นี่... มาทีก็สิบกว่าคน พวกเขาช่างให้ความสำคัญกับไทเฮานัก!“ข้าเอง!” อาเสอเดินออกมา“ข้าก็ด้วย!” เสี่ยวฮวาก็เอ่ยเสียงหนาวอาซานไม่เคยเห็นอาเสอและเสี่ยวฮวามาก่อน เพียงแต่แม้เคยเห็น เขาก็ไม่เชื่อว่าแม่นางดุจบุปผาประหนึ่งหยกทั้งสองจะสามารถควบคุมนักฆ่าจากหอเงาจันทร์สิบกว่าคนได้เขามองไปทางจ่านเหยียน จ่านเหยียนแย้มยิ้ม “พวกนางสองคนคือองครักษ์ข้างตัวของข้า ปกติจะไม่ปรากฏตัว!”“มิน่า! ไม่ทราบแม่นางทั้งสองมาจากสำนักใดหรือ?”“พวกเราคือศิษย์จากหลงเหมิน!” อาเสอตอบออกไปแบบหน้าด้าน ๆ พูดจบก็หน้านิ่งเหลือบไปมองจ่านเหยียนแวบหนึ่ง“หลงเหมิน? สำนักคุ้มภัยหลงเหมิน?” อาซานมึนแล้ว สำนักมังกรเป็นแค่สำนักคุ้มภัยระดับกลางของยุทธภพเท่านั้น จะมียอดฝีมือเยี่ยมยอดเช่นนี้ได้อย่างไร? “มิใช่ ภูเขาหลงเหมิน อาจารย์ของเรามีนามว่า ‘หลงอู่’” อาเสอขยิบตา“หลงอู่?” อาซานอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาพลันนึกถึงว่าตอนนี้ก็มีคุณชายหลงอู่ท่านหนึ่งที่มาเมืองหลวงเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใช่หลงอู่ที่พวกนางพูดหรือไม่?เพียงแต่... แม้เขาไม่เคยเจอกับคุณชายท่านนั้น แต่ก็รู้ว่ามิใช่คนเก่งกาจอันใด ก็แค่คุณชายครอบครัวคหบดีที่รู้เรื่องการแพทย์
อาเถี่ยพูดกลั้วหัวเราะ “จำเป็นต้องเชิญหมอที่ไหน? ขนาดฉลองพระองค์ของไทเฮานักฆ่าพวกนั้นก็ยังไม่ได้แตะเลย”“เจ้าว่าอะไรนะ? นักฆ่าหอเงา...” หลงฉางอี้หุบปากหยุดพูดทันที มองหลงฉางเทียนด้วยสายตาว้าวุ่น“เมื่อครู่ท่านรองว่าอะไรนะ? นักฆ่าหอเงาอันใด?” อาถงสายตาจับจ้องหลงฉางอี้พลางเอ่ย“ไม่ได้พูดอันใด ในเมื่อไทเฮาทรงปลอดภัยดี เช่นนั้นพวกเราก็วางใจแล้ว” หลงฉางอี้พรูลมทีหนึ่งแบบเสแสร้งแกล้งทำฮูหยินผู้เฒ่าหน้านิ่ง แค่ยกเปลือกตามองอาถง “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าไปเชิญผู้ใด?”“เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ไทเฮารับสั่งให้พวกข้าไปเชิญผู้ว่าการเมืองหลวงกับใต้เท้าเสนาบดีมาขอรับ บอกว่าประสงค์จะสอบสวนนักฆ่าที่จวนตระกูลหลงด้วยพระองค์เอง” อาถงตอบอย่างดีฮูหยินผู้เฒ่าแย้มยิ้ม “ไทเฮาถูกลอบปลงพระชนม์ เรื่องเกี่ยวพันถึงส่วนรวม ข้าคิดว่าสมควรเข้าวังทูลไทฮองไทเฮาจึงจะเป็นเรื่องด่วน สำหรับการสอบสวน ทางราชสำนักต้องจัดการอยู่แล้ว มิจำเป็นต้องให้ไทเฮาวังกลพระทัยไป”อาถงตอบ “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ไทเฮาตรัสแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนถึงในวัง ไทฮองไทเฮาพระชนมายุสูง อย่าทำให้พระองค์ต้องกังวลพระทัย เรื่องนี้เกิดที่นี่ก็จะให้มันจบลงที่นี่”
ครั้นกล่าวออกมา ทุกคนก็ตะลึงงัน!“ท่านแม่ ไม่ได้นะเจ้าคะ ของรางวัลพวกนั้นยังอยู่ในห้องของนางอยู่เลย” เย่เต๋อโหรวพูดอย่างร้อนรน“เจ้าจะเอาเงินหรือจะเอาชีวิต?” ฮูหยินผู้เฒ่าถลึงตาทั้งสองข้างพร้อมกับเอ่ยเสียงดุ“นี่... เอาชีวิตขอรับ แต่เงินก็ต้องเอาด้วยเหมือนกัน มิเช่นนั้นคนของหอเงาจันทร์มารับเงิน จะเอาอะไรให้พวกเขาเล่า?” หลงฉางเทียนเอ่ย“ขอแค่หลงจ่านเหยียนตาย ทางไทฮองไทเฮาก็จะตกรางวัลมาเองนั่นแหละ และต่อให้ไม่ตกรางวัลมา ยายแก่อย่างข้าก็จะเข้าวังยืมเงินก้อนนี้มาด้วยตัวเอง!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเย็นชาด้วยฐานะฮูหยินเก้ามิ่งขั้นสองของนาง หากขอไมตรีจากไทฮองไทเฮา อีกฝ่ายคงต้องให้กระมัง? อีกอย่าง ไทฮองไทเฮารู้ดีอยู่แก่ใจว่าสกุลหลงกำลังทำงานให้ใครอยู่“เช่นนั้น...” เย่เต๋อโหรวก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร นางไม่ได้ใสซื่ออย่างฮูหยินผู้เฒ่า หากท่านนั้นในวังไม่ยอมรับเรื่องนี้เล่า? คนของหอเงาจันทร์ไม่ใช่จะล่วงเกินได้ง่าย ๆ นะ!“ยังจะอืดอาดยืดยาดอะไร? ถ้ายังไม่ลงมืออีกก็จะสายแล้ว หรือพวกเจ้าอยากให้คนของกรมอาญามา? ทันทีที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ไทฮองไทเฮาต้องไม่ออกหน้าช่วยพวกเราแน่” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วย
“คุณหนูใหญ่ ทรงหยั่งรู้จริง ๆ เพคะ”จ่านเหยียนหัวเราะเหอะ ๆ นี่นับเป็นการหยั่งรู้อันใด? ก็แค่พายุฝนเท่านั้น“สวรรค์ ฝนตกลงมาจริง ๆ ด้วย?” จิ้นหรูรีบเดินกลับ แล้วยิ้มกับจ่านเหยียน “คุณหนูใหญ่พระปรีชายิ่งแล้วเพคะ ทรงทราบได้อย่างไรว่าฝนจะตก?”“เมื่อคืนข้าดูดาว จึงรู้ว่าวันนี้จะมีฝน”“จริงด้วย เกือบลืมไปเสียสนิทว่าคุณหนูใหญ่เชี่ยวชาญการเสี่ยงทาย” จิ้นหรูนึกถึงก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะสวรรคต นางเคยเสี่ยงทายให้แคว้นต้าโจว ขณะนั้นอดีตฮ่องเต้เชื่อสนิทใจหลงจ่านเหยียนยิ้มแต่มิได้พูด นางก็เก่งอย่างนี้นี่แหละ“คุณหนูใหญ่อยากพระกระยาหารหรือไม่เพคะ? มิเช่นนั้นบ่าวจะหยิบชุดกันฝนแล้วไปยกขนมจากห้องครัวมาให้พระองค์รองท้องก่อน?” จิ้นหรูรู้ว่านางหิวบ่อย และไม่รู้ว่าฝนห่านี้จะตกอีกนานแค่ไหน หากทำให้นางหิวไส้กิ่วจะไม่ดีเอา“ไม่จำเป็น อีกประมาณหนึ่งเค่อ ฝนก็จะหยุดแล้ว!” จ่านเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จี๋เสียงยกออกมา ชื่นชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่มีฝนโปรยปรายด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์“เกรงว่าจะไม่หยุดง่าย ๆ นะสิเพคะ” จิ้นหรูดูแนวโน้มของฝนห่านี้ ประสานกันจนเป็นแห และไม่รู้ว่าเป็นเมื่อใด บนท้องฟ้ามีเมฆดำรวมตั
หลงฉางเทียนออกคำสั่งฆ่าไม่เว้น หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หากคนที่อยู่ข้างในไม่ตาย ค่ายศรเทพก็ห้ามถอนตัวค่ายศรเทพสามสิบหกคนแขวนบ่าธนูปีนขึ้นกำแพงอย่างว่องไว เมื่อนั้นก็ย่อตัวลง น้าวคันธนูทดสอบสายภายใต้แสงจันทร์มืดสลัว เห็นเพียงแสงสีเขียวที่สะท้อนจากหัวลูกศรอาบยาพิษ ต้องเลือดคือสิ้นลม “ปิดประตูหน้าต่างให้หมดเถอะ ดูท่าทางลมหมุนจะมาแล้ว!” จ่านเหยียนยืนมองอยู่ตรงหน้าต่าง จากนั้นจึงเอื้อมมือปิดหน้าต่าง“ลมหมุนหรือเพคะ? จะมีลมหมุนในเมืองหลวงได้อย่างไร มิได้อยู่แถบที่ติดทะเลสักหน่อย!” จิ้นหรูเอ่ยกลั้วหัวเราะ“ใครบอกว่าต้องเป็นแถบที่ติดทะเลจึงจะมีลมหมุนเล่า?” จ่านเหยียนแสดงออกว่าดูถูกทัศนคติของจิ้นหรูมาก หลาย ๆ แห่งในอเมริกาที่ลมพายุทำความเสียหาย ส่วนมากแล้วก็มิใช่ลมหมุนหรอกหรือ? อีกอย่าง ทะเลทรายก็มีลมหมุนเหมือนกันนี่? “มิใช่หรือเพคะ อดีตฮ่องเต้เคยตรัส มีแต่พื้นที่แถบชายฝั่งเท่านั้นจึงจะเกิดลมหมุนได้” จิ้นหรูเอ่ย“ใช่ว่าดำรัสของอดีตฮ่องเต้จะถูกต้องเสมอไป” จ่านเหยียนพยายามทำลายความงมงายในความรักของนาง จากนั้นจึงหันมาสั่งกับจี๋เสียง เรียกทุกคนเข้าห้องโถงด้านข้างให้หมด ชายชุดดำก
“จิ้นหรู เจ้าฟังข้าพูดนะ เจ้าเข้าใจผิดแล้วแน่ ๆ” จ่านเหยียนอธิบายด้วยเหตุผลหนักแน่น “ข้าจะชอบน้องชายของสามีได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าคือหญิงม่ายนะ”“ได้ ไม่ชอบ พวกเราไม่ชอบเพคะ!” จิ้นหรูใช้สายตาโอนอ่อนมองนาง แต่รู้สึกว่าไม่เชื่อคำพูดนางสักเท่าไร โดยเฉพาะคำว่า ‘น้องชายของสามี’อีกอย่าง นางไม่เหมาะจะใช้คำว่า ‘หญิงม่าย’ เพราะนางไม่มีท่าทางของการครองตัวเป็นม่ายสักนิดนางไม่เคยเห็นอดีตฮ่องเต้เป็นสามีของนางเลยด้วยซ้ำจ่านเหยียนมองนางนิ่ง ๆ ความคิดสับสนอลหม่านครู่หนึ่งนางไม่เคยคิดปัญหานี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นด้วยแต่เพราะคำพูดของจิ้นหรูทำให้นางเกิดความรู้สึกแปลกใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกอย่างหนึ่ง หรือว่าเซ่อเจิ้งอ๋องรูปงานเกินไป จึงทำให้ยายแก่อย่างนางหวั่นไหวแต่ไม่รู้ตัว?เมื่อนั้นของแหลมคมก็แหวกอากาศมาดัง “ฟิ่ว” จิ้นหรูตกใจรีบบังอยู่หน้าจ่านเหยียนนี่มันอะไรกัน เกือบทำเสียงานใหญ่แล้ว!จ่านเหยียนผลักจิ้นหรูไปด้านหลัง ตามด้วยโบกแขนเสื้อปากกว้างที่ปักลายไผ่เขียวและมัจฉา นางท่องคาถาประโยคหนึ่ง ก่อนจะดึงจิ้นหรูถอยไปด้านหลังคนจากค่ายศรเทพเริ่มยิงธนู ดอกแรก
ในตอนที่บ่าวรับใช้รายงาน หลงฉางเทียนส่ายหน้าพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าลงดาลประตูหน้าแล้ว อาถง อาเถี่ยก็จับตัวเอาไว้แล้ว เป็นไปไม่ได้...”“แต่... ประตูหลังไม่ได้ลงดาลนี่ขอรับ” พ่อบ้านเตือน“แต่นางไม่รู้ว่าข้าจับตัวอาถงกับอาเถี่ยไว้ แล้วจะส่งคนไปอีกได้อย่างไร?” หลงฉางเทียนตื่นตระหนก หากสอบสวนนักฆ่าต่อหน้าใต้เท้าเหล่านี้จริง มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขาอย่างยิ่ง“เจ้ากลัวอันใด? คนของหอเงาจันทร์ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ พวกเขายอมตายแต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยผู้จ้างวาน” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สุขุมมาก“แต่วิธีการของคุกทักษิณไม่ธรรมดานะขอรับ” หลงฉางเทียนเอ่ย“ข้าได้ยินมาว่า คนของหอเงาจันทร์จะเตรียมยาพิษเอาไว้ทุกคน อีกอย่าง หลายปีอย่างนี้แล้ว เจ้าเคยได้ยินหรือว่าคนของหอเงาจันทร์ทรยศนายที่อยู่เบื้องหลังเพราะทนกับการทรมาน บีบบังคับให้สารภาพอย่างหนักไม่ได้?” ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ทีหนึ่ง “เก็บความลนลานของเจ้าเอาไว้ เรื่องขี้ปะติ๋วก็ลนลานแล้ว ต่อไปยังจะหวังให้เจ้าทำงานใหญ่ได้อย่างไร?” หลงฉางเทียนพิจารณาแล้วก็เห็นว่าจริง หอเงาจันทร์ไม่เคยทรยศผู้จ้างวานที่เบื้องหลังม
หลงฉางเทียนนำใต้เท้าทุกท่านไปยังเรือนที่พักของจ่านเหยียนองครักษ์คนหนึ่งต้อนรับอยู่หน้าประตู “ไทเฮาทรงรอพวกท่านอยู่ในเรือน ใต้เท้าทุกท่านโปรดตามข้าน้อยมาเถิด”องครักษ์คนนี้ก็เป็นคนที่เซ่อเจิ้งอ๋องส่งมาอยู่กับจ่านเหยียนเหมือนกัน วรยุทธ์ธรรมดา เขารับคำสั่งตรงจากอาซาน ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ขัดขืนคำสั่งของจ่านเหยียนด้วย เพราะอาซานไม่เคยขัดพระเสาวนีย์ของจ่านเหยียนเช่นกันใต้เท้าทั้งหลายจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย ก่อนจะตามองครักษ์เข้าไปจ่านเหยียนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งด้วยท่าทางซีดเซียวไร้กำลัง ราวกับได้รับความสะเทือนใจอย่างรุนแรง แม้แต่ริมฝีปากก็ยังปราศจากสีเลือดอาเสอกับเสี่ยวฮวายืนขนาบข้างตัวจ่านเหยียนด้วยท่าทางปรนนิบัติอย่างขยันขันแข็ง“ถวายบังคมหมู่โฮ่วฮองไทเฮา!” ใต้เท้าทั้งสี่คุกเข่าคำนับหลงฉางเทียนยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น ครั้นเห็นใต้เท้าสี่ท่านคุกเข่าลงก็ลังเลเล็กน้อย กลับไม่ได้คุกเข่าลงไป เพียงค้อมตัวนิดหน่อยเท่านั้น“ใต้เท้าทุกท่านโปรดลุกขึ้นยืนเถอะ!” จ่านเหยียนน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านพ่อก็อย่าได้มากพิธี ลูกรับไม่ไหว”หลังจากใต้เท้าทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วก็สบตากันทีหนึ่ง แม้จะมีคว
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย
“นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?
มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ
“ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน
จ่านเหยียนเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นสีแดงเพลิง สีหน้าคลุ้มคลั่ง หัวใจพลันหนักอึ้ง สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่ง ไอหยินแว้งกัด สอง ธาตุไฟเข้าแทรกจ่านเหยียนฉุดแขนของเขาแล้วลากมาด้านหน้าตนแบบแทบจะไม่ใช้สมองคิด แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว เพราะไม่สามารถใช้แข็งปะทะแข็งกับการต่อกรกับคนที่ถูกไอหยินแว้งกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้เขากางกรงเล็บทั้งห้าแล้วตะครุบมาทางลำคออย่างรวดเร็ว จ่านเหยียนเอนตัวไปด้านหลังพร้อมฉุดเขาลงกับพื้นด้วยเขาทับอยู่บนตัวนางอย่างจัง ดวงตาทั้งคู่แดงประหนึ่งอัคคี เจือความดุร้ายและไอมารเช่นธาตุไฟเข้าแทรก มิหนำซ้ำยังมีสีสันแห่งความทรมานที่มิอาจมองข้ามไม่นานจ่านเหยียนก็วินิจฉัยว่าเขาถูกไอหยินแว้งกัด สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เลือดทั้งสรรพางค์กายตีกลับ เจ็บปวดทุกรูขุมขนยากจะทานทนมิน่าเขาถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า คาดว่าเมื่อครู่คงทำร้ายตัวเองในตอนที่ทรมานจนทนไม่ไหวจ่านเหยียนพลันรู้สึกสงสารเล็กน้อย จังหวะที่เขาบีบคอนาง หว่างคิ้วของนางก็ปรากฏดอกบัวส่องแสงเป็นประกายดอกบัวเปล่งแสงหมายถึงความการุญและการช่วยเหลือรักษา ส่วนตัวอักขระสวัสต
อาเสอกลับมาตอนครึ่งคืน หน้าตามอมแมมราวกับมุดออกมาจากเตาไฟที่ไหนนางเขย่าตัวจ่านเหยียนให้ตื่น แล้วยื่นหยกเฝ่ยชุ่ยอมเขียวก้อนหนึ่งให้นาง “เอาไป”ครั้นจ่านเหยียนเห็นก้อนหยกก็เอ่ยด้วยความดีใจ “เจ้าเอาหยกเฝ่ยชุ่ย”“ขโมยมาจากทางคุณชายหวัง ไม่ทันระวังถูกท่านเทพเฝ้าประตูเห็นเข้า ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงได้แต่มุดเตาไฟมา” อาเสอกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ“คุณชายหวัง?” จ่านเหยียนอึ้ง ดูเหมือนว่านางมีนัดดื่มสุรากับคุณชายหวังคืนนี้นี่ ลืมไปเสียสนิทเลย“คุณชายหวังยังไม่นอน อยู่ที่ลานเรือนไม่รู้ว่ารอใครสิน่า...” นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโพลงมองจ่านเหยียน “คงไม่ได้รอท่านอยู่กระมัง?”จ่านเหยียนหัวเราะแหะ ๆ “น่าจะใช่”อาเสอมองนางอย่างเวทนา “ท่านตายแน่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการนัดหมายกับท่านด้วยสิ”จ่านเหยียนจุกอก “เจ้าว่าตอนนี้เขายังรออยู่หรือไม่?”“ตอนข้ามาเขายังรออยู่นะ ไม่รู้ว่าส่งคนไปตามท่านที่จวนเราหรือไม่ เขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะถูกรั้งตัวให้ค้างคืนอยู่ที่จวนอ๋องกระมัง?” อาเสอเอ่ยจ่านเหยียนลุกขึ้นยืนใส่รองเท้า “น่าสงสารจริง ๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปดื
จ่านเหยียนลืมตาขึ้น แล้วกอบใบหน้าของอาเสอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ย “เจ้ามีอะไรน่ามอง?”อาเสอตอบอย่างขัดเขิน “ท่านไม่คิดว่าข้าน่ามองหรือ?”“มีตา มีจมูก มีปาก หากจะพูดกันจริง ๆ ก็ไม่แย่ แต่... ตอนนี้เจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษ” จ่านเหยียนทำลายความฝันของหญิงสาวอาเสอกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับคุณชายฮุ่ยอวิ่นคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พวกเขาคือเพื่อนชายที่ดีตลอดชีวิต”“เจ้าเนี่ย ดูนิยายวายมากไปแล้ว ข้ามั่นใจได้เลยนะ ฮุ่ยอวิ่นเป็นชายแท้+” จ่านเหยียนไล่นาง “เร็ว ออกไปหาหินหยกเฝ่ยชุ่ยให้ข้า”อาเสอเดินไปถึงหน้าคันฉ่องแล้วมองทีหนึ่งอย่างไม่สมัครใจ ตามด้วยแค่นเสียงเชอะ “ข้างามพริ้มเพราจะตาย อย่างน้อยต่อให้อยู่ในคราบบุรุษก็ปกปิดบุคลิกและเสน่ห์ของข้าไม่ได้”“กลิ่นคาวงูด้วย!” เสียงอู้อี้ดังมาจากในผ้าห่ม โทษอาเสอไม่ได้จริง ๆ ได้แต่โทษฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้อาเสอเกิดอารมณ์วสันต์“ไม่พูดกับท่านแล้ว!” อาเสอแค่นเสียงแล้วกลายร่างเป็นควันกลุ่มหนึ่งจ่านเหยียนชะโงกศีรษะออกมาจากผ้าห่ม ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น?นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปลานเรือนครั้นสาวใช้ทั้งสองเห็
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” พระอาจารย์เป่ากวงถามจ่านเหยียนคำนวณพักหนึ่ง วันนี้วันที่หก แกะสลักวิญญาณมังกรต้องใช้เวลาสองวัน แล้วค่อยให้วิญญาณมังกรดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินและแสงแห่งสุริยันจันทรา ส่วนแสงแห่งสุริยันจันทราจำเป็นต้องดูดซับในคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น เร็วที่สุดก็ต้องหลังวันที่สิบห้านางเอ่ย “ให้เวลาข้าสิบวัน”“จริงหรือ?!” ฮุ่ยอวิ่นไม่ค่อยจะเชื่อ “คุณชายรู้ที่อยู่ของวิญญาณมังกรอีกชิ้นหรือ?”จ่านเหยียนผงกศีรษะ “ข้ารู้”“อยู่ที่ใด?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความยินดีพระอาจารย์เป่ากวงยื่นมือมากดฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย “คุณชายฮุ่ยอวิ่นมิต้องถามมาก ในเมื่อคุณชายอู่รับปากแล้ว เช่นนั้นเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ ๆ แล้วมองจ่านเหยียนด้วยสายตาร้อนแรงและจริงใจมู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลำบากคุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋องสักระยะ เจ้าแค่บอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับฮุ่ยอวิ่นก็พอ เขาต้องเอามาให้เจ้าได้แน่”จ่านเหยียนเข้าใจความหมายของเขา ตอนนี้นางรู้สถานการณ์ของเขาแล้ว เขาไม่วางใจให้นางออกไปเขาไม่เคยเชื่อใจนาง ระแวดระวังนางอย่างหนัก“ได้!” จ่านเหยียนรับปากมู่หรงฉิงเทียนฮุ่ย