“พี่นนท์ จอดๆ ส่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ฉันรีบเอ่ยบอกพี่นนท์ด้วยอาการลุกลี้ลุกลนนั่งไม่ติดเบาะเพราะสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นตายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งมืออีกข้างยกกระป๋องเบียร์ยี่ห้อดังขึ้นกรอกปากท่าทางกระฟัดกระเฟียดสุดๆ อยู่ด้านหน้าผับ“เห่ย ไม่เป็นไร มิณจะได้ไม่ต้องเดินไกล” พี่นนท์พูดขึ้นขณะที่หักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าผับเฮียดินโดยไม่สนใจที่ฉันพูดเลยสักนิด ฉันละสายตาจากเฮียยูตะหันมาสั่งพี่นนท์เสียงแข็ง“เป็นค่ะ! จอดเดี๋ยวนี้เลย”“โอเคๆ จอดตรงนี้ละกัน”สิ้นเสียงพี่นนท์รถก็หยุดทันที ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วหยิบกระเป๋าตัวเองเพื่อจะรีบลงจากรถให้เร็วที่สุดแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อมีกระป๋องเบียร์ลอยมาตกลงบนกระจกหน้ารถที่ฉันนั่งอยู่อย่างจังจนเบียร์ที่ยังมีเหลืออยู่สาดกระจายเต็มกระจกรถปึกกก...ซ่าาาาฉันเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อประตูรถฝั่งพี่นนท์ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างพี่นนท์ถูกกระชากลงจากรถตัวปลิวด้วยฝีมือของเฮียยูตะและตามด้วยหมัดหนักปะทะเข้าหน้าพี่นนท์อย่างจังจนร่างคนถูกกระทำเซถลาล้มลงกับพื้นแกร่กกก...พรึบบบผลัวะ//ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ติด มือเล็กรีบเปิดประตูลงจาก
ฉันเอามือขึ้นกุมท้องทันทีเพราะจุกจากแรงกระแทกลงบนเตียงเมื่อกี้ รู้ตัวอีกทีร่างหนาก็ขึ้นมาคร่อมร่างฉันไว้โดยมีแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายของเขาอยู่ ก่อนจะยัดเยียดจูบให้ฉันอย่างร้อนแรงจนฉันแทบจะละลายไปกับเปลวไฟที่ถูกจุดขึ้นจากอารมณ์ของเขา ลิ้นร้อนทำหน้าที่ของมันอย่างช่ำชอง มือเล็กสองข้างที่ผลักดันแผงอกแกร่งถูกจับขึ้นไว้เหนือหัวและรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวของเขา ฉันห้ามเขาไม่ได้แล้วซินะแคว่กกกกเสื้อผ้าฉันถูกกระชากออกจากตัวจนขาดบาดผิวบางเจ็บแสบไปหมด ร่างกายฉันเหลือเพียงบราเซียและแพตตี้ตัวจิ๋วปกปิดไว้เท่านั้นส่วนเฮียไม่เหลืออะไรปกปิดเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ็อกเซอร์ถูกถอดออกไปตอนไหน“มองหน้าเฮีย!” เสียงลอดไรฟันที่พยายามข่มอารมณ์บางอย่างซึ่งฉันไม่รู้แล้วว่าตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ดังออกมาจากปากคนตัวสูงพลางจับหน้าเรียวให้หันกลับมาสบตาเขาเมื่อฉันเบือนหน้าหนีสิ่งที่มันชูชันทิ่มขาอ่อนฉันอยู่“ฉะ..ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น มะ..ไม่ได้ทำอย่างที่เฮียคิด” ฉันเอ่ยบอกเขาเสียงสั่นและจ้องเขาไปในตาของเขาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของฉันเผื่อเขาจะยอม
05:30 น.ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าร่างบางยังนอนหลับตาพริ้มซบอกอยู่ในอ้อมกอดของผม เวลาตื่นมาทีไรเธอชอบหายไปทุกทีและครั้งนี้มันร้ายแรงกว่าทุกครั้งจนผมกลัวว่าถ้าเผลอหลับไปอาจจะตื่นมาไม่เจอเธออีก เล่นซะหลอนไม่กล้านอนไปเลยทั้งๆ ที่เพลียและก็ง่วงจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย ยัยตัวเล็กนี่สูบแรงผมไปจนหมดผมกดจูบลงไปบนหน้าผากมนพลางกระชับกอดแน่นขึ้น หวังว่าคราวนี้ตื่นมาเธอจะโวยวายใส่ผม ด่าผม ตบ ตี หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบครั้งที่แล้ว มือหนาเลื่อนสัมผัสตามร่างกายที่มีแต่ร่องรอยที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมา บทจะร้อนขึ้นมาแม่งก็ควบคุมยากฉิบหาย อยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายจริงๆ ตื่นมาต้องโกรธกูแน่ๆ จะง้อยังไงวะเนี่ย….11:00 น.เฮือกกก//“เวรเอ๊ย” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสียพลางเอามือขึ้นขยี้ผมตัวเองเมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาและพบว่ามีเพียงตัวเองที่ยังอยู่บนที่นอน ยัยตัวเล็กของผมหายไปจนได้ ผมดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอนวิ่งหาเธอให้วุ่นทั่วทุกซอกทุกมุมของคอนโดแต่ก็ไม่เจอผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรงพลางเอามือขึ้นทึ้งผมตัวเองด้วยความโมโห แม่งเอ๊ย! เผลอหลับไปต
“เล่นซ่อนหาสนุกไหมครับ หืม?” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงหวานพร้อมกับยัดดอกไม้นั่นใส่มาในมือฉัน มือเล็กกำมันไว้แน่นก่อนจะโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดีและพยายามแกะแขนแกร่งออกแต่เขากลับกระชับให้มันแน่นขึ้น“เฮียขอโทษ ไม่ได้ขอให้ยกโทษให้ แต่ขอแค่ได้ขอโทษก็พอ นะครับ” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงออดอ้อนพลางเอาคางแหลมเกยมาบนไหล่เล็ก แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากได้ยินเสียงเขาไม่อยากพูดกับเขาไม่อยากแม้แต่จะได้กลิ่นน้ำหอมของเขาด้วยซ้ำ“…”“พูดกับเฮียหน่อยนะ เมียจ๋า ด่าแรงๆ เลยก็ได้ ผัวผิดไปแล้ว ให้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่างเลย นะ...นะ” เฮียยูตะยังพูดพร่ำเพ้อไม่ยอมหยุด แถมยังใช้สรรพนามแทนตัวเองและฉันได้แบบน่าขนลุกสุดๆ อีกด้วย ใครยอมเป็นเมียเขากัน...ฉันไม่ได้ยอมซะหน่อย คิดแล้วก็น่าโมโหชะมัด ยอมทำทุกอย่างงั้นเหรอ ได้…“ออกไปจากชีวิตฉัน” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบโดยไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ฉันไม่อยากให้อภัยเขา ฉันไม่อยากอยู่ใกล้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่อยากแพ้ใจตัวเองอีกแล้ว ฉันพยายามแกะแขนเขาออกก่อนที่ร่างเล็กจะถูกจับพลิกกลับมาหาคนตัวสูงและดึงเข้ากอดแนบอกแน่น“ไม่ๆ ๆ ไม่เด็ดขาด นั้นเป็นอย่างเดียวที่เฮียทำไม่ได้ พลีสสสส ได้โ
[อย่า]คิ้วบางขมวดเป็นปมกับคำในกระดาษแผ่นนั้นก่อนจะมีกระดาษอีกก้อนตกลงมาบนพื้นไม่ไกลตัวฉันนัก คราวนี้ฉันรีบไปหยิบมันมาคลี่ออกดูโดยไม่ต้องรอให้ใครมาร้องขอ[ไป]เหอะ...ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ กลายเป็นฉันเองที่เฝ้ารอกระดาษก้อนต่อไปที่จะตกลงมา กลายเป็นฉันที่อยากรู้ว่าเขาอยากบอกอะไรกันแน่ เขามันเป็นพ่อมดชัดๆ[จาก]ตอนนี้กลายเป็นฉันที่ร้อนรนกว่าเขา ใจจดใจจ่ออยู่ที่กระดาษที่จะร่วงลงมาและพยายามเก็บมันทุกแผ่น เรียงกันไว้เป็นอย่างดี เพราะกลัวว่าถ้าขาดแผ่นไหนไปฉันจะไม่รู้สิ่งที่เขาอยากจะบอก…จนในที่สุดก็ไม่มีกระดาษร่วงลงมาจากข้างบนอีก ฉันคลี่ทุกแผ่นออกแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้อ่านมันทั้งหมด และฉันกำลังไล่อ่านทุกคำบนกระดาษทีละแผ่นอย่างถี่ถ้วนอย่า ไป จาก เฮีย เลย นะ ไม่ ต้อง ยก โทษ ให้ ก็ ได้ ขอ แค่ โอ กาส ให้ เฮีย ได้ ทำ ใน สิ่ง ที่ พูด ไป เฮีย รอ ให้ มิณา ชอบ เฮีย จริงๆ ไม่ ไหว แล้ว เฮีย ชอบ เรา ไป ก่อน แล้ว วะ คบ กับ เฮีย เถอะ นะฉันเงยหน้าฉันกระดาษแผ่นสุดท้ายพร้อมกับใบหน้าที่ร้อนผ่าว ใจเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาอยู่ข้างนอก โคตรจะไม่เป็นตัวเอง แต่ต้องเก็บอาการเหล่านั้นไว้ข้างใน แล้วจู่ๆ ประโยคที่ฉันเคยพ
ฉันชะงักไปเมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาเห็นร่างหนาสปริงตัวลุกขึ้นจากโซฟาละกันก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้ฉันราวกับเด็กน้อยรอแม่มารับกลับบ้านยังไงยังงั้น ฉันส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินไปเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งเพื่อจะเคลียร์งานของตัวเอง“เฮียถามได้ไหม” เฮียยูตะถามขึ้นพลางเอามือไขว้หลังเดินเข้ามาข้างๆ โต๊ะทำงานที่ฉันนั่งอยู่“อือ” ฉันตอบกลับไปแบบห้วนๆ พลางหยิบเอกสารบนโต๊ะมาเปิดดู“มิณาไปไหนมาเหรอ”“ไปเยี่ยมเพลินแล้วก็ไปเอามือถือ”“ความจริงบอกให้เฮียพาไปก็ได้นะ จะได้ไม่ลำบาก”“ก็เฮียไม่…” ฉันชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่า...ไม่พูดดีกว่า เขาก็จะคิดว่าเราแคร์ความรู้สึกเขาน่ะซิ แต่ก็แคร์จริงๆ นั่นแหละ คนไม่ชอบโรงพยาบาลถ้าจะให้ไปคงอึดอัดหน้าดู“เฮียคงไม่สะดวก ฉันไม่อยากรบกวน” ฉันตอบปัดไปก่อนจะก้มลงเคลียร์เอกสารตรงหน้าต่อ“เห่ย สะดวกดิ ถ้ามิณาอยากไป เฮียสะดวกหมดนั่นแหละ”พูดจบเฮียยูตะก็หยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมาด้ามหนึ่งก่อนจะค่อยๆ ใช้มันเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาปิดหน้าฉันขณะที่ก้มลงเขียนเอกสารขึ้นทัดหูอย่างเบามือ ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงตรงหน้าเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาก้มลงมาพอดี ทำให้ตาเราสบกันจนฉันเผลอจ้องเขาอยู่แบบน
Thayukorn Talkแกร่ก...แอ๊ดดดดผมละสายตาจากคนตัวเล็กหันไปมองประตูห้องที่ถูกดันเข้ามาอย่างถือวิสาสะจากเฮียวาก่อนมันจะชะโงกหน้ามาด่าผมที่นอนอยู่บนโซฟา“โห่...ไอ้ห่า มานอนเฝ้าเมียอยู่ได้ ลุกมาให้ไว พวกกูรอนานแล้วเนี่ย”“มีห่าไร” ผมยันตัวขึ้นนั่งเอ่ยถามขึ้นอย่างหัวเสีย“เรื่องสำคัญ”พูดจบเฮียวาก็ดึงประตูปิดทันที ผมรู้อยู่แล้วว่าเรื่องอะไรเลยเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วลุกขึ้นจากโซฟาเดินมาหามิณาที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารบนโต๊ะ เห็นแก้มนวลมีเลือดฝาดขึ้นแดงระเรื่อ หึ...สงสัยจะเขินที่เฮียว่าพูดเมื่อกี้ล่ะซิ หึ น่าหอม น่าฟัดชะมัด“เดี๋ยวเฮียมานะครับ”มิณาพยักหน้าหงึกๆ อยู่กับเอกสารพวกนั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองผม ผู้หญิงอะไร Keep look เก่งเป็นบ้า ผมโคตรอยากหอม อยากฟัดเลย อยู่ใกล้กันแค่นี้แต่ทำไมรู้สึกคิดถึงจนใจจะขาดวะ เฮ้อออ...ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินออกมาจากห้องทำงานมิณาและตรงไปยังห้อง VIP ทันที เปิดประตูเข้าไปนั่งลงบนโซฟาที่ว่างอยู่ ก่อนจะมีซองเอกสารลอยมาอยู่บนตักผมโดยฝีมือของพี่ชายตัวดีและเอ่ยขึ้นพลางยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม“งานช้าง กูบอกเลย”ผมหยิบซองเอกสารมาเปิดและหยิบรูปถ่ายข้างใ
สองวันต่อมา….13:40 น.@มหาวิทยาลัย Aฉันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับตัวที่โยกไปข้างหน้าจากแรงแขนที่คล้องพาดมาบนคอฉันแบบไม่ได้ตั้งตัวก่อนฉันจะหันไปดูและร้องเรียกชื่อคนทำขึ้นอย่างตกใจ“เพลิน!!”ทำไมมันออกจากโรงพยาบาลไม่บอกฉันสักคำ เมื่อวานก็ไปเยี่ยม ไม่เห็นพูดอะไร มันนี่จริงๆ เลย“ก็กูอะดิ คิดว่าใคร” เพลินตอบกลับแบบกวนตีนตามสไตล์มันก่อนจะออกแรงรั้งคอฉันให้เดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วเราก็เดินไปคุยไป“หมอให้มึงออกจากโรงพยาบาลได้แล้วเหรอ” ฉันถามออกไปด้วยความเป็นห่วงแต่ความเป็นห่วงของฉันแทบจะหมดลงทันทีเพราะคำตอบที่สุดแสนกวนตีนของมัน“ยัง กูหนีมา”“เอาดีๆ” ฉันขืนตัวหยุดเดินมองหน้าเพลินอย่างเอาเรื่อง“เออ ก็หมอให้ออกเมื่อเช้า กูขี้เกียจอยู่บ้านก็เลยมาหามึงดีกว่า” เพลินตอบกลับพลางรั้งคอให้ฉันเดินไปกับมันต่อ“หายดีแล้วไง” ถึงยังไงก็ยังห่วงอยู่ดี ก็มันเป็นคนเจ็บแทนฉันนิ“อืม ว่าแต่มึงเหอะ ยังไม่หายโกรธรุ่นพี่เขาอีกเหรอวะ ใจแข็งไปเปล่า ระวังเขาเบื่อง้อนะมึง”ฝีเท้าฉันหยุดกึกทันที หันไปมองหน้าเพื่อนรักพลางคิดตามที่มันพูด เขาจะเบื่อรึเปล่าวะ แต่มันเพิ่งสองวันเองนะ และเขาก็ทำอย่างที่พูดได้จริงๆ ไม่แตะต
“เชี่ยยย!” ผมร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นไอ้พี่ชายตัวดีนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ที่เบาะหลังผ่านกระจกเงานั้น แม่งขึ้นมาตอนไหนวะ“อะไรของมึงเนี่ยเฮีย ใครเชิญ” ผมหันไปด่าพี่ชายหน้ามึนอย่างหัวเสีย“ฉันเชิญเอง มีอะไรหรอ” มือเล็กยกขึ้นข้างหัวพร้อมกับออกรับแทนไอ้เฮียวาอย่างออกนอกหน้านอกตา ไม่ไว้หน้าพวกเลยสักนิด แล้วใครจะกล้ามีคิดไหม นี่ใคร...ผัวไง แล้วนั้นใคร เมียไง จะกล้าต่อกลอนด้วยเหรอผมทำได้แค่ดึงตัวเองมานั่งตรงๆ หลังพวงมาลัยพร้อมกับเหยียบคันเร่งแบบจมตีนพุ่งตัวออกจากบ้านทันที โคตรหงุดหงิด ไอ้เฮียหมอก็อีกคน มาด่าแล้วก็ไป ไม่รู้เป็นส้นตีนอะไร หวงมิเชล ยิ่งกว่าพวกผมซะอีก พ่อกับแม่ยังไม่หวงเท่ามันเลย มันคงอยากมีน้องผู้หญิงแหละมั้ง ก็ดีเหมือนกันผมจะได้ไม่ต้องห่วงมิเชลมาก ยังไงก็ยังมีคนช่วยดูแลใช่เวลาไม่นานรถก็เคลื่อนตัวเข้ามาในสนามแข่งรถของไอ้เฮียวา นี่เป็นสถานที่ที่เหมาแก่การหัดขับรถมากที่สุด กว้างขวางและไม่มีสิ่งขวางกันเยอะนัก“มา เฮียจะบอกเกียร์ก่อน” ผมหันไปบอกคนตัวเล็กข้างๆ ทันทีที่รถจอดสนิท และเธอก็หันมาหาผมพยักหน้าหงึกๆ แบบตั้งใจสุดๆ“ตัว P เกียร์จอดหรือหยุด มันจะล็อกล้อเคลื่อนไปไหนไม่ได
“ป่ะเฮีย เสร็จแล้ว”ผมเงยหน้าจากจอมือถือขึ้นมองต้นเสียงที่มาหยุดยืนก้มลงสำรวจตัวเองเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มบางให้ผม ดูเหมือนเมียผมจะอยากขับรถเป็นเอามากๆ ดูจากอาการแล้วน่าจะเตรียมตัวมาอย่างดี ผมกดล็อกหน้าจอมือถือแล้วยัดมันเข้ากระเป๋ากางยีนตัวโปรดก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนเต็มความสูง เอื้อมแขนไปรั้งไหล่มิณาเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูเสียงเข้ม“ถ้าขับเป็นแล้ว ห้ามขับหนีผัวเด็ดขาด เพราะผัวจะพลิกแผ่นดินหาจนเจอแน่ๆ เข้าจั๋ย”“จะกลัวอะไรล่ะคะ ตราบใดที่เฮียยังทำตัวน่ารักแบบนี้….” มิณาเอียงคอหันมามองหน้าผมแล้วพูดขึ้นแบบยิ้มๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยคปากบางก็เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง แก้มนวลขึ้นสีนิดๆ ก่อนจะขวักมือน้อยๆ เป็นเชิงเรียกให้ผมเอาหูไปใกล้ปากเธอ ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย“ฉันไม่มีทางไปไหนรอดหรอก”จุ๊บ///สิ้นเสียงเล็กผมก็อาศัยจังหวะที่เธอกำลังเขินๆ หันไปจุ๊บริมฝีปากบางแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วผละออก จนตาเล็กเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างชัดเจน น่าฟัดจังวะ เปลี่ยนใจทันไหมเนี่ย เปลือกตาบางกะพริบถี่คล้ายกับกำลังเรียกสติตัวเองอยู่ อะไรกัน ผมทำแบบนี้ออกจะบ่อย ยัยตัวเล็กนี่ยัง
@มหาวิทยาลัย Aผมเดินลงมาจากตึกวิศวะพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนโปรดและพบว่ามันเหลืออีกตั้งชั่วโมงครึ่งกว่ามิณาจะเลิกคลาส เพราะผมเทสเสร็จก่อนเวลา ตอนแรกก็กะจะไปนั่งรอเมียที่ใต้ตึกบัญชีแต่เผอิญเหลือบตาไปเห็นพวกรุ่นน้องทั้งหลายแหล่มันนั่งเหงาหงอยอยู่ที่โต๊ะประจำ จุดรวมตัวของผมมันเลยแวะเข้าไปสร้างสีสันให้พวกมันหน่อยผมแล้วจัดการทักทายไอ้ไม้รุ่นน้องคนสนิทที่นั่งอยู่บนพนักพิงม้าหินอ่อนด้วยฝ่ามืออรหันต์ฟาดลงหัวมันดังสนั่นหวั่นไหวจนหัวเกือบทิ่มลงโต๊ะ ที่นั่งเขาก็มีเสือกนั่งผิดที่ผัวะ!!“โอ๊ย ใครวะแม่ง” ไอ้ไม้เอามือลูบหัวตัวเองแล้วหันมาโวยวายด้วยสีหน้าเอาเรื่องก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแหยๆ แทนเมื่อเห็นว่าเป็นผม“กูเองอ่ะ มึงจะต่อยกูงะ” ผมถามกลับไปพลางยักคิ้วให้มันอย่างกวนตีน ก่อนไอ้พวกรุ่นน้องที่เหลือจะลุกให้ผมนั่งแทนอย่างรู้งาน“โห้เฮีย ใครจะกล้า แต่มือหนักใช้ได้เลยนะ มึนฉิบ”“ทำไมเงียบเหงาจังวะ” ผมมองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยขึ้นลอยๆ ตามความคิดตัวเอง ปกติหน้าตึกวิศวะสาวๆ เดินสวนกันเป็นขบวนพาเลซแต่วันนี้แทบจะไม่มี เกิดไรขึ้นวะ“นั่นดิเฮีย ผมนั่งรอเหยื่อตั้งนานแล้วเนี่ย” ไอ้ไม้ตอบกลับแบบเซ็งๆ ก่อนที
พอถึงเวลางานเลี้ยงเริ่มทุกคนก็พากันไปรุมสาวน้อยสมาชิกใหม่ของบ้านกันใหญ่ ฉันอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้เลย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของมิเชลตอนนี้บ่งบอกได้เลยว่าเธอมีความสุขแค่ไหน“โหล เทส...โหล เทต่างๆ นานา” ฉันหันไปทางต้นเสียงเห็นพวกเฮียยูตะนั่งอยู่ตรงเวทีที่ถูกจัดไว้ริมสระว่ายน้ำ โดยมีกีตาร์โปร่งอยู่บนตักและปากจ่ออยู่กับไมค์ที่เขาพยายามเทสเสียงอยู่หลายรอบ“บัดนี้ นี้ นี้” เสียงที่ดังออกมาตามลำโพงจากเฮียวาโยที่เดินขึ้นเวทีไปยืนอยู่ข้างๆ เฮียยูตะ พร้อมเสียงแอดโค่ที่ทำขึ้นมาเองนั่น เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากทุกคนในที่นี่ได้เป็นอย่างดี“เวลาอันเป็นสมควรได้มาถึงแล้ว แล้ว แล้ววว”“มึงจะเล่นแอคโค่ทำเหี้ยอะไร เอาธรรมดาพอ” เฮียยูตะหันไปด่าพี่ชายจอมขี้เล่นของตัวเองลั่นกังวานไปทั่วเพราะไมค์ที่จ่อปากอยู่ ก่อนที่เฮียวาโยจะพูดต่อแบบธรรมดาตามที่น้องชายสั่ง“เอาแหละ วันนี้บ้านเหมบดินทร์มีสมาชิกมาเพิ่มหนึ่งคน เป็นสาวน้อย น่ารักจิ้มลิ้ม ที่มีนามว่า มิเชล มิรินดา เหมบดินทร์”แปะๆ ๆ ๆ ฮู้ๆ ๆ ๆสิ้นเสียงเฮียวาโยทุกคนก็พากันปรบมือเพื่อเป็นการต้อนรับเด็กหญิงมิเชลเข้าสู่ครอบครัว เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนข
หลายวันต่อมา…..ฉันเปิดประตูลงมาจากรถแบบงงๆ คือเฮียยูตะพาฉันมาบ้านใต้แสงจันทร์ก็เรื่องปกตินั่นแหละ...แต่ทำไม พ่อกับแม่ของเขาถึงตามมาด้วย พวกเขาจะมาทำอะไรกันที่นี่ ถ้าจะมาบริจาคเงินต้องเอาฉันมาด้วยเหรอ เฮียยูตะเดินมาจูงมือฉันเดินตามท่านทั้งสองไปจนถึงห้องคุณแม่อธิการ“สวัสดีค่ะ” คุณแม่อธิการเอ่ยทักพ่อกับแม่ของเฮียยูตะ ก่อนท่านทั้งสองจะตอบกลับไปอย่างนอบน้อมและพากันไปนั่งโซฟากลางห้อง“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ”ฉันกับเฮียยูตะก็ได้แต่ยกมือไหว้คุณแม่อธิการก่อนจะพากันไปนั่งโซฟาตรงข้ามท่านทั้งสอง คิ้วบางเริ่มขมวดเป็นปมเมื่อคุณแม่อธิการหยิบเอกสารใบรับอุปการะให้ท่านทั้งสองอ่าน อุปการะใครกัน ฉันเกินวัยที่จะต้องรับไปเลี้ยงแล้วนี่นา ไม่ใช่ฉันแน่ๆแกร่ก….แอ็ดดดดจู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ฉันรีบหันไปทางต้นเสียงทันที และก็ได้คำตอบให้คำถามที่ค้างคาอยู่ในหัวเมื่อครู่ เมื่อเด็กหญิงมิเชลเดินเข้ามาในห้องยกมือไหว้ทุกคนตามมารยาทก่อนจะเดินมานั่งลงบนตักเฮียยูตะอย่างสนิทสนม เหอะ...คือสองคนนี้ไปสนิทกันตอนไหน แต่มิเชลไม่เคยยอมไปอยู่กับใครเลยนะ มีพวกคนใหญ่คนโตจะมารับอุปการะตั้งหลายครั้งแต่มิเชลก็ไม่ยอมไป
@คอนโดพอเปิดประตูเข้ามาในคอนโด เฮียยูตะก็รีบเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตูลงอย่างแรงเสียงดังสนั่น จนฉันถึงกับสะดุ้ง ระหว่างทางที่ขับรถกลับมาก็ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ฉันรู้ว่าเขากำลังโมโหมาก พี่นนท์นี่ก็จริงๆ เลย ยั่วโมโหเฮียยูตะอยู่ได้ฉันถอนหายใจพรืดใหญ่ก่อนจะเดินไปจับลูกบิดประตูห้องเฮียยูตะออกแรงหมุนมันเปิดเข้าไปและปิดมันลงอย่างเบามือ เดินตรงเข้าไปหาเจ้าของห้องที่นั่งอยู่บนที่นอนหันหน้าไปทางหน้าต่าง“เฮีย โกรธฉันเหรอ” ฉันนั่งลงบนเตียงข้างๆ เขาก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือหนาที่สอดประสานกันแน่น ทำใจดีสู้เสือทั้งๆ ที่ใจก็กังวลไม่น้อย แต่เขาก็ยังคงเงียบได้แต่เสียงขบกรามเท่านั้นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกได้ชัดเจนว่าอารมณ์เขาร้อนแค่ไหนฉันเลื่อนมือเล็กขึ้นนาบแก้มสากทั้งสองข้างแล้วออกแรงหันใบหน้าคมมาสบตาฉัน ก่อนจะกดจูบลงไปที่ปากหนาสักพักแล้วผละออก แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมเพราะมือหนารั้งท้ายทอยฉันแล้วบดจูบลงมาอย่างเร่าร้อน ลิ้นร้อนแทรกเข้ามาแบบรีบๆ ฉันเองก็ตกใจไม่น้อยแต่ก็ปล่อยให้เขาจูบอยู่แบบนั้นอื้ออออ~ ~แขนแกร่งโอบรอบเอวคอดก่อนจะออกแรงยกตัวฉันขึ้นนั่งคร่อมบนตักเขา โดยที่ปากเรา
“ไหนมาให้เฮียดูก่อนดิ” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นหลังจากที่ปลดสายเบลล์ตัวเองแล้วเอื้อมมือมารั้งท้ายทอยฉันที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถเข้าไปใกล้ๆ แล้วยกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยเช็ดตามแก้มนวลอย่างแผ่วเบา“ตาบวมหมดแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องเสียน้ำตาอีกแล้วนะ”ฉันมองหน้าแฟนตัวเองน้ำตาซึม เขาทำทุกอย่างให้ฉันด้วยความรักและความจริงใจ ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพวกนั้น ไม่เคยเสียใจเลยสักนิดที่เปิดรับเขาเข้ามาอยู่ในชีวิต“โอ้ๆๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมานะเมียจ๋า” เฮียยูตะดึงฉันเข้าไปกอดแน่บอกพลางเอ่ยขึ้นเสียงทะเล้นพร้อมกับลูบผมฉันเบาๆ ฉันเหลือบตาขึ้นมองตนตัวโตที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง อารมณ์แปรปรวนเหลือเกิน คือเมื่อกี้ยังซึ้งอยู่เลย ฉันต้องเป็นไบโพร่าตามเขาเข้าสักวันแน่ๆ“หาหมอไหม”“ฮึ้ย ไม่เอา” เฮียยูตะรีบผลักฉันออกพลางทำท่าขยะแขยงแบบสุดๆ เมื่อฉันพูดถึงหมอ แล้วหันไปเปิดประตูลงจากรถเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าทันทีฉันหลุดขำกับท่าทีของเขาพลางเปิดประตูลงจากรถแล้วรีบเดินตามไปคล้องแขนเฮียยูตะอย่างออดอ้อนออเซาะ เฮียยูตะเอามือขึ้นโยกหัวฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู“อยากได้ไรครับเมีย”“อยากรักเฮีย” ฉันแกล้งตอบกลับเขาเสียง
สิบห้าปีก่อน…..ฉันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนที่นอนก่อนจะลุกขึ้นมาเล่นตุ๊กตาอยู่คนเดียว เพราะนอนไม่หลับ คืนนี้พ่อกลับดึก ฉันรอพ่อก่อนดีกว่าตึงง...กรี๊ดดด...อุ๊บ“แม่!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจเพราะเสียงกรีดร้องนั่นเป็นเสียงของผู้เป็นแม่ ฉันรีบลุกจากที่นอนไปเปิดประตูออกจากห้องและวิ่งไปที่ห้องของแม่ทันทีภาพที่ฉันเห็นคือผู้ชายร่างหนาที่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครคร่อมอยู่บนร่างแม่ที่ดิ้นไปมาทุรนทุรายน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอะไรแม่ ฉันรู้แต่ว่าแม่เจ็บปวด ฉันต้องช่วยแม่ ฉันหันซ้ายหันขวา แล้วไปคว้าเอาปิ่นปักผมแม่โดดขึ้นเตียงออกแรงปักเข้าไปที่ต้นคอชายคนนั้นทันทีโอ๊ยยยผลั่ก...ตึงงงง“ใยไหม ไปเร็วลูก” แม่ผลักร่างหนาตกลงไปนอนโอดโอยอยู่บนพื้นห้องและรีบลุกขึ้นอุ้มฉันลงจากเตียงและวิ่งไปที่ประตูห้อง แต่ฉันไม่ทันไปถึงไหน ร่างแม่ก็หยุดกึกและปล่อยฉันลงกับพื้นพลางเอามือขึ้นจับผมตัวเองที่โดนทึ้งดึงจากชายปริศนานั้นโอ๊ยยยย“เก่งทั้งแม่ทั้งลูกเลยนะมึง” ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นเสียงแข็งก่อนจะจับร่างแม่โยนไปบนที่นอนอย่างแรง ฉันถูกสอนมาแบบไม่ให้อ่อนแอและไม่เคยกลัวอะไร ยิ่งเห็นแม่ถูกทำร้ายแบบนี้ฉันยิ่งยอมไม่ได
วันต่อมา….ผมเดินกอดคอมิณาเข้ามาใต้ตึกบัญชี นี่กลายเป็นกิจวัตรที่ผมต้องทำในทุกๆ เช้าวันที่มีเรียน เพราะผมไม่ไว้ใจสายตาของตัวผู้ทั้งหลายที่คอยแอบมองเมียผมอยู่เลยเวลาผมเผลอ ใจก็อยากโอนย้ายมาเรียนบัญชีด้วยซ้ำ แต่อีกแค่เทอมเดียวก็จะจบแหละ ทางมหาลัยต้องไม่สะดวกทำเรื่องให้ผมแน่ๆ เลยมานั่งเฝ้าตอนว่างๆ เอาแทน“อ้าว เฮียทำไมมานั่งนี่อะ” มิณาเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เธอ เพราะปกติผมส่งเธอถึงที่หมายเรียบร้อยก็จะตรงดิ่งไปที่ตึกวิศวะทันที แต่วันนี้เป็นไรไม่รู้ คิดถึงเมีย ยังไม่อยากห่าง แต่ความจริงก็คือมันมีกิจกรรมของชมรมห่าไรไม่รู้มาจัดอยู่หน้าตึกบัญชี และผู้แม่งก็เยอะฉิบหาย“เฝ้าเมีย” ผมพูดขึ้นพลางหันมองซ้ายมองขวาด้วยอารมณ์ที่โคตรจะหงุดหงิด ก่อนจะหันไปเห็นเพลินตานั่งอมยิ้มอยู่ เออลืมเลยว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ก็ช่าง ตอนนี้โคตรโมโหชมรมห่านี่เลย ที่อื่นมีเยอะแยะไม่ไปจัด มาจัดทำห่าอะไรตรงนี้วะ น่ารำคาญฉิบ“หยุดเลยมึง ไม่ต้องพูด” มิณาพูดดักพลางเอามือขึ้นชี้หน้าเพื่อนรักที่กำลังจะอ้าปากแซว ที่ผมพูดเมื่อกี้ ก่อนที่เพลินตาจะเม้มปากแน่นและก้มหน้าเล่นมือถือตัวเองต่อ“เอ่อ มึงรู้