หลังจากมู๋จินเป่ากับซิงอีค้นตำราที่ท่านแม่ทัพสั่งให้บ่าวนำมาให้ ก็ไม่มีตำราสักเล่มที่น่าสนใจเลย มีแต่แผนที่หนึ่งแผ่น ที่เป็นเหมือนผังเมือง เหมือนเป็นผังบอกตำแหน่งที่ต่างๆของเมืองที่นางอยู่ รวมไปถึงเมืองข้างเคียงด้วย มองๆดูแล้วเหมือนผังของแคว้นทั้งแคว้นเลยทีเดียว ซึ่งมีเขาป่าต้องแสงจันทร์อยู่ริมบนขวาสุดของแผนที่ น่าจะเป็นแค่แคว้นเดียวเท่านั้น สถานที่แห่งนี้น่าจะมาหลายแคว้นแน่ๆ นางมองตำแหน่งที่นางอยู่และมองไปที่เขาป่าต้องแสงจันทร์ หากใช้เวลาเดินทางเท้านางต้องใช้เวลานานแน่เลยเพราะนางไม่มีวรยุทธ ส่วนซิงอีเองนางก็มีวรยุทธเพียงป้องกันตัวเท่านั้นยังไม่สามารถลอยตัวได้ด้วยซ้ำ หลังจากดูแผนที่แล้วซิงอีก็นำตำราไปเก็บ และรีบพักผ่อน ยามเช้าก่อนฟ้าสว่างทั้งสองก็เตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองแต่งชุดสบายๆออกไปทางบุรุษเลยทีเดียว ทั้งสองเดินมุ่งไปทางท้ายจวนไม่ได้ออกไปด้านหน้าจวน ซิงอีแอบปีนต้นไม้มองดูลาดลาว พอดูว่าไรวีแววผู้คนก็ปีนข้ามกำแพงไป มู๋จินเป่าก็โยนถุงผ้าที่บรรจุขนมปังที่ซิงอีทำขึ้นมา และถุงผ้าที่บรรจุของใช้ในยามจำเป็นให้ซิงอี และปีนข้ามตามไป ขนาดแค่ปีนกำแพงผู้ไม่มีวรยุทธนี้ยังลำบากมาก
หลังจากพักผ่อนแบบหลับสนิททั้งคืนพอตื่นขึ้นมา ซิงอีก็รู้สึกผิดเพราะไม่ได้เฝ้ายาม พอลุกขึ้นได้ก็เห็นลี่หลินเตรียมอาหารเช้าให้แล้ว ซิงอีเห็นปลาย่างก็ไม่สบายใจไปกันใหญ่ นางหวาดระเวงลี่หลินอยู่แล้วด้วย มู๋จินเป่าเห็นซิงอีทำหน้าแปลกๆจึงถามขึ้น"พี่ซิงอีเป็นอะไรไป เมื่อคืนพี่เฝ้ายามดึกเลยเผลอหลับไปแล้วนอนไม่เต็มอิ่มหรือไรกัน ลงมากินปลาย่างเถอะวันนี้ลี่หลินจับปลามาได้ตัวโตเชียว" ซิงอีเลยกระโดดลงมาและก็กินปลากัน"พวกท่านอยากกินสัตว์อะไรที่ไม่ใช่ปลาหรือไม่ถ้าอยากก็บอกข้าได้เลยข้าจับสัตว์ได้เก่งนะ"ลี่หลินกล่าวในเมื่อนางยอมติดตามมู๋จินเป่าแล้วนางก็จะทำประโยชน์สูงสุดให้มู๋จินเป่า และเมื่อคืนได้สื่อสารกับเต่ามังกรหยกสีน้ำผึ้งแล้วก็รู้ว่าจินเป่าต้องการไปหาผลหลิวต้องแสงจันทร์ และน้ำอมฤตมารักษาอาการฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ และรู้ด้วยว่าในร่างกายนี้ยังขับพิษออกไม่หมดเพราะได้รับพิษชนิดเดียวกันถึงสามครา ถึงกระนั้นก็ไม่อาจฆ่าคนผู้นี้ได้ น่านับถือจริงๆ ในการเดินทางมาหนึ่งวันนางเองก็รู้ว่าทั้งสองเป็นคนดี พอนางย้อนนึกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนถ้านางฆ่าทั้งสองคนแล้วนางต้องรู้สึกผิดแน่ๆ นางอยากบอกทั้งสองว่านางเป็นตัว
หลังจากที่ลี่หลินกล่าวจบ ทุกคนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก พวกเขารู้แต่ว่าพวกเขาต้องเดินทางไปที่เขาป่าต้องแสงจันทร์ด้วยกัน แต่การพูดคุยอื่นๆก็ยังปกติดี ในการเดินทางวันนี้ก็ได้เห็นเมืองอีกเมืองที่อยู่ข้างหน้า เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองจันทราและถ้าผ่านเมื่องจันทราไปได้ก็จะเป็นหมู่บ้านต้องแสงจันทร์ "พวกเราเข้าพักที่เมืองจันทราก่อนดีไหม จะได้รู้ความเคลื่อนไหวของที่นี่ด้วย และพูดคุยกับชาวเมืองด้วย หรือว่าพักในป่าแถบชานเมืองและค่อยเข้าไปสืบดูดีนะ "มู๋จินเป่าเอ่ย ยังไม่ได้คำตอบก็เจอเข้ากับชายชุดดำผู้หนึ่งท่าทางแปลกๆจ้องมองพวกเขาอยู่หลังต้นไม้ พอพวกนางมองกลับก็หนีหายไป ลี่หลินจึงกระโจนตามไปทันที"คนผู้นั้นมองดูไม่น่าจะใช่มนุษย์นะ พี่ซิงอีว่าจะเป็นสัตว์อสูรหรือป่าว"มู๋จินเป่ากล่าวขณะรอลี่หลินกลับมา "จะใช้หรือไม่ก็รอดูลี่หลินแล้วกันว่าจะตามคนผู้นั้นได้ทันหรือไม่ และสักพักลี่หลินก็กลับมาเพียงคนเดียว"ข้าตามมันไม่ทันจริงๆ มันน่าจะเป็นสัตว์ระดับสูงเลยทีเดียว"ลี่หลินกล่าว"ตามไม่ทันก็ช่างมันเถอะ เราเข้าหมู่บ้านไปหาโรงเตี้ยมพักกันดีกว่า ป่านี้มีสัตว์อสูรขั้นสูงขนาดนี้คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราเป็นแน่ ข
หลังจากมู๋จินเป่าสลบไปสามวันก็ตื่นขึ้นมา ซิงอีก็จัดเตรียมอาหารมาให้นางแล้ว พอตื่นขึ้นมาจิตของนางก็สื่อถึงลี่หลินทันที"ข้าคือจิ้งจอกเก้าหางนามว่าลี่หลิน วรยุทธ์จิตตราสามดาวขอคาราวะเจ้านาย"เสียงของลี่หลินดังขึ้นในห่วงจิตของมู๋จินเป่า มู๋จินเป่ามองซ้ายมองขวาทำหน้างวยงงเดิมทีนางคิดว่านางน่าจะมึนๆที่พึ่งตื่นแต่พอมองไปเห็นลี่หลินโค้งตัวให้ก็ตกใจและนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งตื่น ลี่หลินนางคือจิ้งจอกเก้าหาง วรยุทธนางขั้นจิตตราระดับสามดาวเลยหรอ พอคิดได้นางก็พลางมองตัวเองหลับตาและตรวจดูตัวนางเอง ทำไมไม่มีวรยุทธ ทั้งที่มีสัตว์อสูรในพันธสัญญาถึงขั้นจิตตราสามดาว ตัวนางเองก็น่าจะมีวรยุทธด้วยนี้หน่า ขั้นวรยุทธของผู้มียุทธและสัตว์อสูรรวมไปถึงพืชวิญญาณจะมีระดับเหมือนๆกันคือขั้น 1-9 จะมีระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงขั้นศิลา 1-9 ดาวขั้นจิตตรา 1-9 ดาวขั้นมายา 1-9 ดาวขั้นนภา 1-9 ดาวขั้นเทวะ 1-9 ดาวขั้นศักดิ์สิทธิ์ 1-9 ดาว และสูงขึ้นไปวรยุทธก่อนที่มู๋จินเป่าเองจะต้องพิษนางอยู่แค่ขั้นสี่ระดับสูงเอง ส่วนตอนนี้ซิงอีเองก็เข้าสู่ขั้นสี่ระดับสูงได้สักระยะแล้ว ว่ากันว่าผู้ที่มีวรยุทธขั้นจิตตราสี่ดาวถึงจะกำหร
หลังจากซิงอีควบคุมวรยุทธให้มั่นคงได้แล้วก็ออกเดินทางต่อ ผู้มียุทธไม่จำเป็นต้องดื่มต้องกินต้องนอนคือเรื่องจริงที่สุด แต่มู๋จินเป่าคือผู้ไม่มีวรยุทธใดๆ จึงทำให้ทุกคนต้องพักกินดื่มเหมือนเดิม "พี่ซิงอีข้าสังเกตุเห็นท่านไม่ค่อยจะหิวและไม่ง่วงบ้างเลย ท่านมีสิ่งใดผิดไปจากเดิมหรือไม่"มู๋จินเป่าถามซิงอีขนะที่ตนเองกินขนมปัง ไก่ป่าย่าง เหมือนซิงอีจะเตรียมไว้ให้นางผู้เดียว บางครั้งตอนกลางคืนเหมือนทั้งสองไม่ได้นอนด้วยซ้ำ"ข้าไม่ค่อยหิวหรอก เจ้ากินเถอะอาหารและน้ำมันจำเป็นต่อร่างกายของเจ้ามาก ตอนนี้ไม่ค่อยมีแหล่งน้ำและแหล่งอาหารมากนัก สัตว์อสูรมีค่อนข้างมากทำให้มีสัตว์ธรรมดาที่เรากินได้น้อย ข้ามีวรยุทธอดอาหารก็ทนได้ส่วนเจ้าไม่สามารถทนได้"ซิงอีกล่าวกับมู๋จินเป่า ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามาในป่าสัตว์ป่าก็น้อยลงน่าจะเป็นเพราะลี่หลินเป็นสัตว์อสูรที่มีวรยุทธสูงเลยทำให้สัตว์อื่นๆกลัว ที่พวกนางจับได้ก็มีแค่ไก่ป่าสามตัวซิงอีจึงย่างไว้และทะยอยออกมาให้มู๋จินเป่ากิน ส่วนลำธารนั้นไม่เจอเลยตั้งแต่เดินมาจึงทำให้น้ำเหลือน้อยจนซิงอีกับลี่หลินหยุดดื่มน้ำกันเพื่อจะเหลือให้มู๋จินเป่าดื่ม" ป่าแห่งนี้แปลกพิกลนักข้าสัมผัส
หลังจากไต่ตรองดีแล้ว ทั้งสามก็ตกลงที่จะไปรังของจรเข้ตาไฟ หลังจากเหตุการณ์ที่ จรเข้ตาไฟกระเด็นไปลี่หลินก็รับรู้แล้วว่า อันญมณีสีแดงได้ทำการคุ้มครองซิงอีเหมือนที่หยกสีน้ำผึ้งทำการคุ้มครองนายของตน แต่การที่จะคุ้มครองนั้นต้องถึงจุด วิกฤตจริง จะคุ้มครองให้ชีวิตคงอยู่แต่ก็ไม่สามารถคุ้มครองให้ปลอดภัยในการบาดเจ็บต่างๆได้ เหมือนกับตอนที่เจ้านายของนางพิษสำแดงฤทธิ์อีกครั้งหยกสีน้ำผึ้งก็สื่อกับนางให้นางทำพันธะสัญญาเพื่อการรักษาชีวิตเจ้านายไว้ หยกสีน้ำผึ้งฉลาดแต่ก็มีกฏเกณฑ์ของมันอยู่หลังจากทั้งสามลงไปยังรังของจรเข้ตาไฟ ซึ่งเป็นถ่ำเล็กๆ จรเข้ตาไฟอาศัยอยู่ตัวเดียว ภายในถ่ำเป็นสีแดง มีสาหร่ายขึ้นมากมาย มีสาหร่ายหลากสีสันมองแล้วเพลิดเพลินยิ่งนัก พอถึงรังจรเข้ตาไฟก็จัดหาอาหารให้มู๋จินเป่าเพราะมนุษย์ผู้นี้ไม่มีวรยุทธ์ยังจำเป็นต้องกินต้องดื่ม อาหารที่ทำจากเนื้อปลา และสาหร่ายเป็นส่วนใหญ่ น้ำก็เป็นน้ำสาหร่าย ทุกคนนั่งกินอาหารเป็นเพื่อนมู๋จินเป่า หลังจากอิ่มแล้ว จรเข้ตาไฟก็อนุญาตให้ลี่หลินกับมู๋จินเป่าพักผ่อนได้ และจรเข้ตาไฟก็กางอาณาเขตเพื่อรักษาความปลอดภัยของบึงน้ำในระหว่างที่ตนทำพันธสัญญา และเนื่องจากจรเ
หลังจากโต๊ะข้างๆนั่งลงแล้วก็มองมายังกลุ่มตนแล้วยิ้มๆ "เจ้านายบุรุษผู้นั้นที่เป็นมนุษย์ที่มีน้ำอมฤต ส่วนบุรุษอีกผู้ที่ใส่ชุดดำคือสัตว์อสูรที่อยู่หน้าหมู่บ้านจันทราที่เราผ่านมาแล้วข้าตามไม่ทัน ทั้งสองมีวรยุทธเหนือกว่าข้าไม่สามารถประเมินได้"ลี่หลินสื่อสารทางจิตกับมู๋จินเป่า มู๋จินเป่าก็มองบุรุษในชุดสีเขียวและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร คนผู้นี้มีน้ำอมฤต จริงๆหรือแล้วคนผู้นี้จะพกน้ำอมฤตไว้ทำไมกัน แล้วทำไมสัตว์อสูรของบุรุษผู้นั้นต้องบังเอิญพบพวกนางที่หน้าหมู่บ้านที่เมืองจันทราด้วย มันมีความเกี่ยวข้องกับนางหรือป่าวนะ บุรุษผู้นี้รู้จักนางหรือไร รู้ว่านางต้องพิษและนำน้ำอมฤตติดตัวมาให้นางหรือ และก็มองไปที่บุรุษชุดสีดำที่เป็นสัตว์อสูรที่ตนมองที่แรกว่าหน้าคุ้นๆที่แท้นางเคยเห็นมาก่อนแล้ว เป็นสัตว์อสูรประเภทใดกันนะวรยุทธสูงเสียด้วย หรือว่าสัตว์อสูรจะชอบน้ำอมฤตกันนะ "ลี่หลินเจ้ารู้หรือไม่ว่าน้ำอมฤตมีสรรพคุณอะไรบ้างสัตว์อสูรชอบน้ำอมฤตหรือไม่ ที่ข้าศึกษาตำราเกี่ยวกับน้ำอมฤตข้ารู้แค่ว่ามันรักษาพิษได้ทุกชนิดและปลดผลึกที่ต้องพิษได้ และอยู่ที่ถ้ำตะวันเท่านั้น"มู๋จินเป่าถามเพราะคร่ำครวญคิดก็มีแค่เรื่องเดียว
หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม กลุ่มของมู๋จินเป่าก็ตั้งใจจะกลับเขาป่าเพื่อพักผ่อนในป่า ในการเดินทางมาในหมู่บ้านนี้ไม่ได้เสียเที่ยวซะทีเดียวได้รู้ว่าผลหลิวต้องแสงจันทร์มีตั้งแปดผล ได้รู้ว่าสัตว์ที่รักษาดูแลคือกระต่ายหยก และเรื่องที่น่าสนใจก็คือมีน้ำอมฤตอยู่จริงๆ ซึ่งบุรุษชุดเขียวมีมันอยู่ด้วยแต่การที่จะได้มันมาไม่ง่ายเลย หากบุรุษผู้นั้นอาศัยน้ำอมฤตในการล่อกระต่ายหยกแล้วเขาได้ผลหลิวต้องแสงจันทร์ไป พวกของตนไม่มีโอกาสที่จะได้แตะผลหลิวต้องแสงจันทร์แม้แต่ปลายก้อยเลยด้วยซ้ำ ถ้าต้องการจะซื้อ เบี้ยที่มีอยู่ก็น้อยเหลือเกิน และผลหลิวต้องแสงจันทร์ต้องมีมูลค่ามากแน่ๆ ระหว่างเดินทางเข้าป่าลี่หลินก็หยุดชะงักและเอ่ยขึ้นว่าระวังตัว แต่มันสายไปเสียแล้ว พวกของนางถูกโจมตีจากผู้ที่มีวรยุทธที่เหนือกว่ากลุ่มพวกนางมาก ทันใดนั้นลี่หลินกับสือยวี่ก็กลายร่างกลับเป็นสัตว์อสูรทันที และก็เกิดการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ มู๋จินเป่าก็หลบการโจมตีจากผู้มีวรยุทธขั้นศิลาได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้มีวรยุทธขั้นศิลาโกรธมากเนื่องจากตนโจมตีสตรี ที่ไม่มีวรยุทธใดๆเลย ไม่ได้จึงรีบออกกระบวนท่าพลางประชิดตัวมู๋จินเป่าทันที มู๋จินเป่าหยิบมีดสั้นขนาด
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม
"เปรี๊ยะๆๆๆๆ"เสียงบางสิ่งบางอย่างแตกกระจาย แสงสีรุ้งที่ขึ้นไปยังฝากฟ้าวาบขึ้นทำให้ทุกที่สว่างไสว ไม่นานเกราะวรยุทธที่ป้องกันอยู่บริเวรรอบรอบเรือนนั้นแตกกระจาย แสงสีรุ้งที่ค่อนข้างที่จะขาวจนแสบสายตานั้น พยายามออกไปต้องสรรพสิ่งที่อยู่ในป่าแห่งนี้ทุกๆแห่งหน เมื่อแสงสว่างไปต้องสิ่งใดสิ่งนั้นสว่างไสวในพริบตา สัตว์อสูรที่ถูกสะกดจิตมันก็กลับคืนสู่สภาพปกติ ต้นไม้ที่ปกติแล้วมันเหี่ยวเฉาจนใกล้จะตายแต่เมื่อถูกสะกดให้ตรึงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์นั้นเมื่อตอนกลับแสงสว่างนั้นมันก็สลายหายไปทันที สัตว์อสูรที่สิ้นอายุขัยแล้วแต่กับตรึงด้วยการสะกดนั้นก็ได้ตายตกไปตามๆกัน สรรพสิ่งที่อยู่ในป่านี้กลับคืนมาสู่สภาวะเวียนว่ายตายเกิดเช่นเดิม ครั้นแสงสีรุ้งนั้นหายไปทุกอย่างก็เงียบสงบลงและกลับมาเป็นดังเดิม จินเป่ากับจางซินต่างจับมือกันด้วยความดีใจที่พูดคำสำเร็จแล้ว พวกเขาช่วยชีวิตสัตว์อสูรเหล่านั้นให้มันเวียนว่ายตายเกิดไปตามกาลเวลา และสรรพสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในป่าแห่งนี้ให้กลับมาเหมือนเดิมได้ เมื่อทั้งสองเปิดประตูห้องออกไป"เจ้าทั้งสองไม่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่มีแสงสีรุ้งเกิดขึ้นและอยู่ๆแสงสีรุ้งนั้นก็เหมือนจะแตกกระจาย