Share

บทที่ 40

Author: ลิ่วเยว่
สีหน้าของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนในฉับพลันทันใด “มีคำอธิบายเพียงแค่นี้?”

หลงจ่านเหยียนพยายามอธิบายอย่างเต็มที่ “ยังมีอีกคำกล่าวหนึ่ง ฝ่าบาทเคยเห็นหนอนจิ้นฉานเพคะ? หนอนจิ้นฉานคือหนอนพิษที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในใต้หล้านี้ หากใช้ขวดใบหนึ่งใส่สิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ ทั้งหนอนพิษ ตะขาบพิษ รวมถึงพิษทั้งหลายที่ผ่าบาททรงนึกถึง ล้วนไม่มีพิษไหนที่ร้ายแรงได้ถึงหนึ่งในหมื่นของหนอนจิ้นฉานเลย หากในแคว้นแคว้นหนึ่ง มีหนอนพิษบรรจุอยู่มากมายเช่นนี้ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร มิต้องให้หม่อมฉันพูด ฝ่าบาทก็น่าจะนึกออกนะเพคะ!”

ฮ่องเต้ร่างกายซวนเซไปเล็กน้อย ความผิดหวังแผ่ซ่านอยู่เต็มดวงหน้าขาวซีด

เขารู้ดีว่าสิ่งที่หลงจ่านเหยียนพูดออกมาทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความจริง หนอนที่มีพิษร้ายเหล่านั้นก็คือตระกูลถง พวกเขาค่อย ๆ กลืนกินแคว้นต้าโจวทีละน้อย กระทั่งผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เปลี่ยนเจ้าของแผ่นดิน

รัชทายาทคือหุ่นเชิดของพวกเขา แม้ว่าองค์รัชทายาทจะมีความสามารถอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไร้ซึ่งโอกาสก้าวหน้า วันข้างหน้าหลังจากได้ดูแลราชกิจด้วยตนเองแล้ว คงเลี่ยงที่จะไม่พึ่งพาตระกูลถงไม่ได้ วันเวลาที่ตระกูลถงจะควบคุ
Continue to read this book for free
Scan code to download App
Locked Chapter
Comments (1)
goodnovel comment avatar
Piyarat
จะเป็นอีกเรื่องที่โดนเทมั๊บ
VIEW ALL COMMENTS

Related chapters

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 41  

    ฮ่องเต้ตรัส “เจ้าช่างให้คำแนะนำที่ดีมากกับเรา เพียงแต่ เราจำเป็นต้องรู้ว่าเจ้าเป็นเทพเจ้าจากแห่งหนใด เจ้ามิใช่บุตรีของหลงฉางเทียนเด็ดขาด” หลงจ่านเหยียนรู้ดีว่าการมีข้อสงสัยในใจแต่มิได้รับการคลี่คลายนั้นเป็นเรื่องที่น่าทรมานเพียงใด ก็เหมือนกับการที่นางติดตามอ่านนิยายสืบสวนเรื่องหนึ่ง ทว่านักเขียนกลับทิ้งเรื่องไปกะทันหัน และปล่อยให้กลายเป็นหลุมใหญ่ยักษ์หมื่นปี นางคิดว่านี่เป็นเรื่องที่โหดร้ายอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง ดังนั้นนางจึงได้แต่อธิบายออกไปว่า “ความจริงหม่อมฉันมิใช่บุตรีของหลงฉางเทียนเพคะ ทว่านามว่าหลงจ่านเหยียนนี้ หาใช่เรื่องโป้ปดมดเท็จ หม่อมฉันเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเพคะ” วิธีการพูดเช่นนี้ นางรู้สึกไม่เหมาะสมเท่าใดนัก ทว่าคำอธิบายเช่นนี้กลับทำให้คนฟังเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว ถึงอย่างไรจะให้บอกเขาว่านางคือผู้ควบคุมกฎของสามโลกผู้ซึ่งเกิดจากดวงจิตของมหาเทพผานกู่ก็คงไม่ได้กระมัง? เดาว่าต่อให้บอกไป เขาก็คงไม่ทราบว่าคืออะไร ฮ่องเต้มองนางอย่างเงียบเชียบอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “อายุยังเยาว์วัยก็เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรแล้วหรือ? อย่างไรก็ดี เราจะลองเชื่อเจ้าสักครั้ง” 

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 42  

    ขณะที่หมอหลวงกำลังวินิจฉัยชีพจร ก็มีเด็กชายบุคลิกสง่าผ่าเผยอีกหลายคนรีบร้อนเข้ามาจากนอกตำหนัก…เอ่อ อาจจะเป็นหนุ่มแล้วก็ได้กระมัง เพียงแต่ ในสายตาของหลงจ่านเหยียน ไม่ว่าผู้ใดล้วนเป็นเด็กน้อยสำหรับนางทั้งสิ้น หนึ่งในคนกลุ่มนั้นดูจะโดดเด่นออกมาจากทุกคน เขาสวมชุดคลุมยาวผ้าแพรสีขาวทั้งตัว ศีรษะสวมกวานทองคำ ดวงหน้าหล่อเหลาดุจหยก แววตาเป็นประกายดุจดวงดาราคิ้วหนาคมเข้ม งดงามยิ่งนัก นัยน์ตาของเขาดูคล้ายฮ่องเต้ คิดดูแล้ว บุคคลผู้นี้ต่อให้มิใช่องค์รัชทายาท ก็ต้องเป็นพระโอรสของฮ่องเต้แน่ ส่วนเด็กหนุ่มคนอื่นอีกสามคน วัยน่าจะไล่เลี่ยกับเขา คิ้วคางเครื่องหน้าดูคล้ายคลึงกัน เดาว่าต้องเป็นพี่น้องกัน จริงดังคาด ข้าหลวงทยอยงอเข่าลงทำความเคารพ “ถวายบังคมองค์รัชทายาท คารวะองค์ชายทุกพระองค์” รัชทายาทสืบเท้าสวบ ๆ ไปถึงเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท มิได้เอ่ยวาจาทว่าน้ำตาไหลพรากออกมาก่อน และเอ่ยอย่างซาบซึ้งตื้นตันเป็นที่สุด “เสด็จพ่อ ท่านฟื้นแล้ว ลูกกลุ้มใจแทบแย่พ่ะย่ะค่ะ!” อีกสามคนที่เหลือ ก็ทยอยกันคุกเข่าลงตามเขา ทว่าไม่มีน้ำตา ได้แต่ก้มศีรษะพลางเอ่ยปากเปล่งคำพูดปีติยินดีออกมาเท่านั้น ฮ่องเต้ที่กำลังถูกห

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 43  

    พระพักตร์ฝ่าบาทผ่อนคลายลงแล้ว ก่อนจะแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยและตรัสว่า “เรารู้มาตลอดว่าท่านราชครูเป็นบุคคลมีความสามารถ เสด็จแม่โปรดอย่าดูแคลนพิธีสมรสเพื่อขจัดเคราะห์ภัยนี้เลย เกรงว่าเบื้องหลังคงผลาญพลังของท่านราชครูไปไม่น้อย” “แน่นอนเพคะ!” ไทเฮาค่อยลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ขณะที่ไทเฮากำลังตรัส ถงกุ้ยเฟยเอาแต่ก้มศีรษะอยู่ตลอด กระทั่งไทเฮาตรัสจบ นางค่อยสืบเท้าไปด้านหน้าและคุกเข่าลง น้ำตาคลอเบ้า พลางเอ่ยอย่างสะอึกสะอื้นว่า “หม่อมฉันบริหารดูแลวังหลังเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า ฝ่าบาทได้โปรดลงทัณฑ์!” ฝ่าบาททรงถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา “เราหรือจะไม่รู้จักเจ้า? เจ้าเป็นคนขี้ขลาดมาตลอด ยิ่งมีนิสัยอ่อนโยนมีเมตตาเช่นนั้นด้วยแล้ว ไหนเลยจะฝืนใจลงทัณฑ์เจ้าได้? เดิมทีเราก็คิดว่าชะตาเราคงถึงฆาตแล้ว จึงกลัวว่าด้วยนิสัยของเจ้า อาจจะถูกข่มเหงรังแกจากในวังหลังแห่งนี้ จึงมีราชโองการสั่งให้ฮองเฮาอย่างเจ้าตามเราไปสู่แดนสุขาวดี คิดดูแล้ว ราชโองการนี้คงทำให้เจ้าตกใจแย่แล้วกระมัง?” ถงกุ้ยเฟยร่ำไห้พลางเอ่ย “ฝ่าบาทและหม่อมฉันครองคู่กันเป็นสามีภรรยามานานหลายปี ย่อมสมควรร่วมเรียงเคียงหมอน และตายเคียงข้างกันเพคะ รา

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 44  

    หลงจ่านเหยียน “ไม่ระวัง” จนบังเอิญเห็นว่าไทเฮาและถงกุ้ยเฟยเองก็มีสีหน้าดูแคลนนางเช่นกัน แววตาเช่นนี้ ทำให้หลงจ่านเหยียนรู้สึกว่าพวกนางกำลังมองอุจจาระสุนัขกองหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น และนาง ก็คืออุจจาระสุนัขกองนั้นที่ทำให้ผู้คนรังเกียจขยะแขยง ไทเฮารีบเก็บซ่อนความดูถูกเหยียดหยามนั้นไว้ และตรัสกับจิ้นหรูกูกูด้วยความห่วงใยว่า “ฮองเฮาคงเหนื่อยล้า รีบพยุงไปนั่งพักบนตั่งเร็วเข้าเถิด!” จิ้นหรูกูกูรับคำสั่ง ก็พยุงหลงจ่านเหยียนที่ขาอ่อนแรงไปพักบนตั่งราวกับเป็นสุนัขรับใช้ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ฮองเฮาคงหิวแล้วกระมัง? บ่าวจะไปสั่งให้คนไปเตรียมพระกระยาหารมาสักหน่อย ให้ฮองเฮาร่วมเสวยกับฝ่าบาทนะเพคะ!” หลงจ่านเหยียนซึ้งใจยิ่งนัก อะไรคือคนดีอย่างนั้นหรือ? คนดีก็คือผู้ที่มอบถ่านให้ในยามหิมะตก ผู้ที่มอบอาหารให้ในยามหิวโหยนั่นแหละเรียกว่าคนดี ขออวยพรให้คนดีมีความสุขสงบไปตลอดชีวิต หากฮ่องเต้จะร่วมเสวยพระกระยาหารพร้อมกับฮองเฮา แน่นอนว่าจำเป็นต้องชำระล้างสถานที่ให้สะอาดเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้นหลงจ่านเหยียนเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องการปลีกตัวออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร่งด่วนเช่นกัน เพื่อจะได้หา

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 45  

    จิ้นหรูกูกูผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าทันใด “ฝ่าบาท เช่นนี้ผิดประเพณีเพคะ!” ฮ่องเต้กลับตรัสด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ถึงขั้นนี้แล้วยังจะพูดถึงประเพณีอะไรอีก? เจ้ากับเราเติบโตมาด้วยกัน วันวานที่ผ่านมาก็ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารมาด้วยกันตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว” ใบหน้าของจิ้นหรูกูกูฉายประกายอึดอัดใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ไปนั่งข้างกายฮ่องเต้ “หลงอู่ เราฝากจิ้นหรูไว้กับเจ้า เราต้องการให้เจ้าเอ่ยคำสาบาน ไม่ว่าเมื่อใด จะต้องปกป้องจิ้นหรูให้พ้นภัยเสมอ!” ฮ่องเต้พลันตรัสอย่างจริงจังขึ้นมา “ฝ่าบาท…” จิ้นหรูกูกูน้ำตาคลอเบ้า มองเขาด้วยความเจ็บปวดโศกเศร้า ฝ่าบาทกุมมือของนางไว้ ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกนับร้อยนับพันที่มิอาจแปลความหมายออกมาได้ สีหน้าแววตาเลือนรางล่องลอย คล้ายว่ากำลังหวนคิดถึงเศษเสี้ยวความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา จิ้นหรูกูกูเองก็มองเขาด้วยสายตาเป็นประกายเช่นกัน ในอากาศคล้ายจะเจือด้วยความโศกเศร้าของการตายจากกันชั่วนิรันดร์ และคล้ายจะเคล้าด้วยความอบอุ่นของความสุขที่ในท้ายที่สุดหัวใจก็ได้เชื่อมโยงถึงกันเสียที ทว่าความเป็นจริงหลงจ่านเหยียนกำลังหิวถึงขีดสุด จึงส่งเสียงกระแอมออกมา

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 46  

    ตอนที่หลงจ่านเหยียนได้ยินครั้งแรก กลับมิได้สนใจพระอาจารย์เป่ากวงท่านนี้เลย ยังคิดว่าเป็นแค่ภิกษุหรือไม่ก็พระอาจารย์ท่านหนึ่งจากอารามทั่วไป อีกอย่างคำว่าภิกษุ ในยุคปัจจุบันก็มิได้มีความหมายเหมือนเดิมแล้ว ดังนั้น นางจึงมิได้คิดจะให้ความสำคัญอะไร ไม่นานนักพระอาจารย์เป่ากวงก็ถูกเชิญเข้ามา การเคลื่อนไหวของเขาเนิบนาบเฉื่อยช้าอย่างถึงที่สุด ทว่าดูไม่คล้ายการเสื่อมถอยของคนชรา กลับคล้ายว่าเขาเดินเหินเช่นนี้มาตั้งนานนมแล้ว เขาสวมผ้าจีวรสีแดงปักดิ้นทองคำ จีวรส่องสะท้อนลำแสงสีทองนับหมื่นนับพันเส้นออกมาภายใต้แสงเปลวเทียน ทว่ามิได้ทำให้รู้สึกแสบตา มองแล้ว กลับรู้สึกว่าอบอุ่นถึงที่สุด ดวงหน้าของเขามองไม่ออกว่ามีอายุเท่าใด ไม่มีหนวดเคราไม่มีเส้นผม ทว่าขนคิ้วกลับดกดำอย่างถึงที่สุด ใบหน้าประดับด้วยรอยเหี่ยวย่นจำนวนมาก เพราะถือศีลกินมังสวิรัติ สีหน้าจึงดูขาวผ่องอย่างเห็นได้ชัด อายุของคนธรรมดา เมื่อถึงวัยเจ็ดสิบแปดสิบแล้ว ขนคิ้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาว แม้ว่าจะไม่ขาวทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีเส้นสีขาวแซมบ้าง ทว่าขนคิ้วของเขากลับเป็นสีดำอย่างสมบูรณ์ จะบอกว่าเขายังวัยรุ่นอยู่ ก็ดูจะไม่ใช่เสียที

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 47  

    ถึงแม้ว่าเขารู้ตั้งแต่ตอนเจอหลงจ่านเหยียนครั้งแรกแล้วว่านางมิใช่คนธรรมดาทั่วไป กลับคิดไม่ถึงว่าแม้แต่พระอาจารย์เป่ากวงก็ยังเทิดทูนและให้ความเคารพนางมากถึงเพียงนี้ บัดนี้แม้ใบหน้าเขาจะไม่แสดงสีหน้าใดออกมาให้เห็น ทว่าก้นบึ้งของหัวใจกลับกำลังปั่นป่วนรุนแรง เขาต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มีถึงจะสามารถข่มโลหิตที่กำลังเดือดพล่านไว้ในใจได้ ความจริงแล้ว จนถึงบัดนี้สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่สามารถปล่อยวางได้ก็คือแผ่นดิน บ้านเมือง และอาณาประชาราษฎร์ วันนี้เวลานี้ที่สกุลถงเรืองอำนาจยิ่งใหญ่ล้นเหลือ ก็เป็นเพราะผลจากการกระทำของเขาเอง หากว่าท้ายที่สุดแล้วแผ่นดินจะต้องตกไปอยู่ในมือของสกุลถง หรือจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในแคว้นต้าโจวเพราะการเข่นฆ่าแย่งชิงราชบัลลังก์หลวงขึ้นมาจริง ๆ เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่มีหน้าไปพบฮ่องเต้ไท่จูในปรโลกแล้ว วันคืนที่เหลืออยู่ของเขามีไม่มากแล้ว ไร้ซึ่งกำลังต้านกระแสคลื่นคลั่ง หากว่าในยามนี้มีใครสักคนสามารถช่วยแผ่นดินต้าโจวให้พ้นภัยร้ายได้จริง ต่อให้เขาจะไม่ได้ไปผุดไปเกิดตลอดกาล เขาก็ไม่ลังเล ดังนั้น แม้บทสนทนาระหว่างพระอาจารย์เป่ากวงกับหลงจ่านเหยียนจะมิได้เปิดเผยสิ่งใดออกมาชัดเ

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 48  

    และสุดท้าย จิ้นหรูก็เล่าว่าฝ่าบาทได้ตรัสกลางท้องพระโรงความว่าก่อนหน้านี้พระองค์ทรงพระประชวรหนักสติสัมปชัญญะไม่แจ่มชัด ได้มีราชโองการสั่งฝังฮองเฮาทั้งเป็นเพื่อจะเสด็จสวรรคตไปพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องโหดร้ายไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด ฉะนั้น พระองค์จึงมีดำรัสให้ยกเลิกราชโองการฉบับนั้นเสีย จิ้นหรูอยากให้หลงจ่านเหยียนสบายใจ แม้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จสวรรคต ทว่าเขาก็มิได้ต้องการให้มีการฝังทั้งเป็นอีกแล้ว หลงจ่านเหยียนเพียงผุดยิ้ม และมิได้เอ่ยวาจาใดอีกเช่นเคย จิ้นหรูคอยสังเกตสีหน้าของนางอย่างละเอียดอยู่ตลอด หวังจะจับพิรุธบางอย่างผ่านการแสดงออกทางสีหน้า ทว่าสุดท้ายนางก็ต้องผิดหวัง เพราะหลงจ่านเหยียนดูเหมือนจะไม่สนใจอะไร กับสิ่งที่นางกำลังพูดอยู่เลยแม้แต่น้อย จ่านเหยียนสวมชุดราชพิธีของฮองเฮา พูดตามตรง ด้วยรูปร่างทรวดทรงของนางตอนนี้ดูไม่เหมาะกับอาภรณ์ที่เปี่ยมล้นด้วยอำนาจและความน่าเกรงขามนี้เลย แต่กลับชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนเด็กน้อยที่แอบเอาเสื้อผ้าอาภรณ์ของผู้ใหญ่มาสวมเล่นมากกว่า โภชนาการห่วยแตกฆ่าคนตายได้จริง ๆ! ยุคนี้ ยังไม่มีรองเท้าส้นสูงด้วยซ้ำไป และต่อให้นางจะพยายามใช้ปัจจัยภ

Latest chapter

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 200

    หลังจากกินอันกงหนิวหวงเข้าไป จ่านเหยียนก็ฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือด ในที่สุดหลังจากผ่านไปพักหนึ่ง นายท่านหวังก็ดีขึ้น สามารถพูดได้แล้ว “รบ...กวนเจ้าอีกแล้ว!”จ่านเหยียนเอ่ย “ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นพิธีรีตองหรอก พักผ่อนให้มากเถอะ!” จ่านเหยียนดึงผ้าห่มให้เขา แล้วกำชับหวังฮูหยิน “ฮูหยินอยู่ดูแลที่นี่เถอะ ข้าจะออกไปเขียนตำรับยาก่อน!”“ได้ ได้!” หวังฮูหยินดึงมือของนางมา แล้วเอ่ยทั้งน้ำตาไหลพราก “อาอู่ โชคดีที่ได้เจ้านะ มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว”จ่านเหยียนตอบ “ต่อไปอย่าทำให้เขาโกรธอีก ไม่ว่าอะไรก็ตามใจหน่อย”หวังฮูหยินมองหวังหว่านจวินที่คุกเข่าอยู่กับพื้นแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างแค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า “ได้ยินหรือยัง? ท่านพ่อของเจ้าสุขภาพไม่ดี เจ้ายังจะทำให้เขาโกรธอีก เขาก็หวังดีต่อเจ้า ยังจะทำร้ายเจ้าได้หรือ?”หวังหว่านจวินปาดน้ำตา ก่อนจะกล่าวตอบหวังฮูหยินราวกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะทำตามท่านพ่อทุกอย่างเจ้าค่ะ”เมื่อนั้นหวังฮูหยินจึงมีสีหน้าอ่อนโยน ดึงนางลุกขึ้นยืน “แม่ไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ฉีซุนนั่นมิใช่คนดี ตอนนี้เจ้าอาจโทษท่านพ่อกับแม

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 199

    รถม้าจอดอยู่หน้าจวนของหวังติ่งทัง จ่านเหยียนให้อาเสอไปบอก แต่อาเสอกลับไม่ยอมลงจากรถม้าสักที บอกปัดว่า “ตอนที่อยู่หน้าห้องก็คุยกันแล้วนี่ พวกเรามิใช่คนนอกอะไรสักหน่อย ยังต้องบอกอีกหรือ?”จ่านเหยียนเขกศีรษะของนางทีหนึ่ง “เจ้าจะปกติหน่อยได้หรือไม่? อย่าคิดมาก!”อาเสอหงุดหงิดนิด ๆ “ต่อไปเวลาอยู่ต่อหน้าคุณชายหวัง ท่านอย่าได้พูดกับข้าน้อยด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เล่า”จ่านเหยียนเอ๋ “มีน้ำโหด้วย?”“นี่คือขีดจำกัดต่ำสุด ท่านไม่ได้ให้ค่าแรงข้าน้อยสักหน่อย” อาเสอถลึงตามองนาง นี่คือปัญหาด้านศักดิ์ศรี จะยอมให้ไม่ได้ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าบอกว่าคุณชายอู่ติดค้างค่าแรงเจ้าหรือ? ติดอยู่เท่าใด?” หลงอู่ผู้นี้เป็นคนตระหนี่หรือ? ดูไม่ออกจริง ๆจ่านเหยียนกล่าวกับฮุ่ยอวิ่น “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาเอาแต่ใจน่ะ ในเมื่อเขาไม่อยากลงจากรถม้า เช่นนั้นก็ทิ้งไว้ที่นี่นั่นแหละ”กล่าวจบ จ่านเหยียนก็กระโดดลงจากรถม้าไปเอง กำลังจะเดินไปเคาะประตู มือเพิ่งสัมผัสห่วงทองเหลือง ประตูก็เปิดออกดังแอ๊ดมือของนางค้างอยู่กลางอากาศ เห็นลุงฝูพ่อบ้านจวนสกุลหวังที่ทั้งร้อนใจและยินดี “ลุงฝู เช้าเช่นนี้จะไปที่ใดหรือ?”ลุงฝู

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 198

    ฮุ่ยอวิ่นให้จ่านเหยียนรอเขาสักเดี๋ยว เขาจะไปดูมู่หรงฉิงเทียนก่อนมู่หรงฉิงเทียนตื่นและไปตรวจฎีกาของเมื่อวานที่ห้องหนังสือนานแล้ว“เหตุใดจึงไม่พักผ่อนให้มาก?” ฮุ่ยอวิ่นเพิ่งเข้าประตูมาก็ขมวดคิ้วมู่หรงฉิงเทียนเงยหน้า สีหน้าของเขาดีมาก ท่าทางจะอารมณ์ดี “เจ้าก็ตื่นแต่เช้าเหมือนกันมิใช่หรือ?”“ข้าจะออกไปกับหลงอู่หน่อย คาดว่าคงไม่กลับมากินข้าวเที่ยงแล้ว” ฮุ่ยอวิ่นเอ่ย“ไปไหน?” มู่หรงฉิงเทียนวางฎีกาในมือลงแล้วมองเขา“ไปบ้านหวังติ่งทัง หลงอู่เป็นสหายสนิทกับหวังติ่งทัง”“หือ?” มู่หรงฉิงเทียนพิจารณาเชิงลึกครู่หนึ่ง “ไปเถอะ แล้วหยั่งเชิงความคิดของหวังติ่งทังด้วย”“เมื่อวานท่านพูดกับเขาว่าอย่างไร ข้าลืมถามท่านไปเลย!” เมื่อวานพาหลงอู่มา จึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทมู่หรงฉิงเทียนเอ่ยเรียบ “ยังจะพูดอย่างไรได้อีก? ก็พูดตรง ๆ นะสิ! เขาเป็นคนฉลาด รู้ว่าคนหนึ่งยิ่งมีมาก ก็ยิ่งทำให้คนอิจฉามาก”“สกุลหวังก็ต่อกรยากเหมือนกัน!” ฮุ่ยอวิ่นขมวดคิ้วเอ่ย“วางใจเถอะ ข้ารู้กาลเทศะ เขาต่อกรยากก็จริง แต่... ข้ามีวิธีเกลี้ยกล่อมเขา” มู่หรงฉิงเทียนเอ่ยฮุ่ยอวิ่นไม่เคยสงสัยในจุดนี้ แต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ยังม

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 197

    “บางทีคุณชายอาจไม่เชื่อ แต่ต้องเป็นตามลักษณ์ทำนายแน่นอน จากลักษณ์ทำนายนี้ ความจริงคุณชายมิได้ให้ความสำคัญว่าจะลงเอยกับนางได้หรือไม่ ฮุ่ยมีความหมายว่ามอบให้ ใช้ตัวฮุ่ยเป็นชื่อ ประกอบกับวันเดือนปีเกิดของคุณชาย สามารถเห็นได้ว่าคุณชายมีนิสัยถือดี ชื่นชมบุปผาเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองว่าดี ความรักของคนประเภทนี้มักไม่เป็นดังหวัง เขาจะมอบให้อย่างลับ ๆ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นจึงไม่ได้ลงเอย”ฮุ่ยอวิ่นไม่เชื่อท่าเดียว เขายิ้มเย็นชืด “อื่ม ขอบคุณคุณชายที่ทำนายตัวอักษรให้ จริงสิ ไม่ทราบว่าคุณชายจะบอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับข้าน้อยได้หรือไม่?”นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่เขาวิ่งโร่มาแต่เช้าจ่านเหยียนเอ่ย “เมื่อวิญญาณมังกรมาถึงเมืองหลวง ข้าจะบอกท่านเอง”“ประมาณเมื่อไรจึงจะมาถึงหรือ? ผู้ใดส่งมา?” ฮุ่ยอวิ่นถามต่อจ่านเหยียนยิ้มน้อย ๆ “มีบางเรื่อง คุณชายมิจำเป็นต้องรู้”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ แล้วมองจ่านเหยียน “ข้าน้อยคิดว่า มิมีเรื่องใดที่บอกกับคนไม่ได้”จ่านเหยียนขำพรืด “คำพูดนี้ ข้าคิดว่าไม่สมควรออกมาจากคุณชายฮุ่ยอวิ่นแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง”เรื่องของเซ่อเจิ้งอ๋องที่บอกคนไม่ได้มีน้อยหรือ?ฮุ่ยอวิ่นเร

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 196

    จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 195

    “นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 194

    มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 193

    “ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ

  • ข้ามเวลามาเป็นไทเฮาสุดแกร่ง   บทที่ 192

    “ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status