ระหว่างทางที่มาโรงพยาบาล มือถือของชายหนุ่มสั่นรัว ๆ นับ 10 สายจากเบอร์โทรเข้าแค่เบอร์เดียว ทำให้ชายหนุ่มจำเป็นต้องแวะปั๊มน้ำมันเติมน้ำมันและกดรับสาย
"ครับน้านารถ"
(มาร์ค ถึงไหนแล้วลูก) เสียงนงนารถสั่นเครือมาตามสาย
"แวะปั๊มครับ อีก 7 กิโลก็ถึงครับน้าแค่นี้นะครับผมจะรีบไป" ว่าจบชายหนุ่มก็รีบวางสายแล้วบึ่งออกไปทันทีแบบไม่รอเงินทอน เขาจับน้ำเสียงของแม่เลี้ยงได้ว่าพ่ออาการน่าจะไม่ดีเท่าไหร่นัก
.........//..........
ณ โรงพยาบาล
รถมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่วิ่งเข้ามาจอดตรงที่จอดรถชั่วคราว ชายหนุ่มรีบถอดหมวกกันน็อกวางที่เบาะแล้วถอดกุญแจวิ่งไปที่หน้าห้องฉุกเฉินที่เห็นหลังของแม่เลี้ยงไว ๆ อยู่ตรงนั้น
"น้านารถครับ พ่อเป็นไงมั่งครับ" ชายหนุ่มวิ่งไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินพร้อมกับถามแม่เลี้ยงเสียงรัว
"พ่ออยู่ข้างในลูก หมอกำลัง... กำลัง...ฮือ" นงนารถตอบลูกเลี้ยงเสียงสั่นพร้อมกับร้องไห้โฮเสียงดัง
"กำลังอะไรครับ น้า..." มาร์คจับมือแม่เลี้ยงเขย่าถามน้ำตาคลอ พอดีกลับประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกมาคุณหมอเดินออกมาหาญาติคนไข้ด้วยใบหน้าสงบ มาร์ครีบปล่อยมือแม่เลี้ยงแล้วคว้าแขนของหมอเขย่าถามรัวทันที
"หมอ พ่อผมเป็นไงครับ ผมเข้าไปได้มั้ยครับ หมอครับ"
"หมอทำเต็มที่แล้วครับ เรายื้อท่านไม่ไหวจริง ๆ หมอเสียใจด้วยนะครับ" คุณหมอพูดออกมาอย่างยากลำบากด้วยความที่จำชายหนุ่มตรงหน้าได้ เขาจะมาหาพ่อทุกครั้งที่ท่านมาพบหมอที่โรงพยาบาลและยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอต่อหน้าพ่อและแม่เลี้ยง มาร์คจะเป็นคนดูแลค่ารักษาพยาบาลของพ่อเองทั้งหมดถึงแม้บางครั้งจะจ่ายไม่ครบเขาก็จะขอผ่อนกับทางโรงพยาบาลจนครบก่อนที่พ่อจะมาพบหมอครั้งต่อไป โดยที่ขอร้องไม่ให้ทางโรงพยาบาลบอกเรื่องค่าใช้จ่ายที่แท้จริงให้ผู้เป็นพ่อรู้ ทั้ง ๆ ที่เสี่ยมนตราเองก็จัดว่าเป็นคนมีฐานะ แต่ลูกชายคนโตกลับขอผ่อนค่ารักษากับทางโรงพยาบาล และเสี่ยมนตรามีลูกชาย 3 คนแต่หมอที่รักษาก็เคยเห็นแค่คนโตกับคนเล็กแค่นั้น
"หมอว่าอะไรนะครับ ไหนน้านารถว่าแค่ล้มในห้องน้ำนี่ครับหมอ" มาร์คเอ่ยถามอึ้ง ๆ น้ำตาคลอหน่วย
"ท่านหัวใจล้มเหลวในห้องน้ำครับ จากบ้านมาถึงนี่เกือบ 40 นาที หัวใจท่านหยุดเต้นระหว่างทางหลายครั้ง เราทำได้เต็มที่แค่นี้จริง ๆ ครับ" คุณหมอบอกความจริงให้ชายหนุ่มฟัง
"พ่อ... ฮือ น้านารถครับ ผมขอโทษ ผมมาช้า พ่อครับผมขอโทษครับ" ชายหนุ่มปล่อยโฮไม่อายใครพร้อมทั้งกล่าวขอโทษแม่เลี้ยงและพ่อบังเกิดเกล้าเสียงดัง แล้วกอดแม่เลี้ยงร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสาร
"แม่ พี่มาร์ค ..." เสียงนิคน้องชายคนเล็กร้องเรียกและวิ่งเข้ามากอดเอวพี่ชายต่างแม่
"นิค" พี่ชายเรียกชื่อน้องพร้อมทั้งรั้งเด็กหนุ่มเข้ามากอด "ฟังพี่นะนิค พ่อไม่อยู่กับเราแล้ว พ่อทิ้งเราแล้ว" พี่ชายเอ่ยพลางกอดน้องชายไว้แน่น
"มาร์ค" "ลุงศักดิ์ ป้าธิดา" ชายหนุ่มเอ่ยเรียกลูกผู้พี่ของพ่อกับภรรยาที่เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ท่านคณบดีคว้าตัวหลานทั้ง 2 เข้าไปกอดไว้แน่น ในขณะที่ป้าธิดารีบรั้งน้องสะใภ้กอดไว้อย่างปลอบโยน
"ตั้งสตินะลูก ตั้งสติก่อน พ่อเราท่านหมดกรรมแล้วเราอย่าทุกข์โศกให้กรรมติดมันไปเลยนะ เดี๋ยวลุงช่วยจัดการทางนี้ให้ ส่วนธิดาพาน้องไปจัดการเรื่องวัดนะ ตอนเย็นตรีกับมะปรางน่าจะมาถึง" คุณลุงของหลานจัดแจงเสียงนิ่งสงบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านเสียคนที่รักไป ทั้งพ่อแม่น้าชาย ตลอดจนแม่ของมาร์คท่านก็เป็นคนดำเนินการเองทั้งหมดท่านจึงเป็นผู้ใหญ่คนเดียวในครอบครัวที่พึ่งพาได้ในตอนนี้
"ลุงครับผมอยู่ด้วยครับ นิคไปกับแม่นะ ดูแลแม่ดี ๆ" มาร์ครีบเอ่ยพลางหันไปบอกน้องชายทั้งน้ำตา ที่ท่านคณบดีมาได้เร็วขนาดนี้มาร์คไม่แปลกใจ เพราะ ผอ.โรงพยาบาลนี้เป็นเพื่อนของท่านและทุกครั้งที่พ่อของเขาเข้าโรงพยาบาลท่านจะรู้ด้วยตลอด
"แต่ผมขอเข้ามาหาพ่อก่อนได้มั้ยครับ" นิคเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา ทุกคนจึงพากันหันไปมองหน้าคุณหมอที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น คุณหมอพยักหน้าช้า ๆ แล้วเปิดประตูห้องฉุกเฉินพาทุกคนเดินเข้าพาทุกคนเข้าไปข้างใน มาร์คกับนิคจับมือกันเดินเข้าไปหาพ่อพร้อมทั้งนั่งลงคุกเข่ากราบที่เท้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มเอ่ยให้สัญญากับร่างไร้ลมหายใจของผู้เป็นพ่อเสียงทุ้มแต่หนักแน่นที่สุด
"พ่อไม่ต้องห่วงน้านารถกับนิคนะครับ ผมสัญญาจะดูแลน้านารถกับนิคให้ดีจะไม่ให้ใครรังแกได้ ผมเคยพูดอะไรไว้ผมจะทำให้ได้พ่อกับแม่คอยมองดูความสำเร็จของผมบนสวรรค์นะครับ" ว่าจบชายหนุ่มยกมือที่ซีดไร้สีของผู้เป็นพ่อลูบหน้าตัวเองแล้วแนบแก้มลงที่หลังมืออุ่น ๆ อีกครั้งแล้วลุกขึ้นดึงแขนน้องชายมายืนข้างกัน
งานศพของเสี่ยมนตราถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติถึง 5 วัน โดยการจัดการที่ไร้การคัดค้านของท่านคณบดีศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นพี่ชาย โดยที่ท่านสั่งห้ามไม่ให้คุณผกาอดีตน้าสะใภ้ แม่ของคนตายมาวุ่นวายกับเงินที่มีคนใส่ซองช่วยทำบุญ หรือส่วนใด ๆ เด็ดขาด
"หนอย... ไอ้ศักดิ์ ฉันเป็นแม่มันนะ มันตายซองช่วยงานมันก็ต้องเป็นของฉันสิ" คุณย่าผกาพูดขึ้นขณะที่อยู่ต่อหน้าศพวันสุดท้าย
"ไม่ได้หรอกครับ เงินพวกนี้ต้องจัดงานแล้วลูกเมียมนมันก็อยู่ครบ เหลือตรงนี้ต้องจัดการไปตามส่วน" ท่านคณบดีพูดขึ้นเสียงนิ่ง
"ลูก เมีย? มันจะสำคัญอะไร มันก็แค่คนนอก ฉันเป็นแม่มัน ไม่มีฉันมันจะเกิดมาให้ไอ้พวกนี้ได้เกาะกินสบายกันอยู่นี่มั้ย" คุณผกาพูดขึ้นไม่อายใครในขณะที่แขกหันมองหน้ากันตาปริบ ๆ
"เขาช่วยกันทำมาหากินครับคุณน้า ตามกฎหมายลูกเมียเขาต้องได้ตามส่วนครับ" ท่านคณบดีกัดฟันกล่าวอย่างระงับอารมณ์
"ไม่รู้ล่ะ เผาเสร็จเงินซองฉันต้องได้ครึ่งนึง สวนมนตรามันก็ต้องเป็นของฉันครึ่งนึงเหมือนกัน ฉันจะขายแล้วส่งหลานชายฉันไปเรียนต่างประเทศ" คุณย่าผกาว่าเสียงดังอย่างเอาแต่ใจ
"คงไม่ได้หรอกค่ะคุณแม่ ..." "ใครแม่แก ลูกฉันตายไปแล้วแกไม่มีสิทธิ์เรียกฉันว่าแม่" คุณย่าผกาเอ่ยสวนภรรยาลูกชายขึ้นทันที
"งั้น...คงไม่ได้ค่ะคุณผกา (คุณนงนารถลุกขึ้นพูดเสียงดังได้ยินกันทั้งศาลาทั้งแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน) เงินที่แขกท่านให้มาท่านเอามาทำบุญค่ะ เหลือจากนี้นารถจะทำผ้าป่าเป็นมหากุศลให้พี่มนทั้งหมดและเหลือเท่าไหร่นารถจะเพิ่มให้อีกเท่าตัว ส่วนสวนมนตราที่คุณผกาวนเวียนอยากได้และพยายามไล่ผู้สืบทอดมรดกที่แท้จริงหนีมาตลอด มันเป็นชื่อของพี่มนกับดาราใช้เงินเก็บซื้อร่วมกันไม่ใช่ของพี่มนคนเดียวแล้วตอนนี้นารถก็ให้พี่มนโอนเป็นชื่อของมาร์คตั้งแต่มาร์คอายุ 20 แล้วค่ะ ถ้ามาร์คให้ใครอยู่คืออยู่ ถ้ามาร์คไม่ให้ใครเหยียบก็เหยียบไม่ได้" นงนารถพูดขึ้นเสียงดังอย่างเหลืออด
"ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณผกาพยายามไล่มาร์ค ลูกชายของดาราออกจากบ้านหลอกศาลขอเป็นคนดูแลมาร์คแทนพี่มนกับ
นารถแล้วขายสมบัติของดาราทุกอย่างเอาเงินเข้าบ่อนจนเกือบหมด แอบขายบ้านที่พี่มนตั้งใจซื้อไว้เซอร์ไพรส์เนส (อันนี้เรื่องจริง เพราะบ้านหลังนั้นเสี่ยมนตรากะซื้อให้เนสตอนที่เข้ามาเรียนกรุงเทพ แต่ไม่มั่นใจว่าเนสจะเรียนที่ไหนเลยซื้อไว้ตรงรอบนอกและซื้อพร้อมกับคอนโดของมาร์ค แต่แม่ของท่านจ้างคนปลอมลายมือขายให้คนรู้จักและตอนนี้นงนารถก็ไปขอซื้อคืนมาแล้วและใส่ชื่อของมาร์คเอาไว้เพื่อปกป้องสมบัติชิ้นนี้ และเรื่องนี้มาร์คก็รู้ดีและบอกว่าจะโอนให้เนสถ้าถึงเวลา) พี่มนตั้งใจจะเซอร์ไพรส์เนส (เธอเน้นชื่อลูกชายคนกลางที่นั่งอยู่ข้างคุณย่าอีกทีพร้อมทั้งมองหน้าลูก) เป็นของขวัญวันเกิดตอนเนส อายุ 20 แต่คุณผกาก็ปลอมลายมือขายให้คนรู้จักไปก่อน ให้เนสโกรธมาร์คที่ได้คอนโดสมบัติเก่าของดาราแต่เนสไม่ได้อะไรเลย แล้วบ้านหลังนั้นมันก็แพงกว่าคอนโดของมาร์คซะอีก" คุณนงนารถว่าเสียงดังพร้อมกับกำมือแน่นแล้วมองหน้าลูกชายคนกลางน้ำตานองหน้าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอรักเนสมากแต่คำพูดของเธอกับสามีลูกชายไม่เคยฟังกลับไปเชื่อฟังแต่คนเป็นย่าที่คอยใส่ร้ายป้ายสีให้คนในครอบครัวทะเลาะกัน และคนที่น่าสงสารที่สุดคือลูกชายคนโตของสามีที่เขายอมคนในบ้านทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้พ่อ"จริงเหรอแม่ นี่ย่าขายบ้านของผมเหรอ?"
"จริงเหรอแม่ นี่ย่าขายบ้านของผมเหรอ?" เนสเอ่ยขึ้นอึ้ง ๆ พร้อมกับขยับตัวออกห่างจากผู้เป็นย่า"ใช่ ย่าเนสขายบ้านเนสไปก่อนวันเกิดเนสลูก พวกเรากะจะเซอร์ไพรส์ลูกกัน กลัวลูกจะน้อยใจที่พี่มาร์คได้ไปอยู่คอนโด แล้วเนสขับรถไปกลับไกล ๆ พ่อเป็นห่วงเนสมากนะลูก พี่มาร์คเขาก็ทำงานเพิ่มเก็บเงินซื้อเฟอร์นิเจอร์ให้ตั้งหลายอย่าง (ว่าพลางขยิบตาให้ลูกเลี้ยงพลาง) แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้วลูกเพราะย่าที่เนสรักขายไปหมดแล้ว" คุณนงนารถว่าเสียงเครือพร้อมกับทำท่าสะอื้นจนตัวสั่นอย่างน่าสงสาร ตอนนี้บรรดาแขกเหรื่อต่างซุบซิบนินทากันอย่างหนาหูถึงการกระทำของแม่คนตายที่ขายสมบัติลูกหลานจนหมด"แม่บอกเนสหลายครั้งเนสไม่เคยเชื่อแม่ คอนโดพี่มาร์คนั่นเป็นเงินของแม่ดาราเขาลูก ค่าเทอมพี่มาร์คก็หาเองทั้งหมด ค่ารักษาพ่อพี่มาร์คก็ช่วยมาตลอด เราไม่เคยได้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟก็พี่เค้า ที่เค้าไม่ค่อยได้กลับบ้านเพราะเค้าทำงานด้วยเรียนด้วยไงลูก ลำพังแค่สวนผลไม้ตอนนี้มันไม่ได้ออกทั้งปีเหมือนตอนที่พ่อแข็งแรงแล้วนะ ลูกดูถูกพี่เค้ามาตลอด เห็นดีเห็นงามกับคำพูดของคุณย่าแต่เนสรู้มั้ยคนที่เนสเกลียดที่สุด เขารักและห่วงเนสแค่ไหน พี่มาร์คต้องทำเรื่องขอผ่อน
"เอาล่ะ สรุปกันได้แล้วหรือยังลูกจะถึงเวลาแล้วนะ" ท่านคณบดีผู้มีศักดิ์เป็นลุงเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าพี่น้องคุยกันค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจและตอนนี้พระก็เริ่มทยอยมากันแล้ว "ครับ ลุง!" 2 พี่น้องต่างแม่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน"งั้นก็เตรียมได้แล้วลูก มาร์ค เนส นิค มานั่งกับลุง" คนเป็นลุงพูดขึ้นทำให้ทั้ง 3 เดินไปนั่งข้าง ๆ ลุงอย่างว่าง่าย แล้วพิธีต่าง ๆ ก็ดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นทุกอย่างรวมถึงทำบุญผ้าป่ากับเงินส่วนที่เหลือในงานจนหมดตามที่คุณนงนารถว่าไว้และตอนนี้ทุกคนก็เตรียมแยกกันเพื่อไปดำเนินชีวิตต่อ โดยที่บรรดาเพื่อนของมาร์คที่อยู่ช่วยงานจนแล้วเสร็จนั้นต้องเดินทางกลับก่อนเพราะศิลาต้องไปต่างประเทศกับคุณปู่ โรมต้องไปเฝ้าร้านแทนพี่ชายที่ภรรยาเพิ่งคลอด ส่วนเทนนั้นเขาสนใจที่จะเปิดบริษัทส่งออกของตัวเองเมื่อเรียนจบจึงเริ่มเข้าไปศึกษางานที่บริษัทของพี่เขยตั้งแต่เนิ่น ๆ "มาร์ค มึงจะผ่อนบ้านจริง ๆ ดิ" เนสพูดขึ้นขณะที่กำลังนั่งทานข้าวกัน 4 คนแม่ลูก มาร์คเงยขึ้นสบตากับแม่เลี้ยงอย่างขอคำปรึกษา คุณนงนารถก็ขยิบตาเล็ก ๆ ให้ชายหนุ่มเล่นละครต่อ "อือ...มึงจะได้ไม่ต้องขับรถไกลไงแล้วมันก็เป็นความต้องการของพ่อตั้งแต่ทีแร
สี่แยกใหญ่ที่การจราจรแสนหนึบหนับกลางเมืองหลวง รถมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ (แต่ค่อนไปทางเก่า) วิ่งขึ้นมาจอดที่ริมฟุตบาทไม่ห่างจากกล่องพวงมาลัยกล่องเล็กคุ้นตามากนัก ชายหนุ่มตั้งขาตั้งรถถอดหมวกกันน็อกแล้วกวาดตามองหาแม่ค้าตัวน้อยที่ตั้งใจเก็บมะม่วงกับมะยงชิดมาฝากเต็มตะกร้ามอเตอร์ไซค์ และมีเค้กโบราณหน้ารวมติดมาด้วยอีกกล่อง"มาซื้อมาลัยหรือพ่อหนุ่ม" เสียงตาแก่ที่ถือไม้แขวนพวงมาลัยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้มาร์คหันกลับไปมองอย่างสงสัย"เอ่อ... ผมมาหาแม่ค้าพวงมาลัยตัวเล็ก ๆ ที่น้องขายอยู่ตรงนี้น่ะครับตา" ชายหนุ่มเอ่ยตอบพลางมองชายดังกล่าว แกเป็นคนแก่อายุน่าจะมากกว่า 60 ผิวน้ำตาลกร้านแดด ผมเผ้าหวีเรียบร้อย ที่สำคัญคือเสื้อผ้าที่ใส่ถึงจะเก่าแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านมาก ขาด้านขวาแกโดนตัดขึ้นเหนือเข่ายืนถือไม้ค้ำยันมองหน้าเขายิ้ม ๆ "อ๋อ... เจ้าน้ำหวานน่ะเหรอ วันนี้ไปฟังผลสอบน่ะกลับมาก็น่าจะเที่ยงโน่นแหละ ขอไปกินไอติมที่ตลาดกับเพื่อนเขาด้วย พ่อหนุ่มมีอะไรล่ะจะสั่งพวงมาลัยหรือลูก" ตาน้อยเอ่ยถามพลางมองสำรวจชายหนุ่มยิ้ม ๆ "ครับตา วันนี้วันพระผมเลยจะแวะสั่งมาลัยให้น้องไปส่งตอนเย็นน่ะครับ แล้วพอดีกลับบ้านม
"แหม พูดถึงนี่ยิ้มเลยนะครับนะแต่กูก็ว่าน้องเค้าน่ารักนะ เลี้ยงต้อยซัก 7-8 ปีคงใช้งานได้" เทนว่ายิ้ม ๆ"มึงนี่ก็ คิดอะไรบาปไปนะไอ้เทน กูแค่เอ็นดูน้องเค้า ตัวแค่นี้รู้จักทำมาหากิน แล้วพูดเก่งมากกูว่าถ้ามีน้องสาวแบบนี้คงจะหนวกหูดี ดีกว่าอยู่เงียบ ๆ" มาร์คว่าขำ ๆ ตามความคิดของตัวเอง"อ่อ... อยากเป็นพี่ชาย น้องมัน?"โรมเลิกคิ้วถาม"เออ... กูว่ามันน่าจะดีกว่าน้องชายปากหมา ๆ อย่างไอ้เนส กับใจร้อนอย่างไอ้นิคว่ะ" มาร์คบอกเพื่อนพลางกระดกเบียร์หมดกระป๋องแล้วจะคว้ากระป๋องใหม่มาเปิด"ของกู" เทนรีบคว้าก่อนทำให้ได้รับค้อนวงน้อย ๆ จากเพื่อนก่อนที่มาร์คจะลุกขึ้นไปหยิบมาใหม่อีก 3 กระป๋อง"กูว่าเราสั่งข้าวมากินกันเถอะจะบ่ายละ นอนซักพักกูต้องออกไปร้าน เมื่อคืนพวกเมาแล้วตีกันเละเทะฉิบหาย" โรมว่าพลางเปิดแอปสั่งอาหาร"อือ ดี กูก็เพลีย ๆ ว่ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้พวกมึงต้องไปดูบ้านกับกูนะ เฟอร์บางส่วนกูจะขนออกมาเก็บหลังร้านก่อนแล้วค่อยทยอยขนไปเดือนละอย่าง 2 อย่าง มีเยอะเดี๋ยวไอ้เนสมันสงสัย" มาร์คบอกความคิดกับเพื่อน ใจเขาคิดว่าเมื่อบอกว่าซื้อบ้านมือสอง หลุดจำนองมัน
"เฮ้ย ... มึงดูถูกไอ้มาร์คมันไปนะไอ้เนส มันนี่หลานรักคุณปู่ไอ้ศิเลยนะเว้ย บ้านแบบนี้ขอฟรียังได้นับอะไรกับขอผ่อนวะ" โรมว่าแทรกเข้ามาในเครื่อง"ใช่โรม มึงเตรียมมาทำความสะอาดก่อนขึ้นบ้านใหม่เลยไอ้เนส ถ้าไอ้มาร์คมันกู้ไอ้ศิไม่ได้ กูซื้อให้มันผ่อนกับกูเอง" เทนว่าพลางเดินมากอดคอเพื่อนแล้วยักคิ้วให้กล้อง"ตามนี้นะเนส มึงพูดแล้วนะว่าจะมาทำความสะอาดเองน่ะ" มาร์คว่ากับน้องชายต่างแม่ยิ้ม ๆ"แล้วมึงไม่ช่วย?" เนสสวนมาทันที"กูต้องทำงานเว้ย กลับบ้านไปเงินเก็บกูหมดทุกบาท อีกไม่กี่วันก็ค่าน้ำค่าไฟค่าเทอมกูแล้วเทอมนี้มึงแค่รักษาสถานภาพไม่กี่พันกูนี่เป็นแสนเลยนะ มึงก็มาทำเองแล้วกัน เออ...ถ้าน้านารถจะให้ตังค์มาซื้อของก็โอนมาละกัน แล้วบอกว่าจะซื้ออะไรให้มึงมั่งกูจะได้สั่งร้านเขาเอามาส่ง มึงมาจะได้มีใช้" มาร์คให้เหตุผลที่น่าสงสารของตัวเอง จนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลั้นขำ"เออ... ให้มันได้จริง ๆ เหอะไม่ใช่ให้แม่ดีใจเก้อ จะให้ลงไปทำเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกันแล้วมึงจะไม่ซื้อของมึงล่ะ" เนสว่าพลางหลบสายตาพี่ชายต่างแม่ทั้งยังรู้สึกละอายใจที่ผ่านมาเขาได้ใช้เงินแบบสบาย
เปิดเทอมวันแรกที่แสนจะวุ่นวายของภาคเรียนที่ 2 ของโรงเรียนขยายโอกาสไม่ไกลจากมหาลัยวิทยาลัยชื่อดังเท่าไหร่นัก เด็กหญิงพรสิตาวิ่งกระหืดกระหอบแก้มแดงเข้าโรงเรียนจนผมหน้าม้าฟูฟ่องเปิดหน้าผากมันแผล็บมาแต่ไกล แล้วไปหยุดก้มจับเข่าหอบแฮ่ก ๆ อยู่หน้าห้องเรียนที่เพื่อนกำลังช่วยกันจัดโต๊ะเรียนให้เข้าที่ สภาพเธอตอนนี้เสื้อนักเรียนคอบัวสีขาวที่เธอบรรจงรีดไว้อย่างดีเมื่อคืนถูกโคลนสาดจนกลายเป็นสีน้ำตาลเกินครึ่ง กระโปรงนักเรียนที่อัดกลีบจนมันมีน้ำสีน้ำตาลหยดที่ชายกระโปรงลงพื้นเป็นระยะ ดูแล้วมอมแมมจนครูประจำชั้นขมวดคิ้ว"พรสิตาไปทำอะไรมาลูก ทำไมสภาพเป็นแบบนั้นล่ะ" ครูประจำชั้นเอ่ยถามเด็กน้อยอย่างเป็นห่วงสภาพนี้เธอจะนั่งเรียนกับเพื่อนได้ยังไง"ตอนหนูวิ่งมา รถขนปลาเหยียบน้ำที่หน้าตลาดใส่ค่ะแต่หนูเห็นว่ามันจะสายแล้ว แล้วโรงเรียนก็ใกล้กว่าหนูเลยไม่กลับไปเปลี่ยนค่ะ เดี๋ยวมันก็แห้ง" เด็กน้อยว่าหงอย ๆ วันนี้เธอตั้งใจแต่งชุดสวยมาเปิดเรียนวันแรกแถมโบผูกผมอันใหม่ที่เธออยากได้ เธอกลั้นใจซื้อมาจากห้างก็เปื้อนไปด้วย"โถ่...แล้วจะนั่งเรียนยังไงล่ะลูก" คุณครูใจดีว่าอย่างสงสาร"หนูยืนตรงน
"มึงมีน้องสาวเหรอ?" ศิลาถามขึ้นนิ่ง ๆ"ไม่มี แค่เด็กขายพวงมาลัย กูเห็นน้องมันขายหน้าแดงหน้าดำกูเลยอุดหนุนไอ้พวกนี้ก็แซวแรงไป" มาร์คตอบเพื่อนรักตัดรำคาญ พร้อมทั้งนึกถึงหน้าใส ๆ แก้มแดง ๆ เมื่อเช้า ที่เขาพานั่งหน้ารถไปส่งที่บ้านแล้วพากลับไปส่งที่โรงเรียน เจ้าตัวไหว้สวยทั้งไปทั้งกลับ ถ้าตอนเย็นเจออีกก็คงจะไหว้อีกแน่ ๆ เมื่อคิดถึงตอนนั้นชายหนุ่มจึงเผลอยิ้มออกมา พร้อมทั้งส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างเอ็นดู"เคลิ้มครับ ยิ้มครับ พูดถึงแล้วหน้าบานไม่หุบ มึงบอกว่าน้องมันอยู่กับตา ไม่ไปขอมาเลี้ยงเองเลยล่ะ ตัวแค่นั้นไม่กินเปลืองอะไรหรอกมั้ง" โรมหันมาว่าเพื่อนขำ ๆ"ไอ้โรม น้ำหวานไม่ใช่หมากูจะได้ขอมาเลี้ยงเล่น มึงจะกลับบ้านก็ไปซะที ลากกูเข้าคุกอยู่นั่นแหละ" มาร์คว่าเสียงดังใส่เพื่อนไม่จริงจัง พร้อมกับลุกขึ้นถอดเสื้อเดินเข้าห้องส่วนตัวไป"มึงก็หยอกแรงไปไอ้โรม กูว่าไอ้มาร์คมันเอ็นดูน้องมันจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดกูเจอครั้งเดียวยังถูกชะตาเลย หรือมึงไม่ถูกชะตาน้องมัน" เทนหันไปว่าเพื่อนด้วยกลัวว่าเพื่อนอีกคนจะโกรธจริง เพราะเขาก็ไม่เคยมีน้องผู้หญิง เขาเองก็คิดว่าน่าจะดีถ้าได้ยินเสียงแจ๋
"ไม่รบกวนหรอกลูก ถ้าไม่รังเกียจก็ทานด้วยกันถือว่าตาขอบใจที่พาเจ้าหวานมาส่ง" ตาน้อยว่าอย่างใจดี ท่านมองสายตาคนออกว่าแต่ละคนคิดกับหลานสาวท่านยังไงและมองออกว่าสายตาที่โรมกับมาร์คมองนั้นเหมือนสายตาที่ผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กมากกว่าจะมองไปถึงเรื่องชู้สาว"งั้นผมไม่เกรงใจนะครับตาแล้วเห็นน้องหวานบอกว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนนี่ครับ" โรมยังเอ่ยถามคำถามเดิมแต่ตอนนี้น้ำหวานหายไปแล้ว"อ๋อ...น้องเพลงหลานลุงกรณ์ข้างบ้านเรานี่แหละ เพื่อนเรียนด้วยกัน ป่วยเป็นมะเร็งก้านสมอง ตอนนี้หมอให้มารักษาที่บ้าน" ตาน้อยตอบพลางถอนหายใจเบา ๆ"ตาจ๋าหาข้าวเลยนะคะ เดี๋ยวจะเลยเวลากินยาแล้วเดี๋ยวกินเสร็จหนูจะเอาส้มไปฝากเพลงนะคะ หนูซื้อมาให้ตาด้วยนะ" เสียงแจ๋ว ๆ ว่ามาจากในครัว พร้อมกับร่างเล็กในชุดอยู่บ้านเป็นกางเกงสามส่วนเสมอเข่ากับเสื้อกีฬาตัวใหญ่ประคองถาดกับข้าวที่มี 2-3 อย่างเข้ามาด้วยแล้ววางบนโต๊ะเล็กก่อนจะเดินไปหยิบเสื่อกระจูดที่วางอยู่มุมห้องมาปูแล้วยกถาดมาวางด้านล่าง"บ้านเราไม่มีโต๊ะทานข้าวนะคะพี่โรม พี่เคยนั่งทานแบบนี้มั้ยคะ เดี๋ยวหนูแบ่งให้พี่นั่งทานบนโต๊ะเขียนหนังสือหนูนะคะ" คนตัวเล็กว่าอย่างเก
หลังจากที่มาร์คอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำก็พบว่าน้ำหวานจัดเตรียมที่นอนให้ข้างตาน้อยที่ห้องโถงเรียบร้อยแล้ว คนตัวเล็กหอบผ้าห่มกับหมอนใบใหญ่แบบที่เธอหนุนเดินออกมาจากห้องแล้วหัวเราะคิกคักกับลุคกางเกงแพรขาลอยกับเสื้อยืดขยี้ใบตัวใหญ่ของเธอ"ฮ่า ๆๆ มองข้างล่างเหมือนคุณตา มองข้างบนเหมือน สก๊อยเลยอ่า" คนตัวเล็กหัวเราะชอบใจ"ไม่ต้องพูดเลย แกล้งพี่ปะเนี่ย" มาร์คว่ายิ้ม ๆ มองคนตัวเล็กอย่างมันเขี้ยว *มองข้าล่างนี่มองตรงไหนวะเนี่ย...* มาร์คคิดในใจขำ ๆ แล้วก้มมองช่วงล่างของตัวเอง"เปล่านะคะ ตัวนี้ใหญ่ที่สุดแล้วตอนหนูใส่มันยาวถึงเข่าไม่ต้องใส่กางเกงนอนเลย แต่พอพี่มาร์คใส่แล้วตัวจิ๋วไปเลย พี่มาร์คโตเกินไปค่ะ" คนตัวเล็กตอบเสียงใส"พี่ว่าหวานเข้านอนเถอะ เดี๋ยววันนี้พี่จะตื่นมาช่วยตายก กล่องเอง นอนเยอะ ๆ จะได้โตเร็ว ๆ" มาร์คว่ายิ้ม ๆ"ขอบคุณค่ะงั้นหนูเข้านอนนะคะตา" เด็กสาวกล่าวขอบคุณพร้อมกับยกมือไหว้ ก่อนเดินเข้าห้องของตัวเอง มาร์คมองตามหลังจนเธอปิดประตูแล้วจึงลุกขึ้นไปปิดไฟกลางห้องก่อนจะกลับมานอนลงข้าง ๆ ตาน้อยเงียบ ๆ"ขอบใจนะมา
เกือบ 3 ทุ่มของวันเดียวกันรถยนต์คันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านตาน้อย ทำให้ 2 ตาหลานที่กำลังนั่งร้อยมาลัยเตรียมส่งให้แม่ค้าในวันรุ่งขึ้นเงยหน้าขึ้นสบตากันแล้วมองไปที่หน้าต่าง น้ำหวานวางมือจากมาลัยแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดผ้าม่านดูด้านนอกอย่างสงสัย"พี่มาร์คมาค่ะตา" น้ำหวานหันไปบอกตาน้อยเบา ๆ"ตาคะ พี่มาร์คนั่งอยู่ที่แคร่ไม่เข้ามาค่ะ""งั้นหนูก็เอายากันยุงไปให้พี่เขาหน่อยลูก ข้างนอกยุงมันเยอะ" ตาน้อยว่ายิ้ม ๆ แล้วก้มหน้าลงร้อยมาลัยต่อ"แต่ดูพี่มาร์คหน้าเครียด ๆ นะคะ" สาวน้อยว่าเบา ๆ แล้วเดินกลับมานั่งร้อยมาลัยพวงที่ค้างอยู่ต่อ"พี่เขาอาจมีเรื่องไม่สบายใจก็ได้นี่ลูก แล้วนี่ก็ใกล้ฝึกงานแล้วด้วยเขาคงมีเรื่องคิดหลายอย่าง ตาว่าตอนนี้หวานเอายากันยุงไปให้พี่เขาก่อนเถอะเดี๋ยวยุงจะสุมเอา" ตาน้อยพูดขึ้นเนิบ ๆ พลางสั่งให้เธอเอายากันยุงไปให้ชายหนุ่มอย่างเป็นห่วง"ค่ะตา" เด็กสาวลุกขึ้นไปหยิบยากันยุงมาจุดก่อนจะวางลงไปในถาดรองแล้วเปิดประตูเดินออกไปหาชายหนุ่มเงียบ ๆ วางยากันยุงลงใต้แคร่ก่อนจะถอยหลังออกมาเตรียมจะเดินเข้าบ้าน"หวานมาหาพี่หน่อย" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเ
"น้องมึงกี่ขวบแล้ววะศิ ตัวพอ ๆ กับน้ำหวานเลย" เทน ถามขึ้นอย่างสงสัย"13 เดือนหน้าขึ้นเกรด 7""อือ... เท่าไอ้ตัวเล็กของไอ้มาร์คมันจริง ๆ ทำไม ม. 1 มีแต่ตัวเล็ก ๆ วะ มันจะโตกว่านี้มั้ย" เทนครางในคอพึมพำแล้วหันมาถามเพื่อนอย่างสงสัย"คงโตแหละ แต่มึงเงียบสิไอ้ห่า หนังกำลังสนุก" ศิลาตอบพลางเอ็ดเพื่อนที่ถามกวนอารมณ์คนจะดูหนังและเกรงใจคนที่นั่งด้านหลัง ส่วนมาร์คที่นั่งติดกันนั้นนั่งนิ่งฟังเงียบ ๆ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา จนกระทั่งหนังถึงช่วงสุดท้าย..."ศิลาคะ แมรี่ไม่มีรถมา ขอแมรี่กลับด้วยนะคะ" สาวสวยเอ่ยขึ้นเสียงหวานพร้อมทั้งส่งสายตายั่วยวนให้ชายหนุ่มที่เพื่อนนั่งขั้น หลังจากที่เธอขอออกไปเข้าห้องน้ำเพิ่งกลับเข้ามานั่งได้ไม่นาน"ไม่ได้หรอก ไอ้ศิลามันเอาน้องมาด้วยเธอก็เห็น" เทนตอบแทนเพื่อนเสียงห้วน"อ้าว เมื่อกี้ในห้องน้ำ แมรี่เห็นน้องขวัญไปล้างหน้าเธอว่าจะกลับก่อนนี่คะ" ทันทีที่แมรี่พูดจบศิลาหันขวับกลับไปมองที่เก้าอี้ชั้นสวีตที่น้องสาวตนนอนอยู่และเมื่อไม่เห็นร่างเล็กที่นอนอยู่ที่เดิมจึงลุกพรวดพราดออกจากโรงหนังไปทันที จนเพื่อนมองตามตาปริบ ๆ"ศิล
"ขึ้นไปข้างบนล่ะมั้ง เห็นว่าจะไปกินกาแฟรอ" โรมว่าพลางชี้ไปที่นาฬิกาเรือนเล็กน่ารักที่เขามองว่ามันน่าจะเหมาะกับข้อมือเล็ก ๆ ของน้ำหวาน"กูว่าเอาแบบที่เด็ก ม. 1 ใส่กันดีกว่าสายเหล็กนะ แขนน้องเล็กนิดเดียวแบบนี้เป็นไง" มาร์คมองนาฬิกาในมือโรมแล้ววิเคราะห์พลางชี้ไปที่นาฬิกาแฟชั่นสายพลาสติกสีส้มพาสเทลน่ารักที่วางโชว์อยู่ในกล่องในตู้"เออ... น่ารักแล้วมันดูไม่เว่อร์ด้วย สวย ๆ กูว่าเรือนนี้แหละเหมาะ... คุณครับขอดูเรือนนี้หน่อยครับ" โรมพยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันทีพลางสั่งพนักงานหยิบนาฬิกาเรือนเล็กขึ้นมาให้ดู"รุ่นนี้เป็นคอลเลคชันใหม่ที่เพิ่งออกช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมาค่ะ สีหวานแหววเหมาะสำหรับของขวัญของฝากค่ะ ถ้าลูกค้าจะซื้อไปฝากแฟนเรามีบริการห่อของขวัญให้ด้วยนะคะ" พนักงานในร้านว่าเสียงพร้อมทั้งหันมามองหน้ามาร์คยิ้ม ๆ"ผมซื้อไปฝากน้องสาวครับเด็ก ม. 1" มาร์คว่าขึ้นยิ้ม ๆ พร้อมกับส่งตาหวานเยิ้มให้พนักงานสาวสวยในร้านจนเธออายม้วนไปไม่เป็นเลยทีเดียว"ไอ้มาร์คตกลงมึงมาดูแม่ค้าหรือมาดูนาฬิกา ไอ้บ้า เร็ว ไอ้เทนไลน์มาแล้วเนี่ย" โรมว่าเสียงเบาพลางตบหลังเพื่อนรักที่ตอนนี้ทำ
SARAN BARรถเก๋งซีรีส์ 3 คันหรูวิ่งเข้ามาที่จอดรถ VIP ของร้าน ชายร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากรถอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับฮัมเพลงควงกุญแจเดินล้วงกระเป๋าเข้าไปในร้าน"แหม... อารมณ์ดีเพราะกีมาตีกันรอหรือครับพี่มาร์ค มึงมาช้ากว่านี้กูได้เอาน้ำร้อนสาดกีมึงแน่" โรมว่าเสียงดังมาจากชั้น 2 ของร้าน"กี อะไร กูไม่ได้นัดใครมานี่" มาร์คขมวดคิ้วถามกลับทันที ตั้งแต่กลับมาจากพาน้ำหวานกับตาไปเที่ยวทะเลมาร์คยังไม่ได้นัดผู้หญิงคนไหนมาที่ร้านอีกเลยเพราะคิดว่าควรจะหยุดได้แล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะฝึกงานแล้ว อาจจะไม่ค่อยมีเวลามาร้องเพลงที่นี่อีก ฉะนั้นเงินเก็บที่มีควรประหยัดและไม่ควรไปสิ้นเปลืองกับเรื่องพวกนั้น"มึงไม่ได้นัดแต่สามัคคีกันมาไง ไอ้ห่า ร้านกูจะพังแล้วเนี่ยมึงขึ้นมาเคลียร์เลยกูขังรวมไว้กัดกันตายไปแล้วมั้ง" โรมว่าพลางหัวเราะขำ ๆ"ใครวะ?" ถามพรางเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ของร้านที่แบ่งเป็นห้อง VIP ไว้หลายห้องอย่างเป็นสัดส่วน"น้องดีว่ากับน้องยาหยีของมึงน่ะ" คำตอบของโรมทำมาร์คขมวดคิ้วทันที *น้องดีว่า ยาหยี ไหนอีกวะ* ขาวยาวก้าวไปหน้าประตูห้องที่โรมว่าพลางเปิดประตูเข้าไ
ทริป 3 วัน 2 คืน กับการเที่ยวทะเลครั้งแรกในชีวิตของแม่ค้าพวงมาลัยตัวน้อยผ่านไปอย่างสนุกสนานกับการเมารถและเมาเรือทั้งไปและกลับทั้ง 3 พาตาน้อยและน้ำหวานกลับมาส่งที่บ้านของค่ำอีกวันพร้อมกับของแห้งหลายอย่างที่มาร์คโรมและเทน ซื้อใส่รถมาให้โดยอ้างว่าถ้าว่างจะเข้ามากินข้าวด้วย น้ำหวานแบ่งของแห้งบางส่วนไปให้ลุงกรณ์ข้างบ้านพร้อมกับขนมจากที่ซื้อมาระหว่างทาง ก่อนที่ทั้ง 3 จะลาจากตาและน้ำหวาน โดยมาร์คบอกว่าคืนนี้เขาต้องกลับไปนอนที่บ้านกับน้องชายเพราะแม่เลี้ยงโทรมาบอกว่าน้องชายไม่สบายให้เข้าไปดูสักหน่อยและจะกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อเอาของฝากจากทะเลไปส่งแม่เลี้ยงกับน้องที่บ้านด้วย"ไปเที่ยวนครนายกอีกเปล่าหวาน" มาร์คถามขึ้นยิ้ม ๆ"มะปาย~มะหวาย~จะตุย" เสียงเล็ก ๆ ว่าภาษาที่วัยรุ่นใช้พร้อมทั้งมุดหัวเข้าเสื้อตาอย่างน่ารัก"เอามะยงชิดอีกมั้ย เดี๋ยวพี่เก็บมาฝาก" คนตัวโตถามคนในเสื้อตาขำ ๆ ซึ่งพอได้ยินชื่อผลไม้คนตัวเล็กก็รีบผงกหัวยุกยิกอยู่ในเสื้อตาทันที"เอ้า...แล้วไม่โผล่ออกมาบอกพี่เขาดี ๆ ล่ะลูก" ตาน้อยว่าพลางลูบผมคนในเสื้อเบา ๆ ที่ตอนนี้นิ่งไปแล้ว "หือ...ปิดสวิตช
"อ๋อ... ถุงพลาสติก" โรมพยักหน้าเข้าใจ"คิดไม่ดีใช่มั้ยมึงเนี่ย" เทนได้ทีว่าให้เพื่อนทันที"ไอ้บ้า ใครจะไม่สงสัยวะ พวกมึงก็ด้วยแหละ" โรมว่าพลางเตะขาเพื่อน"ป้าว่าเราไปกันเถอะจ่ะ น้องหวานไปได้หรือยังลูกเดี๋ยวแดดจะร้อน ลงน้ำไม่ได้นะ" ป้าแม่บ้านว่ายิ้ม ๆ"ไปค่ะ หนูไหว" ว่าพลางกระโดดขึ้นเรือก่อนใครพร้อมทั้งยื่นมือมารับป้าแม่บ้านแล้วก็ตาของตัวเองอย่างแข็งขัน แต่เมื่อเรือออกจากฝั่งไม่ถึง 10นาทีคนเก่งก็นั่งซบลงที่ตักของตาพลางหลับตาแน่น"จะอ้วกหรือลูก" ตาถามพลางลูบหลังให้เบา ๆ"มันโคลงเคลงค่ะตา เวลาหลับตาลงเหมือนเรานอนในเปลเลย" คนตัวเล็กว่าพลางขยับเข้าหาตักตา"งั้นมานอนที่ตักพี่มา เดี๋ยวตาเป็นตะคริวพอดีกว่าจะถึง" มาร์คเอ่ยขึ้นเสียงทุ้มพร้อมกับรั้งแขนเล็ก ๆ ให้ลุกขึ้นแล้วซบลงมาที่ตักตัวเองแทน "ไหวมั้ย เอาถุงหรือเปล่า" ก้มลงถามพร้อมกับลูบหัวเบา ๆ"ไม่เอา" เสียงหวานตอบกลับมาเบา ๆ พร้อมกับส่ายหน้ายุกยิกบนตักก่อนจะนิ่งไป ขณะที่มาร์คยังลูบหัวลูบหลังให้ตลอดทางจนถึงท่าเรือของเกาะ"ลุกไหวมั้ย" ชายหนุ่มก้มลงถา
"อ่อ.... หวง ไอ้ห่าเอ้ย แล้วตัวเองมานั่งเปล่งแสงอยู่ตรงนี้ กูว่ามึงเรียกสายตามากกว่าน้องอีกนะ อย่างน้อยน้องมันก็นั่งข้างกูไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งหรอก" โรมว่าขำ ๆ พลางหันมองเพื่อนที่นั่งขาวออร่าอยู่ข้างตัวเอง"ก็เสื้อน้องมันบางแล้วน้องมันกำลังโต ไอ้บ้า" มาร์คว่าพลางลุกขึ้นเดินไปนั่งลงข้าง ๆ คนตัวเล็กแล้วแอบส่งสายตาดุ ๆ ฟาดไปยังกลุ่มเด็กมัธยมผู้ชาย 4-5 คนที่เล่นน้ำอยู่ไม่ห่างนัก"ตัวเล็กพรุ่งนี้ไปเกาะ ใส่เสื้อสีทึบนะห้ามใส่เสื้อขาวลงน้ำ" แล้วหันมาบอกคนตัวเล็กเสียงดุทันที"แหะ ๆ ขอโทษค่ะหนูลืม แต่ไม่เป็นไรหรอก หนูยังไม่โตนี่คะไม่เหมือนพี่สาวพวกนั้น ขนาดใส่เสื้อชมพูยังมองเห็นเสื้อชั้นในเลยแถมโตแล้วด้วย" คนตัวเล็กทำหน้าแหย ๆ พยักพเยิดไปที่พวกหญิงสาวที่เล่นน้ำกรี๊ดกร๊าดอยู่ไม่ไกลแล้วยิ้มให้สาวใส่เสื้อสีชมพูที่กำลังมองมาร์คตาเยิ้มอย่างยั่วยวนอยู่ตรงนั้น"น้ำหวาน ไอ้ที่ว่าโตนี่หมายถึงอายุเค้าใช่มั้ย" โรมก้มลงถามขำ ๆ"แหะ... หมายถึงอายุก็ได้ค่ะ" คนตัวเล็กหันไปตอบพร้อมกับยิ้มทะเล้นให้ เลยได้กำปั้นป๊อกหัวมาเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว"แหม... ทีแรกว
"เอ้อ...ไอ้นี่ก็เร่งน้อง เอาถุง 200 ถุงนึงครับแม่ค้า" โรมดุมาร์คพลางหันไปสั่งแม่ค้าพร้อมกับยิ้มหวานตามสไตล์คาสโนว่าตัวพ่อแห่งสรันบาร์จนแม่ค้าอายม้วนไปทันที"แต่หนูยังไม่ได้ตัดสินใจเลยนะคะพี่โรม" เสียงเล็กว่าขึ้นอย่างเกรงใจ ไม่ใช่ไม่อร่อยแต่โรมสั่งถุงละ 200 ซึ่งมันแพงไปสำหรับเธอ"อันนี้เขาเรียกว่ากับแกล้มครับอิหนู หวานกับตากินกับข้าวต้มหรือกินเล่นได้แต่พวกพี่กินกับเบียร์กับเหล้าครับ" โรมว่าพลางยื่นเงินให้แม่ค้า"แล้วกินกับเหล้ากับเบียร์นี่หวานชิมด้วยได้มั้ยคะ" คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นถามตาแป๋วแล้วยิ้มอย่างทะเล้น"ทะลึ่ง!!" 3 เสียงประสานกันจนคนที่มาตลาดหันมามอง "ตัวเท่าเมี่ยงจะกินเหล้ากินเบียร์ ไป กลับ เอาอะไรอีกมั้ยเดี๋ยวตะวันตกดินไม่ได้เล่นน้ำนะ" มาร์คหันมาดุคนตัวเล็กที่ยืนทำหน้ามุ่ยอยู่ตรงกลางกลุ่ม"ค่า... ดุจัง อย่าให้โตเต็มวัยนะ จะกินแข่งพี่มาร์คเลยแล้วหนูก็จะ 13 แล้วด้วยนะคะ ไม่ใช่เท่าเมี่ยง" คนตัวเล็กว่าเสียงหวาน แต่ปนความงอนงอแงนิด ๆ ถึงพวกเขาจะรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนแต่เธอก็สนิทใจมากพอที่จะกล้างอแงได้เพราะเห็นว่าพวกพี่ ๆ ใจดีและตาน้อยก็ไว้