“คุณหนูใหญ่ ทรงหยั่งรู้จริง ๆ เพคะ”จ่านเหยียนหัวเราะเหอะ ๆ นี่นับเป็นการหยั่งรู้อันใด? ก็แค่พายุฝนเท่านั้น“สวรรค์ ฝนตกลงมาจริง ๆ ด้วย?” จิ้นหรูรีบเดินกลับ แล้วยิ้มกับจ่านเหยียน “คุณหนูใหญ่พระปรีชายิ่งแล้วเพคะ ทรงทราบได้อย่างไรว่าฝนจะตก?”“เมื่อคืนข้าดูดาว จึงรู้ว่าวันนี้จะมีฝน”“จริงด้วย เกือบลืมไปเสียสนิทว่าคุณหนูใหญ่เชี่ยวชาญการเสี่ยงทาย” จิ้นหรูนึกถึงก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะสวรรคต นางเคยเสี่ยงทายให้แคว้นต้าโจว ขณะนั้นอดีตฮ่องเต้เชื่อสนิทใจหลงจ่านเหยียนยิ้มแต่มิได้พูด นางก็เก่งอย่างนี้นี่แหละ“คุณหนูใหญ่อยากพระกระยาหารหรือไม่เพคะ? มิเช่นนั้นบ่าวจะหยิบชุดกันฝนแล้วไปยกขนมจากห้องครัวมาให้พระองค์รองท้องก่อน?” จิ้นหรูรู้ว่านางหิวบ่อย และไม่รู้ว่าฝนห่านี้จะตกอีกนานแค่ไหน หากทำให้นางหิวไส้กิ่วจะไม่ดีเอา“ไม่จำเป็น อีกประมาณหนึ่งเค่อ ฝนก็จะหยุดแล้ว!” จ่านเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จี๋เสียงยกออกมา ชื่นชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่มีฝนโปรยปรายด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์“เกรงว่าจะไม่หยุดง่าย ๆ นะสิเพคะ” จิ้นหรูดูแนวโน้มของฝนห่านี้ ประสานกันจนเป็นแห และไม่รู้ว่าเป็นเมื่อใด บนท้องฟ้ามีเมฆดำรวมตั
หลงฉางเทียนออกคำสั่งฆ่าไม่เว้น หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หากคนที่อยู่ข้างในไม่ตาย ค่ายศรเทพก็ห้ามถอนตัวค่ายศรเทพสามสิบหกคนแขวนบ่าธนูปีนขึ้นกำแพงอย่างว่องไว เมื่อนั้นก็ย่อตัวลง น้าวคันธนูทดสอบสายภายใต้แสงจันทร์มืดสลัว เห็นเพียงแสงสีเขียวที่สะท้อนจากหัวลูกศรอาบยาพิษ ต้องเลือดคือสิ้นลม “ปิดประตูหน้าต่างให้หมดเถอะ ดูท่าทางลมหมุนจะมาแล้ว!” จ่านเหยียนยืนมองอยู่ตรงหน้าต่าง จากนั้นจึงเอื้อมมือปิดหน้าต่าง“ลมหมุนหรือเพคะ? จะมีลมหมุนในเมืองหลวงได้อย่างไร มิได้อยู่แถบที่ติดทะเลสักหน่อย!” จิ้นหรูเอ่ยกลั้วหัวเราะ“ใครบอกว่าต้องเป็นแถบที่ติดทะเลจึงจะมีลมหมุนเล่า?” จ่านเหยียนแสดงออกว่าดูถูกทัศนคติของจิ้นหรูมาก หลาย ๆ แห่งในอเมริกาที่ลมพายุทำความเสียหาย ส่วนมากแล้วก็มิใช่ลมหมุนหรอกหรือ? อีกอย่าง ทะเลทรายก็มีลมหมุนเหมือนกันนี่? “มิใช่หรือเพคะ อดีตฮ่องเต้เคยตรัส มีแต่พื้นที่แถบชายฝั่งเท่านั้นจึงจะเกิดลมหมุนได้” จิ้นหรูเอ่ย“ใช่ว่าดำรัสของอดีตฮ่องเต้จะถูกต้องเสมอไป” จ่านเหยียนพยายามทำลายความงมงายในความรักของนาง จากนั้นจึงหันมาสั่งกับจี๋เสียง เรียกทุกคนเข้าห้องโถงด้านข้างให้หมด ชายชุดดำก
“จิ้นหรู เจ้าฟังข้าพูดนะ เจ้าเข้าใจผิดแล้วแน่ ๆ” จ่านเหยียนอธิบายด้วยเหตุผลหนักแน่น “ข้าจะชอบน้องชายของสามีได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าคือหญิงม่ายนะ”“ได้ ไม่ชอบ พวกเราไม่ชอบเพคะ!” จิ้นหรูใช้สายตาโอนอ่อนมองนาง แต่รู้สึกว่าไม่เชื่อคำพูดนางสักเท่าไร โดยเฉพาะคำว่า ‘น้องชายของสามี’อีกอย่าง นางไม่เหมาะจะใช้คำว่า ‘หญิงม่าย’ เพราะนางไม่มีท่าทางของการครองตัวเป็นม่ายสักนิดนางไม่เคยเห็นอดีตฮ่องเต้เป็นสามีของนางเลยด้วยซ้ำจ่านเหยียนมองนางนิ่ง ๆ ความคิดสับสนอลหม่านครู่หนึ่งนางไม่เคยคิดปัญหานี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นด้วยแต่เพราะคำพูดของจิ้นหรูทำให้นางเกิดความรู้สึกแปลกใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกอย่างหนึ่ง หรือว่าเซ่อเจิ้งอ๋องรูปงานเกินไป จึงทำให้ยายแก่อย่างนางหวั่นไหวแต่ไม่รู้ตัว?เมื่อนั้นของแหลมคมก็แหวกอากาศมาดัง “ฟิ่ว” จิ้นหรูตกใจรีบบังอยู่หน้าจ่านเหยียนนี่มันอะไรกัน เกือบทำเสียงานใหญ่แล้ว!จ่านเหยียนผลักจิ้นหรูไปด้านหลัง ตามด้วยโบกแขนเสื้อปากกว้างที่ปักลายไผ่เขียวและมัจฉา นางท่องคาถาประโยคหนึ่ง ก่อนจะดึงจิ้นหรูถอยไปด้านหลังคนจากค่ายศรเทพเริ่มยิงธนู ดอกแรก
ในตอนที่บ่าวรับใช้รายงาน หลงฉางเทียนส่ายหน้าพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าลงดาลประตูหน้าแล้ว อาถง อาเถี่ยก็จับตัวเอาไว้แล้ว เป็นไปไม่ได้...”“แต่... ประตูหลังไม่ได้ลงดาลนี่ขอรับ” พ่อบ้านเตือน“แต่นางไม่รู้ว่าข้าจับตัวอาถงกับอาเถี่ยไว้ แล้วจะส่งคนไปอีกได้อย่างไร?” หลงฉางเทียนตื่นตระหนก หากสอบสวนนักฆ่าต่อหน้าใต้เท้าเหล่านี้จริง มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขาอย่างยิ่ง“เจ้ากลัวอันใด? คนของหอเงาจันทร์ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ พวกเขายอมตายแต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยผู้จ้างวาน” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สุขุมมาก“แต่วิธีการของคุกทักษิณไม่ธรรมดานะขอรับ” หลงฉางเทียนเอ่ย“ข้าได้ยินมาว่า คนของหอเงาจันทร์จะเตรียมยาพิษเอาไว้ทุกคน อีกอย่าง หลายปีอย่างนี้แล้ว เจ้าเคยได้ยินหรือว่าคนของหอเงาจันทร์ทรยศนายที่อยู่เบื้องหลังเพราะทนกับการทรมาน บีบบังคับให้สารภาพอย่างหนักไม่ได้?” ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ทีหนึ่ง “เก็บความลนลานของเจ้าเอาไว้ เรื่องขี้ปะติ๋วก็ลนลานแล้ว ต่อไปยังจะหวังให้เจ้าทำงานใหญ่ได้อย่างไร?” หลงฉางเทียนพิจารณาแล้วก็เห็นว่าจริง หอเงาจันทร์ไม่เคยทรยศผู้จ้างวานที่เบื้องหลังม
หลงฉางเทียนนำใต้เท้าทุกท่านไปยังเรือนที่พักของจ่านเหยียนองครักษ์คนหนึ่งต้อนรับอยู่หน้าประตู “ไทเฮาทรงรอพวกท่านอยู่ในเรือน ใต้เท้าทุกท่านโปรดตามข้าน้อยมาเถิด”องครักษ์คนนี้ก็เป็นคนที่เซ่อเจิ้งอ๋องส่งมาอยู่กับจ่านเหยียนเหมือนกัน วรยุทธ์ธรรมดา เขารับคำสั่งตรงจากอาซาน ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ขัดขืนคำสั่งของจ่านเหยียนด้วย เพราะอาซานไม่เคยขัดพระเสาวนีย์ของจ่านเหยียนเช่นกันใต้เท้าทั้งหลายจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย ก่อนจะตามองครักษ์เข้าไปจ่านเหยียนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งด้วยท่าทางซีดเซียวไร้กำลัง ราวกับได้รับความสะเทือนใจอย่างรุนแรง แม้แต่ริมฝีปากก็ยังปราศจากสีเลือดอาเสอกับเสี่ยวฮวายืนขนาบข้างตัวจ่านเหยียนด้วยท่าทางปรนนิบัติอย่างขยันขันแข็ง“ถวายบังคมหมู่โฮ่วฮองไทเฮา!” ใต้เท้าทั้งสี่คุกเข่าคำนับหลงฉางเทียนยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น ครั้นเห็นใต้เท้าสี่ท่านคุกเข่าลงก็ลังเลเล็กน้อย กลับไม่ได้คุกเข่าลงไป เพียงค้อมตัวนิดหน่อยเท่านั้น“ใต้เท้าทุกท่านโปรดลุกขึ้นยืนเถอะ!” จ่านเหยียนน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านพ่อก็อย่าได้มากพิธี ลูกรับไม่ไหว”หลังจากใต้เท้าทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วก็สบตากันทีหนึ่ง แม้จะมีคว
จ่านเหยียนยื่นมือนวดกระดูกคิ้ว ตอบอย่างอ่อนเพลียเล็กน้อย “ไม่ ข้าจะฟังอยู่ที่นี่ ดูสิว่าผู้ใดกันแน่ที่ต้องการทำร้ายข้า”อาเสอเอ่ย “ใต้เท้าทุกท่านก็สอบสวนอยู่ตรงนี้เถอะ แม้ไทเฮาจะตกพระทัย แต่ก็เสวยน้ำแกงสงบจิตแล้ว คาดว่าคงสามารถทนได้ระยะหนึ่ง”เสนาบดีกรมอาญาเฉินจึงเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลำบากไทเฮาแล้ว”จ่านเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย เอามือประคองหน้าอก ท่าทางอ่อนแอเหลือคณา ชวนให้คนที่พบเห็นรู้สึกอดใจนึกสงสารไม่ได้“ซูกงกงเชี่ยวชาญการสอบสวนมาโดยตลอด วันนี้มิสู้ให้ท่านเป็นผู้สอบสวนหลักเถอะ?” ใต้เท้าหลี่เอ่ย“ไม่ ใต้เท้าหลี่คือผู้ว่าการเมืองหลวง สมควรให้ท่านเป็นผู้สอบสวนหลัก!”“จะเป็นข้าไปได้อย่างไร? ที่นี่ยังมีใต้เท้าเสนาบดีเฉินอยู่อีกท่าน” ผู้ว่าการเมืองหลวงรีบประสานมือ“ทุกท่านมิต้องโยนกันไปโยนกันมา ใต้เท้าเฉินคือเสนาบดีกรมอาญา ท่านมาเป็นผู้สอบสวนหลักเถอะ” รองเสนาบดีกรมอาญาจางเจ๋อเถียนส่งเสียง“นั่นสิ ใต้เท้าเฉิน อย่างได้ถ่อมตนอีกเลย นี่คืองานในขอบข่ายความรับผิดชอบของท่าน” ซูกงกงเอ่ยปากอย่างเกียจคร้าน“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นข้าจะเป็นผู้สอบสวนหลัก ทุกท่านร่วมฟังการสอบสวนเถอะ” ใต้
ซูกงกงถือน้ำชาอยู่ในมือ กลับกวาดสายตาสอดส่องใต้เท้าเฉินไม่หยุด มุมปากถูกยกขึ้นเป็นมุมโค้ง ยิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้ง“พูด! ใครเป็นคนบงการให้พวกเจ้าลอบปลงพระชนม์ไทเฮากันแน่!” ใต้เท้าเฉินวางถ้วยน้ำชาบนโต๊ะเบา ๆ จากนั้นก็เพ่งเล็ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวทันใดหลงฉางเทียนจ้องนักฆ่าซึ่งเป็นผู้นำคนนั้นตาเขม็ง ในใจร้อนรน หลังจากนักฆ่าของหอเงาจันทร์ทำงานพลาดและถูกจับ ก็มิควรกัดยาพิษฆ่าตัวตายหรือ?แต่... ทั้งสิบสองคนสีหน้าหม่นหมอง ไม่ได้ทำอะไร แม้จะไม่พูด กลับทำให้คนวิตกกังวล“ไม่พูดใช่ไหม? ข้าก็อยากดูสิว่าคอของพวกเจ้าแข็งหรืออุปกรณ์ลงทัณฑ์ของข้าจะแข็งกว่า!” ใต้เท้าเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเสียดสีนอกประตูมีเสียงเดินและเสียงค้ำไม้เท้าดังมา ฮูหยินผู้เฒ่าหลงเดินมาด้วยการประคองของสาวใช้สองคน“นี่กำลังสอบสวนอยู่แน่ะ!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปาก“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า!” ใต้เท้าทั้งหลายโค้งตัวเล็กน้อย“ใต้เท้าทุกท่านมิต้องมากพิธี!” ฮูหยินผู้เฒ่าเดินตรงมาถึงข้างตัวจ่านเหยียน จ่านเหยียนพลันขดตัวถอยไปข้างหลังตามจิตใต้สำนึก สีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว“แม่หนูเหยียน ตกใจแล้วละสิ?” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“มียอดฝีมือของคุกทักษิณอยู่ จะให้คนร้ายลงมือสำเร็จได้อย่างไร? นอกเสียจากซูกงกงจะไม่เชื่อมั่นลูกน้องของตัวเอง” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวชืด ๆ“ฮูหยินผู้เฒ่าก็บอกว่าเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ ย่อมเสี่ยงไม่ได้ ข้ามั่นใจแปดเก้าส่วนว่าจะสามารถกุมตัวพวกเขาถึงคุกทักษิณได้จริง ๆ แต่มีหนึ่งถึงสองส่วนที่อาจผิดพลาด ดังนั้นข้าจะเสี่ยงไม่ได้”“หากซูกงกงเชื่อข้า ข้าจะกุมตัวไปด้วยตัวเอง” ฮูหยินผู้เฒ่าโอ้อวดตนซูกงกงหลุดหัวเราะ “จะกล้ารบกวนฮูหยินผู้เฒ่าได้อย่างไร? ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เสนาบดีกรมอาญาอยู่ที่นี่ รองเสนาบดีกรมอาญาอยู่ที่นี่ ใต้เท้าผู้ว่าการเมืองหลวงก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน มิหนำซ้ำไทเฮาก็ทรงกำกับดูแลอยู่ ฉะนั้นที่นี่ ก็คือศาล!”ซูกงกงไม่ได้มองใบหน้าชราเขียวขาวยากจะแยกแยะนั้นของฮูหยินผู้เฒ่า แต่เรียกคนโดยตรง “เด็ก ๆ ลงทัณฑ์กับนายท่านพวกนี้หน่อย!” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาและนุ่มนวล ใบหน้าก็อ่อนโยนมากเช่นกัน ราวกับกำลังพูดเรื่องผ่อนคลายอย่างยิ่งแต่ทุกคนต่างรู้ อุปกรณ์ลงทัณฑ์ของคุกทักษิณล้วนเป็นของที่โหดเหี้ยมที่สุด ชวนให้คนได้ยินก็ขวัญผวาแต่ที่ทำให้ประหลาดใจคือ ซูกงกงกลับสั่งให้คนขนอุปกรณ์ลงทัณฑ์มาด้ว
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน
จ่านเหยียนเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นสีแดงเพลิง สีหน้าคลุ้มคลั่ง หัวใจพลันหนักอึ้ง สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่ง ไอหยินแว้งกัด สอง ธาตุไฟเข้าแทรกจ่านเหยียนฉุดแขนของเขาแล้วลากมาด้านหน้าตนแบบแทบจะไม่ใช้สมองคิด แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว เพราะไม่สามารถใช้แข็งปะทะแข็งกับการต่อกรกับคนที่ถูกไอหยินแว้งกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้เขากางกรงเล็บทั้งห้าแล้วตะครุบมาทางลำคออย่างรวดเร็ว จ่านเหยียนเอนตัวไปด้านหลังพร้อมฉุดเขาลงกับพื้นด้วยเขาทับอยู่บนตัวนางอย่างจัง ดวงตาทั้งคู่แดงประหนึ่งอัคคี เจือความดุร้ายและไอมารเช่นธาตุไฟเข้าแทรก มิหนำซ้ำยังมีสีสันแห่งความทรมานที่มิอาจมองข้ามไม่นานจ่านเหยียนก็วินิจฉัยว่าเขาถูกไอหยินแว้งกัด สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เลือดทั้งสรรพางค์กายตีกลับ เจ็บปวดทุกรูขุมขนยากจะทานทนมิน่าเขาถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า คาดว่าเมื่อครู่คงทำร้ายตัวเองในตอนที่ทรมานจนทนไม่ไหวจ่านเหยียนพลันรู้สึกสงสารเล็กน้อย จังหวะที่เขาบีบคอนาง หว่างคิ้วของนางก็ปรากฏดอกบัวส่องแสงเป็นประกายดอกบัวเปล่งแสงหมายถึงความการุญและการช่วยเหลือรักษา ส่วนตัวอักขระสวัสต
อาเสอกลับมาตอนครึ่งคืน หน้าตามอมแมมราวกับมุดออกมาจากเตาไฟที่ไหนนางเขย่าตัวจ่านเหยียนให้ตื่น แล้วยื่นหยกเฝ่ยชุ่ยอมเขียวก้อนหนึ่งให้นาง “เอาไป”ครั้นจ่านเหยียนเห็นก้อนหยกก็เอ่ยด้วยความดีใจ “เจ้าเอาหยกเฝ่ยชุ่ย”“ขโมยมาจากทางคุณชายหวัง ไม่ทันระวังถูกท่านเทพเฝ้าประตูเห็นเข้า ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงได้แต่มุดเตาไฟมา” อาเสอกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ“คุณชายหวัง?” จ่านเหยียนอึ้ง ดูเหมือนว่านางมีนัดดื่มสุรากับคุณชายหวังคืนนี้นี่ ลืมไปเสียสนิทเลย“คุณชายหวังยังไม่นอน อยู่ที่ลานเรือนไม่รู้ว่ารอใครสิน่า...” นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโพลงมองจ่านเหยียน “คงไม่ได้รอท่านอยู่กระมัง?”จ่านเหยียนหัวเราะแหะ ๆ “น่าจะใช่”อาเสอมองนางอย่างเวทนา “ท่านตายแน่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการนัดหมายกับท่านด้วยสิ”จ่านเหยียนจุกอก “เจ้าว่าตอนนี้เขายังรออยู่หรือไม่?”“ตอนข้ามาเขายังรออยู่นะ ไม่รู้ว่าส่งคนไปตามท่านที่จวนเราหรือไม่ เขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะถูกรั้งตัวให้ค้างคืนอยู่ที่จวนอ๋องกระมัง?” อาเสอเอ่ยจ่านเหยียนลุกขึ้นยืนใส่รองเท้า “น่าสงสารจริง ๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปดื
จ่านเหยียนลืมตาขึ้น แล้วกอบใบหน้าของอาเสอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ย “เจ้ามีอะไรน่ามอง?”อาเสอตอบอย่างขัดเขิน “ท่านไม่คิดว่าข้าน่ามองหรือ?”“มีตา มีจมูก มีปาก หากจะพูดกันจริง ๆ ก็ไม่แย่ แต่... ตอนนี้เจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษ” จ่านเหยียนทำลายความฝันของหญิงสาวอาเสอกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับคุณชายฮุ่ยอวิ่นคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พวกเขาคือเพื่อนชายที่ดีตลอดชีวิต”“เจ้าเนี่ย ดูนิยายวายมากไปแล้ว ข้ามั่นใจได้เลยนะ ฮุ่ยอวิ่นเป็นชายแท้+” จ่านเหยียนไล่นาง “เร็ว ออกไปหาหินหยกเฝ่ยชุ่ยให้ข้า”อาเสอเดินไปถึงหน้าคันฉ่องแล้วมองทีหนึ่งอย่างไม่สมัครใจ ตามด้วยแค่นเสียงเชอะ “ข้างามพริ้มเพราจะตาย อย่างน้อยต่อให้อยู่ในคราบบุรุษก็ปกปิดบุคลิกและเสน่ห์ของข้าไม่ได้”“กลิ่นคาวงูด้วย!” เสียงอู้อี้ดังมาจากในผ้าห่ม โทษอาเสอไม่ได้จริง ๆ ได้แต่โทษฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้อาเสอเกิดอารมณ์วสันต์“ไม่พูดกับท่านแล้ว!” อาเสอแค่นเสียงแล้วกลายร่างเป็นควันกลุ่มหนึ่งจ่านเหยียนชะโงกศีรษะออกมาจากผ้าห่ม ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น?นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปลานเรือนครั้นสาวใช้ทั้งสองเห็
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” พระอาจารย์เป่ากวงถามจ่านเหยียนคำนวณพักหนึ่ง วันนี้วันที่หก แกะสลักวิญญาณมังกรต้องใช้เวลาสองวัน แล้วค่อยให้วิญญาณมังกรดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินและแสงแห่งสุริยันจันทรา ส่วนแสงแห่งสุริยันจันทราจำเป็นต้องดูดซับในคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น เร็วที่สุดก็ต้องหลังวันที่สิบห้านางเอ่ย “ให้เวลาข้าสิบวัน”“จริงหรือ?!” ฮุ่ยอวิ่นไม่ค่อยจะเชื่อ “คุณชายรู้ที่อยู่ของวิญญาณมังกรอีกชิ้นหรือ?”จ่านเหยียนผงกศีรษะ “ข้ารู้”“อยู่ที่ใด?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความยินดีพระอาจารย์เป่ากวงยื่นมือมากดฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย “คุณชายฮุ่ยอวิ่นมิต้องถามมาก ในเมื่อคุณชายอู่รับปากแล้ว เช่นนั้นเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ ๆ แล้วมองจ่านเหยียนด้วยสายตาร้อนแรงและจริงใจมู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลำบากคุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋องสักระยะ เจ้าแค่บอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับฮุ่ยอวิ่นก็พอ เขาต้องเอามาให้เจ้าได้แน่”จ่านเหยียนเข้าใจความหมายของเขา ตอนนี้นางรู้สถานการณ์ของเขาแล้ว เขาไม่วางใจให้นางออกไปเขาไม่เคยเชื่อใจนาง ระแวดระวังนางอย่างหนัก“ได้!” จ่านเหยียนรับปากมู่หรงฉิงเทียนฮุ่ย
“หลวงจีน ไม่เจอกันนานเลยนะ!” จ่านเหยียนตอบรับเรียบ ๆ“ก็ไม่นับว่านาน เพียงหนึ่งปีเท่านั้น คุณชายสบายดีหรือ?” พระอาจารย์เป่ากวงกล่าวด้วยความนอบน้อมจ่านเหยียนตอบ “ยังไม่ตายก็นับว่าดีมากแล้ว”“คุณชายกล่าวหนักไปแล้ว!” พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ แล้วตอบมู่หรงฉิงเทียนกับฮุ่ยอวิ่นแปลกใจกับการกระทำของพระอาจารย์เป่ากวงมาก แม้ก่อนหน้านี้พระอาจารย์เป่ากวงจะแนะนำหลงอู่ แต่พวกเขาแค่นึกว่าพระอาจารย์เป่ากวงชื่นชมเขาเล็กน้อย ตอนนี้ดูแล้ว... ไม่เพียงแต่ชื่นชม หากมีความเคารพด้วยท่าทีของพระอาจารย์เป่ากวงทำให้มู่หรงฉิงเทียนใช้อีกมุมหนึ่งในการมองประเมินจ่านเหยียน“พระอาจารย์ ท่านเคยรู้จักกับคุณชายอู่มาก่อนหรือ?” ฮุ่ยอวิ่นถามพระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “กล่าวได้ว่าอาตมาเคารพคุณชายอู่มานาน กลับมีวาสนาได้พบเพียงหนเดียว”“อ้อ? เพิ่งพบเพียงหนเดียว?” ฮุ่ยอวิ่นประหลาดใจเล็กน้อย พบหนเดียวก็ศรัทธาอีกฝ่ายถึงเพียงนี้แล้ว? ไม่เหมือนลักษณะของหลวงจีนเฒ่าเลยนี่?“หนึ่งหนก็เป็นบุญวาสนาใหญ่หลวงในชาตินี้ของอาตมาแล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยอย่างพึงพอใจจ่านเหยียนเหลือบมองเขาชืด ๆ ทีหนึ่ง “หลวงจีน คำนี้จะประจบเก
จ่านเหยียนอยากหมุนตัวกลับมาก ถ้านางเด็กกว่านี้สักสองร้อยปี นางคงจะไปจริง ๆ ทว่านางในตอนนี้ไม่เด็กแล้ว กอปรกับถูกเนรเทศอยู่ที่นี่ จิตใจจึงเปลี่ยนแปลงไปมากอาจเพราะนางไม่อยากให้เขาตายจริง ๆ อย่างไรก็ตาม แคว้นต้าโจวยังต้องการเขาอยู่นางเอ่ยอย่างสงบ “ท่านอ๋อง กระหม่อมกล้าพูดว่านอกจากกระหม่อม โลกนี้ก็ไม่มีใครรักษาท่านได้อีก”ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนมีสีสันของการเสียดสีและเย้ยหยันเพิ่มขึ้นบางส่วน “อย่างนั้นหรือ?”“ท่านอ๋องจะไม่เชื่อก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนเอ่ย“ข้าไม่เชื่อจริง ๆ นั่นแหละ ฮุ่ยอวิ่น ให้เงินเขาร้อยตำลึง ส่งเขาออกไป!” มู่หรงฉิงเทียนสั่งด้วยน้ำเสียงเฉยชาฮุ่ยอวิ่นเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็รีบหันไปส่งสายตากับอาซิ่น อาซิ่นพลันเข้าใจจึงวิ่งออกไปแล้วอาเสอเห็นมู่หรงฉิงเทียนโอหังเช่นนี้จึงกลั้นโทสะไม่ได้ หน้าแดงเอ่ย “คนเท่าไรเฝ้ารอให้คุณชายบ้านข้ารักษา คุณชายบ้านข้ายังไม่รับปากเลย ตอนนี้มาหาถึงที่ ท่านกลับไม่รู้คุณค่า ท่านได้เสียใจแน่”“อาเสอ!” จ่านเหยียนขมวดคิ้ว “ถอยออกไป!”แม้นางจะอารมณ์เสียเหมือนกัน เพราะมาถึงที่แล้วกลับถูกอีกฝ่ายขับไล่ไสส่ง ใบหน้าชราของนางเสียหายไม่มากก็
“ใครอยู่ข้างนอก?” เสียงสุขุมอ่อนล้าดังออกมาจากห้องหนังสือฮุ่ยอวิ่นผลักประตูเข้าไป “เทียน ข้าเชิญคุณชายหลงอู่มาแล้ว”จ่านเหยียนยืนอยู่ข้างหลังฮุ่ยอวิ่น เห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือหลังฉาก ดวงหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ทั้งยังคล้ายผ่ายผอมไปประมาณหนึ่ง เบ้าตาลึกมากขึ้น แววตาดุร้ายมากกว่าเดิมไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ สมองของจ่านเหยียนก็นึกถึงคำพูดของจิ้นหรู ใบหน้าชราแดงซ่าน รีบก้มหน้าประสานมือ “หลงอู่คารวะท่านอ๋อง”มู่หรงฉิงเทียนมิได้เอื้อนเอ่ย บรรยากาศหนักอึ้งและ...อึดอัดเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัดจ่านเหยียนรู้ว่าเขากำลังจ้องนางอยู่ เพราะสายตานั้นแหลมคมยิ่งนัก แทบจะมองนางให้ทะลุปรุโปร่งจ่านเหยียนถอนหายใจอยู่ในใจ จิ้นหรูคิดมากไปแล้ว หากนางจะเข้าสู่พุ่มบุปผาในวัยชรา อันดับแรกจะไม่หาหนุ่มน้อย อันดับสองคือจะไม่หาคนที่สร้างความกดดันให้กับนางเช่นนี้เพราะสายตาของเขาทำให้คนประหม่าผ่านไปครู่ใหญ่มู่หรงฉิงเทียนจึงเอ่ยเรียบ “เจ้าก็คือหลงอู่?”จ่านเหยียนขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ”มู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “เงยหน้าขึ้น!”จ่านเหยียนทำใจให้สงบ จากนั้นก็เงยหน้ามองเขาเขาเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย มือหนึ
จ่านเหยียนนิ่งงันไปแล้ว นางไม่เคยคิดถึงจุดนี้ มิเช่นนั้นตอนนั้นก็คงไม่มือบอนทำลายวิญญาณมังกร“ตอนนี้ต้องการให้ข้าทำอย่างไร?” จ่านเหยียนถามฮุ่ยอวิ่นทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย “พระอาจารย์เป่ากวงบอกว่าท่านมีวิธี”จ่านเหยียนถอนหายใจทีหนึ่ง “ข้าจะไปจวนอ๋องกับท่าน เจอท่านอ๋องแล้วค่อยว่ากันเถอะ”“ได้!” ฮุ่ยอวิ่นพลันดีใจ จากนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนจ่านเหยียนมองฮุ่ยอวิ่น “แต่ ไม่แน่ว่าข้าจะช่วยท่านอ๋องได้”ฮุ่ยอวิ่นคิดว่านางแค่พูดเผื่อเอาไว้ จึงรีบพูดว่า “คุณชายอู่โปรดวางใจ ไม่ว่าจะรักษาได้หรือไม่ ข้าน้อยจะไม่โทษคุณชายอู่เด็ดขาด”ความจริงจ่านเหยียนมิได้หมายความเช่นนั้น แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “ดี พวกเราไปกันเถอะ”เป็นครั้งแรกที่จ่านเหยียนย่างเท้าเข้าจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง นางแหงนหน้ามองป้าย ตัวอักษรลี่ซูสีทองเงาเขียนคำว่า ‘จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง’ อร่ามแวววาว ตัวอักษรหวัดเขียนได้ทรงอำนาจมากป้ายนี้เป็นของใหม่ เดิมคือจวนอันหนิงอ๋องกำแพงจวนอ๋องเคยเสริมความแข็งแรงมาก่อน มีร่องรอยของใหม่ บนกำแพงปราศจากพืชไต่ ตัวกำแพงอิฐเขียวทอดตัวยาว กินเนื้อที่ประมาณหลายสิบหมู่หน้าประตูจวนมีทหารเฝ้ายามอยู่ บนปร