“นายจั่นมีลูกกี่คน”
“หกคนขอรับ ออกเรือนไปเสียสี่ ก็เหลืออีจันทร์กับไอ้จุกที่ยังอยู่กับพ่อแม่มันขอรับ”
นั่นเท่ากับว่าในเรือนมีกันอยู่เพียง 4 ชีวิต แล้ววิถีคนชนบทเยี่ยงนี้ ลงน้ำก็ได้ปูปลา ลงนาก็ได้ข้าว อาหารในแต่ละวันล้วนหาได้ในนาในหนอง
เงินที่มีก็เก็บไว้แลกอาหารแห้งอื่นๆ ที่นำมาจากต่างเมือง จำพวกเกลือหรือเครื่องเทศ หรือไม่ก็ซื้อหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งดูจากเสื้อผ้าที่นายจั่นกับนางจวงสวมใส่ก็เรียกได้ว่าธรรมดามาก ผ้าผ่อนเนื้อหยาบเหล่านั้นน่าจะทอเอง นั่นเท่ากับว่าเงิน 20 บาทนั้น ย่อมใช้ได้ทั้งปีหรืออาจมากถึง 2 ปีด้วยซ้ำ
อย่างนั้นแล้วเด็กนั่นจะเอาเงินไปทำอะไรมากมาย จะว่าเป็นหนี้ในครัวเรือน เขาก็มองไม่เห็นทางใดที่นายจั่นจะมีหนี้สินได้มากมายเพียงนั้น
“แล้วเด็กนั่นจะเอาเงินไปใช้อะไรมากมาย หรือว่านายจั่นติดการพนัน”
“อีจันทร์มันบอกว่า...”
ยังไม่ทันที่เข้มจะพูดจบเสียงอึกทึกจากหน้าเรือนก็ทำให้ต้องหันมองทันที เสียงผู้หญิงวัยสาวที่ร้องตะโกนบอกให้ ‘ปล่อยๆ’ ไม่ขาดปากก็ทำเอาเจ้าเข้มตาโต
นพมองบ่าวคนสนิทที่ยิ้มแห้งก่อนจะยกมือไหว้เขาแล้วรีบเดินเร็วรี่ไปยังทิศทางของเสียง แค่นั้นก็รู้ได้ว่าเด็กสาวที่ชื่อว่านางจันทร์นี้ไม่ธรรมดา เพราะเสียงยายอิ่มแม่ครัวร้องโอ๊ย! คำใหญ่ก่อนเสียงกระแทกฝีเท้าตึงตังฟังรู้ว่ากำลังวิ่งขึ้นบันไดมาก็ทำให้เขาได้แต่แค่นยิ้ม
วันนี้คงหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบนางจันทร์คงไม่ได้ แม้ไม่อยากมีเรื่องวุ่นวายให้ต้องปวดหัวก็ตาม
นพส่ายหน้าไปมาพลางแค่นยิ้มอย่างเสียไม่ได้ มือหยิบที่คั่นหนังสือจากลิ้นชัก เพื่อจะคั่นหน้าเอกสารที่อ่านค้างไว้ หูก็ยังฟังเสียงเอะอะที่ตอนนี้เป็นเสียงเจ้าเข้มตะโกนดุไม่ให้นางจันทร์วิ่ง แต่นางจันทร์จะฟังรึก็ไม่ เพราะเสียงฝีเท้าตึกตักนั้นมาหยุดอยู่ตรงด้านข้าง ห่างจากเขาไปเพียง 4 ศอก
“อีจันทร์! กูบอกให้มึงหยุด! อี...”
เจ้าเข้มที่วิ่งไปตะโกนไปชะงักเสียงเมื่อสบสายตากับเขา แต่เขาสิ เหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่งเมื่อตวัดสายตามองเด็กสาวที่ยืนกระหืดกระหอบอยู่ทางด้านซ้ายมือ
ในระยะห่างราว 4 ศอก ไม่ได้ไกลเกินกว่าจะสำรวจเรือนร่างได้ทั้งเนื้อทั้งตัว
.
.
ควรต้องเรียกว่า ‘เรือนร่าง’ เพราะเด็กสาวที่ชื่อว่า ‘จันทร์’ ช่างแตกต่างไปจากหญิงสาวชาวบ้านที่เขาเคยพบเห็น แว่วคำพูดของเจ้าเข้มราวจะดังซ้ำๆ อยู่ในความคิด
‘รับอีจันทร์มันไว้เถอะขอรับ’
‘ด้วยเหตุอันใดรึเข้ม เอ็งถึงคะยั้นคะยอให้ข้ารับนางจันทร์ไว้นัก’
‘อีจันทร์มันจะได้ให้ความสำราญกับคุณพระท่าน รับมันเถอะนะขอรับ นานแล้วที่คุณพระไม่ได้...’
‘อย่ามาสู่รู้เรื่องของข้าเจ้าเข้ม ไม่รับก็คือไม่รับ’
ยามนี้เขารู้แล้วว่าทำไมเจ้าเข้มมันถึงได้คะยั้นคะยออยากให้เขารับนางจันทร์ไว้ เพราะเรือนร่างอรชรไม่ไกลนี้ ขนาดอยู่ในชุดสาวชาวบ้านนุ่งโจงสีน้ำตาลเก่าคาดผ้าแถบสีตุ่น แต่ใบหน้าคมสวยกับผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนก็ยังผุดผาด หากได้บำรุงบำเรอน้ำอบน้ำปรุง เด็กสาวก็คงจะไม่ต่างไปจากลูกผู้รากมากดี
แต่ที่สะดุดตาต้องใจมากสุดก็คงเป็นดวงตา ซึ่งหากมองเผินๆ อาจจะเข้าใจว่าเด็กสาวเกรงกลัวเกรงใจเขา ทว่าสิ่งที่มองลึกลงไปกลับให้ความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวังปะปนกับความท้าทายที่ทำให้เลือดในกายเขาเดือด!
“คุณพระขอรับ”
เสียงเจ้าเข้มทำให้นพตื่นจากภวังค์ รู้ตัวว่าเผลอสำรวจใบหน้าและเรือนร่างของเด็กสาวนานเกือบอึดใจทีเดียว และเมื่อเอี้ยวหน้ามองเจ้าเข้ม ในจังหวะนั้นเองที่คั่นหนังสือก็หลุดจากมือ
ช่วงเวลาที่กระดาษแข็งสีตุ่นหล่นลงพื้น เขาก้มเก็บทันที เช่นเดียวกับร่างที่อยู่ห่างไปก็ถลันเข้ามา นั่นทำให้นพชะงักขืนตัวออกห่างแต่ก็ไม่มาก
มือแบบบางคว้าที่คั่นหนังสือได้ก่อน ราวกับจะช่วงชิงช่วยเหลือเพื่อให้ได้ความดีความชอบจากเขา และเมื่อหล่อนเงยหน้ามอง ตาก็สบตาก่อนที่เด็กสาวจะก้มหน้างุด พร้อมกับยื่นที่คั่นหนังสือคืนให้
ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายจะหยุดนิ่ง ด้วยอายอุ่นจากเนื้อตัวเด็กสาวราวกับจะกำจายรายรอบ ‘หอม’ บอกตัวเองว่าได้กลิ่นหอม ‘ดอกอะไร’
“คุณพระขอรับ อีจันทร์มันไม่ฟังขอรับ มันดื้อ”
นพไม่ได้พูดอะไร ดวงตาคมเข้มมองสำรวจเรือนร่างอวบอิ่มที่กระเถิบไปนั่งพับเพียบห่างออกไป ก่อนจะตวัดมองเข้มอย่างรู้ทันว่าเจ้าเข้มก็ต้องการให้เป็นแบบนี้ เพราะสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งทำหน้าแสร้งดุนางจันทร์นั้นมันปิดไม่มิด
เขาถอนใจน้อยๆ ส่ายหน้าแบบระอาใจ จนเจ้าเข้มยิ้มแหยก้มหน้าสำนึกผิด แต่เขากลับรู้ตัวดีกว่าสิ่งที่แสดงออกไปทั้งนั้นก็เพื่อเก็บซ่อนสิ่งที่ตื่นอยู่ในกายเนื้อในขณะนี้เสียมากกว่า
เขาเสียกิริยาไปแล้วเมื่อครู่ แม้ไม่มีใครรู้ แต่เขารู้แน่แก่ใจ ในช่วงที่นางจันทร์ก้มหยิบที่คั่นหนังสือนั้น ตัวเขาถอยห่างได้มากกว่านั้นแน่ แต่ร่างกายที่มันพร้อมใจทรยศความคิด หรือว่าความคิดมีชัยชนะเหนือร่างกายกันนั้น เขาไม่รู้ได้ รู้แต่ว่าบางสิ่งที่ไม่ควรตื่นในช่วงเวลานี้ ราวจะตื่นมากขึ้นเมื่อได้กลิ่นกายเนื้อ
ในเมื่อเขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนแต่เป็นชายฉกรรจ์มีเลือดเนื้อและมีความต้องการเสพสม เมื่อได้กลิ่นกายสาวที่แน่ใจว่าบริสุทธิ์ผุดผาดไปทั้งเนื้อตัว อะไรอะไรที่ควรเก็บก็กดไว้ไม่ได้
“บ่าวกราบเจ้าค่ะ” น้ำเสียงใสเป็นกังวานดังมาจากร่างสาวที่ก้มหน้างุดอยู่แทบพื้น เสียงนั้นแม้จะสุภาพแต่กลับไม่ได้บ่งบอกเลยว่านางจันทร์คนนี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะสตรีที่มีน้ำเสียงเปี่ยมอกมั่นใจแบบนี้ บ่งบอกว่าเจ้าตัวออกจะกล้าเกินหญิงเสียด้วยซ้ำ เพราะดูจากที่บุกรุกมาที่เรือนเขาอยู่บ่อยครั้งก็ตรงกับน้ำเสียงมุ่งมั่นนั้นเสียจริง “ข้ายังไม่ได้รับเอ็งเป็นบ่าว ไม่ต้องมาแทนตัวเองว่าบ่าว” “บ่าว... เอ่อ... อิฉันกราบเจ้าค่ะ” นางจันทร์ก้มกราบอีกครั้ง แต่ไม่ได้เงยหน้ามอง “ข้าบอกเจ้าเข้มไปแล้วว่าไม่รับบ่าว เอ็งฟังไม่รู้ความรึ ถึงได้เทียวไปเทียวมาไม่หยุด สร้างความรำคาญใจให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน”น้ำเสียงออกดุส่งไปด้วยหวังว่านางจันทร์จะไม่มาอีก ทว่าปลายน้ำเสียงกลับเป็นอิดหนาระอาใจ ไม่เด็ดขาดตามที่ควรจะเป็น นพรู้ตัวแบบนั้น แต่คนฟังอาจจะไม่ทันรู้ เพราะร่างอรชรที่สั่นสะอื้นแทบพื้นกลับทำให้ใจเขาอ่อนยวบไปอีกครั้นจะเอ่ยปากพูดก่อนก็กลัวว่าจะอดใจรับนางจันทร์เข้ามาไม่ได้ ทว่าเด็กสาวที่เงยหน้ามองเขา ดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก็ทำให้ใจเขาอ่อนยวบจริงๆ แต่คงไม่เท่า
เย็นย่ำ ณ เรือนชานเมืองซึ่งเป็นที่พำนักชั่วคราวของ ‘พระเกษตรานพคุณ’ หรือที่คนทั่วไปเรียกท่านว่า ‘คุณพระเกษตรนพ’ หรือ ‘คุณพระนพ’ ตามบรรดาศักดิ์ ‘พระเกษตรา’ และ ‘นพ’ ชื่อเดิมของท่านประสมกันเนื่องจากท่านมิได้เป็นข้าราชการบรรดาศักดิ์นี้แต่เพียงผู้เดียว หากแต่ยังมีอีกหลายท่านที่ดำรงตำแหน่งพระเกษตรา ทั้งในเขตพระนครและตามหัวเมืองต่างๆด้วยการเก็บภาษีที่นา รวมทั้งการควบคุมดูแลให้ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว การจัดหาสัตว์ทำนา การหาแหล่งน้ำ รวมไปถึงการตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำนา เพื่อลดความขัดแย้งและเพื่อให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดีมากขึ้น ก็ล้วนแต่เป็นหน้าที่การกำกับดูและของพระเกษตราทุกท่านดังนั้นหากไม่มีชื่อต่อท้าย ผู้คนอาจจะงุนงงได้ว่า ‘พระเกษตรา’ ที่กำลังกล่าวถึงนั้นเป็นผู้ใดกันแต่สำหรับ ‘เข้ม’ บ่าวติดสอยห้อยตามคุณพระนพมาจากพระนครกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะสำหรับมันแล้ว เมื่อเอ่ยถึง ‘พระเกษตรา’ ที่ออกเยี่ยมเยือนชาวบ้าน ตรวจตราดูความเป็นอยู่อัตคัดขัดสนของชาวบ้านอย่างแท้จริง ก็คงมีแต่ ‘คุณพระนพ’ นายของมันเท่านั้นด้วยเป็นอันสามัญของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่ล้วนแล้วแต่ต้องการความสะดวกสบายในทุกด
‘คุณแก้วตา หลานสาวของกำนันดูจะชอบคุณพระอยู่มากนะขอรับ คุณเหมยฮัว ลูกสาวเถ้าแก่ย้งก็ดูจะมีใจ และไหนจะยังคุณกำไล ลูกสาวคุณหลวงเทพนั่นก็...’‘พูดมากจริงเจ้าเข้ม ที่ข้าบอกไปทั้งหมด ไม่ได้สำเหนียกเข้าหัวเอ็งเลยใช่ไหม อย่างนั้นก็เก็บผ้าผ่อนกลับไปพระนครไป’‘โธ่... คุณพระขอรับ เข้มหวังดี นานแล้วนะขอรับ’‘อย่าสู่รู้เรื่องของข้า’แว่วเสียงเข้มๆ ดุๆ ยังคงกังวานสันหลังให้เสียววาบๆ เพราะเกรงว่าจะถูกดุเหมือนเช่นทุกครั้งที่เอ่ยเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่เข็ดไม่หลาบจำสักที ได้แต่ท่องไว้ว่าก็ถ้าครั้งนี้ทำสำเร็จ มันก็จะจำไว้ว่ามันเป็นบ่าวที่ดี ที่ทำให้เจ้านายสำราญกายสำราญใจได้ แถมยังได้เป็นคนดี ได้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากอีกด้วยดวงตาคมเข้มดูดุดันยังมองเอกสารในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ พลางจดบางอย่างในสมุดด้านข้าง สีหน้าเคร่งเครียดดังเช่นทุกวัน แต่มันก็ยังกล้าเอาเรื่องมากวนใจท่าน ด้วยหวังว่าเรื่องกวนใจในวันนี้จะส่งผลดีกับใครหลายๆ คน อย่างน้อยก็ใครบางคนที่กำลังรอคำตอบแบบใจจอจ่ออยู่ที่หัวกระไดท่าน้ำ“จะพูดอะไรก็พูดมาเจ้าเข้ม มัวแต่พิรี้พิไร”“เอ่อ... คุณพระขอรับ”เข้มสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเสียงดุเช่นนั้นยิ่งทำให้ม
นพมองหน้าปูเลี่ยนของบ่าวคนสนิทที่พยายามพูดเนิบนาบแบบจับกิริยาเขาไปด้วยว่าเขาจะตะเพิดมันตอนไหน แต่ก็เพราะข้อหาที่มันรู้ใจเขาไปเสียทั้งหมด เขาจึงโกรธมันไม่ค่อยลง“ข้าจะผ่อนคลายหรือไม่ผ่อนคลาย ข้ารู้ตัวของข้าดี เอ็งน่ะ แค่ทำตัวให้รู้หน้าที่ก็พอแล้ว ไม่ใช่นายสั่งอย่าง เอ็งก็รั้นจะทำอย่าง”“เข้ม...”“ข้ายังพูดไม่จบ ห้ามสอด”“ขอรับ”“อย่ามาทำเป็นสู่รู้ใจข้า เข้าใจไหมเจ้าเข้ม”เจ้าเข้มที่ก้มหน้าแบบสำนึกผิด เหลือบตาขึ้นมอง คล้ายจะถามว่ามันพูดได้หรือยัง นั่นก็ยิ่งทำให้ความโมโหเหมือนจะกลับมา แต่ก็ต้องข่มกลั้นไว้ให้มันพูดออกมาเสียให้หมด จะได้ไปให้พ้นๆ สักที“เอาละ จะว่าอย่างไรก็ว่ามาขอรับคุณเข้ม กระผมจะได้ทำการทำงานเสียที พูดจบแล้วคุณเข้มก็รีบไปให้พ้นๆ หน้ากระผมนะขอรับ”“โธ่! คุณพระขอรับ ล้อเข้มอีกแล้ว”“พูดมา” “เข้มกราบขออภัยขอรับคุณพระ เข้มก็เพียงแต่คิดว่าถ้าอีจันทร์มันอยู่ที่นี่ด้วยอีกสักคน คุณพระก็จะได้ผ่อนคลาย และอีจันทร์มันเองก็จะได้ช่วยเหลือพ่อแม่มันได้ด้วยขอรับ”นพหลับตาข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่เริ่มจะผุดขึ้นทีละน้อยทีละน้อย เพราะนั่นคือสิ่งที่เจ้าเข้มเร้าหรือเขาตลอดในช่วง 1 เ
“บ่าวกราบเจ้าค่ะ” น้ำเสียงใสเป็นกังวานดังมาจากร่างสาวที่ก้มหน้างุดอยู่แทบพื้น เสียงนั้นแม้จะสุภาพแต่กลับไม่ได้บ่งบอกเลยว่านางจันทร์คนนี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะสตรีที่มีน้ำเสียงเปี่ยมอกมั่นใจแบบนี้ บ่งบอกว่าเจ้าตัวออกจะกล้าเกินหญิงเสียด้วยซ้ำ เพราะดูจากที่บุกรุกมาที่เรือนเขาอยู่บ่อยครั้งก็ตรงกับน้ำเสียงมุ่งมั่นนั้นเสียจริง “ข้ายังไม่ได้รับเอ็งเป็นบ่าว ไม่ต้องมาแทนตัวเองว่าบ่าว” “บ่าว... เอ่อ... อิฉันกราบเจ้าค่ะ” นางจันทร์ก้มกราบอีกครั้ง แต่ไม่ได้เงยหน้ามอง “ข้าบอกเจ้าเข้มไปแล้วว่าไม่รับบ่าว เอ็งฟังไม่รู้ความรึ ถึงได้เทียวไปเทียวมาไม่หยุด สร้างความรำคาญใจให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน”น้ำเสียงออกดุส่งไปด้วยหวังว่านางจันทร์จะไม่มาอีก ทว่าปลายน้ำเสียงกลับเป็นอิดหนาระอาใจ ไม่เด็ดขาดตามที่ควรจะเป็น นพรู้ตัวแบบนั้น แต่คนฟังอาจจะไม่ทันรู้ เพราะร่างอรชรที่สั่นสะอื้นแทบพื้นกลับทำให้ใจเขาอ่อนยวบไปอีกครั้นจะเอ่ยปากพูดก่อนก็กลัวว่าจะอดใจรับนางจันทร์เข้ามาไม่ได้ ทว่าเด็กสาวที่เงยหน้ามองเขา ดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก็ทำให้ใจเขาอ่อนยวบจริงๆ แต่คงไม่เท่า
“นายจั่นมีลูกกี่คน”“หกคนขอรับ ออกเรือนไปเสียสี่ ก็เหลืออีจันทร์กับไอ้จุกที่ยังอยู่กับพ่อแม่มันขอรับ”นั่นเท่ากับว่าในเรือนมีกันอยู่เพียง 4 ชีวิต แล้ววิถีคนชนบทเยี่ยงนี้ ลงน้ำก็ได้ปูปลา ลงนาก็ได้ข้าว อาหารในแต่ละวันล้วนหาได้ในนาในหนองเงินที่มีก็เก็บไว้แลกอาหารแห้งอื่นๆ ที่นำมาจากต่างเมือง จำพวกเกลือหรือเครื่องเทศ หรือไม่ก็ซื้อหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งดูจากเสื้อผ้าที่นายจั่นกับนางจวงสวมใส่ก็เรียกได้ว่าธรรมดามาก ผ้าผ่อนเนื้อหยาบเหล่านั้นน่าจะทอเอง นั่นเท่ากับว่าเงิน 20 บาทนั้น ย่อมใช้ได้ทั้งปีหรืออาจมากถึง 2 ปีด้วยซ้ำอย่างนั้นแล้วเด็กนั่นจะเอาเงินไปทำอะไรมากมาย จะว่าเป็นหนี้ในครัวเรือน เขาก็มองไม่เห็นทางใดที่นายจั่นจะมีหนี้สินได้มากมายเพียงนั้น“แล้วเด็กนั่นจะเอาเงินไปใช้อะไรมากมาย หรือว่านายจั่นติดการพนัน”“อีจันทร์มันบอกว่า...”ยังไม่ทันที่เข้มจะพูดจบเสียงอึกทึกจากหน้าเรือนก็ทำให้ต้องหันมองทันที เสียงผู้หญิงวัยสาวที่ร้องตะโกนบอกให้ ‘ปล่อยๆ’ ไม่ขาดปากก็ทำเอาเจ้าเข้มตาโตนพมองบ่าวคนสนิทที่ยิ้มแห้งก่อนจะยกมือไหว้เขาแล้วรีบเดินเร็วรี่ไปยังทิศทางของเสียง แค่นั้นก็รู้ได้ว่าเด็กสาวที่ช
นพมองหน้าปูเลี่ยนของบ่าวคนสนิทที่พยายามพูดเนิบนาบแบบจับกิริยาเขาไปด้วยว่าเขาจะตะเพิดมันตอนไหน แต่ก็เพราะข้อหาที่มันรู้ใจเขาไปเสียทั้งหมด เขาจึงโกรธมันไม่ค่อยลง“ข้าจะผ่อนคลายหรือไม่ผ่อนคลาย ข้ารู้ตัวของข้าดี เอ็งน่ะ แค่ทำตัวให้รู้หน้าที่ก็พอแล้ว ไม่ใช่นายสั่งอย่าง เอ็งก็รั้นจะทำอย่าง”“เข้ม...”“ข้ายังพูดไม่จบ ห้ามสอด”“ขอรับ”“อย่ามาทำเป็นสู่รู้ใจข้า เข้าใจไหมเจ้าเข้ม”เจ้าเข้มที่ก้มหน้าแบบสำนึกผิด เหลือบตาขึ้นมอง คล้ายจะถามว่ามันพูดได้หรือยัง นั่นก็ยิ่งทำให้ความโมโหเหมือนจะกลับมา แต่ก็ต้องข่มกลั้นไว้ให้มันพูดออกมาเสียให้หมด จะได้ไปให้พ้นๆ สักที“เอาละ จะว่าอย่างไรก็ว่ามาขอรับคุณเข้ม กระผมจะได้ทำการทำงานเสียที พูดจบแล้วคุณเข้มก็รีบไปให้พ้นๆ หน้ากระผมนะขอรับ”“โธ่! คุณพระขอรับ ล้อเข้มอีกแล้ว”“พูดมา” “เข้มกราบขออภัยขอรับคุณพระ เข้มก็เพียงแต่คิดว่าถ้าอีจันทร์มันอยู่ที่นี่ด้วยอีกสักคน คุณพระก็จะได้ผ่อนคลาย และอีจันทร์มันเองก็จะได้ช่วยเหลือพ่อแม่มันได้ด้วยขอรับ”นพหลับตาข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่เริ่มจะผุดขึ้นทีละน้อยทีละน้อย เพราะนั่นคือสิ่งที่เจ้าเข้มเร้าหรือเขาตลอดในช่วง 1 เ
‘คุณแก้วตา หลานสาวของกำนันดูจะชอบคุณพระอยู่มากนะขอรับ คุณเหมยฮัว ลูกสาวเถ้าแก่ย้งก็ดูจะมีใจ และไหนจะยังคุณกำไล ลูกสาวคุณหลวงเทพนั่นก็...’‘พูดมากจริงเจ้าเข้ม ที่ข้าบอกไปทั้งหมด ไม่ได้สำเหนียกเข้าหัวเอ็งเลยใช่ไหม อย่างนั้นก็เก็บผ้าผ่อนกลับไปพระนครไป’‘โธ่... คุณพระขอรับ เข้มหวังดี นานแล้วนะขอรับ’‘อย่าสู่รู้เรื่องของข้า’แว่วเสียงเข้มๆ ดุๆ ยังคงกังวานสันหลังให้เสียววาบๆ เพราะเกรงว่าจะถูกดุเหมือนเช่นทุกครั้งที่เอ่ยเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่เข็ดไม่หลาบจำสักที ได้แต่ท่องไว้ว่าก็ถ้าครั้งนี้ทำสำเร็จ มันก็จะจำไว้ว่ามันเป็นบ่าวที่ดี ที่ทำให้เจ้านายสำราญกายสำราญใจได้ แถมยังได้เป็นคนดี ได้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากอีกด้วยดวงตาคมเข้มดูดุดันยังมองเอกสารในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ พลางจดบางอย่างในสมุดด้านข้าง สีหน้าเคร่งเครียดดังเช่นทุกวัน แต่มันก็ยังกล้าเอาเรื่องมากวนใจท่าน ด้วยหวังว่าเรื่องกวนใจในวันนี้จะส่งผลดีกับใครหลายๆ คน อย่างน้อยก็ใครบางคนที่กำลังรอคำตอบแบบใจจอจ่ออยู่ที่หัวกระไดท่าน้ำ“จะพูดอะไรก็พูดมาเจ้าเข้ม มัวแต่พิรี้พิไร”“เอ่อ... คุณพระขอรับ”เข้มสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเสียงดุเช่นนั้นยิ่งทำให้ม
เย็นย่ำ ณ เรือนชานเมืองซึ่งเป็นที่พำนักชั่วคราวของ ‘พระเกษตรานพคุณ’ หรือที่คนทั่วไปเรียกท่านว่า ‘คุณพระเกษตรนพ’ หรือ ‘คุณพระนพ’ ตามบรรดาศักดิ์ ‘พระเกษตรา’ และ ‘นพ’ ชื่อเดิมของท่านประสมกันเนื่องจากท่านมิได้เป็นข้าราชการบรรดาศักดิ์นี้แต่เพียงผู้เดียว หากแต่ยังมีอีกหลายท่านที่ดำรงตำแหน่งพระเกษตรา ทั้งในเขตพระนครและตามหัวเมืองต่างๆด้วยการเก็บภาษีที่นา รวมทั้งการควบคุมดูแลให้ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว การจัดหาสัตว์ทำนา การหาแหล่งน้ำ รวมไปถึงการตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำนา เพื่อลดความขัดแย้งและเพื่อให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดีมากขึ้น ก็ล้วนแต่เป็นหน้าที่การกำกับดูและของพระเกษตราทุกท่านดังนั้นหากไม่มีชื่อต่อท้าย ผู้คนอาจจะงุนงงได้ว่า ‘พระเกษตรา’ ที่กำลังกล่าวถึงนั้นเป็นผู้ใดกันแต่สำหรับ ‘เข้ม’ บ่าวติดสอยห้อยตามคุณพระนพมาจากพระนครกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะสำหรับมันแล้ว เมื่อเอ่ยถึง ‘พระเกษตรา’ ที่ออกเยี่ยมเยือนชาวบ้าน ตรวจตราดูความเป็นอยู่อัตคัดขัดสนของชาวบ้านอย่างแท้จริง ก็คงมีแต่ ‘คุณพระนพ’ นายของมันเท่านั้นด้วยเป็นอันสามัญของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่ล้วนแล้วแต่ต้องการความสะดวกสบายในทุกด