ฉันกับเฮียยูตะอยู่ช่วยงานจนเย็นถึงพากันกลับออกมา โคตรเหนื่อยเลยเมื่อยล้าไปหมดทั้งตัว พอรถเคลื่อนตัวออกมาได้สักพักก็กะว่าจะพักสายตาซะหน่อยแต่ทางที่เฮียขับมามันไม่คุ้นซะเลย แล้วเขาก็เลี้ยวรถเข้ามาจอด ณ ที่แห่งหนึ่ง ฉันมองไปรอบๆ คิดว่าน่าจะเป็นสวนสาธารณะแต่ทำไมมันเงียบสงบแปลกๆ ไม่มีคนมาเที่ยวแถวนี้เลยเหรอ“ไม่กลับคอนโดเหรอ” ฉันเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เขามาทำไรที่นี่ ฉันอยากกลับคอนโดอยากนอนสักตื่นก่อนไปทำงาน“เดี๋ยวค่อยกลับ” เฮียพูดจบหลังคารถสปอร์ตคันหรูก็ถูกเปิดออกก่อนที่เฮียยูตะจะปรับเบาะตัวเองลงนอนแล้วเอามือประสานกันลองไว้ที่ศีรษะอย่างสบายใจ“มานอนเนี่ยนะ”“งั้นไม่นอนก็ได้” พูดจบเฮียยูตะก็ปรับเบาะขึ้นนั่งก่อนจะเอื้อมมาปลดสายเบลล์ฉันออก กดจมูกลงมาที่แก้มพร้อมทั้งสูดดมความหอมเข้าปอดแล้วผละออกฟอดดดด///“เฮีย ทำบ้าไรเนี่ย” ฉันเบิกตากว้างเอามือขึ้นแนบแก้มตัวเองก่อนจะโพล่งออกไปด้วยความตกใจเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ติด“ความจริงอยากทำมากกว่าหอมอีก จูบได้ปะ”“มะ...อื้อออ”คำปฏิเสธของฉันถูกคนเอาแต่ใจนั่นกลืนไปจนหมดสิ้นเมื่อเขารั้งท้ายทอยฉันเข้าไปปิดปากด้วยจูบอย่างรีบร้อนไม่รอให้จบป
Thayukorn Talkผมอดยิ้มให้กับท่าทางเขินอายของคนตัวเล็กบนตักไม่ได้เลย ถ้าเธอยกมือลูบต้นคอตัวเองเมื่อไร...นั่นแหละ คือยัยตัวเล็กนี่กำลังเขินแบบสุดๆ แต่ผู้หญิงอะไร Keep look เก่งเป็นบ้า เหอะ… รอยยิ้มที่เห็นบนใบหน้าหวานนั่นหาดูได้ยากมากและผมอยากให้เธอยิ้ม หัวเราะให้ผมแบบนี้ทุกวัน ทุกเวลาจัง ไม่ใช่พอเผลอก็มีแต่ในตาที่แสนเศร้าแบบนั้น ผมโคตรไม่ชอบเลยเวลาแอบมองเธอทีไรจะต้องเห็นแววตานั้นทุกที“แล้วเราอะ มีอะไรที่ฝังใจในตอนเด็กปะ” ผมตัดสินใจแย็บถามออกไป เผื่อเธอจะอยากเล่าอะไรให้ผมฟังบ้างแต่เธอกลับนิ่งไป ใจที่เต้นแรงในตอนแรกก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะตัวเราแนบชิดกันอยู่ ผมเลยได้ยินมันอย่างชัดเจน ก่อนร่างบางจะตอบกลับผมเสียงแข็ง“ไม่มี!”“แล้ว..”“เฮียไม่ต้องอยากรู้ได้ไหม!!!” เธอดันตัวขึ้นนั่งตวาดใส่ผมเสียงดังลั่น กัดฟันกำมือแน่นจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง แน่นอนผมไม่ได้กลัวเธอสักนิดแต่ยิ่งทำให้อยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าในตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับยัยตัวเล็กของผมกันแน่ ทำไมเธอถึงอยากจะลืมมันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่อาการของเธอมันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่ซิสเตอร์ท่านนั่นบอก แต่สถานการณ์ตอน
เย็นวันต่อมา…..@ผับผมมานั่งกินเหล้าอยู่ที่ผับไอ้ดินตั้งแต่บ่ายด้วยอารมณ์ที่โคตรจะหงุดหงิดเพราะพอตื่นขึ้นมาผมก็ไม่เห็นร่างคนตัวเล็กที่ผมนอนกอดทั้งคืนซะแล้ว ไม่รู้เธอหายไปไหน โทรไปก็ปิดเครื่อง อุตส่าห์ใจดีข่มอารมณ์นอนกอดอย่างเดียวทั้งคืน โคตรจะเป็นการทรมานตัวเองสุดๆ ถ้ารู้ว่าตื่นมาจะหายไปอย่างงี้นะ จับปล้ำตั้งแต่เมื่อคืนไปแหละ จะได้ไม่มีแรงลุกหนีไปไหน“โห่..ไอ้ห่านี่มาก่อนเพื่อนเลยเหรอวะ” เฮียหมอเอ่ยทักขึ้นอย่างตกใจเมื่อเปิดประตูเข้ามาเห็นผมนั่งกระดกเหล้าอยู่และตามด้วยเฮียแม็กซ์ที่ทักด้วยอาการตกใจไม่แพ้กัน“เชี่ยยยย นี่มึงแดกคนเดียวเหรอเนี่ย”“เห็นหมานั่งแดกกะกูปะล่ะ” ผมประชดกลับไปอย่างหัวเสียก่อนจะยกเหล้าดกจนหมดแก้วและกระแทกแก้วเปล่าลงบนโต๊ะอย่างแรงปึกกก///“เอ้า..ไอ้เหี้ยวา เคลียร์เลยน้องมึงแดกรังแตนมาอีกแล้ว” เฮียแม็กรีบหันไปหาพี่ชายตัวดีของผมที่เดินตามหลังมันเข้ามาทันที ก่อนที่เฮียวาจะมองมาที่ผมแล้วส่ายหน้าน้อยๆ อย่างเอือมระอาและพากันเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟาที่ว่างอยู่“เป็นเหี้ยไรอีกอะ” เฮียวาเลิกคิ้วถามผมพลางหยิบแก้วเปล่าไปใส่น้ำแข็งแต่ผมยังไม่ทันได้ตอบคำถามมัน ไอ้ธามก็เปิดประตูเ
“ซายะไม่ได้ท้องกับยูตะ ฉันก็เพิ่งรู้ว่าลูกสาวตัวเองท้องโดยมีแม่เป็นคนจัดการเรื่องหมั้นเพื่อหาคนมารับผิดชอบลูกในท้องของซายะไง” แต่คำพูดของคุณอาทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง หาคนรับผิดชอบเนี่ยนะ คิดได้ไง...ปัญญาอ่อนฉิบ“เหอะ! คิดได้ไงว่าผมจะยอม”“ก็ชื่อเสียงของยูตะน่ะ กระฉ่อนไปทั่ว ฉันก็เลยคิดว่าไม่น่าจะยากแค่ยูตะมีอะไรกับซายะทุกอย่างก็จบ” สิ้นเสียงคุณหญิงที่เป็นแม่ของยัยซายะ อุณหภูมิในตัวผมก็พุ่งสูงปรี๊ดเลย ขึ้นเลยกู...ดูถูกกันเกินไปแล้ว ถึงผมจะเอาผู้หญิงไปทั่วแต่ผมป้องกันตัวเองตลอด ไม่ใช่ว่าสักแต่จะเอา ผมเลยจัดการตอกหน้ายัยคุณหญิงนั่นไปยาวเหยียด“ถึงผมจะนอนกับผู้หญิงมาหลายคน แต่ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนท้องกับผมแน่ๆ เพราะผมไม่เคยพลาด ถึงผมจะมีอะไรกับซายะ ผมก็ไม่ปล่อยลูกเข้าท้องเธอหรอกเพราะผมไม่ได้คิดจะเอาเธอทำเมีย”พูดจบผมก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันที ปล่อยให้พ่อกับแม่เคลียร์ต่อ ขืนอยู่นานกว่านี้ได้ถอนหงอกคนแก่แน่ๆปัจจุบัน....แต่ในความดีใจของผมก็ยังกังวลอีกเรื่องอยู่ดี ผมเลยบอกให้พี่ชายผมมันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ สุดท้ายก็ไม่พ้นสายตาของไอ้พวกนี้อยู่ดี แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครปริปากพูดเรื่องนี
“พี่นนท์ จอดๆ ส่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ฉันรีบเอ่ยบอกพี่นนท์ด้วยอาการลุกลี้ลุกลนนั่งไม่ติดเบาะเพราะสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นตายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งมืออีกข้างยกกระป๋องเบียร์ยี่ห้อดังขึ้นกรอกปากท่าทางกระฟัดกระเฟียดสุดๆ อยู่ด้านหน้าผับ“เห่ย ไม่เป็นไร มิณจะได้ไม่ต้องเดินไกล” พี่นนท์พูดขึ้นขณะที่หักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าผับเฮียดินโดยไม่สนใจที่ฉันพูดเลยสักนิด ฉันละสายตาจากเฮียยูตะหันมาสั่งพี่นนท์เสียงแข็ง“เป็นค่ะ! จอดเดี๋ยวนี้เลย”“โอเคๆ จอดตรงนี้ละกัน”สิ้นเสียงพี่นนท์รถก็หยุดทันที ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วหยิบกระเป๋าตัวเองเพื่อจะรีบลงจากรถให้เร็วที่สุดแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อมีกระป๋องเบียร์ลอยมาตกลงบนกระจกหน้ารถที่ฉันนั่งอยู่อย่างจังจนเบียร์ที่ยังมีเหลืออยู่สาดกระจายเต็มกระจกรถปึกกก...ซ่าาาาฉันเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อประตูรถฝั่งพี่นนท์ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างพี่นนท์ถูกกระชากลงจากรถตัวปลิวด้วยฝีมือของเฮียยูตะและตามด้วยหมัดหนักปะทะเข้าหน้าพี่นนท์อย่างจังจนร่างคนถูกกระทำเซถลาล้มลงกับพื้นแกร่กกก...พรึบบบผลัวะ//ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ติด มือเล็กรีบเปิดประตูลงจาก
ฉันเอามือขึ้นกุมท้องทันทีเพราะจุกจากแรงกระแทกลงบนเตียงเมื่อกี้ รู้ตัวอีกทีร่างหนาก็ขึ้นมาคร่อมร่างฉันไว้โดยมีแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายของเขาอยู่ ก่อนจะยัดเยียดจูบให้ฉันอย่างร้อนแรงจนฉันแทบจะละลายไปกับเปลวไฟที่ถูกจุดขึ้นจากอารมณ์ของเขา ลิ้นร้อนทำหน้าที่ของมันอย่างช่ำชอง มือเล็กสองข้างที่ผลักดันแผงอกแกร่งถูกจับขึ้นไว้เหนือหัวและรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวของเขา ฉันห้ามเขาไม่ได้แล้วซินะแคว่กกกกเสื้อผ้าฉันถูกกระชากออกจากตัวจนขาดบาดผิวบางเจ็บแสบไปหมด ร่างกายฉันเหลือเพียงบราเซียและแพตตี้ตัวจิ๋วปกปิดไว้เท่านั้นส่วนเฮียไม่เหลืออะไรปกปิดเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ็อกเซอร์ถูกถอดออกไปตอนไหน“มองหน้าเฮีย!” เสียงลอดไรฟันที่พยายามข่มอารมณ์บางอย่างซึ่งฉันไม่รู้แล้วว่าตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ดังออกมาจากปากคนตัวสูงพลางจับหน้าเรียวให้หันกลับมาสบตาเขาเมื่อฉันเบือนหน้าหนีสิ่งที่มันชูชันทิ่มขาอ่อนฉันอยู่“ฉะ..ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น มะ..ไม่ได้ทำอย่างที่เฮียคิด” ฉันเอ่ยบอกเขาเสียงสั่นและจ้องเขาไปในตาของเขาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของฉันเผื่อเขาจะยอม
05:30 น.ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าร่างบางยังนอนหลับตาพริ้มซบอกอยู่ในอ้อมกอดของผม เวลาตื่นมาทีไรเธอชอบหายไปทุกทีและครั้งนี้มันร้ายแรงกว่าทุกครั้งจนผมกลัวว่าถ้าเผลอหลับไปอาจจะตื่นมาไม่เจอเธออีก เล่นซะหลอนไม่กล้านอนไปเลยทั้งๆ ที่เพลียและก็ง่วงจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย ยัยตัวเล็กนี่สูบแรงผมไปจนหมดผมกดจูบลงไปบนหน้าผากมนพลางกระชับกอดแน่นขึ้น หวังว่าคราวนี้ตื่นมาเธอจะโวยวายใส่ผม ด่าผม ตบ ตี หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบครั้งที่แล้ว มือหนาเลื่อนสัมผัสตามร่างกายที่มีแต่ร่องรอยที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมา บทจะร้อนขึ้นมาแม่งก็ควบคุมยากฉิบหาย อยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายจริงๆ ตื่นมาต้องโกรธกูแน่ๆ จะง้อยังไงวะเนี่ย….11:00 น.เฮือกกก//“เวรเอ๊ย” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสียพลางเอามือขึ้นขยี้ผมตัวเองเมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาและพบว่ามีเพียงตัวเองที่ยังอยู่บนที่นอน ยัยตัวเล็กของผมหายไปจนได้ ผมดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอนวิ่งหาเธอให้วุ่นทั่วทุกซอกทุกมุมของคอนโดแต่ก็ไม่เจอผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรงพลางเอามือขึ้นทึ้งผมตัวเองด้วยความโมโห แม่งเอ๊ย! เผลอหลับไปต
“เล่นซ่อนหาสนุกไหมครับ หืม?” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงหวานพร้อมกับยัดดอกไม้นั่นใส่มาในมือฉัน มือเล็กกำมันไว้แน่นก่อนจะโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดีและพยายามแกะแขนแกร่งออกแต่เขากลับกระชับให้มันแน่นขึ้น“เฮียขอโทษ ไม่ได้ขอให้ยกโทษให้ แต่ขอแค่ได้ขอโทษก็พอ นะครับ” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงออดอ้อนพลางเอาคางแหลมเกยมาบนไหล่เล็ก แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากได้ยินเสียงเขาไม่อยากพูดกับเขาไม่อยากแม้แต่จะได้กลิ่นน้ำหอมของเขาด้วยซ้ำ“…”“พูดกับเฮียหน่อยนะ เมียจ๋า ด่าแรงๆ เลยก็ได้ ผัวผิดไปแล้ว ให้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่างเลย นะ...นะ” เฮียยูตะยังพูดพร่ำเพ้อไม่ยอมหยุด แถมยังใช้สรรพนามแทนตัวเองและฉันได้แบบน่าขนลุกสุดๆ อีกด้วย ใครยอมเป็นเมียเขากัน...ฉันไม่ได้ยอมซะหน่อย คิดแล้วก็น่าโมโหชะมัด ยอมทำทุกอย่างงั้นเหรอ ได้…“ออกไปจากชีวิตฉัน” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบโดยไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ฉันไม่อยากให้อภัยเขา ฉันไม่อยากอยู่ใกล้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่อยากแพ้ใจตัวเองอีกแล้ว ฉันพยายามแกะแขนเขาออกก่อนที่ร่างเล็กจะถูกจับพลิกกลับมาหาคนตัวสูงและดึงเข้ากอดแนบอกแน่น“ไม่ๆ ๆ ไม่เด็ดขาด นั้นเป็นอย่างเดียวที่เฮียทำไม่ได้ พลีสสสส ได้โ
“เชี่ยยย!” ผมร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นไอ้พี่ชายตัวดีนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ที่เบาะหลังผ่านกระจกเงานั้น แม่งขึ้นมาตอนไหนวะ“อะไรของมึงเนี่ยเฮีย ใครเชิญ” ผมหันไปด่าพี่ชายหน้ามึนอย่างหัวเสีย“ฉันเชิญเอง มีอะไรหรอ” มือเล็กยกขึ้นข้างหัวพร้อมกับออกรับแทนไอ้เฮียวาอย่างออกนอกหน้านอกตา ไม่ไว้หน้าพวกเลยสักนิด แล้วใครจะกล้ามีคิดไหม นี่ใคร...ผัวไง แล้วนั้นใคร เมียไง จะกล้าต่อกลอนด้วยเหรอผมทำได้แค่ดึงตัวเองมานั่งตรงๆ หลังพวงมาลัยพร้อมกับเหยียบคันเร่งแบบจมตีนพุ่งตัวออกจากบ้านทันที โคตรหงุดหงิด ไอ้เฮียหมอก็อีกคน มาด่าแล้วก็ไป ไม่รู้เป็นส้นตีนอะไร หวงมิเชล ยิ่งกว่าพวกผมซะอีก พ่อกับแม่ยังไม่หวงเท่ามันเลย มันคงอยากมีน้องผู้หญิงแหละมั้ง ก็ดีเหมือนกันผมจะได้ไม่ต้องห่วงมิเชลมาก ยังไงก็ยังมีคนช่วยดูแลใช่เวลาไม่นานรถก็เคลื่อนตัวเข้ามาในสนามแข่งรถของไอ้เฮียวา นี่เป็นสถานที่ที่เหมาแก่การหัดขับรถมากที่สุด กว้างขวางและไม่มีสิ่งขวางกันเยอะนัก“มา เฮียจะบอกเกียร์ก่อน” ผมหันไปบอกคนตัวเล็กข้างๆ ทันทีที่รถจอดสนิท และเธอก็หันมาหาผมพยักหน้าหงึกๆ แบบตั้งใจสุดๆ“ตัว P เกียร์จอดหรือหยุด มันจะล็อกล้อเคลื่อนไปไหนไม่ได
“ป่ะเฮีย เสร็จแล้ว”ผมเงยหน้าจากจอมือถือขึ้นมองต้นเสียงที่มาหยุดยืนก้มลงสำรวจตัวเองเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มบางให้ผม ดูเหมือนเมียผมจะอยากขับรถเป็นเอามากๆ ดูจากอาการแล้วน่าจะเตรียมตัวมาอย่างดี ผมกดล็อกหน้าจอมือถือแล้วยัดมันเข้ากระเป๋ากางยีนตัวโปรดก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนเต็มความสูง เอื้อมแขนไปรั้งไหล่มิณาเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูเสียงเข้ม“ถ้าขับเป็นแล้ว ห้ามขับหนีผัวเด็ดขาด เพราะผัวจะพลิกแผ่นดินหาจนเจอแน่ๆ เข้าจั๋ย”“จะกลัวอะไรล่ะคะ ตราบใดที่เฮียยังทำตัวน่ารักแบบนี้….” มิณาเอียงคอหันมามองหน้าผมแล้วพูดขึ้นแบบยิ้มๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยคปากบางก็เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง แก้มนวลขึ้นสีนิดๆ ก่อนจะขวักมือน้อยๆ เป็นเชิงเรียกให้ผมเอาหูไปใกล้ปากเธอ ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย“ฉันไม่มีทางไปไหนรอดหรอก”จุ๊บ///สิ้นเสียงเล็กผมก็อาศัยจังหวะที่เธอกำลังเขินๆ หันไปจุ๊บริมฝีปากบางแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วผละออก จนตาเล็กเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างชัดเจน น่าฟัดจังวะ เปลี่ยนใจทันไหมเนี่ย เปลือกตาบางกะพริบถี่คล้ายกับกำลังเรียกสติตัวเองอยู่ อะไรกัน ผมทำแบบนี้ออกจะบ่อย ยัยตัวเล็กนี่ยัง
@มหาวิทยาลัย Aผมเดินลงมาจากตึกวิศวะพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนโปรดและพบว่ามันเหลืออีกตั้งชั่วโมงครึ่งกว่ามิณาจะเลิกคลาส เพราะผมเทสเสร็จก่อนเวลา ตอนแรกก็กะจะไปนั่งรอเมียที่ใต้ตึกบัญชีแต่เผอิญเหลือบตาไปเห็นพวกรุ่นน้องทั้งหลายแหล่มันนั่งเหงาหงอยอยู่ที่โต๊ะประจำ จุดรวมตัวของผมมันเลยแวะเข้าไปสร้างสีสันให้พวกมันหน่อยผมแล้วจัดการทักทายไอ้ไม้รุ่นน้องคนสนิทที่นั่งอยู่บนพนักพิงม้าหินอ่อนด้วยฝ่ามืออรหันต์ฟาดลงหัวมันดังสนั่นหวั่นไหวจนหัวเกือบทิ่มลงโต๊ะ ที่นั่งเขาก็มีเสือกนั่งผิดที่ผัวะ!!“โอ๊ย ใครวะแม่ง” ไอ้ไม้เอามือลูบหัวตัวเองแล้วหันมาโวยวายด้วยสีหน้าเอาเรื่องก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแหยๆ แทนเมื่อเห็นว่าเป็นผม“กูเองอ่ะ มึงจะต่อยกูงะ” ผมถามกลับไปพลางยักคิ้วให้มันอย่างกวนตีน ก่อนไอ้พวกรุ่นน้องที่เหลือจะลุกให้ผมนั่งแทนอย่างรู้งาน“โห้เฮีย ใครจะกล้า แต่มือหนักใช้ได้เลยนะ มึนฉิบ”“ทำไมเงียบเหงาจังวะ” ผมมองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยขึ้นลอยๆ ตามความคิดตัวเอง ปกติหน้าตึกวิศวะสาวๆ เดินสวนกันเป็นขบวนพาเลซแต่วันนี้แทบจะไม่มี เกิดไรขึ้นวะ“นั่นดิเฮีย ผมนั่งรอเหยื่อตั้งนานแล้วเนี่ย” ไอ้ไม้ตอบกลับแบบเซ็งๆ ก่อนที
พอถึงเวลางานเลี้ยงเริ่มทุกคนก็พากันไปรุมสาวน้อยสมาชิกใหม่ของบ้านกันใหญ่ ฉันอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้เลย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของมิเชลตอนนี้บ่งบอกได้เลยว่าเธอมีความสุขแค่ไหน“โหล เทส...โหล เทต่างๆ นานา” ฉันหันไปทางต้นเสียงเห็นพวกเฮียยูตะนั่งอยู่ตรงเวทีที่ถูกจัดไว้ริมสระว่ายน้ำ โดยมีกีตาร์โปร่งอยู่บนตักและปากจ่ออยู่กับไมค์ที่เขาพยายามเทสเสียงอยู่หลายรอบ“บัดนี้ นี้ นี้” เสียงที่ดังออกมาตามลำโพงจากเฮียวาโยที่เดินขึ้นเวทีไปยืนอยู่ข้างๆ เฮียยูตะ พร้อมเสียงแอดโค่ที่ทำขึ้นมาเองนั่น เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากทุกคนในที่นี่ได้เป็นอย่างดี“เวลาอันเป็นสมควรได้มาถึงแล้ว แล้ว แล้ววว”“มึงจะเล่นแอคโค่ทำเหี้ยอะไร เอาธรรมดาพอ” เฮียยูตะหันไปด่าพี่ชายจอมขี้เล่นของตัวเองลั่นกังวานไปทั่วเพราะไมค์ที่จ่อปากอยู่ ก่อนที่เฮียวาโยจะพูดต่อแบบธรรมดาตามที่น้องชายสั่ง“เอาแหละ วันนี้บ้านเหมบดินทร์มีสมาชิกมาเพิ่มหนึ่งคน เป็นสาวน้อย น่ารักจิ้มลิ้ม ที่มีนามว่า มิเชล มิรินดา เหมบดินทร์”แปะๆ ๆ ๆ ฮู้ๆ ๆ ๆสิ้นเสียงเฮียวาโยทุกคนก็พากันปรบมือเพื่อเป็นการต้อนรับเด็กหญิงมิเชลเข้าสู่ครอบครัว เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนข
หลายวันต่อมา…..ฉันเปิดประตูลงมาจากรถแบบงงๆ คือเฮียยูตะพาฉันมาบ้านใต้แสงจันทร์ก็เรื่องปกตินั่นแหละ...แต่ทำไม พ่อกับแม่ของเขาถึงตามมาด้วย พวกเขาจะมาทำอะไรกันที่นี่ ถ้าจะมาบริจาคเงินต้องเอาฉันมาด้วยเหรอ เฮียยูตะเดินมาจูงมือฉันเดินตามท่านทั้งสองไปจนถึงห้องคุณแม่อธิการ“สวัสดีค่ะ” คุณแม่อธิการเอ่ยทักพ่อกับแม่ของเฮียยูตะ ก่อนท่านทั้งสองจะตอบกลับไปอย่างนอบน้อมและพากันไปนั่งโซฟากลางห้อง“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ”ฉันกับเฮียยูตะก็ได้แต่ยกมือไหว้คุณแม่อธิการก่อนจะพากันไปนั่งโซฟาตรงข้ามท่านทั้งสอง คิ้วบางเริ่มขมวดเป็นปมเมื่อคุณแม่อธิการหยิบเอกสารใบรับอุปการะให้ท่านทั้งสองอ่าน อุปการะใครกัน ฉันเกินวัยที่จะต้องรับไปเลี้ยงแล้วนี่นา ไม่ใช่ฉันแน่ๆแกร่ก….แอ็ดดดดจู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ฉันรีบหันไปทางต้นเสียงทันที และก็ได้คำตอบให้คำถามที่ค้างคาอยู่ในหัวเมื่อครู่ เมื่อเด็กหญิงมิเชลเดินเข้ามาในห้องยกมือไหว้ทุกคนตามมารยาทก่อนจะเดินมานั่งลงบนตักเฮียยูตะอย่างสนิทสนม เหอะ...คือสองคนนี้ไปสนิทกันตอนไหน แต่มิเชลไม่เคยยอมไปอยู่กับใครเลยนะ มีพวกคนใหญ่คนโตจะมารับอุปการะตั้งหลายครั้งแต่มิเชลก็ไม่ยอมไป
@คอนโดพอเปิดประตูเข้ามาในคอนโด เฮียยูตะก็รีบเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตูลงอย่างแรงเสียงดังสนั่น จนฉันถึงกับสะดุ้ง ระหว่างทางที่ขับรถกลับมาก็ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ฉันรู้ว่าเขากำลังโมโหมาก พี่นนท์นี่ก็จริงๆ เลย ยั่วโมโหเฮียยูตะอยู่ได้ฉันถอนหายใจพรืดใหญ่ก่อนจะเดินไปจับลูกบิดประตูห้องเฮียยูตะออกแรงหมุนมันเปิดเข้าไปและปิดมันลงอย่างเบามือ เดินตรงเข้าไปหาเจ้าของห้องที่นั่งอยู่บนที่นอนหันหน้าไปทางหน้าต่าง“เฮีย โกรธฉันเหรอ” ฉันนั่งลงบนเตียงข้างๆ เขาก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือหนาที่สอดประสานกันแน่น ทำใจดีสู้เสือทั้งๆ ที่ใจก็กังวลไม่น้อย แต่เขาก็ยังคงเงียบได้แต่เสียงขบกรามเท่านั้นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกได้ชัดเจนว่าอารมณ์เขาร้อนแค่ไหนฉันเลื่อนมือเล็กขึ้นนาบแก้มสากทั้งสองข้างแล้วออกแรงหันใบหน้าคมมาสบตาฉัน ก่อนจะกดจูบลงไปที่ปากหนาสักพักแล้วผละออก แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมเพราะมือหนารั้งท้ายทอยฉันแล้วบดจูบลงมาอย่างเร่าร้อน ลิ้นร้อนแทรกเข้ามาแบบรีบๆ ฉันเองก็ตกใจไม่น้อยแต่ก็ปล่อยให้เขาจูบอยู่แบบนั้นอื้ออออ~ ~แขนแกร่งโอบรอบเอวคอดก่อนจะออกแรงยกตัวฉันขึ้นนั่งคร่อมบนตักเขา โดยที่ปากเรา
“ไหนมาให้เฮียดูก่อนดิ” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นหลังจากที่ปลดสายเบลล์ตัวเองแล้วเอื้อมมือมารั้งท้ายทอยฉันที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถเข้าไปใกล้ๆ แล้วยกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยเช็ดตามแก้มนวลอย่างแผ่วเบา“ตาบวมหมดแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องเสียน้ำตาอีกแล้วนะ”ฉันมองหน้าแฟนตัวเองน้ำตาซึม เขาทำทุกอย่างให้ฉันด้วยความรักและความจริงใจ ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพวกนั้น ไม่เคยเสียใจเลยสักนิดที่เปิดรับเขาเข้ามาอยู่ในชีวิต“โอ้ๆๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมานะเมียจ๋า” เฮียยูตะดึงฉันเข้าไปกอดแน่บอกพลางเอ่ยขึ้นเสียงทะเล้นพร้อมกับลูบผมฉันเบาๆ ฉันเหลือบตาขึ้นมองตนตัวโตที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง อารมณ์แปรปรวนเหลือเกิน คือเมื่อกี้ยังซึ้งอยู่เลย ฉันต้องเป็นไบโพร่าตามเขาเข้าสักวันแน่ๆ“หาหมอไหม”“ฮึ้ย ไม่เอา” เฮียยูตะรีบผลักฉันออกพลางทำท่าขยะแขยงแบบสุดๆ เมื่อฉันพูดถึงหมอ แล้วหันไปเปิดประตูลงจากรถเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าทันทีฉันหลุดขำกับท่าทีของเขาพลางเปิดประตูลงจากรถแล้วรีบเดินตามไปคล้องแขนเฮียยูตะอย่างออดอ้อนออเซาะ เฮียยูตะเอามือขึ้นโยกหัวฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู“อยากได้ไรครับเมีย”“อยากรักเฮีย” ฉันแกล้งตอบกลับเขาเสียง
สิบห้าปีก่อน…..ฉันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนที่นอนก่อนจะลุกขึ้นมาเล่นตุ๊กตาอยู่คนเดียว เพราะนอนไม่หลับ คืนนี้พ่อกลับดึก ฉันรอพ่อก่อนดีกว่าตึงง...กรี๊ดดด...อุ๊บ“แม่!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจเพราะเสียงกรีดร้องนั่นเป็นเสียงของผู้เป็นแม่ ฉันรีบลุกจากที่นอนไปเปิดประตูออกจากห้องและวิ่งไปที่ห้องของแม่ทันทีภาพที่ฉันเห็นคือผู้ชายร่างหนาที่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครคร่อมอยู่บนร่างแม่ที่ดิ้นไปมาทุรนทุรายน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอะไรแม่ ฉันรู้แต่ว่าแม่เจ็บปวด ฉันต้องช่วยแม่ ฉันหันซ้ายหันขวา แล้วไปคว้าเอาปิ่นปักผมแม่โดดขึ้นเตียงออกแรงปักเข้าไปที่ต้นคอชายคนนั้นทันทีโอ๊ยยยผลั่ก...ตึงงงง“ใยไหม ไปเร็วลูก” แม่ผลักร่างหนาตกลงไปนอนโอดโอยอยู่บนพื้นห้องและรีบลุกขึ้นอุ้มฉันลงจากเตียงและวิ่งไปที่ประตูห้อง แต่ฉันไม่ทันไปถึงไหน ร่างแม่ก็หยุดกึกและปล่อยฉันลงกับพื้นพลางเอามือขึ้นจับผมตัวเองที่โดนทึ้งดึงจากชายปริศนานั้นโอ๊ยยยย“เก่งทั้งแม่ทั้งลูกเลยนะมึง” ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นเสียงแข็งก่อนจะจับร่างแม่โยนไปบนที่นอนอย่างแรง ฉันถูกสอนมาแบบไม่ให้อ่อนแอและไม่เคยกลัวอะไร ยิ่งเห็นแม่ถูกทำร้ายแบบนี้ฉันยิ่งยอมไม่ได
วันต่อมา….ผมเดินกอดคอมิณาเข้ามาใต้ตึกบัญชี นี่กลายเป็นกิจวัตรที่ผมต้องทำในทุกๆ เช้าวันที่มีเรียน เพราะผมไม่ไว้ใจสายตาของตัวผู้ทั้งหลายที่คอยแอบมองเมียผมอยู่เลยเวลาผมเผลอ ใจก็อยากโอนย้ายมาเรียนบัญชีด้วยซ้ำ แต่อีกแค่เทอมเดียวก็จะจบแหละ ทางมหาลัยต้องไม่สะดวกทำเรื่องให้ผมแน่ๆ เลยมานั่งเฝ้าตอนว่างๆ เอาแทน“อ้าว เฮียทำไมมานั่งนี่อะ” มิณาเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เธอ เพราะปกติผมส่งเธอถึงที่หมายเรียบร้อยก็จะตรงดิ่งไปที่ตึกวิศวะทันที แต่วันนี้เป็นไรไม่รู้ คิดถึงเมีย ยังไม่อยากห่าง แต่ความจริงก็คือมันมีกิจกรรมของชมรมห่าไรไม่รู้มาจัดอยู่หน้าตึกบัญชี และผู้แม่งก็เยอะฉิบหาย“เฝ้าเมีย” ผมพูดขึ้นพลางหันมองซ้ายมองขวาด้วยอารมณ์ที่โคตรจะหงุดหงิด ก่อนจะหันไปเห็นเพลินตานั่งอมยิ้มอยู่ เออลืมเลยว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ก็ช่าง ตอนนี้โคตรโมโหชมรมห่านี่เลย ที่อื่นมีเยอะแยะไม่ไปจัด มาจัดทำห่าอะไรตรงนี้วะ น่ารำคาญฉิบ“หยุดเลยมึง ไม่ต้องพูด” มิณาพูดดักพลางเอามือขึ้นชี้หน้าเพื่อนรักที่กำลังจะอ้าปากแซว ที่ผมพูดเมื่อกี้ ก่อนที่เพลินตาจะเม้มปากแน่นและก้มหน้าเล่นมือถือตัวเองต่อ“เอ่อ มึงรู้