สองวันสองคืนอันแสนรันทดของหลี่หลิงเฟิ่ง ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเล อากาศหนาวเย็นอันเกิดจากฤดูหนาวตลอดทั้งปีกระทบผิวของนางจนซีดขาว ใบไม้ร่วงหล่น ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวเหลือเพียงกิ่งก้านเกาะอยู่บนลำต้นเท่านั้น พวกมันล้วนถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ เนื่องจากแคว้นนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของแผ่นดิน ตลอดทั้งปีจึงมีเพียงฤดูหนาวฤดูเดียว“เฟิ่งเอ๋อร์ พวกเราเข้าเขตลุ่มน้ำเมืองจวินมาแล้ว อีกไม่กี่สิบลี้ก็จะถึงเมืองหลวง” หลายวันมานี้ที่อยู่ด้วยกันเขาเอาที่เรียกนางว่าเฟิ่งเอ๋อร์ ห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ฟัง นางคร้านจะถือสาหาความกับโม่จื่อหลิงแล้ว อยากจะเรียกอย่างไรก็เชิญตามสบาย“ท่านมีธุระต้องทำไม่ใช่หรือ เช่นนั้นเราแยกกันตรงนี้เลยดีกว่า” ในใจหลี่หลิงเฟิ่งยังคงต้องการขีดเส้นแบ่งกับโม่จื่อหลิงตลอดเวลา หากมีช่องทางสลัดหลุดจากเขาได้นั่นย่อมเป็นเรื่องดี“ไม่รีบร้อนอันใด ข้าเพียงผ่านมามอบของขวัญเล็กน้อยให้กษัตริย์แค้นจวินเท่านั้น ยังคงมีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าจัดการธุระได้อีกหลายวัน” โม่จื่อหลิงยักไหล่เล็กน้อย เดิมทีเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาด้วยตนเอง เพียงเพราะนาง เขาจึงได้อยากมาได้ยินคำตอบเช่นนี้จากโม่จื่อหลิง น
ที่ใดที่หนึ่ง ณ ตีนเขาทมิฬกาล หลี่หลิงเฟิ่งและโม่จื่อหลิงยังไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย เป็นเวลาหลายชั่วยามที่พวกนางติดอยู่วังวนนี้ แรกเริ่มตอนย่างเท้าเข้ามาพวกนางยังไม่พบสิ่งผิดปกติใด สัตว์เล็กๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณตีนเขายังมีให้เห็นประปรายจนเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ที่พวกนางรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง สัตว์น้อยใหญ่ที่เคยมีพลันไม่ปรากฏให้เห็นสักตัว แม้กระทั่งส่งเสียงยังคร้านจะทำ ขณะที่พวกนางเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ พลันพบว่าทิวทัศน์รอบด้านไม่มีความแตกต่างเลยสักนิดยิ่งลึกเท่าไหร่ยิ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หลี่หลิงเฟิ่งอาศัยความรู้ในอดีตทำร่องรอยไว้บนลำต้นไม้ใหญ่ทุกต้นที่พวกนางเดินผ่าน เมื่อเดินไปได้ร่วมชั่วยามหญิงสาวพลันพบสัญลักษณ์กากบาทที่ตนเคยทำไว้ ใบหน้าสวยพลันเคร่งขรึมลงทันใด “ไม่ผิดจากที่คาด พวกเราติดอยู่ในค่ายกลกักกัน”“น่าแปลก ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสำนักแพทย์โอสถจะสร้างค่ายกลบริเวณรอบหุบเขา” ทุกครั้งที่โม่จื่อหลิงเยือนก็ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเลย ทำไมครั้งนี้ถึงได้ต่างออกไปโม่จื่อหลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พวกเราคงต้องรอถึงฟ้าสางถึงจะหาทางออกไปจากที่นี่ได้” ถึงเขาจะไม่รู้จุดป
กว่าที่หลี่หลิงเฟิ่งจะหลุดออกจากภวังค์ได้ก็ผ่านมาราว ๆ หนึ่งเค่อ*แล้ว นางเริ่มรับรู้ถึงความเจ็บปวดบนร่างกายที่บอบช้ำ แต่นางกลับทนได้ มิหนำซ้ำยังมีความสบายแทรกซึมเข้ามาอีกต่างหาก ความเจ็บทุเลาลง บาดแผลภายนอกและภายในค่อยๆ สมานกัน ทั่วทั้งร่างกลับมาเป็นปกติ หัวใจของนางกระตุกอีกครั้งหรือว่ามังกรตนนั้นจะเป็นมังกรบรรพกาล เทพเจ้าแห่งมังกรที่ผู้คนกราบไหว้ สุดท้ายแล้วท่านก็อวยพรให้นางสินะ หลี่หลิงเฟิ่งนึกขอบคุณอยู่ในใจ“มีอะไรหรือ” เมื่อนางหันกลับมา เห็นโม่จื่อหลิงเอาแต่จ้องนางไม่วางตา จึงถามออกไป“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” มือหนายกขึ้นคล้ายอยากลูบผมปลอบประโลมชะงักกลางอากาศ ไม่นานก็ชักกลับไปข้างลำตัวเหมือนเดิม เผยรอยยิ้มบางที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักออกมาหลี่หลิงเฟิ่งยักไหล่ พลางอุ้มเสี่ยวไป๋ที่ออกมาจากมิติไปนั่งอยู่มุมหนึ่งของถ้ำ “พระองค์ควรจะซึมซับพลังงานบริสุทธิ์ในนี้ให้ได้มากที่สุดดีกว่านะเพคะ”“ถูกของเจ้า ที่นี่เหมาะแก่การฝึกพลังยุทธ์ยิ่งนัก” น้ำเสียงยียวนกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินมานั่งถัดจากนาง พลางหลับตาซึมซับไอปราณอยู่ข้างหลี่หลิงเฟิ่งหลี่หลิงเฟิ่งอ้าปากจะพูดบางอย่าง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เอ
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ หลี่หลิงเฟิ่งค่อย ๆ รู้สึกตัว รู้สึกเหมือนร่างกายของนางเบาหวิวราวกับปุยนุ่น เบาสบายจนไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลยเพียงแต่ว่าร่างกายของนางไม่ยอมทำตามจิตใจ นิ้วมือเรียวขยับแผ่วเบา ในที่สุดก็ลืมตาอย่างช่วยไม่ได้หือ?หลี่หลิงเฟิ่งกะพริบตาปรับทัศนียภาพรอบ ๆ ตัว ภาพที่เข้าในม่านตาคือความสว่างไสวของดวงดาวบนท้องฟ้าและขนสีเงินของสัตว์อสูรที่นอนอยู่ข้าง ๆ นาง“ท่านนี่ช่างไม่กลัวตายเสียนี่กระไร คิดว่าตัวเองมีกี่ชีวิตกัน ข้าเก็บชีวิตท่านกลับมาไม่ได้ทุกครั้งหรอกนะ ลองคิดดูหากข้าไม่ปลุกท่าน ท่านคงออกมาไม่ได้ไปตลอดชีวิตแล้ว” เสียงที่คุ้นเคยที่นางไม่ได้ยินมานานดังชัดในโสตประสาทของหลี่หลิงเฟิ่ง“เสี่ยว...มู่ แค่กๆๆ” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มรับเบา ๆ พลางตอบกลับ เพียงแต่พูดไม่กี่คำก็พบว่าตัวเองคอแห้งจากอาการขาดน้ำขั้นสุด “เจ็บคอสุด ๆ ไปเลย”“ไม่เจ็บสิแปลก ใครใช้ให้ท่านกรีดร้องขนาดนั้นเล่า เชื่อหรือไม่ว่าข้าตื่นขึ้นมาเพราะทนฟังเสียงโหยหวนของท่านไม่ไหวจริง ๆ หากข้าเป็นเจ้าหนุ่มนั่นคงทุบท่านสลบไปนานแล้ว” เสียงอ้อแอ้ดังข้างหูของนางไม่หยุด เด็กทารกในชุดขาวตัวอวบอ้วน ผิวขาวนวลดั่งหยก สองแก้
หลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดเลยว่าการเข้ามาในถ้ำ หยิบอาวุธชิ้นหนึ่งขึ้นมาจะทำให้ชีวิตของนางเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ การบังเอิญครั้งนี้เป็นประโยชน์กับนางอย่างมหาศาลเรื่องราวภายนอกมิติมายานั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นางเพ่งจิตออกไปข้างนอกสำรวจดูก็พบว่าตนเองอยู่บนตัวของวิหคเพลิงที่กำลังบินว่อนอยู่กลางอากาศ โดยมีโม่จื่อหลิงโอบกอดนางไว้ หลี่หลิงเฟิ่งที่สลบไสลไปนานไม่อาจรู้เลยว่าค่ายกลกักกันสลายไปตั้งแต่ตอนไหน อาจจะตั้งแต่ที่นางหยิบดาบแห่งจิตวิญญาณเล่มนั้นขึ้นมาก็เป็นได้หลี่หลิงเฟิ่งสังเกตตนเอง ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าเลื่อนขั้นอีกแล้วหรือ”ยอมรับว่านางตกใจเล็กน้อย เพียงฝึกพลังยุทธ์ไม่กี่เดือนแต่นางกลับคืบหน้ากว่าคนอื่นที่ฝึกมาเป็นสิบปีเสียอีก แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีสำหรับตัวหลี่หลิงเฟิ่ง การฝึกพลังยุทธ์เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แข็งแกร่งขึ้นใคร ๆ ก็ชอบทั้งนั้นแหละหลังจากที่หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจากการพักผ่อนมาหลายชั่วยามในมิติมายา นางจึงสามารถวางเรื่องต่าง ๆ ที่น่าปวดหัวในอนาคตไว้ก่อนได้ หันไปยิ้มน้อย ๆ ให้เสี่ยวมู่ หยิกแก้มนุ่มนิ่มนั่นอย่างอดใจไม่ไหว “ข้าอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว สมควรแก่เ
อีกทางด้านหนึ่ง ในห้องใต้ดินเย็นเยียบและชื้นแฉะ รอบด้านมืดมิด ร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้เขรอะฝุ่นหลังหนึ่ง มือขาวซีดยื่นออกไปทางประตู บุรุษผู้หนึ่งพยายามดิ้นรนลงจากเตียง เขาค่อย ๆ คลานไปยังแสงสว่างหนึ่งเดียวในห้องอันมืดมิดแห่งนี้ ฉับพลันแสงสว่างจากด้านนอกที่เล็ดลอดเข้ามาพลันหายไป เงาดำทะมึนสายหนึ่งบดบังแสงนั้นโดยสิ้นเชิงถงลี่พบว่าทั่วทั้งร่างของเขาชุ่มไปด้วยของเหลวหนืดเข้มข้น ตามมาด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้ง ความเจ็บปวดไม่กี่เค่อที่ผ่านมากลายเป็นความชาหนึบไปทั้งตัว ร่างกายของเขาเริ่มอ่อนแรงลงตามลำดับ“หวาดกลัวใช่หรือไม่” เสียงหัวเราะแว่วมาให้ได้ยินเบา ๆ “ไม่ต้องห่วง หลังจากเจ้าไปแล้ว ข้าจะส่งลูกเมียของเจ้าติดตามไปด้วย”หัวใจของถงลี่จมดิ่งลงไม่หยุด “ขอร้องท่าน ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ทุกอย่างเป็นความผิดพลาดของข้าเอง”“เจ้าไปรอพวกเขาที่ปรโลกก่อนก้าวหนึ่ง อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ไม่แยกจากกันแน่นอน” คนผู้นั้นแสยะยิ้มทีหนึ่ง เหลือบมองถงลี่ที่นอนจมกองเลือดครั้งหนึ่งก่อนหันหลังเดินออกไปปึง!เมื่อประตูปิดลง ความมืดมิดเข้าครอบคลุมทั่วทั้งห้องอีกครั้ง พร้อมกับพรากลมหายใจสุดท้ายของถงลี่ไป หลังจากนั้นไม่
“เร็ว รีบไปแจ้งผู้อาวุโสสามให้มาที่นี่โดยเร็ว” ศิษย์สำนักแพทย์โอสถที่เห็นเหตุการณ์รีบไปแจ้งทันที ไม่นานนักพลังยุทธ์อันแข็งแกร่งขุมหนึ่งหยุดยั้งฝ่ามือหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังจะทำร้ายคนอีกรอบ“องค์ชายรองโม่ แม่นางท่านนี้โปรดยั้งมือ ทำเช่นนี้ไม่ดีต่อแคว้นหลิวอวิ๋นเอาเสียเลย ท่านคงไม่อยากเป็นศัตรูกับสำนักแพทย์โอสถของเรากระมัง”“แต่คนของท่านคิดจะทำร้ายใครก็ได้อย่างนั้นหรือ ตลกสิ้นดี” หลี่หลิงเฟิ่งโมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว“พวกเจ้าต่างหากที่ลงมือกับข้าก่อน อึก!” ยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งลอยเข้าปากจวินโหยวหนาน แม่นยำราวกับจับวาง รอบด้านพลันเงียบสงบ“เจ้าหุบปาก ถึงคราวให้เจ้าพูดได้แล้วรึ” หลี่หลิงเฟิ่งไม่เคยยั้งมือกับศัตรูอยู่แล้ว ต่อให้ตรงหน้าของนางจะมีท่านเทพองค์ใดขวางอยู่ก็ตาม “เป็นองค์ชายเหมือนกัน แต่สมองและความสามารถต่างกันเกินไป”คราวนี้โม่จื่อหลิงยิ้มแล้ว สายตาที่เคยมืดครึ้มพลันเปลี่ยนมาเจ้าเล่ห์ดังเดิม “นางมารน้อย อย่าโมโหไปเลย ไม่ดีต่อสุขภาพ”“ในเมื่อพวกเจ้าไม่เห็นสำนักแพทย์โอสถอยู่ในสายตา ถึงกับกล้าลงมือทำร้ายคนต่อหน้าข้า” พลังขุมหนึ่งก่อตัวขึ้นรอบตัวของผู้อาวุโสสาม ทว่าโม่จื่อหลิงกับหลี่หลิงเฟิ
“เริ่มเลยเถิด” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เมื่อคนของสำนักแพทย์โอสถไม่ยอมทำตามคำท้าของผู้อาวุโสสาม ผู้ดูแลสวินเห็นว่าเรื่องบานปลายจนมาถึงขั้นนี้แล้ว ตัวเขาเองก็ไม่มีอำนาจควบคุมอันใดได้อีก ถอนหายใจหนักหน่วงครั้งหนึ่ง จากนั้นกล่าวกับศิษย์สำนักคนหนึ่งอย่างสงบ “เจ้าไปเชิญรองเจ้าสำนักมาเป็นสักขีพยานให้แก่พวกเขาเสีย”“แม่นางอย่าได้เข้าใจผิด ที่ข้าเชิญรองเจ้าสำนักมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้น ซ้ำยังเป็นผลดีกับตัวเจ้าเองด้วย” ผู้ดูแลสวินกล่าวเสียงขรึม หากผู้อาวุโสสามก่อเรื่องเกินขอบเขต ชายข้าง ๆ นางคงไม่มีทางอยู่เฉยเป็นแน่ สำนักแพทย์โอสถไม่อยากผิดใจกับชายหนุ่มผู้มากยุทธ์คนนี้เพราะเรื่องของสตรีหรอก“ข้าไม่ขัดข้อง” หลี่หลิงเฟิ่งยักไหล่ นางเพียงอยากสั่งสอนคนเท่านั้น ดีเหมือนกันหากผู้มาใหม่ยังไม่ต้อนรับนางอีก นางก็ไม่จำเป็นต้องช่วยคนเช่นกัน พึงรู้ไว้ว่านางไม่ใช่แม่พระ ความเป็นตายของผู้อื่นไม่เคยอยู่ในสายตา เพียงแต่ท่านผู้นั้นเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพวกหูซาน ฝืนนับเขาเป็นพวกพ้องได้บ้าง“แต่ขอยืมเตาหลอมได้หรือไม่ บังเอิญว่าข้าไม่มีน่ะ” ผู้ดูแลสวินมุมปากกระตุก มั่นใจแล้วว่าน
ไม่นานหลังจากที่สวีคุนพูดจบ ร่างสูงของอู๋เหยียนก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขากวาดมองหลี่หลิงเฟิ่งทันที"คุณหนูห้า นายท่านแย่แล้วขอรับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น""อาการของคุณชายใหญ่ทรุดหนักลงกะทันหัน โปรดตามข้ากลับไปที่หอฝึกยุทธ์ดูสักหน่อยเถิดขอรับ"หัวใจของหลี่หลิงเฟิ่งเต้นกระตุก นางไม่ได้ถามต่อให้เสียเวลา รีบหันไปบอกลาทุกคนก่อนจะก้าวตามอู๋เหยียนไปโดยไม่ลังเลที่ห้องพักของหลี่เฟยหยาง กลิ่นจางๆ ของผลไม้คืนชีวิตอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับเพิ่งมีผู้ใช้มันเมื่อไม่นานมานี้ ดวงตาคมของหลี่หลิงเฟิ่งหรี่ลง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลี่เฟยหยางนอนอยู่บนเตียงสีขาว ใบหน้าซีดเซียวของเขามีหยาดเหงื่อเกาะพราว ดวงตาหลับพริ้มราวกับกำลังฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาวหลี่หลิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ราวกับทุกอย่างวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกหน เขาต้องการเลือดข้านางขบเม้มริมฝีปาก กำมือแน่นก่อนจะใช้ปลายเล็
ทุกสายตาจับจ้องมายังหลี่หลิงเฟิ่งที่บัดนี้รายล้อมไปด้วยเหล่าคนของสำนักแพทย์โอสถ บางคนถึงกับหันไปมองกันอย่างสับสน"ศิษย์น้องของเจ้าสำนักหรือ หูของข้าเพี้ยนไปแล้วหรือไม่" สีหน้าของทุกคนเบิกโพลง"ใช่แล้ว หลี่หลิงเฟิ่งคืออาจารย์อาที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าสำนักของเรา หากข้ารู้ว่าใครยังว่าร้ายนางอีกล่ะก็ อย่าหาว่าหอแพทย์โอสถของพวกเราไม่เตือน"ผู้อาวุโสแปดกล่าวเสียงกร้าว เขารอเวลานี้มานานแล้ว ใครใช้ให้คนเมืองหลวงมีตาหามีแววไม่ ใส่ร้ายบรรพบุรุษน้อยของพวกข้าไม่เว้นแต่ละวันคำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนซีดเผือด ความนับถือที่แฝงด้วยความสั่นสะท้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยปรามาสหลี่หลิงเฟิ่งต่างเบื้อใบ้ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่สวีคุนเองก็อดยิ้มบางออกมาไม่ได้ "ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าทำให้คนทั้งสนามตะลึงจนลืมหายใจได้เลยทีเดียว"รอบตัวหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบปรามาส บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัว แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยคิดว่านางเป็นเพียงขยะไร้ค่า
พลังยุทธ์สีแดงขาวปรากฏรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง พลังมหาศาลที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นแต่แผดเผาไปพร้อมกันแผ่ซ่านออกมา ร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยแยกออกเป็นสิบร่าง ตอนนี้กลับแยกออกมาได้ถึงห้าสิบร่าง จนแม้แต่ชายชุดดำยังต้องเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้…วิชาลับตระกูลชิง เจ้ามีมันได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตระกูลชิงรึ” เขาสั่นศีรษะ คัมภีร์ทั้งหลายล้วนสูญสลายไปพร้อมกับคนของตระกูลชิงสายหลักไปหมดแล้ว แต่นางเรียนรู้มาจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาอันสั้นสตรีนางนี้เลื่อนขั้นไปกี่ครั้งกันแน่ หากปล่อยไปจะต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอย่างแน่นอนหลี่หลิงเฟิ่งไม่ตอบ นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนที่ร่างทั้งห้าสิบจะพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกันราวกับคลื่นพายุที่ไม่มีวันหยุดยั้งเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงและพลังยุทธ์สีดำสาดกระจายกลางอากาศ ชายชุดดำสะบัดมือส่งพลังทำลายล้างออกไป แต่ร่างเงาของหลี่หลิงเฟิ่งกลับเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าปลาได้น้ำ หลบหลีกทุกการโจมตีของเขาได้อย่างแม่นยำ“นังตัวดี!” ชายชุดดำกัดฟันแน่น พลังปราชญ์ของเขาถูกกดดันจนเริ่มสั่นคลอนแต่ในขณะที่เปลวเพลิงนั้นโหมกระหน่ำ หลี่เฟยหยางที่ยืนอยู
"พวกเจ้าคิดว่าการทำลายวังหลวงแคว้นตงเยว่แล้วจะปัดก้นหนีไปอย่างสง่าผ่าเผยได้รึ" ชายชุดดำที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับเต็มไปด้วยเจตนาสังหารจวินชางหลางแม้ใจจะกลัว แต่ฝีปากนั้นกล้าเกินจะกล่าว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขรับใช้แคว้นตงเยว่นี่เอง ทำไม ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พวกมันสินะ เข้ามาเลยสิ กลัวที่ไหนกัน”ดวงตาคมกริบของชายชุดดำจับจ้องมาไปยังเขา "จักรพรรดิแคว้นตงเยว่เป็นศิษย์ของข้า พวกเจ้าสังหารเขายังเท่ากับท้าทายข้า ซ้ำยังทำลายวังหลวง ฆ่าล้างทุกคน ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด เลือดของพวกเจ้าต้องชำระล้างแผ่นดินตงเยว่ สังเวยวิญญาณให้กับศิษย์ของข้า"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่โม่จื่อหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็อดขรึมลงไม่ได้ "เจ้าเป็นคนจากดินแดนไร้ขอบจริงด้วยสินะ"ชายชุดดำแค่นหัวเราะ มองโม่จื่อหลิงแวบหนึ่งพลางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่าเวลานี้เขาไหนเลยจะสนใจ "รู้จักข้าก็ดีแล้ว จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะพบจุดจบแบบใดในไม่ช้า"โม่จื่อหลิงยกกระบี่ขึ้น สายตาคมวาว "จุดจบของเจ้าหรือ
ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิวอวิ๋นเสียงการต่อสู้ยังคงดังกึกก้อง เปลวเพลิงโหมลุกไหม้ตามแนวกำแพง เสียงคำรามของผู้บุกรุกประสานกับเสียงอาวุธที่กระทบกันอย่างดุเดือดสวีคุนเจ้าสำนักหอแพทย์โอสถ กำลังรักษาผู้บาดเจ็บพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อย่าปล่อยให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้ ต้านไว้สุดกำลัง"ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกำลังกันอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนศัตรูที่มีกองกำลังมือสังหารชั้นสูงกลับยังคงท่วมท้นทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ เสียงลมกรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่หลิงเฟิ่ง โม่จื่อหลิง และจวินชางหลางที่ปรากฏตัวออกมา"พวกเรากลับมาแล้ว!" จวินชางหลางร้องลั่น พลางสะบัดดาบเล่มใหม่ในมืออย่างฮึกเหิม "ใครอยากโดนฟันก่อน มาเลย!""ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" หลี่หลิงเฟิ่งตะโกนถามพลางฟาดแส้เพลิงออกไป เผาผู้บุกรุกที่พุ่งเข้ามาสวีคุนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ "พวกเจ้ามาทันเวลาพอดี ฝั่งนั้นมีมากเกินไป พวกเรากำลังต้องการกองกำลังเสริมอย่างยิ่งยวด""ท่านวางใจ ข้าจะทำให้ศัตรูจำชื่อพวกเราไปตลอด" จวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง เลือดร้อนไม่ลดละจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน"งั้นข้าจะช
"อะไรเนี่ย ทำไมรากไม้พวกนี้มันมีชีวิตล่ะ แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย" จวินชางหลางตะโกนพลางถอยหลบ ขณะที่รากไม้สีดำเลื้อยมาทางเขาดาบกลืนวิญญาณในมิติมายาของหลี่หลิงเฟิ่งยังคงสั่นสะท้าน ราวกับพยายามเตือนบางสิ่ง นางหอบหายใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใจกลางห้องโถงที่บัดนี้เต็มไปด้วยพลังมืด แท่นบูชาที่พังครึ่งหนึ่งพลันแตกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำสนิทที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยรากไม้หนาทึบ นางเดินเข้าไปใกล้โลงศพที่ยังคงปล่อยไอสังหารออกมา"ระวังนะ!" จวินชางหลางร้องเตือน แต่หลี่หลิงเฟิ่งยื่นมือออกไปแตะรากไม้ที่พันรอบโลงศพ ถึงกับเป็นโลกศพฮ่องเต้รุ่นที่หนึ่งทันใดนั้น เส้นแสงสีดำพุ่งออกมาจากรากไม้ เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง รากไม้ราวกับมีชีวิตฉุดกระชากไปทั่วโลงศพเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นเน่าเหม็นโชยกระจายไปทั่วห้องโถง ร่างของฮ่องเต้ตงเยว่ที่เคยหลับใหลปรากฏให้เห็น ผิวหนังซีดเผือด ดวงตาที่ควรปิดสนิทพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงสีดำวาววับ"มันตื่นขึ้นแล้ว!" โม่จื่อหลิงกล่าวเสียงหนัก ขณะกระชับกระบี่ในมือแต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ รากไม้สีดำพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนจะแตกกระจาย เสียงกระดูกดังลั่น ไม่ใช่แค่จักรพรรดิตงเยว่ แต่ศพของทหารและข
จวินชางหลางกระเด็นกลิ้งหลายตลบก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มองรอบด้านอย่างไม่สบอารมณ์ สถานที่เบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยซากหินและพื้นผนังที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ“ที่นี่มัน...ใต้ดินหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองอย่างระแวดระวัง“ข้าหวังว่ามันจะไม่ใช่กับดักอะไรอีกนะ” จวินชางหลางโอดครวญ “ฟ้าไม่มีตา ไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย”ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในโพรงใต้ดิน เส้นทางทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวจูจูที่เกาะอยู่บนบ่าหลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงครางเบาๆ อย่างไม่สบายใจ“มันรู้สึกอะไรบางอย่าง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวจูจูเพื่อปลอบ “ระวังตัวไว้”ภายในมิติมายาของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ดาบกลืนวิญญาณ ที่ปักนิ่งอยู่กลางทุ่งมายาพลันสั่นสะท้าน เสียงหวีดแหลมต่ำ เส้นแสงสีดำปะทุจากคมดาบราวกับมีสิ่งเร้นลับพยายามฉุดกระชากมันให้หลุดจากพันธนาการ“ไม่... ไม่ดีแล้ว!” เสี่ยวมู่ร้อง ดวงตาสีครามของมันเบิกกว้างหลี่หลิงเฟิ่งเม้มปาก มองสภาพแปรปรวนในมิติของนาง ที่พื้นดินซึ่งเคยนิ่งสงบกลับแตกออก เผยให้เห็นแสงสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับวงกตแห่งวิญญาณในจุดนั้นมีวัตถุสีมืดสนิทลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มั
บุกแคว้นตงเยว่เปลวไฟลุกโชนสูงตระหง่าน วังหลวงของแคว้นตงเยว่ที่เคยโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบ เปลวเพลิงจากของหลี่หลิงเฟิ่งเผาผนังไม้สักทองคำจนแตกเปรี๊ยะ เสียงกรีดร้องของทหารแคว้นตงเยว่ดังระงมจวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง ขณะฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า "นี่แหละที่ข้ารอคอยมานาน วังนี้ข้าเห็นแล้วยังอยากเผาเล่น"ทหารของแคว้นตงเยว่ล้มตายลงทีละคน ซากศพกองเรียงรายจนแทบไม่มีทางเดิน หลี่หลิงเฟิ่งมองซากปรักหักพังอย่างเยือกเย็น "วังโอ่อ่าขนาดนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับบาปของมันแล้ว""เจ้าคิดจะทำลายทุกอย่างจริงๆ หรือ ง่ายไปหน่อยกระมัง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างสูงสง่างามในชุดมังกรสีทองปรากฏตัวท่ามกลางเงาเปลวเพลิง ฮ่องเต้แห่งแคว้นตงเยว่ ดวงหน้าคมคายที่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม"ข้ารู้จักสมญานามของพวกเจ้ามาบ้าง หญิงชั่วร้ายกับชายคู่หมั้นหน้าโง่ แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นความภาคภูมิของแคว้นหลิวอวิ๋น"หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่คิดว่าพวกนางจะมีฉายาเช่นนี้ด้วย โด่งดังไม่เบาเลยหนา ฮ่องเต้ตงเยว่หัวเราะ "เจ้าคิดว่าการเผาวังหลวงของข้าจะทำให้แคว้นหลิวอวิ๋นพ้นภัยหรือ ช่างเป็นความคิดตื
กองกำลังขันทีผู้ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย ยืนหยัดต้านทานคนชุดดำอย่างสุดชีวิต ถึงแม้พลังยุทธ์ของพวกเขาจะด้อยกว่าศัตรูมากนัก แต่ด้วยความภักดีที่ฝังแน่นในหัวใจ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ราชวงศ์หลิวอวิ๋นล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา"ถ้าจะตาย ก็ให้ตายเพื่อฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนลั่น เสียงของเขาแฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมพ่ายแพ้เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ขันทีผู้หนึ่งฟาดดาบเข้าใส่คนชุดดำ แต่กลับถูกพลังยุทธ์มหาศาลกระแทกจนล้มลง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหิน"อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้ฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวไปขวางคนชุดดำที่พยายามบุกเข้ามาฮ่องเต้ที่ยังทรงยืนอยู่ด้วยพระวรกายที่บาดเจ็บสาหัส ดวงเนตรของพระองค์เคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้พระโลหิตจะไหลซึมจากบาดแผลที่พระอุระ แต่พระองค์ไม่คิดจะล่าถอยหยวนกุ้ยเฟยยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ ใบหน้าของนางฉายแววบ้าคลั่ง "ฝ่าบาทยังดื้อรั้นเช่นเคย... แต่ครั้งนี้ข้าจะทำให้ท่านสิ้นสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับบัลลังก์ที่ท่านหวงแหนนัก!"ดวงตาของนางเรืองแสงด้วยพลังพิษสีดำที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว นางสะ