทั้งหมดตกลงสู่เตาหลอมทันที
ผ่านไปไม่นานหญิงสาวรู้สึกถึงกลิ่นไหม้รุนแรง พลังธาตุไฟในมือหยุดลงกะทันหัน ความร้อนระอุทำให้เหงื่อนางท่วมทั่วร่างกาย เมื่อมองเข้าไปในเตาหลอม นางแทบอยากจะกรีดร้อง
วัตถุดิบทั้งหมดสลายกลายเป็นเศษขี้เถ้าไม่เหลือซาก
เคราะห์ดีนางยังมีสมุนไพรให้ใช้หลอมอีกมาก แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ ครั้งแรกของนางล้มเหลวไม่เป็นท่า หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลดความพยายาม ใส่วัตถุดิบเข้าเตาหลอมอีกครั้ง หลอมยาลูกกลอนขึ้นมาใหม่ แต่ผลลัพธ์ก็ยังล้มเหลวเช่มเดิม
ตลอดระยะเวลาสามวันสามคืน นอกจากกินข้าว อาบน้ำ เข้านอน ทั้งคืนวันนางทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถเพียงอย่างเดียว จนในที่สุดนางก็สามารถควบคุมระดับไฟที่เหมาะสมได้ หลี่หลิงเฟิ่งยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ยาลูกกลอนเซ็ตแรกในชีวิตของนาง ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว
หลี่หลิงเฟิ่งหยิบยาลูกกลอนสามเม็ดออกมาจากเตาหลอม วางทั้งสามเม็ดบนบนฝ่ามือ มีเพียงเม็ดเดียวที่ใช้ได้ แต่มันออกจะแตกต่างจากยาลูกกลอนที่พบเห็นทั่วไปอยู่สักหน่อย แถมยังมีกลิ่นไหม้ติดอยู่จางๆ
ดวงตาพินิจมองอยู่เป็นนาน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ อย่างไรก็ตัดสินใจกลืนลงท้องตนเองไม่ลง สุดท้ายจึงเก็บใส่ตลับยาซุกไว้ในอกเสื้อ
ย่างเข้าสู่เที่ยงวันที่สาม จำได้ว่านางมีนัดกับหวังซีที่หอแพทย์โอสถ ดวงตางดงามเป็นประกายทันที มือเรียวตบหน้าอกเบาๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย
หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มร่าออกมาจากห้อง พ้นหน้าเรือนไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับหลี่เจี้ยนที่ตีสีหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาหา “ในที่สุด เจ้าก็ยอมออกมาพบปะผู้คนสักที พี่นึกว่าเจ้าจะจำศีลอยู่แต่ในห้องตลอดชีวิตเสียอีก”
“พี่รอง” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มกว้าง เป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มเสียเอง “ข้ากำลังคิดถึงท่านอยู่พอดี”
เมื่อครู่นางยังคิดอยู่ว่าจะมอบให้ใครดี ไม่คิดเลยว่า...ตัวทดลองจะเดินมาหานางถึงหน้าเรือนเสียเอง
*ยามซวี ช่วงเวลาประมาณ 1-3 ทุ่ม
*ยามจื่อ ช่วงเวลาประมาณ 5 ทุ่ม - เที่ยงคืน
หลี่เจี้ยนชะงักงัน น้องเล็กดีใจที่ได้เจอเขาหรือ ความน้อยใจที่สั่งสมมาตลอดหลายวันพลันจางหายเพียงแค่ประโยคเดียวของนาง ริมฝีปากยกยิ้มอบอุ่น กล่าวอย่างอารมณ์ดี “ไป พี่จะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา”มือเรียวคล้องแขนผู้เป็นพี่ชาย ส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้ามีของขวัญจะให้ท่าน เดิมทีตั้งใจจะมอบให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เกิดเรื่องขึ้นมากมาย จึงไม่มีโอกาสสักครั้ง” นางกะพริบตากลมโตจ้องมองหลี่เจี้ยนตาแป๋ว น้ำเสียงใสพูดออกจากปากช่างไหลลื่น ไม่ติดขัดสักนิด“สิ่งใดรึ” หลี่เจี้ยนตาเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้น นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้รับความสำคัญจากน้องเล็ก ตั้งแต่นางกลับมาก็ทำตัวเหินห่างกับเขาราวกับคนแปลกหน้าตอนเด็กก็ยังชอบเกาะติดกับหลี่เฟยหยาง เขาเป็นเพียงพี่ชายที่เดินตามพวกนางอยู่ข้างหลัง นางระลึกถึงเขา จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรรอยยิ้มหวานไปจนถึงดวงตาถูกส่งไปให้อีกครา ชายหนุ่มมองอย่างเคลิบเคลิ้ม “สิ่งนี้มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า ท่านเป็นคนแรกที่ได้รับมันเชียวนะเจ้าคะ”นางปล่อยมือทั้งสองข้างที่คล้องแขนหลี่เจี้ยนออก จากนั้นหยิบเอาตลับยาในอกเสื้อออกมาก่อนยื่นให้ “ท่านเปิดดูสิ”“น้องเล็ก” หลี่เจี้ยนซาบซึ้งใจยิ่งนัก ก
สามชั่วยามถัดมา หลี่เจี้ยนและหลี่หลิงเฟิ่งขอตัวกลับ หวังซีเดินมาส่งทั้งสองถึงชั้นล่างด้วยตนเอง ผู้คนที่เคยเนืองแน่นขนัดอย่างสามวันก่อนไม่มีอีกต่อไป มีเพียงศิษย์สองสามคนเท่านั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องมิอาจเข้ามาด้านในได้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีผู้บุกรุกขึ้น หอแพทย์โอสถจึงเปิดทำการเพียงส่วนขายยาสมุนไพรและยาลูกกลอนเท่านั้น นั่นคือโถงหน้าสุดของหอ“แม่นางหลี่ สมุนไพรส่วนที่เหลือข้าจะส่งให้ท่านถึงจวนพรุ่งนี้เช้าตามเดิม ไม่คิดเงินแต่อย่างใด ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือหอแพทย์ของเรา บุญคุณครั้งนี้สำนักแพทย์โอสถต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน” หวังซีคำนับขอบคุณนางครั้งหนึ่ง“ไม่ต้องเกรงใจ เมื่อครั้งอยู่ชนบทพวกท่านได้ช่วยเหลือข้าหลายเรื่อง สหายช่วยเหลือกันไม่นับว่าเป็นบุญคุณอันใดหรอก หากช่วยได้หนึ่งชีวิตก็ถือเป็นการทำกุศลเพิ่มไม่ใช่หรือ” หลี่หลิงเฟิ่งโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ“หากห่อยาหลัวนั้นจะช่วยผู้อาวุโสในสำนักท่านได้ ก็ถือเป็นโชคดีของมันแล้ว ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ ข้าจะอายุสั้นได้นะ” หลี่หลิงเฟิ่งกล่าวอย่างติดตลก พลันสายตาเหลือบไปเห็นถงลี่เดินไวๆ มาทางพวกเขา“อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ น้ำใจของท่านในครั้งนี้พวก
ราตรีกาลมืดมิด ดวงจันทร์เอียงอายหลบหายไม่เห็นเงา สายลมพัดแผ่วเบา คลื่นน้ำสงบนิ่ง กลิ่นอายรอบด้านสดชื่นปะทะเข้าใบหน้าหนึ่งบุรุษสองสตรี เรือลำเล็กลำหนึ่งแล่นอยู่กลางผืนน้ำด้านหน้าคือหุบเขาขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลังหออวิ๋นหลิ่วกั้นกลางด้วยแม่น้ำสายเล็กๆ คาดว่าแหล่งกำเนิดหินแร่คงอยู่ในนั้น หลี่หลิงเฟิ่งหลับตาพริ้มตั้งแต่เริ่มนั่งอยู่บนเรือ ภายนอกดูเหมือนผ่อนคลายสบายใจ ทว่า พลังจิตของนางคอยสังเกตสิ่งผิดปกติมาตลอดทางความเงียบสงบเกินกว่าเหตุมักผิดวิสัยของธรรมชาติ ที่ใดมีแม่น้ำ มีภูเขา ที่นั่นย่อมมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เพราะเหตุใดระหว่างทางนางไม่ได้ยินเสียงสัตว์ป่ายามค่ำคืนเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณส่งเสียงร้องเตือนให้นางระวังภัยจากที่มืดผิดปกติเกินไปแล้ว“เสี่ยวเฟิ่ง พวกเราถึงแหล่งกำเนิดหินแร่แล้ว ไปกันเถอะ” ในขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งตกอยู่ในภวังค์นั้น เสียงหวานของสตรีด้านข้างปลุกนางตื่นขึ้นมา หลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงอืมออกมาคำหนึ่ง ก้าวลงจากเรือตามหลังทั้งสองคนอย่างไม่รีบร้อน“ที่นี่ออกจะเงียบไปสักหน่อยหรือไม่” หลี่เจี้ยนสำรวจรอบๆ เขารู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าไม่ถูกต้
“หึ คิดว่าแค่นี้จะขู่พวกข้าได้อย่างนั้นรึ โชคไม่ดีที่พวกเจ้าเลือกมาคืนนี้ จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถอะ” ชายชุดดำทั้งห้าหน้าตาถมึงทึง ไม่ลังเลอีก บุกโจมตีอย่างดุดัน ทว่า สะเปะสะปะจับตำแหน่งทั้งสามคนไม่ได้ ทำให้พวกหลี่หลิงเฟิ่งหลบการปะทะครั้งนี้ได้อย่างง่ายดายหลี่เจี้ยนสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่วน พลังยุทธ์ของคนพวกนี้ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขาแม้แต่น้อย หากยืดเวลาออกไป จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ศึกครั้งนี้เขาต้องรีบรบรีบจบ เริ่มต้นด้วยการประกบฝ่ามือทั้งสองข้าง พลังสีฟ้าก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์สูงสามจั้ง หมุนคว้างรอบตัวเขาก่อนจะสะบัดไปยังทิศทางที่มีลำแสงโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเมื่อสักครู่คลื่นยักษ์เคลื่อนที่เป็นวงกลมครอบคลุมขอบเขตหนึ่งส่วนสาม ที่น่ากลัวที่สุดคือความเร็วในการเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงกะพริบตาเท่านั้น หากถูกเงาคลื่นยักษ์ซัดโดนตัว การเคลื่อนไหวทั่วทั้งร่างจะเชื่องช้าลงชั่วขณะ ไม่อาจหลบหนี ไม่อาจโต้กลับหลี่หลิงเฟิ่งผู้เห็นเหตุการณ์ชัดแจ้งแต่เพียงผู้เดียวอดอุทานออกมาเบาๆ ไม่ได้ “คลื่นยักษ์สลาตัน ร้ายกาจยิ่งนัก!”อวิ๋นหลิ่วเหยียดยิ้ม นี่คือเวลาที่นางรอคอย พลังยุทธ์สีส้มก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือในพริ
“โอหังนัก! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวล่วงเกินท่านหัวหน้า” หนึ่งในชายชุดดำผินหน้าขุ่นเคืองจ้องมองเด็กสาวชุดแดงมิวางตา ร่างทั้งร่างสั่นเทา เพลิงโทสะพร้อมระเบิดออกมา“อย่างนั้นรึ”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินก็เลิกคิ้วสะกดใจจ้องมองใบหน้าบิดเบี้ยวของชายชุดดำ เอ่ยเสียงอ่อนนุ่ม “เป็นศิษย์อาจารย์หนึ่งวันเปรียบเสมือนบิดามารดาตลอดชีวิต ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่างเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาชี้หน้าด่าข้า บิดาข้ารึ ก็ไม่ใช่ ข้าไม่มีบิดาโง่เง่าเช่นเจ้า” หากไร้สมองจริง บิดาของนางคงไม่ได้เป็นถึงท่านเจ้าเมืองมาหลายปีเช่นนี้หลี่เจี้ยนหลุดขำ ไพล่แขนทั้งสองข้างไว้ด้านหลังเดินมาหยุดข้างหลี่หลิงเฟิ่ง “น้องเล็กพูดถูก ท่านพ่อของพวกเราหน้าตาไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน”“เจ้า!” ชายชุดดำโกรธขึ้ง มือที่ชี้หน้าหลี่หลิงเฟิ่งสั่นเทาอย่างรุนแรง สายตาเคียดแค้นจ้องมองพวกนางไม่วางตา เขาอยากจะเผาร่างพวกมันให้ไหม้เป็นจุณ กลบฝังอยู่ในถ้ำไม่ให้เหลือซาก แม้แต่เศษชิ้นส่วนเดียวก็ไม่อาจหลุดรอดออกไปจากที่นี่ได้!ชายวัยกลางคนยกมือห้าม ใบหน้าซีดเซียวเรียบนิ่งไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้ เสียงแหบแห้งดังขึ้นมาอีกครั้ง “วิธีการใช้พลังยุท
เสียงก้อนหินถล่มดังสนั่นทุกคนเกิดความงงงวย สายตาทุกคู่มองไปยังทิศทางของเสียงเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้มีเพียงหลี่หลิงเฟิ่งที่รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสที่ศัตรูไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นช่องโหว่ในการหลบหนี สุดท้ายพวกนางทั้งสามต้องสังเวยชีวิตตนเองจริงๆ แน่ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังปากทางออกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง หายตัวไปจากทัศนวิสัยของฝ่ายตรงข้าม“ควันพิษ ห้ามเผลอสูดดมเข้าไปเด็ดขาด” หลี่หลิงเฟิ่งฉีกชายแขนเสื้อมาปิดครึ่งหน้า ทั้งสองเห็นดังนั้นจึงรีบทำตามนางทันที มวลฝุ่นทั้งหลายค่อยๆ จางลง เปิดเผยภาพตรงหน้าอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง“แมงมุมระฆังเงินขั้นสี่!” หลี่เจี้ยนหลุดอุทานออกมาเบาๆ เหลือบมองอวิ๋นหลิ่วโดยไม่รู้ตัว“แปลก” สตรีชุดเขียวมรกตขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าฉายแววหนักใจ ทำไมนางสัมผัสไม่ได้ สัตว์อสูรตนนี้อยู่ในอาณัติของนาง ตกทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่น มีหน้าที่เฝ้าเหมืองของตระกูล อายุหลายร้อยปี มันไม่เคยเกิดอาการคลุ้มคลั่งมาก่อนนางซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบันไม่อาจควบคุมมันได้ ทว่ามันจดจำกลิ่นนางได้ดีเสมอ เพ่งจิตเรียกหายามใ
ความเปียกชื้นปนความสากเหมือนโดนกระดาษทรายถูบนใบหน้าปลุกหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังนอนหลับใหลตื่นขึ้นมา ดวงตาเรียวสวยลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า กะพริบตาถี่ปรับสายตาให้ชินกับแสงที่เริ่มสลัวสัมผัสแรกที่หลี่หลิงเฟิ่งได้รับคือความหนักอึ้งบนหน้าอก ขนสีเงินยวงสะบัดวนบนหน้าของนาง อุ้งเท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งเหยียบลงบนแก้มซ้าย ลิ้นเล็กๆ กำลังเลียจมูกของนางอย่างเมามัน“ฮัดชิ่ว!” หลี่หลิงเฟิ่งนิ่วหน้า จมูกคันยุบยิบด้วยความระคายเคือง จามออกมาสุดแรง มือข้างหนึ่งเผลอปัดสิ่งน่ารำคาญออกไปให้พ้นตัว“โอ๊ย!” ชั่วพริบตานั้นหลังมือของหลี่หลิงเฟิ่งถูกมันงับเข้าหนึ่งแผล ด้วยบาดแผลที่ลึกจมเขี้ยวทำให้นางมีสติครบถ้วนขึ้นมาทันที รีบดึงมือกลับมาเพื่อเลี่ยงให้ตนบาดเจ็บอีกแทบไม่ทันสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตัวหนึ่งเบิกตากลมโตสีแดงฉานจ้องมองนาง หลี่หลิงเฟิ่งลูบหน้าเปียกชุ่มขณะพิจารณาเจ้าตัวน้อยอย่างละเอียด ขนสีเงินยวงทั้งร่าง ตัวเล็กกระจิริดขนาดสองฝ่ามือของนาง รูปร่างหน้าตาบางมุมคล้ายลูกสุนัขจิ้งจอก ทว่าบางมุมกลับคล้ายกระรอกแต่หลี่หลิงเฟิ่งมั่นใจว่ามันไม่ใช่ทั้งสุนัขจิ้งจอกและกระรอก มันเป็นสัตว์อสูรประเภทหนึ่งที่ไม่มีในตำราใด แน่นอนว่าน
“หึหึ มาดูกันว่าพวกเจ้าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรือไม่” มือขวาของชายวัยกลางคนทำท่าขีดเขียนบนอากาศ กระบี่อ่อนในมือตวัดซ้ายขวา ยันต์สีแดงเพลิงลุกพรึ่บตรงหน้า กระบี่ปลิวออกจากมือ ปักตรึงยันต์เหวี่ยงออกไปยังใจกลางกลุ่มนักฆ่าทั้งห้าคน“ยันต์มรณะ! หลบเร็วเข้า!”คนชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุดตาเหลือกตะโกนบอกเสียงหลง กลุ่มนักฆ่าแยกย้ายไปคนทิศคนละทาง กระบี่ปักตรึงอยู่บนพื้นกลางขบวน รอบด้านฟุ้งไปด้วยเศษดินตลบอบอวลทั่วบริเวณ เปลวไฟมรณะลอยคว้างร้อนระอุราวไฟนรกปิดทางถอยของฝ่ายตรงข้าม ความร้อนรุนแรงนี้แทบจะแผดเผาคนทั้งหมดลงสู่ห้วงอเวจีภายในเวลาไม่กี่เสี้ยววินาที ขนาดพวกนางที่ยืนหลบมุมอยู่ที่ไกลๆ ยังสัมผัสถึงความร้อนระอุของมันได้อย่างชัดเจน ไม่อยากจะคิดต่อว่าคนที่โดนพลังนี้เข้าไปจะมีสภาพเป็นอย่างไรปางตายหรือตายสถานเดียวกันแน่...หลี่หลิงเฟิ่งเห็นการใช้ยันต์ของชายผู้นั้นถึงกับสะดุ้ง ชายผู้นี้เก่งถึงระดับไหนกันแน่ ถึงกับสามารถสร้างยันต์ที่มีอานุภาพรุนแรง ปิดทางถอยศัตรู ระเบิดอีกฝ่ายจนวงแตกในกระบวนท่าเดียวนี่...“หลีกไปอย่ามาขวางทาง วันนี้พวกข้าไม่อยากสู้กับพวกเจ้า” หัวหน้านักฆ่าร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ โชคไม
ไม่นานหลังจากที่สวีคุนพูดจบ ร่างสูงของอู๋เหยียนก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขากวาดมองหลี่หลิงเฟิ่งทันที"คุณหนูห้า นายท่านแย่แล้วขอรับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น""อาการของคุณชายใหญ่ทรุดหนักลงกะทันหัน โปรดตามข้ากลับไปที่หอฝึกยุทธ์ดูสักหน่อยเถิดขอรับ"หัวใจของหลี่หลิงเฟิ่งเต้นกระตุก นางไม่ได้ถามต่อให้เสียเวลา รีบหันไปบอกลาทุกคนก่อนจะก้าวตามอู๋เหยียนไปโดยไม่ลังเลที่ห้องพักของหลี่เฟยหยาง กลิ่นจางๆ ของผลไม้คืนชีวิตอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับเพิ่งมีผู้ใช้มันเมื่อไม่นานมานี้ ดวงตาคมของหลี่หลิงเฟิ่งหรี่ลง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลี่เฟยหยางนอนอยู่บนเตียงสีขาว ใบหน้าซีดเซียวของเขามีหยาดเหงื่อเกาะพราว ดวงตาหลับพริ้มราวกับกำลังฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาวหลี่หลิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ราวกับทุกอย่างวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกหน เขาต้องการเลือดข้านางขบเม้มริมฝีปาก กำมือแน่นก่อนจะใช้ปลายเล็
ทุกสายตาจับจ้องมายังหลี่หลิงเฟิ่งที่บัดนี้รายล้อมไปด้วยเหล่าคนของสำนักแพทย์โอสถ บางคนถึงกับหันไปมองกันอย่างสับสน"ศิษย์น้องของเจ้าสำนักหรือ หูของข้าเพี้ยนไปแล้วหรือไม่" สีหน้าของทุกคนเบิกโพลง"ใช่แล้ว หลี่หลิงเฟิ่งคืออาจารย์อาที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าสำนักของเรา หากข้ารู้ว่าใครยังว่าร้ายนางอีกล่ะก็ อย่าหาว่าหอแพทย์โอสถของพวกเราไม่เตือน"ผู้อาวุโสแปดกล่าวเสียงกร้าว เขารอเวลานี้มานานแล้ว ใครใช้ให้คนเมืองหลวงมีตาหามีแววไม่ ใส่ร้ายบรรพบุรุษน้อยของพวกข้าไม่เว้นแต่ละวันคำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนซีดเผือด ความนับถือที่แฝงด้วยความสั่นสะท้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยปรามาสหลี่หลิงเฟิ่งต่างเบื้อใบ้ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่สวีคุนเองก็อดยิ้มบางออกมาไม่ได้ "ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าทำให้คนทั้งสนามตะลึงจนลืมหายใจได้เลยทีเดียว"รอบตัวหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบปรามาส บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัว แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยคิดว่านางเป็นเพียงขยะไร้ค่า
พลังยุทธ์สีแดงขาวปรากฏรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง พลังมหาศาลที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นแต่แผดเผาไปพร้อมกันแผ่ซ่านออกมา ร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยแยกออกเป็นสิบร่าง ตอนนี้กลับแยกออกมาได้ถึงห้าสิบร่าง จนแม้แต่ชายชุดดำยังต้องเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้…วิชาลับตระกูลชิง เจ้ามีมันได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตระกูลชิงรึ” เขาสั่นศีรษะ คัมภีร์ทั้งหลายล้วนสูญสลายไปพร้อมกับคนของตระกูลชิงสายหลักไปหมดแล้ว แต่นางเรียนรู้มาจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาอันสั้นสตรีนางนี้เลื่อนขั้นไปกี่ครั้งกันแน่ หากปล่อยไปจะต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอย่างแน่นอนหลี่หลิงเฟิ่งไม่ตอบ นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนที่ร่างทั้งห้าสิบจะพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกันราวกับคลื่นพายุที่ไม่มีวันหยุดยั้งเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงและพลังยุทธ์สีดำสาดกระจายกลางอากาศ ชายชุดดำสะบัดมือส่งพลังทำลายล้างออกไป แต่ร่างเงาของหลี่หลิงเฟิ่งกลับเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าปลาได้น้ำ หลบหลีกทุกการโจมตีของเขาได้อย่างแม่นยำ“นังตัวดี!” ชายชุดดำกัดฟันแน่น พลังปราชญ์ของเขาถูกกดดันจนเริ่มสั่นคลอนแต่ในขณะที่เปลวเพลิงนั้นโหมกระหน่ำ หลี่เฟยหยางที่ยืนอยู
"พวกเจ้าคิดว่าการทำลายวังหลวงแคว้นตงเยว่แล้วจะปัดก้นหนีไปอย่างสง่าผ่าเผยได้รึ" ชายชุดดำที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับเต็มไปด้วยเจตนาสังหารจวินชางหลางแม้ใจจะกลัว แต่ฝีปากนั้นกล้าเกินจะกล่าว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขรับใช้แคว้นตงเยว่นี่เอง ทำไม ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พวกมันสินะ เข้ามาเลยสิ กลัวที่ไหนกัน”ดวงตาคมกริบของชายชุดดำจับจ้องมาไปยังเขา "จักรพรรดิแคว้นตงเยว่เป็นศิษย์ของข้า พวกเจ้าสังหารเขายังเท่ากับท้าทายข้า ซ้ำยังทำลายวังหลวง ฆ่าล้างทุกคน ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด เลือดของพวกเจ้าต้องชำระล้างแผ่นดินตงเยว่ สังเวยวิญญาณให้กับศิษย์ของข้า"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่โม่จื่อหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็อดขรึมลงไม่ได้ "เจ้าเป็นคนจากดินแดนไร้ขอบจริงด้วยสินะ"ชายชุดดำแค่นหัวเราะ มองโม่จื่อหลิงแวบหนึ่งพลางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่าเวลานี้เขาไหนเลยจะสนใจ "รู้จักข้าก็ดีแล้ว จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะพบจุดจบแบบใดในไม่ช้า"โม่จื่อหลิงยกกระบี่ขึ้น สายตาคมวาว "จุดจบของเจ้าหรือ
ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิวอวิ๋นเสียงการต่อสู้ยังคงดังกึกก้อง เปลวเพลิงโหมลุกไหม้ตามแนวกำแพง เสียงคำรามของผู้บุกรุกประสานกับเสียงอาวุธที่กระทบกันอย่างดุเดือดสวีคุนเจ้าสำนักหอแพทย์โอสถ กำลังรักษาผู้บาดเจ็บพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อย่าปล่อยให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้ ต้านไว้สุดกำลัง"ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกำลังกันอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนศัตรูที่มีกองกำลังมือสังหารชั้นสูงกลับยังคงท่วมท้นทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ เสียงลมกรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่หลิงเฟิ่ง โม่จื่อหลิง และจวินชางหลางที่ปรากฏตัวออกมา"พวกเรากลับมาแล้ว!" จวินชางหลางร้องลั่น พลางสะบัดดาบเล่มใหม่ในมืออย่างฮึกเหิม "ใครอยากโดนฟันก่อน มาเลย!""ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" หลี่หลิงเฟิ่งตะโกนถามพลางฟาดแส้เพลิงออกไป เผาผู้บุกรุกที่พุ่งเข้ามาสวีคุนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ "พวกเจ้ามาทันเวลาพอดี ฝั่งนั้นมีมากเกินไป พวกเรากำลังต้องการกองกำลังเสริมอย่างยิ่งยวด""ท่านวางใจ ข้าจะทำให้ศัตรูจำชื่อพวกเราไปตลอด" จวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง เลือดร้อนไม่ลดละจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน"งั้นข้าจะช
"อะไรเนี่ย ทำไมรากไม้พวกนี้มันมีชีวิตล่ะ แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย" จวินชางหลางตะโกนพลางถอยหลบ ขณะที่รากไม้สีดำเลื้อยมาทางเขาดาบกลืนวิญญาณในมิติมายาของหลี่หลิงเฟิ่งยังคงสั่นสะท้าน ราวกับพยายามเตือนบางสิ่ง นางหอบหายใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใจกลางห้องโถงที่บัดนี้เต็มไปด้วยพลังมืด แท่นบูชาที่พังครึ่งหนึ่งพลันแตกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำสนิทที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยรากไม้หนาทึบ นางเดินเข้าไปใกล้โลงศพที่ยังคงปล่อยไอสังหารออกมา"ระวังนะ!" จวินชางหลางร้องเตือน แต่หลี่หลิงเฟิ่งยื่นมือออกไปแตะรากไม้ที่พันรอบโลงศพ ถึงกับเป็นโลกศพฮ่องเต้รุ่นที่หนึ่งทันใดนั้น เส้นแสงสีดำพุ่งออกมาจากรากไม้ เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง รากไม้ราวกับมีชีวิตฉุดกระชากไปทั่วโลงศพเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นเน่าเหม็นโชยกระจายไปทั่วห้องโถง ร่างของฮ่องเต้ตงเยว่ที่เคยหลับใหลปรากฏให้เห็น ผิวหนังซีดเผือด ดวงตาที่ควรปิดสนิทพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงสีดำวาววับ"มันตื่นขึ้นแล้ว!" โม่จื่อหลิงกล่าวเสียงหนัก ขณะกระชับกระบี่ในมือแต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ รากไม้สีดำพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนจะแตกกระจาย เสียงกระดูกดังลั่น ไม่ใช่แค่จักรพรรดิตงเยว่ แต่ศพของทหารและข
จวินชางหลางกระเด็นกลิ้งหลายตลบก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มองรอบด้านอย่างไม่สบอารมณ์ สถานที่เบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยซากหินและพื้นผนังที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ“ที่นี่มัน...ใต้ดินหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองอย่างระแวดระวัง“ข้าหวังว่ามันจะไม่ใช่กับดักอะไรอีกนะ” จวินชางหลางโอดครวญ “ฟ้าไม่มีตา ไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย”ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในโพรงใต้ดิน เส้นทางทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวจูจูที่เกาะอยู่บนบ่าหลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงครางเบาๆ อย่างไม่สบายใจ“มันรู้สึกอะไรบางอย่าง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวจูจูเพื่อปลอบ “ระวังตัวไว้”ภายในมิติมายาของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ดาบกลืนวิญญาณ ที่ปักนิ่งอยู่กลางทุ่งมายาพลันสั่นสะท้าน เสียงหวีดแหลมต่ำ เส้นแสงสีดำปะทุจากคมดาบราวกับมีสิ่งเร้นลับพยายามฉุดกระชากมันให้หลุดจากพันธนาการ“ไม่... ไม่ดีแล้ว!” เสี่ยวมู่ร้อง ดวงตาสีครามของมันเบิกกว้างหลี่หลิงเฟิ่งเม้มปาก มองสภาพแปรปรวนในมิติของนาง ที่พื้นดินซึ่งเคยนิ่งสงบกลับแตกออก เผยให้เห็นแสงสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับวงกตแห่งวิญญาณในจุดนั้นมีวัตถุสีมืดสนิทลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มั
บุกแคว้นตงเยว่เปลวไฟลุกโชนสูงตระหง่าน วังหลวงของแคว้นตงเยว่ที่เคยโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบ เปลวเพลิงจากของหลี่หลิงเฟิ่งเผาผนังไม้สักทองคำจนแตกเปรี๊ยะ เสียงกรีดร้องของทหารแคว้นตงเยว่ดังระงมจวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง ขณะฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า "นี่แหละที่ข้ารอคอยมานาน วังนี้ข้าเห็นแล้วยังอยากเผาเล่น"ทหารของแคว้นตงเยว่ล้มตายลงทีละคน ซากศพกองเรียงรายจนแทบไม่มีทางเดิน หลี่หลิงเฟิ่งมองซากปรักหักพังอย่างเยือกเย็น "วังโอ่อ่าขนาดนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับบาปของมันแล้ว""เจ้าคิดจะทำลายทุกอย่างจริงๆ หรือ ง่ายไปหน่อยกระมัง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างสูงสง่างามในชุดมังกรสีทองปรากฏตัวท่ามกลางเงาเปลวเพลิง ฮ่องเต้แห่งแคว้นตงเยว่ ดวงหน้าคมคายที่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม"ข้ารู้จักสมญานามของพวกเจ้ามาบ้าง หญิงชั่วร้ายกับชายคู่หมั้นหน้าโง่ แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นความภาคภูมิของแคว้นหลิวอวิ๋น"หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่คิดว่าพวกนางจะมีฉายาเช่นนี้ด้วย โด่งดังไม่เบาเลยหนา ฮ่องเต้ตงเยว่หัวเราะ "เจ้าคิดว่าการเผาวังหลวงของข้าจะทำให้แคว้นหลิวอวิ๋นพ้นภัยหรือ ช่างเป็นความคิดตื
กองกำลังขันทีผู้ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย ยืนหยัดต้านทานคนชุดดำอย่างสุดชีวิต ถึงแม้พลังยุทธ์ของพวกเขาจะด้อยกว่าศัตรูมากนัก แต่ด้วยความภักดีที่ฝังแน่นในหัวใจ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ราชวงศ์หลิวอวิ๋นล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา"ถ้าจะตาย ก็ให้ตายเพื่อฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนลั่น เสียงของเขาแฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมพ่ายแพ้เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ขันทีผู้หนึ่งฟาดดาบเข้าใส่คนชุดดำ แต่กลับถูกพลังยุทธ์มหาศาลกระแทกจนล้มลง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหิน"อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้ฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวไปขวางคนชุดดำที่พยายามบุกเข้ามาฮ่องเต้ที่ยังทรงยืนอยู่ด้วยพระวรกายที่บาดเจ็บสาหัส ดวงเนตรของพระองค์เคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้พระโลหิตจะไหลซึมจากบาดแผลที่พระอุระ แต่พระองค์ไม่คิดจะล่าถอยหยวนกุ้ยเฟยยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ ใบหน้าของนางฉายแววบ้าคลั่ง "ฝ่าบาทยังดื้อรั้นเช่นเคย... แต่ครั้งนี้ข้าจะทำให้ท่านสิ้นสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับบัลลังก์ที่ท่านหวงแหนนัก!"ดวงตาของนางเรืองแสงด้วยพลังพิษสีดำที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว นางสะ