หลงฉางเทียนโกรธจนหน้าเขียว ถลึงตาใส่เย่เต๋อโหรวอย่างหนักทีหนึ่ง ให้นางรีบคลี่คลายสถานการณ์นี้เสียเย่เต๋อโหรวกัดฟันกรอด กล้ำกลืนความอัปยศและเพลิงโทสะลงท้องก่อนจะเอ่ย “หงฮวา ห้ามก่อเรื่องนะ”ขุนนางในที่นั้นพากันมองเซ่อเจิ้งอ๋องที่หนึ่ง มองฉีชินอ๋องทีหนึ่ง แล้วมองหลงฉางเทียนอีกทีหนึ่ง ต่างรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย อย่างไรก็เป็นเรื่องในครอบครัวของผู้อื่น ที่เสียมารยาทอย่าฟัง ที่เสียงมารยาทก็อย่ามองรองแม่ทัพผู้ใต้บังคับบัญชาของหลงฉางเทียนหัวเราะเหอะ ๆ แล้วจึงเอ่ย “นั่นสิ ตอนที่ภรรยาของข้าน้อยตั้งครรภ์ก็มักเป็นเช่นนี้ประจำ ข้าน้อยล่ะปวดหัวนัก”“นั่นสิ เป็นเช่นนี้จริง ๆ”“ก็มิใช่หรือ? ท่านนั้นของบ้านข้าก็เป็นเช่นนี้”ใต้เท้าหลายคนต่างช่วยกันทำลายบรรยากาศตึงเครียดและสมทบคำกล่าวของรองแม่ทัพ อย่างน้อยจะได้ไม่ตึงเครียดต่อ ผ่อนคลายลงมาบ้างเพียงแต่หงฮวาไม่รู้จักความหวังดีของผู้อื่น ที่ถูกยกขึ้นเป็นอี๋เหนียงได้ก็เพราะตั้งครรภ์เรื่องจวบจนถึงเวลานี้ยังไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว คิดว่าแม้หลงฉางเทียนจะเกิดโทสะก็ไม่ควรลงกับนาง และต่อให้ลงกับนางก็คงไม่ทำอะไรนางเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยามนี้นางกำลังตั
ทุกคนในที่นั้นโล่งอก แน่นอนว่ารวมถึงจ่านเหยียนด้วยนางปรายตามองมู่หรงฉิงเทียนทีหนึ่ง เห็นเขายังมีสีหน้าเป็นธรรมชาติ ถือจอกสุราดื่มสบาย ๆ ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยเกิดเรื่องอันใดทั้งสิ้นจู่ ๆ จ่านเหยียนจึงชูจอก “ท่านอ๋อง ข้าขอดื่มให้ท่านจอกหนึ่ง”มู่หรงฉิงเทียนเหลือบตามองนางแบบชืด ๆ “ขอบพระทัยไทเฮา” ว่าแล้วก็จรดจอกสุรา ก่อนจะมองจ่านเหยียนด้วยสายตาราบเรียบภายใต้สายตาของเขา จ่านเหยียนดื่มสุราในจอกจนหมดมู่หรงฉิงเทียนรู้ว่าสุราหมักร้อยปีเช่นนี้ลื่นคอ หากมีฤทธิ์แรงมาก เมื่อครู่เห็นนางดื่มไปสองสามจอกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยามนี้ยังจรดอีกจอกหนึ่ง ต้องเมาแน่ ๆสตรีแคว้นต้าโจวดื่มสุราน้อยมาก และต่อให้ดื่มก็ดื่มสุราผลไม้หรือสุราดอกกุ้ยฮวาเล็กน้อย อ่อนแต่หอม ปกติจะไม่ดื่มสุราฤทธิ์แรง นอกเสียงจากเป็นสตรีในยุทธภพเขานึกว่าหลงจ่านเหยียนมีชาติกำเนิดเป็นบุตรสาวในอนุภรรยา ครั้งอยู่ในจวนตระกูลหลงก็คือสาวใช้ดี ๆ คนหนึ่ง หลังจากเข้าวัง แม้สำเริงสำราญใจกับนักดนตรี แต่สุราที่ดื่มต้องเป็นสุราผลไม้แน่ เห็นว่าสุราหมักมีรสคล้ายคลึงกับสุราผลไม้ จึงคิดว่าไม่เป็นไรกลับไม่รู้ว่าดื่มลงไปสองสามจอก เขายังเห็นหล
เซ่อเจิ้งอ๋องเพียงยืนนิ่ง ๆ ไม่พูด นางจึงได้แต่หมุนตัวเดินเข้าไปคนผู้นี้พิลึกคนจริง ราวกับน้ำแข็งเหมันต์ แต่ก็เฉกเช่นบ่อลึกอีก เย็นยะเยือกเดาทางไม่ถูกกัวอวี้กระซิบกับจ่านเหยียน “คุณหนูใหญ่ เกรงว่าคนของจวนตระกูลหลงจะประสงค์ร้าย จะขอท่านอ๋องเพิ่มองครักษ์ในคืนนี้หรือไม่เพคะ?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “ที่ควรมา อย่างไรก็ต้องมา คนมากเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์”กัวอวี้อืมเสียงหนึ่ง “บ่าวเชื่อว่าคุณหนูใหญ่ต้องมีพระปรีชาสามารถเพียงพอจะรับมือได้เพคะ”จ่านเหยียนได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ “เจ้าเชื่อข้าหรือ?”“เชื่อเพคะ!” กัวอวี้ตอบเสียงจริงจังจ่านเหยียนมองกัวอวี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “คนอย่างเจ้านี่เหมาะสมจะอยู่ข้างกายมาก”กัวอวี้หัวเราะ “ขอบพระทัยคุณหนูใหญ่ที่ชื่นชมเพคะ”เงาดำสายหนึ่งตกอยู่ข้างตัวเซ่อเจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง คืนนี้จวนตระกูลหลงมีความเคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ”“รู้แล้ว!” แสงปราดผ่านสายตาของเซ่อเจิ้งอ๋องแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบรับอย่างราบเรียบ“จะโยกย้ายคนมาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เงาดำถามเซ่อเจิ้งอ๋องยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่จำเป็น หลงฉางเทียนรนหาที่ตายแล้ว” กล่าวจบ เขาก็สาวเท้าเดินออกไปข้างนอกเนื่องจ
หลังจากจ่านเหยียนกลับถึงห้องก็นอนอยู่บนเตียงนานแล้วกัวอวี้และจิ้นหรูเฝ้ายามด้วยตัวเอง จ่านเหยียนบอกแล้วว่าไม่จำเป็น แต่ทั้งสองก็ยังยืนกรานไม่ออกไป ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าหลงฉางเทียนจะลงมือ คืนนี้ก็คือโอกาสเหมาะคืนนี้หลงฉางเทียนค้างคืนอยู่ที่ห้องของเย่เต๋อโหรวและเรียกชิงซื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเย่เต๋อโหรวนอนอยู่นอกห้อง เมื่อได้ยินเสียงงดงามคลุมเครือด้านในแล้ว หัวใจของนางก็ราวกับถูกบางสิ่งกัดกิน ทั้งทรมานและเดือดดาลไม่นานหลงฉางเทียนก็คลานขึ้นบนเตียงของนาง ส่วนชิงซือก็ถูกไล่ออกไปแล้วเย่เต๋อโหรวหันมามองหลงฉางเทียน ใบหน้าของเขายังแดงก่ำจากความคึกคะนอง ไอสุราพวยพุ่งรดใบหูของนาง นางจึงพูดเบา ๆ ว่า “ท่านแม่ทัพรักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ”หลงฉางเทียนยิ้มแล้วเอื้อมมือสวมกอดนาง “กำลังโทษว่าข้าผู้เป็นสามีละเลยเจ้าหรือ?”“จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ? เหตุใดท่านแม่ทัพจึงมองว่าข้าเป็นคนใจแคบเช่นนี้?” เย่เต๋อโหรวขบฟันแตกละเอียด ก่อนจะฉายรอยยิ้มอ่อนโยน“ข้าก็รู้ว่าเจ้าใจกว้าง” ครั้นหลงฉางเทียนนึกถึงเรื่องในคืนนี้แล้วก็ยังขุ่นเคืองใจอยู่ “เอาไว้หงฮวาคลอดลูกแล้ว ก็ให้เงินแล้วไล่ออกไปเสีย คนเช่นนี้มีแต
จ่านเหยียนนอนอยู่บนเตียงและยิ้มเอ่ย “เกรงว่าคงดื่มหนักกระมัง”“ดื่มหนัก? ไม่ควรกระมัง? ใครก็รู้ว่าวันนี้จะเกิดเรื่อง แล้วจะดื่มหนักได้อย่างไร? อาซานไม่ใช่คนที่ไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้นี่เพคะ”“คืนนี้อารมณ์ดี จะดื่มมากหน่อยก็ไม่เป็นไร” จ่านเหยียนมองทั้งสองคน พวกนางพร่ำบอกว่าไม่ต้องกังวล แต่นางเห็นพวกนางแล้ว กลับจะตึงเครียดที่สุดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดสักหน่อย จ่านเหยียนจึงเอ่ยกับกัวอวี้ “ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวของเจ้าอยู่ในเมืองหลวงทั้งหมด เป็นอย่างนั้นหรือ?”“ถูกต้องแล้วเพคะ” กัวอวี้ตอบ“ทุกปีในวังจะให้โอกาสนางกำนัลได้เจอกับครอบครัวหนหนึ่ง เจ้าได้ออกไปเจอพวกเขาหรือไม่?”“ไปเพคะ ต้องไปอยู่แล้วเพคะ” กัวอวี้กล่าวอย่างไม่สบายใจ “แต่... ปีที่แล้วแม่ของบ่าวล้มป่วย จึงไม่ได้มาเพคะ”“เช่นนั้นตอนนี้ดีขึ้นแล้วหรือ?” จ่านเหยียนถาม“ไม่ได้รับจดหมายจากทางบ้านเลยเพคะ ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างแล้ว” กัวอวี้ชะงักครู่หนึ่งจึงกล่าวต่ออย่างเป็นทุกข์เล็กน้อย “คราวก่อนคุณหนูใหญ่ให้บ่าวออกวัง บ่าวก็เคยคิดแอบกลับไปดูเหมือนกัน เพียงแต่ติดที่กฎระเบียบของวังหลวง บ่าวจึงไม่ได้ไปเพคะ”“อื่ม”
“จะว่าไป อาซานเล่า?” ฮุ่ยอวิ่นริมฝีปากบางของเซ่อเจิ้งอ๋องยกยิ้มจาง ๆ “ข้าสั่งให้เขาไม่ต้องอยู่ในคืนนี้ ข้าอยากดูสิว่านอกจากอาซานแล้ว หลงจ่านเหยียนผู้นี้ยังจะมีใครเก่งกล้าสามารถช่วยนางได้อีก”“ยังมีคนช่วยนางหรือ?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความสงสัย“เดี๋ยวก็ได้รู้กันแล้ว” เซ่อเจิ้งอ๋องยื่นนิ้วออกไปเห็นเพียงโจรป่าสิบกว่าคนบุกมาถึงหน้าห้องของหลงจ่านเหยียนแล้ว อาถง อาเถี่ยเข้าไปรับศึกจ่านเหยียนพาองครักษ์ออกจากวังมาไม่น้อย ทว่าเวลานี้ไม่เห็นเลยสักคน เหลือเพียงอาถง อาเถี่ย และคนในวังที่ไม่เป็นวรยุทธ์วรยุทธ์ของอาถงและอาเถี่ยอย่างมากก็แค่กลาง ๆ สองคนต่อกรกับโจรป่าโหดเหี้ยมอำมหิตสิบกว่าคน ต้องตกเป็นรองในทุกด้านอยู่แล้วไม่นานบนร่างของอาถงและอาเถี่ยก็มีสีสัน ระหว่างการต่อสู้ เงาร่างทั้งสองราวกับอีกาที่ถูกบีบให้ถอยเนือง ๆ หลบไปทางซ้ายที แวบตัวไปทางขวาที สะบักสะบอมถึงที่สุดทว่าสถานการณ์นี้กลับพลิกผันอย่างรวดเร็วเพียงชั่ววูบเดียว อาเถี่ยที่ถูกเตะกระเด็น มือถือกระบี่แสงหนาว พุ่งตัวสู่พื้นที่การรบราวกับลมหมุน กระบี่ในมือของเขาเปลี่ยนเป็นลำแสงเหี้ยมเกรียมพันหมื่นราวกับเป็นภาพลวงตาก็มิปาน จุดใดที
เขานึกว่าที่โจรป่าหันมาโจมตีเป็นเพราะองครักษ์ทำคนของพวกเขาบาดเจ็บก่อนองครักษ์ตอบว่า “ท่านแม่ทัพ คนของเราไม่ได้ทำพวกเขาบาดเจ็บเลยขอรับ ในทางกลับกัน พวกเขาต่างหากที่ทำร้ายพวกเราไม่น้อย”หลงฉางเทียนอึ้ง แล้วจู่ ๆ ก็คิดอะไรขึ้นได้ จึงรีบพูด “ไป ไปดูทางไทเฮาหน่อย”เขารับคำสั่งลับจากไทฮองไทเฮาให้โยกย้ายองครักษ์ข้างตัวของหลงจ่านเหยียนไป อาซานก็ถูกเขาวางยาแล้ว เหลือเพียงอาถงและอาเถี่ยสองคนเท่านั้น น่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโจรป่าทว่าทันทีที่คนของเขาถึงหน้าเรือนพักของจ่านเหยียนกลับต้องตกตะลึงบนพื้นมีศพนอนอยู่สิบกว่าศพ ทั้งหมดปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสีดำ เมื่อเขานั่งยองลงตรวจสอบ ก็พบว่าบนร่างของโจรป่าสิบกว่าคนมีเพียงบาดแผลเดียวที่เอาชีวิตได้ พิสูจน์ได้ว่าถูกคนฆ่าในกระบวนท่าเดียวใครกันที่มีวรยุทธ์สูงส่งเพียงนี้? ข้างตัวหลงจ่านเหยียนยังมีคนเก่งกาจเช่นนี้อยู่อีกหรือ?ในตอนที่เขากำลังตกใจและเดือดดาลอยู่นั้น ประตูห้องของหลงจ่านเหยียนก็เปิดออกมาจากในห้อง อาถง อาเถี่ยเดินออกมา ทั้งสองถือกระบี่อยู่ในมือ ในนั้นกระบี่ของอาเถี่ยยังมีเลือดหยดอยู่อาเถี่ยเดินมาเอ่ย “ท่านแม่ทัพโปรดตรวจสอบฐานะของนักฆ่าให้ช
หลงฉางเทียนข่มอารมณ์แล้วถาม “นับหรือยังว่าพวกเราตายไปกี่คน?”รองแม่ทัพหลี่ตอบ “องครักษ์ตายไปเจ็ดคน และมีองครักษ์กับบ่าวไพร่บาดเจ็บไปสิบสองคนขอรับ”“คนของจูซิวล่ะ?”“คืนนี้จูซิวนำคนมาสิบแปดคน ศพสิบสามศพในนั้นอยู่ที่นี่ขอรับ” รองแม่ทัพหลี่ชะงักก่อนจะเอ่ยต่อ “หัวโจกที่พาคนไปยังห้องของไทเฮาชื่อว่าเป้าจื่อ คือคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งที่สุด อีกทั้งยังมีวรยุทธ์สูงกว่าจูซิว แต่...เขาก็ถูกคนสังหารในหนึ่งกระบวนท่าเดียวเหมือนกันขอรับ”“ถ้าจะเอาชีวิตของเป้าจื่อในกระบวนท่าเดียว ข้ายังไม่แน่ว่าจะทำได้” หลงฉางเทียนใจเย็นลงแล้ว เริ่มพิจารณา“ข้าน้อยรู้ดี วรยุทธ์ของอาเถี่ยแค่พื้น ๆ ไม่มีทางเอาชีวิตเป้าจื่อในกระบวนท่าเดียวได้อย่างแน่นอนขอรับ”“เช่นนั้น...ข้างตัวหลงจ่านเหยียนยังจะมียอดฝีมืออะไรอีก? อาซานล่ะ?” หลงฉางเทียนถามรองแม่ทัพหลี่ตอบ “หากเป็นอาซาน เขาสามารถปลิดชีพเป้าจื่อในกระบวนท่าเดียวได้ก็จริง แต่ท่านอย่าลืมสิ ขณะนั้นมีโจรป่าล้อมโจมตีสิบกว่าคน ที่เรียกว่าสองหมัดยากจะต้านสี่มือศัตรู ต่อให้อาซานเก่งกาจสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางลงมือฆ่าคนมากมายเช่นนี้อย่างรวดเร็วด้วยกระบวนท่าเดียวท่ามกลางวงล้อมการต่อ
หลังจากกินอันกงหนิวหวงเข้าไป จ่านเหยียนก็ฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือด ในที่สุดหลังจากผ่านไปพักหนึ่ง นายท่านหวังก็ดีขึ้น สามารถพูดได้แล้ว “รบ...กวนเจ้าอีกแล้ว!”จ่านเหยียนเอ่ย “ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นพิธีรีตองหรอก พักผ่อนให้มากเถอะ!” จ่านเหยียนดึงผ้าห่มให้เขา แล้วกำชับหวังฮูหยิน “ฮูหยินอยู่ดูแลที่นี่เถอะ ข้าจะออกไปเขียนตำรับยาก่อน!”“ได้ ได้!” หวังฮูหยินดึงมือของนางมา แล้วเอ่ยทั้งน้ำตาไหลพราก “อาอู่ โชคดีที่ได้เจ้านะ มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว”จ่านเหยียนตอบ “ต่อไปอย่าทำให้เขาโกรธอีก ไม่ว่าอะไรก็ตามใจหน่อย”หวังฮูหยินมองหวังหว่านจวินที่คุกเข่าอยู่กับพื้นแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างแค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า “ได้ยินหรือยัง? ท่านพ่อของเจ้าสุขภาพไม่ดี เจ้ายังจะทำให้เขาโกรธอีก เขาก็หวังดีต่อเจ้า ยังจะทำร้ายเจ้าได้หรือ?”หวังหว่านจวินปาดน้ำตา ก่อนจะกล่าวตอบหวังฮูหยินราวกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะทำตามท่านพ่อทุกอย่างเจ้าค่ะ”เมื่อนั้นหวังฮูหยินจึงมีสีหน้าอ่อนโยน ดึงนางลุกขึ้นยืน “แม่ไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ฉีซุนนั่นมิใช่คนดี ตอนนี้เจ้าอาจโทษท่านพ่อกับแม
รถม้าจอดอยู่หน้าจวนของหวังติ่งทัง จ่านเหยียนให้อาเสอไปบอก แต่อาเสอกลับไม่ยอมลงจากรถม้าสักที บอกปัดว่า “ตอนที่อยู่หน้าห้องก็คุยกันแล้วนี่ พวกเรามิใช่คนนอกอะไรสักหน่อย ยังต้องบอกอีกหรือ?”จ่านเหยียนเขกศีรษะของนางทีหนึ่ง “เจ้าจะปกติหน่อยได้หรือไม่? อย่าคิดมาก!”อาเสอหงุดหงิดนิด ๆ “ต่อไปเวลาอยู่ต่อหน้าคุณชายหวัง ท่านอย่าได้พูดกับข้าน้อยด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เล่า”จ่านเหยียนเอ๋ “มีน้ำโหด้วย?”“นี่คือขีดจำกัดต่ำสุด ท่านไม่ได้ให้ค่าแรงข้าน้อยสักหน่อย” อาเสอถลึงตามองนาง นี่คือปัญหาด้านศักดิ์ศรี จะยอมให้ไม่ได้ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าบอกว่าคุณชายอู่ติดค้างค่าแรงเจ้าหรือ? ติดอยู่เท่าใด?” หลงอู่ผู้นี้เป็นคนตระหนี่หรือ? ดูไม่ออกจริง ๆจ่านเหยียนกล่าวกับฮุ่ยอวิ่น “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาเอาแต่ใจน่ะ ในเมื่อเขาไม่อยากลงจากรถม้า เช่นนั้นก็ทิ้งไว้ที่นี่นั่นแหละ”กล่าวจบ จ่านเหยียนก็กระโดดลงจากรถม้าไปเอง กำลังจะเดินไปเคาะประตู มือเพิ่งสัมผัสห่วงทองเหลือง ประตูก็เปิดออกดังแอ๊ดมือของนางค้างอยู่กลางอากาศ เห็นลุงฝูพ่อบ้านจวนสกุลหวังที่ทั้งร้อนใจและยินดี “ลุงฝู เช้าเช่นนี้จะไปที่ใดหรือ?”ลุงฝู
ฮุ่ยอวิ่นให้จ่านเหยียนรอเขาสักเดี๋ยว เขาจะไปดูมู่หรงฉิงเทียนก่อนมู่หรงฉิงเทียนตื่นและไปตรวจฎีกาของเมื่อวานที่ห้องหนังสือนานแล้ว“เหตุใดจึงไม่พักผ่อนให้มาก?” ฮุ่ยอวิ่นเพิ่งเข้าประตูมาก็ขมวดคิ้วมู่หรงฉิงเทียนเงยหน้า สีหน้าของเขาดีมาก ท่าทางจะอารมณ์ดี “เจ้าก็ตื่นแต่เช้าเหมือนกันมิใช่หรือ?”“ข้าจะออกไปกับหลงอู่หน่อย คาดว่าคงไม่กลับมากินข้าวเที่ยงแล้ว” ฮุ่ยอวิ่นเอ่ย“ไปไหน?” มู่หรงฉิงเทียนวางฎีกาในมือลงแล้วมองเขา“ไปบ้านหวังติ่งทัง หลงอู่เป็นสหายสนิทกับหวังติ่งทัง”“หือ?” มู่หรงฉิงเทียนพิจารณาเชิงลึกครู่หนึ่ง “ไปเถอะ แล้วหยั่งเชิงความคิดของหวังติ่งทังด้วย”“เมื่อวานท่านพูดกับเขาว่าอย่างไร ข้าลืมถามท่านไปเลย!” เมื่อวานพาหลงอู่มา จึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทมู่หรงฉิงเทียนเอ่ยเรียบ “ยังจะพูดอย่างไรได้อีก? ก็พูดตรง ๆ นะสิ! เขาเป็นคนฉลาด รู้ว่าคนหนึ่งยิ่งมีมาก ก็ยิ่งทำให้คนอิจฉามาก”“สกุลหวังก็ต่อกรยากเหมือนกัน!” ฮุ่ยอวิ่นขมวดคิ้วเอ่ย“วางใจเถอะ ข้ารู้กาลเทศะ เขาต่อกรยากก็จริง แต่... ข้ามีวิธีเกลี้ยกล่อมเขา” มู่หรงฉิงเทียนเอ่ยฮุ่ยอวิ่นไม่เคยสงสัยในจุดนี้ แต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ยังม
“บางทีคุณชายอาจไม่เชื่อ แต่ต้องเป็นตามลักษณ์ทำนายแน่นอน จากลักษณ์ทำนายนี้ ความจริงคุณชายมิได้ให้ความสำคัญว่าจะลงเอยกับนางได้หรือไม่ ฮุ่ยมีความหมายว่ามอบให้ ใช้ตัวฮุ่ยเป็นชื่อ ประกอบกับวันเดือนปีเกิดของคุณชาย สามารถเห็นได้ว่าคุณชายมีนิสัยถือดี ชื่นชมบุปผาเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองว่าดี ความรักของคนประเภทนี้มักไม่เป็นดังหวัง เขาจะมอบให้อย่างลับ ๆ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นจึงไม่ได้ลงเอย”ฮุ่ยอวิ่นไม่เชื่อท่าเดียว เขายิ้มเย็นชืด “อื่ม ขอบคุณคุณชายที่ทำนายตัวอักษรให้ จริงสิ ไม่ทราบว่าคุณชายจะบอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับข้าน้อยได้หรือไม่?”นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่เขาวิ่งโร่มาแต่เช้าจ่านเหยียนเอ่ย “เมื่อวิญญาณมังกรมาถึงเมืองหลวง ข้าจะบอกท่านเอง”“ประมาณเมื่อไรจึงจะมาถึงหรือ? ผู้ใดส่งมา?” ฮุ่ยอวิ่นถามต่อจ่านเหยียนยิ้มน้อย ๆ “มีบางเรื่อง คุณชายมิจำเป็นต้องรู้”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ แล้วมองจ่านเหยียน “ข้าน้อยคิดว่า มิมีเรื่องใดที่บอกกับคนไม่ได้”จ่านเหยียนขำพรืด “คำพูดนี้ ข้าคิดว่าไม่สมควรออกมาจากคุณชายฮุ่ยอวิ่นแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง”เรื่องของเซ่อเจิ้งอ๋องที่บอกคนไม่ได้มีน้อยหรือ?ฮุ่ยอวิ่นเร
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย
“นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?
มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ
“ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน