วันนี้ก็แค่ละครตลกฉากหนึ่งเท่านั้น มิได้ทำให้นางบาดเจ็บอะไร ขณะเดียวกันก็ยังทำให้เข้าใจถงไทเฮาลึกซึ้งขึ้นอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ บุคคลผู้นี้ช่างโง่เขลาดุจสุกร ความโหดเหี้ยมมีมากพอแล้ว ทว่าคนที่โหดเหี้ยมชั่วร้าย จำเป็นต้องมีสติปัญญาความฉลาดเฉลียวมหาศาลถึงจะลุล่วงไปได้ ทว่าถงไทเฮานั้น ไม่น่าเกรงกลัวเอาเสียเลย จ่านเหยียนยืนอยู่ริมสระบัวในอุทยานหลวง เดือนสี่ของโลกมนุษย์เต็มไปด้วยหมู่มวลบุปผาที่แย้มบาน ดอกไห่ถังดอกทับทิมฝั่งตรงข้ามออกดอกสีแดงสดงดงามบานสะพรั่งเป็นแนว ต้นไม้เขียวขจีตัดกับพวงผกาสีแดงสด ต่างยิ่งเกื้อหนุนกันให้งดงามลงตัว ในสระบัวมีดอกบัวอ่อนเพิ่งโผล่ปลายแหลมขึ้นมา ปกคลุมทั่วทั้งผืนน้ำ และเมื่อสายลมอ่อนพัดมา ตรงช่องว่างระหว่างใบบัว สามารถมองเห็นผิวน้ำขยับไหวเป็นริ้วคลื่นจากสายลม ความวิจิตรตระการตาเช่นนี้ มองแล้วนางยังเผลอเคลิบเคลิ้มล่องลอยไป คนเราเมื่อถึงวัยหนึ่งแล้ว จะเข้าใจได้เองว่า ความจริง แค่ได้ทอดสายตามองทัศนียภาพอย่างเงียบสงบเช่นนี้ ก็นับเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งแล้วเหมือนกัน “ไทเฮาเพคะ ทรงถูกรังแกหรือไม่เพคะ?” จิ้นหรูถามอย่างเป็นกังวล จ่านเหยียนผุดยิ้ม “ม
จ่านเหยียนมองตามเงาหลังของเขาด้วยความสงสัย เอ่ยถามจิ้นหรู “คนผู้นี้เขาเป็นคนเย็นชาแบบนี้ตลอดเลยหรือ?”จิ้นหรูเหลือบมองอาซานแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยกับจ่านเหยียน “จริง ๆ แล้วท่านอ๋องเป็นคนปากแข็งใจดี ไทเฮาอย่าได้เข้าใจผิด เขาทำเช่นนี้ ก็เพื่อไทเฮาเองเพคะ”“เขาดูเหมือนจะเคารพท่านมาก” จ่านเหยียนกล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิดจิ้นหรูยิ้ม “บ่าวเติบโตมาพร้อมกับฮ่องเต้พระองค์ก่อน จึงสนิทสนมกับท่านอ๋องมากกว่าเล็กน้อย”“ฮ่องเต้พระองค์ก่อนกับเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก่อนใช่หรือไม่?” จ่านเหยียนเอ่ยถาม“ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงมีพระชนมายุมากกว่าท่านอ๋องกว่าสิบปี ตอนที่ฮ่องเต้ทรงอภิเษกสมรส ท่านอ๋องยังเป็นเพียงเด็กน้อย พึ่งพาฮ่องเต้พระองค์ก่อนมาก แต่ว่าหลังจากนั้น...” สีหน้าของจิ้นหรูกูกูเศร้าสร้อยเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อถึงแม้นางจะไม่พูด จ่านเหยียนก็เข้าใจแล้ว การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์ ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องและพ่อลูกกลายเป็นเหินห่าง หรือแม้กระทั่งเป็นศัตรูกัน ในระหว่างนั้น คงจะเกิดเรื่องราวมากมายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาซานไม่ได้พูดอะไร เดินตามจ่านเหยียนและจิ้นหรูกลับไปยังตำหนักชิงหนิงผู้คน
“แต่ว่า จะหาบุรุษแบบไหนส่งเข้าวังไป? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะชอบหรือไม่ชอบ?” มู่หรงฉิงเทียนรู้สึกว่าที่ฮุ่ยอวิ่นพูดนั้นมีเหตุผล จึงเริ่มคล้อยตามบ้างแล้วฮุ่ยอวิ่นยิ้ม “สตรีล้วนชอบบุรุษรูปงาม เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องนี้ให้ข้าเป็นคนจัดการเถอะ”“อืม!” มู่หรงฉิงเทียนตอบรับในที่สุดสองวันผ่านไป มู่หรงฉิงเทียน เซ่อเจิ้งอ๋องได้ส่งนักดนตรีหลายคนเข้าวัง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อคลายเหงาให้หมู่โฮ่วฮองไทเฮา และให้พวกเขาประจำอยู่ที่ตำหนักหรูหลานการกระทำของเซ่อเจิ้งอ๋องในครั้งนี้ ทำให้จ่านเหยียนพอใจเป็นอย่างมาก นางรู้สึกเบื่อจนแทบแย่แล้วจริง ๆ แม้ในยุคปัจจุบันนางจะเป็นคนติดบ้าน แต่ก็มีคอมพิวเตอร์มีไอแพดไว้คลายเหงา เวลาเบื่อ ๆ ก็ดูหนัง ดูข่าว ท่องเว็บไซต์ อ่านเรื่องราวสัพเพเหระ อ่านเรื่องไร้สาระ เรื่องน่าปวดหัวของชาวบ้าน หรือไม่ก็ขับรถออกไปเที่ยวเล่น ดูนั่นดูนี่ วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่มาที่นี่ นางก็ไม่ได้ดูหนังมาเป็นเวลานานแล้ว รถคู่ใจคงจอดทิ้งไว้จนฝุ่นจับหนาแล้วนักดนตรีทั้งสี่คนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ชื่อของพวกเขาก็น่าสนใจไม่น้อย เหมย หลาน จวี๋ จู๋ ซึ่งเป็นชื่อของสตรี
ตั้งแต่มีนักดนตรีมาอยู่ที่ตำหนักหรูหลาน ก็มีเสียงดนตรีขับกล่อมแทบทุกค่ำคืน โชคดีที่ตำหนักตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างห่างไกล จึงไม่รบกวนใครในบรรดาเหมย หลาน จวี๋ จู๋ มีอยู่คนหนึ่งที่เอาอกเอาใจเป็นพิเศษ และเป็นที่ถูกใจของจ่านเหยียนมาก นั่นก็เหมย ซึ่งเป็นคนที่อยู่ลำดับแรก จ่านเหยียนจึงตั้งชื่อให้เขาว่าต้าเหมยจ่านเหยียนมักจะเรียกเขาให้มาบรรเลงดนตรีเกือบทุกคืน ต้าเหมยก็มีความสามารถรอบด้าน เป่าขลุ่ยก็ได้ ดีดพิณก็เป็น ร้องเพลงก็ยังได้ เต้นรำก็เป็น แถมยังเต้นได้ไม่แพ้นางรำเลยทีเดียวในตอนแรก จ่านเหยียนไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามาปรนนิบัติในตำหนัก แต่พอนานวันเข้า ต้าเหมยผู้นี้ทำให้จ่านเหยียนยอมแหกกฎเพื่อเขา แถมยังเรียกเขาเข้าไปในตำหนักทุกคืนคนในตำหนักหรูหลานเริ่มซุบซิบนินทา จนในที่สุด คนทั้งวังก็รู้กันหมดว่า หมู่โฮ่วฮองไทเฮาทรงโปรดปรานนักดนตรีคนหนึ่ง ฮุ่ยไท่เฟยถึงกับไปฟ้องไทฮองไทเฮา ทว่าไทฮองไทเฮากลับแย้มพระสรวล แล้วโบกพระหัตถ์ “ก็นางเข้าวังมาตั้งแต่ยังอายุน้อย ต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว น่าสงสาร ปล่อยให้นางสนุกสนานไปเถอะ สักพักเดี๋ยวนางก็เลิกราเอง”ไทฮองไทเฮาตรัสเช่นนั้นแล้ว ใครเล่าจะกล้าตำหนิติ
ดวงตาสีดำขลับของจ่านเหยียนจ้องมองเขาอย่างเงียบ ๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “จริงหรือ? เช่นนั้นก็ต้องลองดูเสียแล้ว”ต้าเหมยค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ ดวงตาเป็นประกายดูมีเลศนัย มือทั้งสองข้างลูบไล้ไปบนขาของจ่านเหยียนอย่างแผ่วเบา บีบนวดเบา ๆ ครู่หนึ่ง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม “หากไทเฮาบรรทมไม่หลับ ก่อนบรรทมสามารถแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นให้ข้าช่วยนวดให้ รับรองว่าจะทำให้ไทเฮาเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน...”เขาบีบนวดขึ้นไปตามน่องอย่างต่อเนื่อง ตอนแรก แรงที่ใช้นั้นเบาอย่างยิ่ง แต่ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดบนปลายนิ้วมากขึ้นปลายนิ้วกดลงบนผ้าไหม ให้ความรู้สึกสบายจนแทบจะเคลิ้มหลับจ่านเหยียนค่อย ๆ หลับตาลง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝีมือการนวดของเขานั้นสบายมาก ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันทีในขณะที่มือของเขากำลังจะสัมผัสต้นขาของนาง จ่านเหยียนก็ลืมตาขึ้นทันที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้ารู้สึกปวดไหล่มาก เจ้ามานวดให้ข้าหน่อย”แววตาของต้าเหมยฉายแววผิดหวังอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมละมือจากหัวเข่า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พ่ะย่ะค่ะ!”เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เดินไปด้านหลังของจ่านเหยียน โน้มตัว
“ไทเฮา...” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยเสน่ห์ดึงดูด ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาทีละก้าว “ให้กระหม่อมประคองไทเฮาไปยังแท่นบรรทมดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”คำที่ว่าดีหรือไม่ของเขานั้นเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา จนเกือบจะชิดใบหูของจ่านเหยียน ริมฝีปากของจ่านเหยียนปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ แววตาดูล้ำลึกเล็กน้อย “ออกไปเถิด พรุ่งนี้ข้าจะเรียกเจ้ามาใหม่”“ไทเฮา...” ต้าเหมยยังคงไม่ยอมแพ้ พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกจ่านเหยียนขัดจังหวะ “ข้าไม่ชอบคนที่ไม่เชื่อฟัง”ต้าเหมยจึงจำต้องเก็บซ่อนแววตาที่แสดงความเสน่หาอย่างคลุมเครือเอาไว้ กล่าวด้วยความอาลัยอาวรณ์ “เช่นนั้น ต้าเหมยทูลลา ไทเฮาทรงหลับฝันดีพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากต้าเหมยออกไปแล้ว จิ้นหรูก็รีบวิ่งเข้ามา เห็นจ่านเหยียนแต่งกายไม่เรียบร้อย ก็รีบจัดแจงให้นาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เมื่อครู่เขาได้ล่วงเกินไทเฮาหรือไม่เพคะ?”จ่านเหยียนมองสีหน้าร้อนรนของจิ้นหรู ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เขาจะกล้าล่วงเกินข้าผู้ชราได้อย่างไร? ข้าผู้ชราให้เขาเข้ามาปรนนิบัติในตำหนัก ก็แค่ต้องการให้คนบางคนสบายใจเท่านั้น”จิ้นหรูเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ไทเฮาต้องการให้ใครสบายใจหรือเพคะ?”“เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ
คนที่ยังมีความดีงามอยู่บ้าง ก็ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความจริงใจสักครึ่งหนึ่ง.....จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง!“ช่วงนี้สตรีผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” หลังจากจัดการงานราชการเสร็จ มู่หรงฉิงเทียน เซ่อเจิ้งอ๋องก็เอ่ยถามฮุ่ยอวิ่นที่กำลังจะออกไปฮุ่ยอวิ่นหันกลับมายิ้ม “ค่อนข้างสงบเสงี่ยมดี ฟังจากที่พวกเขารายงาน ไทเฮาท่านนั้นของเราดูเหมือนจะชอบนักดนตรีคนหนึ่งมาก ถึงขนาดเรียกให้เขาเข้าไปปรนนิบัติในตำหนักทุกคืนเลยทีเดียว”มู่หรงฉิงเทียนขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรังเกียจเล็กน้อย “เพิ่งจะส่งเข้าไปได้ไม่นานเท่าไรเอง?”“วังหลวงอันเงียบเหงา ในวัยสาวเช่นนี้ จะทนความเปล่าเปลี่ยวได้อย่างไร? ท่านก็ต้องเห็นใจนางบ้าง แบบนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ? พวกเราไม่ต้องเปลืองแรง นางก็มีความสุขสำราญตามวิถีของนาง เพียงแต่ว่าต้องกำชับคนพวกนั้น อย่าให้มีลูกนอกสมรสเกิดมาก็พอ”“คนอื่น ๆ ในวังไม่มีใครนินทาอะไรเลยหรือ?” มู่หรงฉิงเทียนเอ่ยถาม“นินทาก็ส่วนนินทา แต่ก็ไม่มีใครมีหลักฐานจริง ๆ ตำหนักหรูหลานมีการป้องกันอย่างแน่นหนา หากมีคนเข้ามาสืบ ก็ต้องผ่านด่านคนของเราไปให้ได้ก่อน อาซานก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาล่วงเกินไ
มู่หรงเจี้ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่จะใช้เหตุผลใดในการปิดตำหนักเล่า? จะปิดตำหนักโดยไร้เหตุผลมิได้ เหล่าขุนนางจะคิดอย่างไร?”มู่หรงเจี้ยนเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ยังไม่มีบารมีอย่างฮ่องเต้ ขุนนางที่มีอำนาจในราชสำนักล้วนเป็นคนที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนไว้วางใจ ไม่ได้ภักดีต่อเขามากนัก ดังนั้น ตอนนี้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เขาก็ต้องเกรงใจความคิดเห็นของเหล่าขุนนางไทฮองไทเฮาทอดพระเนตรมองเขาครู่หนึ่ง ตรัสอย่างช้า ๆ “ก่อนหน้านี้ นางไม่ได้แสดงละครฉากใหญ่ที่ตำหนักเสด็จแม่ของเจ้า จะฆ่าตัวตายตามฮ่องเต้พระองค์ก่อนไปหรอกหรือ? ก็ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ บอกว่านางเศร้าโศกเสียใจกับการสวรรคตของฮ่องเต้พระองค์ก่อน จนทำให้ไร้ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จึงปลงผมบวชชีในวัง เพื่อแสดงความอาลัยต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อน ส่วนเจ้าในฐานะโอรส ก็ออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดไปรบกวนการบำเพ็ญภาวนาของนาง เช่นนี้ก็เรียบร้อยแล้วมิใช่หรือ?”มู่หรงเจี้ยนตรัสอย่างเขินอาย “แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่านางเพิ่งเข้าวังได้แค่วันเดียว เสด็จพ่อก็สวรรคตแล้ว เช่นนี้จะบอกว่าเศร้าโศกต่อการสวรรคตของเสด็จพ่อจนต้องหนีเข้าทางธรรมได้อย่างไร?”พระวรกายของไทฮองไทเฮาต
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย
“นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?
มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ
“ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน
จ่านเหยียนเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นสีแดงเพลิง สีหน้าคลุ้มคลั่ง หัวใจพลันหนักอึ้ง สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่ง ไอหยินแว้งกัด สอง ธาตุไฟเข้าแทรกจ่านเหยียนฉุดแขนของเขาแล้วลากมาด้านหน้าตนแบบแทบจะไม่ใช้สมองคิด แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว เพราะไม่สามารถใช้แข็งปะทะแข็งกับการต่อกรกับคนที่ถูกไอหยินแว้งกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้เขากางกรงเล็บทั้งห้าแล้วตะครุบมาทางลำคออย่างรวดเร็ว จ่านเหยียนเอนตัวไปด้านหลังพร้อมฉุดเขาลงกับพื้นด้วยเขาทับอยู่บนตัวนางอย่างจัง ดวงตาทั้งคู่แดงประหนึ่งอัคคี เจือความดุร้ายและไอมารเช่นธาตุไฟเข้าแทรก มิหนำซ้ำยังมีสีสันแห่งความทรมานที่มิอาจมองข้ามไม่นานจ่านเหยียนก็วินิจฉัยว่าเขาถูกไอหยินแว้งกัด สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เลือดทั้งสรรพางค์กายตีกลับ เจ็บปวดทุกรูขุมขนยากจะทานทนมิน่าเขาถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า คาดว่าเมื่อครู่คงทำร้ายตัวเองในตอนที่ทรมานจนทนไม่ไหวจ่านเหยียนพลันรู้สึกสงสารเล็กน้อย จังหวะที่เขาบีบคอนาง หว่างคิ้วของนางก็ปรากฏดอกบัวส่องแสงเป็นประกายดอกบัวเปล่งแสงหมายถึงความการุญและการช่วยเหลือรักษา ส่วนตัวอักขระสวัสต
อาเสอกลับมาตอนครึ่งคืน หน้าตามอมแมมราวกับมุดออกมาจากเตาไฟที่ไหนนางเขย่าตัวจ่านเหยียนให้ตื่น แล้วยื่นหยกเฝ่ยชุ่ยอมเขียวก้อนหนึ่งให้นาง “เอาไป”ครั้นจ่านเหยียนเห็นก้อนหยกก็เอ่ยด้วยความดีใจ “เจ้าเอาหยกเฝ่ยชุ่ย”“ขโมยมาจากทางคุณชายหวัง ไม่ทันระวังถูกท่านเทพเฝ้าประตูเห็นเข้า ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงได้แต่มุดเตาไฟมา” อาเสอกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ“คุณชายหวัง?” จ่านเหยียนอึ้ง ดูเหมือนว่านางมีนัดดื่มสุรากับคุณชายหวังคืนนี้นี่ ลืมไปเสียสนิทเลย“คุณชายหวังยังไม่นอน อยู่ที่ลานเรือนไม่รู้ว่ารอใครสิน่า...” นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโพลงมองจ่านเหยียน “คงไม่ได้รอท่านอยู่กระมัง?”จ่านเหยียนหัวเราะแหะ ๆ “น่าจะใช่”อาเสอมองนางอย่างเวทนา “ท่านตายแน่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการนัดหมายกับท่านด้วยสิ”จ่านเหยียนจุกอก “เจ้าว่าตอนนี้เขายังรออยู่หรือไม่?”“ตอนข้ามาเขายังรออยู่นะ ไม่รู้ว่าส่งคนไปตามท่านที่จวนเราหรือไม่ เขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะถูกรั้งตัวให้ค้างคืนอยู่ที่จวนอ๋องกระมัง?” อาเสอเอ่ยจ่านเหยียนลุกขึ้นยืนใส่รองเท้า “น่าสงสารจริง ๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปดื
จ่านเหยียนลืมตาขึ้น แล้วกอบใบหน้าของอาเสอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ย “เจ้ามีอะไรน่ามอง?”อาเสอตอบอย่างขัดเขิน “ท่านไม่คิดว่าข้าน่ามองหรือ?”“มีตา มีจมูก มีปาก หากจะพูดกันจริง ๆ ก็ไม่แย่ แต่... ตอนนี้เจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษ” จ่านเหยียนทำลายความฝันของหญิงสาวอาเสอกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับคุณชายฮุ่ยอวิ่นคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พวกเขาคือเพื่อนชายที่ดีตลอดชีวิต”“เจ้าเนี่ย ดูนิยายวายมากไปแล้ว ข้ามั่นใจได้เลยนะ ฮุ่ยอวิ่นเป็นชายแท้+” จ่านเหยียนไล่นาง “เร็ว ออกไปหาหินหยกเฝ่ยชุ่ยให้ข้า”อาเสอเดินไปถึงหน้าคันฉ่องแล้วมองทีหนึ่งอย่างไม่สมัครใจ ตามด้วยแค่นเสียงเชอะ “ข้างามพริ้มเพราจะตาย อย่างน้อยต่อให้อยู่ในคราบบุรุษก็ปกปิดบุคลิกและเสน่ห์ของข้าไม่ได้”“กลิ่นคาวงูด้วย!” เสียงอู้อี้ดังมาจากในผ้าห่ม โทษอาเสอไม่ได้จริง ๆ ได้แต่โทษฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้อาเสอเกิดอารมณ์วสันต์“ไม่พูดกับท่านแล้ว!” อาเสอแค่นเสียงแล้วกลายร่างเป็นควันกลุ่มหนึ่งจ่านเหยียนชะโงกศีรษะออกมาจากผ้าห่ม ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น?นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปลานเรือนครั้นสาวใช้ทั้งสองเห็
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” พระอาจารย์เป่ากวงถามจ่านเหยียนคำนวณพักหนึ่ง วันนี้วันที่หก แกะสลักวิญญาณมังกรต้องใช้เวลาสองวัน แล้วค่อยให้วิญญาณมังกรดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินและแสงแห่งสุริยันจันทรา ส่วนแสงแห่งสุริยันจันทราจำเป็นต้องดูดซับในคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น เร็วที่สุดก็ต้องหลังวันที่สิบห้านางเอ่ย “ให้เวลาข้าสิบวัน”“จริงหรือ?!” ฮุ่ยอวิ่นไม่ค่อยจะเชื่อ “คุณชายรู้ที่อยู่ของวิญญาณมังกรอีกชิ้นหรือ?”จ่านเหยียนผงกศีรษะ “ข้ารู้”“อยู่ที่ใด?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความยินดีพระอาจารย์เป่ากวงยื่นมือมากดฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย “คุณชายฮุ่ยอวิ่นมิต้องถามมาก ในเมื่อคุณชายอู่รับปากแล้ว เช่นนั้นเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ ๆ แล้วมองจ่านเหยียนด้วยสายตาร้อนแรงและจริงใจมู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลำบากคุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋องสักระยะ เจ้าแค่บอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับฮุ่ยอวิ่นก็พอ เขาต้องเอามาให้เจ้าได้แน่”จ่านเหยียนเข้าใจความหมายของเขา ตอนนี้นางรู้สถานการณ์ของเขาแล้ว เขาไม่วางใจให้นางออกไปเขาไม่เคยเชื่อใจนาง ระแวดระวังนางอย่างหนัก“ได้!” จ่านเหยียนรับปากมู่หรงฉิงเทียนฮุ่ย