แม้แต่เงินเบี้ยเลี้ยงของนางที่จะต้องได้รับทุกๆเดือนแม่เลี้ยงนั้นก็เก็บงำเอาไว้เสียเอง และจะมอบให้ก็ต่อเมื่อท่านคหบดีบังเอิญอยู่ที่จวนเท่านั้น และข้าวของเครื่องใช้และอาภรณ์ที่ต้องซื้อหาของคุณหนูใหญ่นั้นก็แทบจะไม่มีของใหม่ นางเป็นบุตรสาวคนโตแต่ต้องรับช่วงอาภรณ์ที่น้องสาวใส่จนเบื่อแล้วมาใส่ หากไม่รับก็ไม่มีจะใส่ ของเดิมที่มีอยู่นั้นก็เก่าปอนเต็มทีและขนาดตัวก็คับแน่นไปหมดแล้ว
แต่ความอัตคัตนี้ไม่สามารถบดบังความงดงามเมื่อเริ่มย่างเข้าวัยสาวได้ ความงามของนางนั้นก็เข้าตาแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลที่เป็นเพื่อนบ้าน จวนติดกันเข้าอย่างเต็มที่ เขาจึงได้เทียวไล้เทียวขื่ออยู่นานจนนางยอมตกลงรับรักเขา แม่ทัพหนุ่มหมายใจว่าอีกไม่นานเขาจะสู่ขอนางมาเป็นฮูหยินของเขา
และเมื่อหวังฟางหลิวน้องสาวต่างมารดาที่นิสัยเหมือนมารดาตนเองไม่ผิดเพี้ยนเพราะการอบรมบุตรีให้มีนิสัยริษยาผู้อื่นและไร้เมตตาต่อพี่น้องเห็นแก่ตัวจนไม่คิดถึงใจคนอื่น นางบอกมารดาว่านางหลงรักแม่ทัพหยางอี้เทียนเข้าแล้ว เพราะเขานั้นหล่อเหลาเหลือเกินแถมยังมีอนาคตไกลอีกด้วย หากนางได้แต่งงานเป็นฮูหยินของเขาฐานะพวกเราก็จะยิ่งมั่นคงยิ่งไปกว่านี้ นับจากนั้นมารดาของนางก็หมั่นไปมาหาสู่ฮูหยินหยางที่เป็นมารดาของแม่ทัพหยาง ตีสนิทจนได้รับการไว้ใจให้เป็นสหาย นางไปมาหาสู่และนำของกำนัลของฝากไปให้อย่างสม่ำเสมอนับเป็นการวางแผนกรุยทางให้บุตรสาวของตนเองในระยะยาว โดยใส่ไฟลูกเลี้ยงของตนเองไม่ได้ขาด เพราะอยากจะเป่าหูฮูหยินหยางให้เกลียดชังและไม่ชอบหมิ่นเอ๋อลูกเลี้ยงของนางที่เป็นคนรักของแม่ทัพหยาง
และเมื่อน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันก็กร่อน ในที่สุดฮูหยินหยางที่ถูกคนที่นับว่าเป็นสหายเป่าหูอยู่บ่อยๆก็หลงเชื่อว่าหมิ่นเอ๋อบุตรสาวคนโตของท่านคหบดีหวังนั้น มีนิสัยที่เกียจคร้านไม่เอาการเอางาน และใช้เงินฟุ่มเฟือย แถมยังขี้อิจฉารักษาน้องสาวของตนเอง ชอบประจบประแจงเอาใจบิดาจนเขาลำเอียงเข้าข้างนาง จนทำให้น้องสาวนั้นน้อยใจอยู่บ่อยๆ ซึ่งฮูหยินหวังเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งๆที่รู้ว่าลูกเลี้ยงนั้นนิสัยไม่ค่อยดีนัก แต่นางก็อดสงสารเมตตาไม่ได้เพราะเห็นว่าไม่มีแม่ และฮูหยินหยางนั้นก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ หลงคิดไปว่าสหายที่พูดจาอ่อนหวานและหมั่นนำของมาฝากอยู่เสมอนั้น มีจิตใจเมตตากรุณาและสิ่งที่พูดนั้นคือเรื่องจริง
นางจึงทำท่าไม่อยากต้อนรับหมิ่นเอ๋อที่มาเยี่ยมพร้อมกับบุตรชายหลายๆครั้งแล้ว และมักจะพูดจากระทบกระเทียบให้หมิ่นเอ๋อไม่สบายใจกลับไปแทบทุกครั้ง จนนางเริ่มท้อใจและครุ่นคิดถึงอนาคตของตนเองกับแม่ทัพหยางแล้วเริ่มกังวลว่าสิ่งที่เขาบอกว่าจะมาสู่ขอนางไปเป็นฮูหยินนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน เพราะมารดาของเขานั้นแสดงออกนอกหน้าอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการรับนางเป็นคนรักของบุตรชาย เพียงแค่คนรักฮูหยินหยางก็ยังไม่พอใจถึงเพียงนี้ แล้วอนาคตจะแต่งงานเข้าตระกูลหยางนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน หมิ่นเอ๋อครุ่นคิดอย่าท้อแท้ใจ
แต่แม่ทัพหยางไม่ได้สนใจคำห้ามปรามของมารดา เขารู้ว่าหมิ่นเอ๋อเป็นคนเช่นไร และไม่ใช่คนอย่างท่ี่มารดาเข้าใจ และเขารู้ว่ามารดานั้นหลงเชื่อฮูหยินหวังเข้าเสียแล้ว และเขาเองก็มองออกว่าสองแม่ลูกนั่นไม่ได้หวังดีกับหมิ่นเอ๋อเลย เขารู้สึกเป็นห่วงนางไม่น้อย แต่ก็จนใจเพราะตอนนี้เขายังไม่สามารถสู่ขอนางมาเป็นฮูหยินได้ เพราะมารดาก็ประวิงเวลาอยู่นั่นแล้ว แถมยังคอยพูดส่งเสริมให้เขาเปลี่ยนใจไปเลือกแต่งงานกับฟางหลิวแทน หากเขาเปลี่ยนใจมารดาก็ยินดีจะไปหมั้นหมายให้เขาทันที แม่ทัพหยางลำบากใจเหลือเกิน ฝ่ายหนึ่งก็มารดา อีกฝ่ายก็คนรักที่เขารักนางไปแล้วจนหมดใจ เขาจะทำอย่างไรดี ที่จะไม่ให้ต้องเสียใจกันทุกฝ่าย
วันหนึ่งสองแม่ลูกที่ปรึกษากันว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ แม่ทัพหนุ่มจะต้องหาทางแต่งงานกับหมิ่นเอ๋อให้ได้อย่างแน่นอน ยิ่งฟางหลิวมาฟ้องมารดาว่าเห็นทั้งคู่จูบกันอยู่หน้าจวนอย่างไม่เกรงว่าจะมีผู้ใดมาเห็นเข้า ทำให้ฮูหยินหวังนั้นกังวลว่าหากแม่ทัพหยางตัดสินใจรวบหัวรวบหางหมิ่นเอ๋อเข้า ฮูหยินหยางคงจะต้องจำใจยอมให้เขาแต่งงานกับนางอย่างแน่นอน และอีกไม่นานท่านคหบดีหวังจะกลับมาแล้ว หากเขารู้เรื่องที่ทั้งสองมีอะไรเกินเลยก็คงจะยอมให้บุตรสาวแต่งงานออกไปอย่างแน่นอน และฮูหยินหวังอดีตนางโลมที่จิตใจดำยิ่งกว่าอีกานั้น ก็คิดแผนการณ์ที่จะจัดการขั้นเด็ดขาดกับลูกเลี้ยงของตนเอง
นางจึงให้ฮูหยินหยางหาจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของแม่ทัพหนุ่มมาให้ ฮูหยินหยางหลงเชื่อจึงได้หาจดหมายนั้นมาให้ วันนั้นฮูหยินหวังจ้างบัณฑิตยากจนคนหนึ่งปลอมลายมือของแม่ทัพหยางจนเหมือนมากแทบจะแยกไม่ออก แล้วจ้างสาวใช้ในจวนคนหนึ่งให้นำมาส่งให้กับหมิ่นเอ๋อ
เมื่อเปิดจดหมายอ่านแล้ว หลังอาหารเย็นวันนั้นหมิ่นเอ๋อก็ไปยืนรอเพื่อพบแม่ทัพหยางที่จุดนัดพบที่เขาและนางเคยได้นัดพบกันมาก่อน โดยแม่ทัพหนุ่มเข้ามาที่จวนหวังทางประตูเล็กข้างๆกำแพงที่บ่าวมักจะเปิดเข้าออกกัน และมักพลอดรักกันอยู่ครู่ใหญ่แล้วเขาจึงจะแอบออกไป หลายครั้งแล้ว แต่คราวนี้แม่ทัพหนุ่มนั้นไม่อยู่ที่จวนเขามีราชการด่วนไปต่างเมืองและฮูหยินหวังรู้มาจากมารดาของเขา จึงได้เลือกที่จะลงมือในวันนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
หมิ่นเอ๋อมายืนอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นคนรักของตนเองมาเหมือนเช่นดังเคย นางหันมองไปมาขณะนั้น เองอยู่ๆก็มีลำไม้ไผ่เล็กๆยื่นออกมาจากพุ่มไม้และมีควันสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากปลายของลำไม้ไผ่กระบอกเล็กนั่น แล้วครู่หนึ่งหมิ่น เอ๋อที่อยู่ๆก็รู้สึกว่ามีกลิ่นแปลกๆ ลอยมาตามลม นางหันไปตามกลิ่นนั้นแล้วครู่หนึ่งก็ล้มลงไปหมดสติทันที
ครู่หนึ่งฮูหยินหวังและฟางหลิวและสาวใช้ร่างใหญ่ที่เป็นต้นห้องของฮูหยินหวังก็ก้าวออกมาจากพุ่มไม้ทั้งหมดคาดผ้าปิดจมูกของตนเองเอาไว้ แล้วก้มลงช่วยกันลากร่างบางของหมิ่นเอ๋อไปตามพื้นดินอย่างไม่ปราณีจนถึงหน้าห้องเก็บฟืนที่เป็นเรือนแถวสร้างจากหินหนาหนักไม่ให้อากาศเข้าได้ เพื่อใช้เก็บไม้ฟืนแห้งๆ เอาไว้ใช้สำหรับฤดูหนาว สาวใช้ร่างใหญ่และนายทั้งสองช่วยกันเปิิดประตูที่ทำจากไม้หนาหนักออก แล้วทั้งหมดก็ช่วยกันพยุ่งร่างอวบอิ่มของหมิ่นเอ๋อเข้าไปด้านใน แล้วทิ้งร่างที่หมดสติของนางเอาไว้กับพื้นหินที่เย็นชื้นนั้น โดยไม่ได้จุดตะเกียงที่มีแขวนเอาไว้ที่ผนังเลยแม้แต่ดวงเดียว
เมื่อประตูที่ทำจากไม้แผ่นใหญ่หนาหนักนั้นปิดสนิทลง ห้องเก็บฟืนที่ทำจากหินก้อนใหญ่ทั้งหลังนั้น ก็พลันมืดสนิทแทบไม่มีแสงใดๆลอดเข้าไป นอกจากช่องลมเล็กๆ ที่ทำเอาไว้เล็กน้อยให้พอมีแสงสว่างจากด้านนอกลอดเข้าไปได้แค่เพียงลำเดียว จิตใจคนที่ทำเช่นนี้ได้ช่างโหดร้ายไร้ความเมตตาเสียจริงๆ และหญิงทั้งสามก็กลับไปยังเรือนของตนเอง หลังจากที่ได้ตรวจสอบดูรอบๆนั้นแล้วว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ และไม่คิดว่าจะมีใครคิดขึ้นได้ว่าคุณหนูใหญ่ของจวนจะอุตริไปนอนอยู่ในห้องเก็บฟืน
ร่างบางของหมิ่นเอ๋อรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อกลางดึก นางตกใจอย่างยิ่งที่บัดนี้ตัวเองมานอนอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ และเมื่อเอามือบางควานไปรอบๆก็พบเพียงฝุ่นหนาทึบที่อยู่บนพื้นหิน แถมยังมีเสียงหนูร้องจี๊ดๆอยู่ไม่ไกลนัก หมิ่นเอ๋อกลัวมากเพราะมองไม่เห็นว่ารอบข้างมีสิ่งใดบ้าง นางร้องขอความช่วยเหลือเสียงดังก้องไปห้องนั้น เมื่อไม่มีแสงใดๆเลยนางเองก็ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใดกัน นางได้แต่นั่งกอดเข่าคุดคู้ด้วยความหวาดกลัวเหลือแสนอยู่บนพื้นนั้น และร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง เมื่อร้องของความช่วยเหลือก็ไม่มีเสียงใดๆตอบรับและนางเองก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆด้านนอกเลย ได้ยินแต่เสียงหนูร้องภายในนี้เท่านั้น จนเมื่อเช้าอีกวันหนึ่ง เมื่อแสงแดดส่องลงมาบนพื้นดินในสวนที่กว้างใหญ่ของจวนหวัง นางดีใจนักที่เห็นแสงแดดส่องลงมาเป็นลำ ทำให้นางพอมองเห็นบริเวณรอบๆแล้ว แต่นี่มันคือห้องเก็บฟืนสำหรับเอาไว้ใช้ในฤดูหนาว นางเคยมาวิ่งเล่นแถวนี้เมื่อครั้งยังเด็กเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เรือนแถวที่ทำจากหินที่ท่านพ่อจ้างช่างมาสร้างเอาไว้อย่างแข็งแรงเพราะต้องเอาไว้เก็บสเบียงและฟืนที่จะต้องใช้ในยามฤดูหนาว และบัดนี้มันมีฟืนเรียงเอาไว้ด้านหนึ่งของผ
จนเมื่อร่างกายที่อ่อนระโหยของหมิ่นเอ๋อที่บัดนี้แทบจะไร้เรี่ยวแรง นางค้นพบว่าเสี่ยวหลงเปาถูกหนูกินไปจนหมดแล้ว เหลือไว้เพียงกระบอกน้ำดื่มที่หล่นอยู่บนพื้น นางจึงได้พยายามลุกไปหยิบมาดื่ม นางเงยหน้าขึ้นมองไปที่ผนังที่มองเห็นลางๆเพราะบัดนี้คงจะเริ่มเช้าวันใหม่ของอีกวันหนึ่งแล้ว นางพยายามจะจุดตะเกียงแต่ไม่สามารถจุดได้ เพราะไม่มีที่จุุดไฟ มีแต่ตะเกียงแขวนเอาไว้บนผนังเท่านั้นนางค้นหาจนทั่วเท่าที่แสงสว่างมันจะส่องไปถึง เพราะมันมีแสงสว่างลอดเข้ามาแค่ลำเดียวเท่านั้น หมิ่นเอ๋อเขี่ยห่อผ้าขาดวิ่นนั้นไปที่มุมห้องเพราะกลัวว่าหนูจะกลับมาอีก นางยกกระบอกน้ำที่ยังคงเหลือน้ำอีกครึ่งกระบอกยกขึ้นจิบช้าๆ อย่างน้อยน้ำที่เหลืออยู่นี้ก็ยังพอประทังความหิวไปได้อีกหลายวัน หลังจากนั้นหากนางยังไม่สามารถขึ้นไปจากที่นี่ได้ ก็แล้วแต่โชคชะตาก็แล้วกัน หมิ่นเอ๋อครุ่นคิด บัดนี้ดวงตาของนางแห้งผากใบหน้านั้นมีแต่คราบฝุ่นผงจับเต็มไปหมด นางไม่ยกมือขึ้นเช็ดอีก เพราะทั้งมือและตัวก็เปรอะเปื้อนไปจนหมด หมิ่นเอ๋อนั่งที่บันไดนั้นอย่างอ่อนแรงและเอนกายพิงบันไดเอาไว้ ตอนนี้นางแทบจะไม่มีเสียงจะร้องอีกแล้ว ลำคอนั้นแห้งผากแสบไปหมด และที่
ฝ่ายแม่ทัพหยางอี้เทียนที่เพิ่งควบม้ากลับมาจากต่างเมืองเพิ่งได้นั่งจิบชาอยู่เพียงครู่ ก็มีบ่าวเข้ามาเรียนว่าคหบดีหวังเชิญเขาไปพบที่จวนอย่างรีบด่วน เพราะว่าคุณหนูใหญ่หายตัวไปหลายวันแล้ว " แม่ทัพหนุ่มแทบจะผุดลุกขึ้นทันที ในอกใจเขาหล่นวูบไปทันทีที่ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่หวังหายตัวไป เขารีบเดินออกจากเรือนของเขาอย่างรีบร้อนเร่งรุดไปที่จวนข้างๆทันที เมื่อก้าวเข้าไปในจวนคหบดีหวัง ก็พบบ่าวไพร่วุ่นวายพากันตามหาคุณหนูใหญ่ เขาเร่งฝีเท้าเดินมุ่งไปที่เรือนหลัก เมื่อก้าวเข้าไปก็พบท่านคหบดีนุ่มอยู่ที่โต๊ะกลมกลางห้อง ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ แม่ทัพหยาง มาพอดี หมิ่นเอ๋อหายไป สาวใช้ที่เอาอาหารไปให้นางทุกวันบอกว่านางหายตัวไปหลายวันแล้ว ทิ้งเพียงจดหมายเอาไว้ที่โต๊ะในห้องโถงหน้าเรือน บอกว่ารักบุรุษคนหนึ่งที่พบกันที่โรงงิ้วหน้าตลาด รักเขามากจึงได้หนีตามเขาไป เห็นสาวใช้บอกว่าเสื้อผ้าข้าวของนางหายไปหลายชิ้น แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ” ฮูหยินหวังที่นั่งอยู่เก้าอี้ริมผนังก็เอ่ยขึ้นว่า“ ข้าก็เห็นนางดูมีเรื่องกลุ้มใจมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทนได้ถามไถ่นาง อยู่ๆสาวใช้ที่ส่งอาหารให้นางเป็นประจำก็วิ่งมาบอกว่านางหายไปจาก
แม่ทัพหนุ่มย่อตัวลงนั่งข้างๆร่างเล็กนั่น ผิวหนังของนางแทบจะมองไม่เห็นเค้าเดิมแล้ว กลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปหมด ร่างนั้นถูกหนูแทะไปหลายส่วนแล้ว แต่เขาจำปิ่นปักผมของนาง จำอาภรณ์ของนางได้ แม้มันจะขมุกขมอมไปมากแล้ว และเมื่อยกข้อมือบางที่มีแต่กระดูกที่มีเศษเนื้อติดอยู่รุ่งริ่งนั้นขึ้นมาดูก็พบกำไลทองที่มีพลอยหลากสีประดับอยู่ ใช่แน่แล้ว หมิ่นเอ๋อคนรักของเขา แม่ทัพหนุ่มร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น เขาร้องไห้อย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น เขาทรุดนั่งแปะลงกับพื้นเพราะไม่มีแรงจะทรงตัวอยู่ได้ และร้องไห้ออกมาด้วยเสียงคำรามก้องในลำคอหนาทั้ง ทุกคนที่ทะยอยกันลงมาอยู่บนพื้นข้างๆเขาแล้วนั้นต่างตกตะลึงกับทั้งภาพที่เห็นและตกตะลึงในที่แม่ทัพหนุ่มปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เสียงร้องไห้ของเขามันบอกถึงความเจ็บปวดภายในใจอย่างมากมาย เสียงร้องไห้ของเขานั้นดังเช่นเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดของสัตว์ท่ี่ติดบ่วงแร้วของนายพรานแล้วดิ้นรนเพื่อจะให้ตนเองนั้นหลุดพ้น พ่อบ้านหวังน้ำตาไหลรินอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ เขาเองก็แทบจะทรงตัวเอาไว้ไม่ได้ แทบจะเป็นลมล้มทั้งยืน เพราะเขาเองก็รักและเอ็นดูคุณหนูใหญ่ไม่น้อย น่าอนาถใจยิ่งนัก ที่คนด
เมื่อช่วยกันยกร่างของหมิ่นเอ๋อขึ้นมาแล้ว โลงศพที่ให้บ่าวชายไปรับมาจากร้านขายโลงก็มาถึงพอดี จึงได้ช่วยกันนำร่างของหมิ่นเอ๋อไปไว้ในโลงแล้วปิดเอาไว้ บ่าวชายและสาวใช้หลายๆคนช่วยกันจัดสถานที่ในห้องโถงใหญ่หน้าเรือนหลักเพื่อจัดงานพิธีศพของคุณหนูใหญ่ตามคำสั่งของนายท่านที่บัดนี้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าเรือนจ้องมองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมายท่าทางของเขาดูย่ำแย่เอามากๆ และดูแก่ชราลงไปหลายปี แม่ทัพหนุ่มไปทรุดกายนั่งลงที่ข้างๆท่านคหบดีเจ้าของจวน “ ท่านลุงจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ ข้าคิดว่าหมิ่นเอ๋อไม่ได้เข้าไปในห้องเก็บฟืนนั่นเองอย่างแน่นอน "เขายื่นกระบอกน้ำที่ทำจากไม้ไผ่และเทียบเชิญแต่งงานสีแดงที่เขาพบหล่นอยู่ไม่ไกลจากร่างของหมิ่นเอ๋อ ให้กับท่านคหบดีหวัง ” คหบดีหวังนิ่งไปครู่ใหญ่ แล้วเขาก็เอ่ยเบาๆว่า “ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ท่านไม่ต้องห่วง แม้เอาผิดไม่ได้ ข้าก็จะทำอย่างเต็มที่และไม่ให้อภัยคนที่มันทำเรื่องเช่นนี้อย่างเด็ดขาด ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวล ” ท่านคหบดีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่หนักแน่น เขารู้อยู่แก่ใจว่าคนที่มันกล้าทำเรื่องเช่นนี้นั้นเป็นใครกัน ยิ่งเห็นหลักฐานนี้แล้ว เขายิ่งมั่นใจ และเขาจะไม่ปล่อย
“ แล้วทำไมเจ้าถึงปล่อยให้บุตรสาวของข้าอยู่ในนั้นจนตาย ” ท่านคหบดีหวังเอ่ยถามขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนไม่ต่างจากแม่ทัพหยาง “ ตอนแรกฮูหยินแค่ต้องการข่มขู่ให้คุณหนูใหญ่เลิกคิดจะรักท่านแม่ทัพ และที่โยนเทียบเชิญไปพร้อมกับห่อข้าวนั้นก็เพื่อให้นางเข้าใจผิดท่านแม่ทัพจนสิ้นหวังที่จะคิดครองคู่ และระหว่างที่คุณหนูใหญ่หายไปก็จะคิดจัดงานหมั้นหรืองานแต่่งงานของคุณหนูเล็กกับท่านแม่ทัพให้เสร็จสิ้นไปก่อนเพราะตกลงกับฮูหยินหยางเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ แต่พอดีท่านแม่ทัพไปราชการเกินกำหนดเวลาจึงทำให้ผิดแผนไปหมด จึงต้องเลื่อนงานหมั้นออกไปก่อน และเมื่อยุ่งๆอยู่กับการเตรียมงานหมั้น คุณหนูเล็กก็วุ่นวายกับชุดแต่งงานและข้าวของที่จะต้องเตรียมจัดงาน ฮูหยินใหญ่ก็วุ่นวายกับการจัดเตรียมสินเดิมของคุณหนูเล็กเจ้าค่ะ เพราะคิดว่าอย่างไรเสียคงจะมัดมือชกท่านแม่ทัพหยางได้สำเร็จเพราะฮูหยินหยางตกลงแล้วว่าจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ให้มีการหมั้นหรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นคืองานแต่งงานให้ได้ และให้แล้วเสร็จงานก่อนถึงจะปล่อยตัวคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ แต่ทุกคนวุ่นๆกันอยู่ก็เลยลืมนางไปสนิท จนท่านคหบดีกลับมาเจ้าค่ะ ” หย่งหลันสาวใช้ค
ฮูหยินหวังถูกโทษประหารชีวิต หย่งหลันสาวใช้คนสนิทถูกโทษจำคุก ฟางหลิวบุตรสาวของนางกลายเป็นคนบ้า ตั้งแต่ถูกคุมขังเอาไว้ในคุกหลายๆเดือนเข้า และทางการปล่อยตัวให้กลับมาอยู่ที่จวน บิดาของนางจำเป็นต้องรับไว้เพราะอย่างไรนางก็เป็นเชื้อไขของเขา และให้นางพักที่เรือนของนาง โดยการติดลูกกรงเอาไว้ และให้สาวใช้และบ่าวชายคอยดูแลนางเพราะนางเสียสติไปแล้ว ไม่รับรู้อะไร มีแค่พร่ำเพ้อเรื่องเก่าๆไปวันๆ หลายปีผ่านมามารดาของแม่ทัพหยางเสียชีวิตไป แม่ทัพหยางไม่ยอมแต่งงานกับสตรีใดๆทั้งนั้น เขาครองตัวเป็นโสดอย่างที่ใครๆก็แทบไม่เชื่อว่าบุรุษรูปหล่อสง่าผ่าเผยเช่นเขา หน้าที่การงานก็สูงส่งมีอนาคตไกลจะไม่ยอมแต่งงานรับฮูหยินเข้าจวน เขาไม่มีแม้แต่อนุในจวนเลยสักคนเขาคร่ำเคร่งทำแต่งานราชการและออกศึกในบางครั้งเพียงเท่านั้น ในจวนแม่ทัพแม่มีลานฝึกที่กว้างขวางทางด้านหลัง มีการฝึกทหารอยู่บ่อยๆเพราะเสริมสร้างความแข็งแรงและฝึกทหารใหม่ๆ และแม่ทัพหนุ่มนั้นมักจะคร่ำเคร่งฝึกฝนวิทยายุทธ์หลังจากตะวันตกดินเป็นประจำเพียงผู้เดียวในลานฝึกกว้างนั้น เพราะเขารู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากทุกครั้งเมื่อเวลาพลบค่ำ เพราะอดีตเคยนัดพบกับคนรักที่เสียชีวิต
“ ท่านลุงเจ้าคะ ข้าขอตัวก่อน ข้าออกมาเดินเล่นนานแล้ว ป่านนี้ท่านแม่คงจะเป็นห่วงข้ามาก ” นางหันไปบอกกับชายชราที่ยืนนิ่งงันอยู่ด้านหลังพวกเขาทั้งสอง แล้วจึงได้ก้าวผ่านชายหนุ่มใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางไปทันทีดุจไม่สนใจไยดีเขา ว่าเขาจะยืนจ้องนางอยู่แทบจะไม่วางตา แม่ทัพหนุ่มหันหลังกลับไปและยืนมองนางจนลับสายตา นางเดินเข้าไปในจวนของเขา และเมื่อครู่เขาได้ยินนางบอกว่านางคือบุตรสาวของรองแม่ทัพเหลียง รองแม่ทัพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขานั่นเอง ทำไมเขาไม่เคยสังเกตุเห็นนางมาก่อน หรืออาจเป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยจะสนใจผู้ใด ไม่ออกไปที่ชายแดน ก็ไปราชการต่างเมือง หรือไม่ก็ไปพักที่จวนอีกหลังของเขาที่เมืองหลวง เพราะเขาเจ็บปวด เจ็บปวดเกินกว่าที่จะกลับมาที่จวนหลังนี้ เพราะมันทำให้เขาคิดถึงอดีต คิดถึงใครบางคนที่เขาแสนจะคิดถึงนาง แต่่วันนี้เขารู้สึกมีความหวังขึ้น หัวใจแกร่งเต้นแรงจนรู้สึกได้ เหมือนพบกับหญิงสาวที่ถูกใจ เหมือนดังเช่นหนุ่มน้อยที่พบรักกับหญิงงามเป็นครั้งแรก ใบหน้าหล่อเหลาสดใสขึ้นทันที แม่ทัพหนุ่มยกยิ้ม หมิ่นเอ๋อ เจ้าหวนกลับมาหาพี่แล้ว มันเป็นปาฎิหารย์ เจ้ากลับมาแล้วพี่เชื่อเช่นนั้นแ
หลายเดือนต่อมาสถานการณ์ในจวนแม่ทัพก็ปกติดีไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ซูลี่วางใจแล้วเพราะคิดว่าฟางหลิวคงจะคิดได้จริงๆแล้ว คงจะไม่ก่อเรื่องขึ้นอีก เพราะนางเองนอกจากห่วงตนเองและบุตรที่เพิ่งจะคลอดแล้ว ก็เป็นห่วงบิดาเมื่ออดีตชาติที่ต้องอยู่ในจวนเดียวกับฟางหลิวด้วย เพราะท่านชราลงมากแล้ว นางอยากจะเห็นน้องสาวคิดได้จริงๆ วันหนึ่งซูลี่ให้สาวใช้ออกไปซื้อหาผลไม้เชื่อมมาหลายๆอย่างและขนมหวานแห้งที่ใส่ขวดโหลเอาไว้กินได้นานมาด้วยอีกสองสามอย่าง แล้วนางแบ่งให้สาวใช้นำไปให้ฟางหลิวที่จวนข้างๆ บอกว่านางฝากมาให้ ผ่านไปครู่ใหญ่สาวใช้กลับมาบอกว่าคุณหนูหวังฝากขอบคุณและตอนนี้นางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ที่ศาลาริมบึง“ ข้าว่าคุณหนูหวังน่าจะหายดีแล้วนะเจ้าค่ะ บัดนี้นางแต่งกายดูดีขึ้นมาก สวมอาภรณ์สะอาดสะอ้านมีสาวใช้ดูแลสองคน กำลังนั่งปักผ้าอยู่ในศาลาริมบึงบัว นางบอกว่าขอบคุณมากที่พี่สาวยังคิดถึงนาง นางกำลังอยากจะกินผลไม้เชื่อมอยู่พอดี และจะแบ่งขนมหวานไว้ให้ท่านพ่อกินกับน้ำชาด้วยเจ้าค่ะ ” สาวใช้ที่กลับมารายงานดังนี้ ทำให้ซูลี่สบายใจขึ้น นางยกพัดขึ้นพัดวีตนเองแล้วยิ้มออกมาอย่างสุขใจตอนนี้นางเอนกายพักผ่อนและให้สาวใช้บีบนวดอยู่
ซูลี่จ้องมองใบหน้าของฟางหลิวนิ่งนาน และนางก็ค่อยๆเดินไปตรงหน้าของฟางหลิวอย่างไม่เกรงกลัวว่านางจะทำร้ายหรือคลุ้มคลั่งขึึ้นมา มือบางของซูลี่วางลงบนศีรษะของฟางหลิวเบาๆ แล้วลูบศีระษะของฟางหลิว แล้วเอ่ยว่า “ ฟางหลิว พี่ไม่ได้เกลียดเจ้า ไม่ได้ริษยาเจ้า พี่รักเจ้าเช่นดังน้องสาวของพี่จริงๆ ไม่ได้คิดจะแย่งยื้อสิ่งใดจากเจ้าทั้งนั้น เจ้าลองทบทวนดู เจ้าเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยการเอาใจและการเลี้ยงดูที่ดีกว่าพี่มากนัก เจ้าเติบใหญ่่มามีพร้อมทั้งบิดาและมารดาที่คอยเลี้ยงดูเจ้า เงินทองข้าวของเจ้าก็มีมากมายกว่าพี่ เจ้าได้ใส่อาภรณ์ใหม่ๆดีๆ แต่พี่ต้องใช้ของเหลือจากเจ้า เจ้าได้เครื่องประดับของมีราคามากกว่าพี่จนนับไม่ถ้วน แต่พี่ไม่เคยมีสิ่งเหล่านั้น เจ้าลองทบทวนดูสิ ครั้งอดีตเมื่อท่านพ่อกลับมากจากนอกเมืองก็มักจะมีของมาฝากเสมอและของฝากของเจ้าก็มากกว่าพี่เสมอ เจ้าลองทบทวนความทรงจำดูสิ แล้วเจ้าจะพบว่าเจ้ามีสิ่งต่างๆล้นเหลือในขณะที่พี่แทบจะไม่มี แล้วเจ้าจะบอกว่าพี่แย่งทุกอย่างไปจากเจ้าได้อย่างไรกัน ” ซูลี่เอ่ยกับฟางหลิวเบาๆ จ้องมองนางอย่างให้อภัยและมีความรักใคร่เอ็นดูปนอยู่ในนั้น ฟางหลิวนิ่งฟังคำของซูลี่ แล้ว
ทั้งบนม้าหนุ่มตัวสูงใหญ่ของเขาที่ซูลี่ติดใจจังหวะการกระแทกของสามีเวลาม้าออกวิ่ง มันทั้งเสียวซ่านทั้งเร้าใจนางยิ่งนัก นางมักจะชวนเขาออกไปขี่ม้าเล่นกันเสมอ ทั้งสองคนแค่สบตาก็รู้แล้วว่านางและเขาต้องการกันและกันมากแค่ไหนคืนนี้วิวาห์นี้ซูลี่จึงสมใจยิ่งนัก นางร่อนสะโพกอวบรับเขาได้ทุกท่วงท่ายิ่งกว่าหญิงนางโลมที่ต้องบำเรอชาย ซูลี่คิดว่านางทำให้เขาถึงขนาดนี้แล้ว หากเขาแอบไปมีหญิงอื่นนางจะจัดการสามีผู้นี้ให้หนักทีเดียว คืนนั้นเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นระยะ เตียงวิวาห์หลังใหญ่ที่ไหวโยกอย่างรุนแรงหากเป็นเตียงไม้หยาบๆ ของชาวบ้านธรรมดาคงจะหักกลางไปเสียแล้ว เสียงร้องครวญครางผสานกันอย่างสุขสมของทั้งสองบ่าวสาว ดังขึ้นเป็นระยะจนกระทั่งเช้าวันใหม่เสียงทั้งหลายจึงได้เงียบสงบไป ขณะที่จวนแม่ทัพนั้นเต็มไปด้วยความสุขความสมหวัง และบรรยากาศที่ชื่นมื่นของคนในจวนที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปี จวนหวังที่อยู่ข้างๆก็พลอยมีบรรยากาศที่ดีขึ้น ทุกคนดูเป็นสุขนายท่านหวังก็เริ่มเป็นสุขมาก เขามักไปเยี่ยมซูลี่ที่จวนแม่ทัพบ่อยๆและรอคอยหลานที่อีกไม่นานคงจะมาเกิดแล้วหญิงผู้หนึ่งที่ซ่อนตัวในคราบของคนบ้ามาหลายปีแล้ว ใช่
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็ถึงวันแต่งงานของแม่ทัพหยางอี้เทียนกับคุณหนูเหลียงซูลี่แล้ว งานแต่งงานครั้งนี้ก็ยิ่งใหญ่เช่นกันเพราะเป็นการแต่งงานของแม่ทัพใหญ่ แขกเหรื่อได้รับเชิญเป็นจำนวนมาก ทุกคนวิ่งวุ่นวายจัดเตรียมงานและในวันงานกันวุ่นวาย บ่าวไพร่และสาวใช้หลายๆคนของจวนคหบดีหวังก็มาช่วยงานนี้ด้วยตัวของคหบดีหวังและพ่อบ้านหวังก็มาร่วมงานและช่วยเหลืองานหลายๆอย่างดังเช่นเป็นเจ้าภาพอีกคน และทุกคนก็ยินดีที่จะให้ท่านคหบดีหวังมาเป็นบิดาบุญธรรมของซูลี่อีกคน ทำให้เขามีความสุขมากที่นางเอ่ยปากเรียกเขาว่าท่านพ่อ วันงานแต่งแขกเหรื่อก็มากมายเกือบจะเป็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่มากอีกงานของเมืองนี้ งานแต่งนี้ก็มีราชวงศ์มาร่วมงานหลายคน ขุนนางและพ่อค้าคหบดีก็มากมาย งานเลี้ยงมีทั้งอาหารและสุราเลี้ยงไม่อั้น ทหารต่างก็มาร่วมงานกันมากมายและช่วยงานกันคึกคักเต็มหน้าลานกว้างของจวนแม่ทัพ เมื่อเสร็จพิธีไหว้ทั้งสี่แขกเหรื่อต่างก็ร่ำสุราและสนทนากันอย่างออกรส และฟังการบรรเลงพิณไปด้วย ที่เป็นสตรีก็จับกลุ่มคุยกัน อาหารนั้นแทบจะยกเหลามาไว้ที่นี่ เพราะมีการสั่งปิดภัตตาคารถึงสองที่เพื่อยกมาจัดเลี้ยงฉลองแต่งงานนี้โดยเฉพาะ ผลไม้แล
นิ้วแกร่งสอดเข้าไปในร่องอวบของนางช้าๆ เขางอข้อนิ้วแหย่ที่รูสวาทของนางไปมา เขี่ยเมล็ดดอกไม้ของนางจนสะโพกอวบโยกไปมาอย่างเสียวซ่าน น้ำรักของนางเริ่มไหลรินออกมาอีก เขาจึงได้ก้มลงไล้เลียร่องอวบของนางไปมา ขณะที่นิ้วแกร่งก็ขยับเข้าออกถี่ ๆ แหย่เข้าออกที่รูสวาทของนาง ปากหนาก็ดูดเมล็ดดอกไม้ของนางอย่างรุนแรงจนมันบวมเป่ง “ อ๊าา ซี๊ดดดดด ท่านพี่เจ้า ท่านพี่ อ๊าาา ข้า…ไม่ไหวแล้ว ซูลี่เสียวเหลือเกิน เสียวววว อ๊าาา ” ยิ่งเขาดูดเมล็ดดอกไม้ของนาง ยิ่งทำให้นางเสียวจนทนแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว อี้ชิงสั่นเกร็งอย่างรุนแรง น้ำหวานทะลักทะลายออกมาอย่างมากมาย จนเปื้อนขาอวบไปหมด คุณชายเฟยหลงก้มลงมองร่องอวบที่บัดนี้มันตอดตุบๆ และฉ่ำไปด้วยน้ำรักของนาง เขาทนไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหว เขาต้องเลีย ต้องเลียร่องอวบของนางในตอนนี้ และเขาก็ก้มลงซุกใบหน้าหล่อเหลาลงที่ร่องอวบของนางทันที น้ำหวานของนางไหลรินไม่ขาดสาย เมื่อลิ้นสากที่ร้อนรุ่มของเขาสัมผัสกับเมล็ดดอกไม้ที่บวมเป่งจนร้อนผ่าวของนาง เสียงครวญครางของนางก็ดังกระเส่านางครวญครางแทบจะขาดใจ ร่อนสะโพกอวบโยกเข้าหาใบหน้าหล่อคมและก็แตกคาปากร้อนรุ่มของเขาไปทันทีสองครั้งติดๆกัน แม่ทั
“ ข้าทิ้งท่านเอาไว้ที่นี่ถึงสองวัน กินอาหารและน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วค่อยอาบน้ำอีกสักหน่อย ข้าให้สาวใช้หยิบอาภรณ์มาให้ท่านผลัดเปลี่ยนแล้ว ” แม่ทัพหนุ่มที่ยังกอดนางเอาไว้ในอกรีบเอ่ยว่า “ ถ้าพี่ยอมกินอาหารและอาบน้ำแล้ว เจ้าจะให้อะไรเป็นรางวัลกับพี่เล่า ”แม่ทัพหนุ่มยังไม่วายมีข้อแม้เพราะเขาดีใจมากที่นางเปลี่ยนใจกลับมาช่วยเขา และคิดว่านางเองก็ยังมีเขาในหัวใจของนางอยู่ไม่น้อย จึงได้รีบอ้อนคนในอ้อมกอดใหญ่ “ ก็ได้ หากท่านยอมกินอาหารและอาบน้ำเสร็จแล้ว ท่านต้องการส่ิงใดข้าจะทำให้ท่าน ” ซูลี่ตัดสินรับปากกับเขาโดยไม่มีข้อแม้ แม่ทัพหนุ่มยกยิ้มอย่างพอใจ “ ถ้าเช่นนั้น เจ้ามีอะไรให้พี่กินบ้างล่ะ เราออกไปนั่งกินข้างนอกดีกว่า ในนี้อากาศมันไม่ถ่ายเท ” เขาจูงมือของนางกลับออกไปที่ด้านนอก แล้วไปทรุดนั่นที่โต๊ะกลมที่เขาทำความสะอาดทิ้งเอาไว้วันก่อนในห้องโถงหน้าเรือนนั่น ซูลี่แกะห่อผ้าออก แล้วค้นหาห่อข้าวที่นางให้สาวใช้ห่อให้นางแกะแล้ววางไว้ตรงหน้าคนร่างหนา แล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำเอาไว้จนเต็มยื่นให้เขา “ ดื่มน้ำก่อนนะเจ้าคะ แล้วค่อยกินข้าว ข้าจะนั่งเป็นเพื่อนท่าน กินให้เยอะๆนะเจ้าคะ ” แม่ทัพหนุ่่ม
ซูลี่เร่งฝีเท้าให้เดินผ่านเรือนหลักของแม่ทัพหนุ่มให้เร็วที่สุด เพื่อมุ่งหน้าไปยังจวนข้างๆ เพื่อพบคนผู้หนึ่ง เมื่อไปถึงหน้าประตูนางบอกกับบ่าวชายที่ยืนอยู่นั่นว่านางมาขอพบพ่อบ้านหวัง บ่าวชายให้นางเดินตามเขาไป ซูลี่ไปหยุดรีรออยู่ที่สวนหน้าเรือนหลักจนกระทั่งพ่อบ้านชราเดินออกมาจากเรือนแล้วเดินมุ่งตรงมาหานาง ใบหน้าชรานั้นมีรอยยิ้มอย่างยินดี“คุณหนูเหลียง ท่านมาพบข้าน้อยด้วยเรื่องอันใดขอรับ ” พ่อบ้านหวังเอ่ยถามนางอย่างกังขา แม้เขาจะยินดีที่พบหน้านางในจวนนี้ แต่ก็อดใจหายไม่ได้ว่านางนั้นไม่ใช่คุณหนูใหญ่ แต่เป็นคุณหนูเหลียงบุตรสาวของรองแม่ทัพเหลียงที่อยู่จวนข้างๆ “ ข้ามีบางอย่างจะสอบถามท่าน มีที่นั่งคุยกับเงียบๆหรือไม่ ” พ่อบ้านหวังผายมือออกไปด้านหน้า“ เชิญคุณหนูเหลียงที่ในศาลาที่ริมบึงบัวดีกว่าขอรับ ที่นั่นอากาศดี” ขณะนั้นสาวใช้ก็เดินออกมาจากเรือนหลักพอดี “ มุ่ยเอ๋อ เอาน้ำชากับขนมหวานมาเลี้ยงคุณหนูเหลียงสักหน่อยนะ ข้าจะไปนั่งที่ศาลาริมบึง ” เขาหันไปบอกสาวใช้ผู้นั้น เมื่อนางรับคำสั่งแล้วก็เดินกลับเข้าไปในเรือน ทั้งสองคนจึงได้เดินตรงไปที่ศาลาริมบึงบัวตามที่พ่อบ้านหวังเชื้อเชิญจนเมื่อทรุดนั่งล
แต่ต่อหน้าท่านคหบดีหวังนางก็ทำตัวเป็นแม่เลี้ยงที่ดี ทำให้ท่านคหบดีวางใจนาง และเมื่อบุตรสาวคนเล็กที่เป็นบุตรของนางเกิดหลงรักท่านแม่ทัพหยางเข้าด้วยเรื่องมันจึงได้ยุ่งขึ้นมา สองแม่ลูกใส่ไฟให้มารดาท่านแม่ทัพหยางเกลียดคุณหนูใหญ่จนไม่อยากจะได้มาเป็นสะใภ้ทำให้การสู่ขอยืดเยื้อออกไปอีกจนท่านแม่ทัพที่มีราชการต่างเมืองจึงได้เดินทางไป หลังจากนั้นคุณหนูใหญ่ก็หายตัวไป หลายวันจนกระทั่งบิดาของนางกลับมาจากการค้าขายนอกเมืองจึงได้ให้คนตามหานางไปจนทั่ว แถมยังมีจดหมายทิ้งเอาไว้ว่านางหนีตามบุรุษไป แต่โชคดีท่านคหบดีหวังไม่เชื่อสั่งให้คนค้นหานางให้ทั่ว และภายในจวนก็ให้ค้นหาทุกซอกทุกมุมจนพบร่างของนางในห้องเก็บฟืนสำรองที่เอาไว้ใช้สำหรับฤดูหนาวที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปใช้งานมันเพราะยังไม่ถึงฤดูหนาว และยังไม่ได้สั่งฟืนมาเก็บเอาไว้ ท่านแม่ทัพกลับมาถึงจวนในวันที่มีการพบร่างของนางนั้นและเขาเองก็ไปที่จวนท่านคหบดีในตอนนั้นพอดีจึงได้ทันเห็นคนรักของตนเองที่เหลือเพียงร่างกายที่เสียชีวิตไปหลายวันแล้วของคนรัก ได้ยินว่าเขาร้องไห้น้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ทั้งๆที่เขาเป็นชายชาติทหาร เห็นความตายมาก็มาก แต่บัดนี้คนที่ตายนั้นกลับกลาย
หลังจากนั้นซูลี่ก็ออกไปอาบน้ำที่บ่อน้ำด้านหลังเรือนนั้นจนเสร็จเรียบร้อย น้ำในบ่อน้ำไสสะอาดและไม่มีกลิ่นใดๆ ทั้งๆที่บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้น่าจะนานพอสมควรทีเดียว เมื่อเสร็จแล้วนางก็แต่งตัวจนแล้วเสร็จ ถึงได้เดินไปบอกแม่ทัพหนุ่มให้ออกมาอาบน้ำบ้าง “ พี่ไปอาบน้ำก่อนนะ ซูลี่ก็เก็บข้าวของรอเอาไว้นะ พี่กลับมาแล้วจะได้ออกเดินทางกันเลย ” ซูลี่แกล้งทำเป็นคืนดีกับแม่ทัพหนุ่ม นางทำเหมือนเข้าใจเขาและยอมทำตามที่เขาบอกอย่างเชื่อฟัง เมื่อแต่งกายกันแล้วเสร็จแม่ทัพหนุ่มก็ออกไปเตรียมม้าของเขา แล้วผูกอานจนเรีียบร้อยแล้วจึงได้เดินมาเพื่อบอกซูลี่ว่าพร้อมจะออกเดินทางแล้ว “ ท่านพี่เมื่อครู่ข้าพบสิ่งหนึ่งมันประหลาดมาก อยากจะให้ท่านดูว่าสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร เราไปดูกันก่อนแล้วค่อยกลับนะเจ้าคะ ” แม่ทัพหนุ่มทำสีหน้ากังขาแต่เขาก็ยอมเดินตามนางไปแต่โดยดี เมื่อถึงหน้าห้องเล็กๆที่ในห้องครัวที่เอาไว้สำหรับเก็บผักดอง หรือเหล้าดองที่ภายในทำจากหินชนิดหนึ่งที่มันเย็นจัด “ ท่านพี่เข้าไปดูให้ข้าหน่อยเจ้าค่ะ ว่ามันคืออะไร ” แม่ทัพหนุ่มทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ยอมเดินเข้าไปในห้องนั้นแต่โดยดี แม้จะรู้ว่าสิ่งที่น