หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม กลุ่มของมู๋จินเป่าก็ตั้งใจจะกลับเขาป่าเพื่อพักผ่อนในป่า ในการเดินทางมาในหมู่บ้านนี้ไม่ได้เสียเที่ยวซะทีเดียวได้รู้ว่าผลหลิวต้องแสงจันทร์มีตั้งแปดผล ได้รู้ว่าสัตว์ที่รักษาดูแลคือกระต่ายหยก และเรื่องที่น่าสนใจก็คือมีน้ำอมฤตอยู่จริงๆ ซึ่งบุรุษชุดเขียวมีมันอยู่ด้วยแต่การที่จะได้มันมาไม่ง่ายเลย หากบุรุษผู้นั้นอาศัยน้ำอมฤตในการล่อกระต่ายหยกแล้วเขาได้ผลหลิวต้องแสงจันทร์ไป พวกของตนไม่มีโอกาสที่จะได้แตะผลหลิวต้องแสงจันทร์แม้แต่ปลายก้อยเลยด้วยซ้ำ ถ้าต้องการจะซื้อ เบี้ยที่มีอยู่ก็น้อยเหลือเกิน และผลหลิวต้องแสงจันทร์ต้องมีมูลค่ามากแน่ๆ ระหว่างเดินทางเข้าป่าลี่หลินก็หยุดชะงักและเอ่ยขึ้นว่าระวังตัว แต่มันสายไปเสียแล้ว พวกของนางถูกโจมตีจากผู้ที่มีวรยุทธที่เหนือกว่ากลุ่มพวกนางมาก ทันใดนั้นลี่หลินกับสือยวี่ก็กลายร่างกลับเป็นสัตว์อสูรทันที และก็เกิดการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ มู๋จินเป่าก็หลบการโจมตีจากผู้มีวรยุทธขั้นศิลาได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้มีวรยุทธขั้นศิลาโกรธมากเนื่องจากตนโจมตีสตรี ที่ไม่มีวรยุทธใดๆเลย ไม่ได้จึงรีบออกกระบวนท่าพลางประชิดตัวมู๋จินเป่าทันที มู๋จินเป่าหยิบมีดสั้นขนาด
คนผู้หนึ่งที่ถูกมัดด้วยเถาวัลย์กำลังจะใช้วรยุทธเพื่อทำให้เถาวัลย์ขาดแต่ก็ถูกสือยวี่ซัดเข้าที่หน้าท้องหนึ่งที "อย่าคิดหนีเลย พวกข้ามีมากกว่าพวกเจ้า ตอบในสิ่งที่ข้าถามจะดีกว่า พวกเจ้าต้องการอะไร"สือยวี่ถามอีกรอบ"ถ้าข้าบอกว่าต้องการจิ้งจอกเก้าหางของพวกเจ้าล่ะ เจ้าจะให้ข้าหรือป่าว"ชายหนุ่มที่มีวรยุทธสูงที่สุดกล่าว"พวกเจ้าคิดว่ามีความสามารถมากหรือไรที่จะมาขอสัตว์อสูรของผู้อื่นได้ง่ายๆ ไม่กี่กระบวนท่าพวกข้าก็ชนะพวกเจ้าได้แล้ว ดูสิหนึ่งในนั้นที่ถูกข้าเล่นงานปางตายเช่นนี้ พวกเจ้าไปได้วรยุทธมาจากที่ใดกันทำไม่สู้พวกข้าไม่ได้สักนิด วรยุทธพวกเจ้าสูงส่งอย่างไรกัน"มู๋จินเป่าเป็นผู้กล่าวเนื่องจากตนรู้ว่าผู้คนเหล่านั้นตกตะลึงที่เห็นนางยังมีชีวิตอยู่หลังจากต่อสู้กับผู้มีวรยุทธขั้นศิลาทำให้ผู้นั้นปางตายขนาดนี้ได้ มู๋จินเป่าแค่ยากจะข่มคนเหล่านี้ไว้เพราะตนไม่ต้องการปะทะคนกลุ่มนี้อีกในเมือคนกลุ่มนี้รู้ว่าสัตว์อสูรของนางเป็นอะไรแล้วเกิดละโมบนางต้องสั่งสอนให้ผู้คนเหล่านี้หลาบจำ ถ้านางยอมเลยตามเลยจะทำให้คนเหล่านี้ได้ใจและหาโอกาศลงมืออีกเป็นแน่ นางจึงต้องทำตัวแข็งแรง ทำเป็นว่านางไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับ
เมื่อต่างคนก็มีจุดหมายเดียวกันเมื่อผลประโยชน์ลงตัวก็เดินทางไปด้วยกัน มู๋จินเป่าเองก็คิดได้ตามที่ห่าวอู๋อวี่กล่าว ถ้านางไม่สามารถเก็บผลหลิวต้องแสงจันทร์ได้ก็ต้องแย่งชิง เพราะนางมีสัตว์อสูรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ และการที่จะป้องกันสัตว์อสูรของตนได้ดีคือต้องเข้มแข็ง ณ เวลานี้นางใช้แค่ทักษะการต่อสู้เท่านั้นซึ่งมันเทียบไม่ได้กับวรยุทธเลย การต่อสู้ระยะไกลนางต้องอาศัยการหลบหลีกไม่สามารถต่อกรได้ นางต้องอาศัยการต่อสู้กระชั้นชิด นางเก่งมีดสั้นก็จริงแต่ในโลกแห่งนี้แทบใช้ไม่ได้ผลเลย "พี่ซิงอีตำราที่ได้มามีอะไรบ้างข้าอยากศึกษาตำราไว้บ้าง"มู๋จินเป่ากล่าวระหว่างเดินทาง"มียุทธศาสตร์ควบคุมน้ำขั้นมายา ฝึกสัตว์อสูรขั้นมายา ตำราร่ายรำแส้สะท้านปฐพี มีแต่ในระดับขั้นมายาสงสัยผู้เป็นเจ้าของจะอยู่ขั้นมายา เดินมาก็ไกลแล้วเจ้าหิวหรือไม่พักดื่มน้ำก่อนไหม เรายังเหลือเวลาอีกหลายวัน พักบ้างก็ได้นะ"ซิงอีกล่าวกับมู๋จินเป่าและคนอื่นๆ ในเมื่อหยุดพักสือยวี่ก็นำปลาที่ติดตัวมาด้วยมาย่างให้ทุกคนกินและนำน้ำสาหร่ายมาให้ดื่ม "ข้าว่าพี่ซิงอีให้สือยวี่เข้าไปอยู่ในมิติเชื่อมอสูรดีกว่าไหม ข้าเองก็อยากให้ลี่หลินเข้าไปในมิติเชื่อ
เมื่อไปถึงจุดที่ต้นหลิวต้องแสงจันทร์อยู่ในระแวกนั้น มีผู้คนจำนวนมากตั้งกระโจมอยู่บ้าง บางคนแค่มีเบาะรองนั่งอันเดียว บางคนนั่งขัดสมาธิโดยไม่มีผู้ยืนคุ้มกัน บางคนนั่งขัดสมาธิโดยมีคนยืนดูสถานการณ์อยู่ บางคนก็ยืนเฝ้าเพื่อคอยคุ้มกัน ขนาดเหลือเวลาอีกเป็นสองสามวันก่อนถึงพระจันทร์เต็มดวงหรือว่าวันเพ็ญ แต่คนดูหนาตามาก ต้นไม้ก็ขึ้นมากมาย ขนาดยังไม่ถึงต้นหลิวต้องแสงจันทร์เลย สีหน้าของซิงอีและเหล่าสัตว์อสูรที่ตนพามาดีใจอย่างเห็นได้ชัด"พี่ซิงอีท่านเป็นอะไรไป ทำท่าดีใจราวกับได้ผลหลิวต้องแสงจันทร์มาครอบครองแล้วอย่างใดอย่างนั้น"มู๋จินเป่าถามด้วยความสงสัย"เจ้าไม่รู้สึกสิ่งใดเลยหรือ ข้ารู้สึกเหมือนรอบตัวจะมีแรงกดดัน รู้สึกเหมือนจะมีไอวิเศษอยู่รอบตัว ถ้าได้นั่งฝึกอยู่ที่นี่ไม่น่าจะเกินอาทิตย์ข้าต้องเลื่อนวรยุทธได้เป็นแน่ แต่เจ้าไม่รับรู้สิ่งใดเลยหรอ"ซิงอีกล่าว พลางถามกลับไปด้วยความตกใจตนเดินมาถึงจุดนี้มีแรงกดดันและผ่อนคลายไปในตัว ถึงว่าเห็นผู้คนเหล่านั้นนั่งขับเคลื่อนวรยุทธในร่างกาย และคงจะเสพไอวิเศษเหล่านี้เป็นแน่"จินเป่านางคงไม่มีวรยุทธอยู่ในตัว นางเลยไม่มีผลกระทบใดๆต่อไอวิเศษ ไม่เจอแรงต้า
หลังจากที่มู๋จินเป่าหลับไป ห่าวอู๋อวี่ก็เก็บป้ายหยกที่อาจารย์ จากมิตินิมิตให้มาใส่ในถุงมิติของตน เพราะต้องการจะเสพไอวิเศษของต้นหลิวต้องแสงจันทร์ และต้องการรู้ว่าแรงกดดันที่อยู่ตำแหน่งนี้ ตนจะรับได้มากน้อยเพียงใดถ้าไม่มีป้ายหยก พอเก็บป้ายหยกเข้าไปในถุงมิติทันใดนั้น ก็มีแรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าหาห่าวอู๋อวี่ช่างหนักหน่วงเหลือเกิน และผ่อนคลายไปในตัว ร่างกายของห่าวอู๋อวี่เสพไอวิเศษอย่างตะกละตะกลาม ทุกรูขุมขนเลยก็ว่าได้หลังจากนั้นไม่นานห่าวอู๋อวี่ก็ดิ่งสู่ห่วงฝึกฝนทันที หลังจากที่มู๋จินเป่าหลับได้เกือบสองวันก็สะดุ้งตื่น เพราะอยู่ดีๆก็รู้สึกเย็นวูบๆ พอตื่นขึ้นมาก็เห็นห่าวอู๋อวี่ยังนั่งสมาธิอยู่ และอยู่ๆนางก็รู้สึกเย็นวูบขึ้นมาอีก นางเป็นอะไรไป สักพักก็เย็นขึ้นอีกครั้ง"เจ้านายข้าเลื่อนวรยุทธได้สามระดับแล้ว ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นจิตตราระดับหกดาว พวกเรากำลังย้ายที่สำหรับขับเคลื่อนวรยุทธกัน ทุกคนยกเว้นจื่ออี้เฉินก็เลื่อนวรยุทธคนละสามระดับกัน"ลี่หลินสื่อกับมู๋จินเป่า น้ำเสียงแสดงถึงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด"เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าถึงได้รับรู้ว่าอยู่ๆตัวข้าก็รู้สึกเย็นวูบๆจึงทำให้ข้าตื่นจากพวัง พวกเจ้าท
เมื่อคืนวันเพ็ญบรรยากาศรอบ ๆ ก็มีผู้คนหนาตาขึ้นมามาก ณ วันนี้ มู๋จินเป่าเองก็รับรู้ได้ว่า ไม่มีผู้ใดเข้าออกจากอาณาเขตที่ห่าวอู๋อวี่กางไว้ ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาห้าทุ่มแล้ว แต่ห่าวอู๋อวี่ไม่มีวีแววที่จะตื่นด้วยซ้ำ อยู่ๆนางก็รู้สึกเย็นวูบขึ้นแสดงว่าลี่หลินออกจากสมาธิแล้ว ครั้นนี้นางรู้สึกเย็นวูบรั่ว ๆ จนไม่ได้นับเพราะกังวลกับเวลาที่จะมาถึง คนที่อยู่ข้างหน้ายังไม่มีวีแววที่จะตื่นด้วย ไม่รู้จะตื่นทันหรือไม่ ครั้นจะไปปลุกก็กลัว เพราะสีหน้าของห่าวอู๋อวี่เยือกเย็น บางครั้งมีไอเย็นออกมาและอยู่ๆก็หายไป แล้วกลับมาอีกวนเวียนอยู่แบบนี้จนนางเองก็ตกใจ"เจ้านายพวกข้าเตรียมพร้อมกันแล้ว ข้ามีวรยุทธเพิ่มอีกห้าระดับตอนนี้อยู่ขั้นมายาระดับที่หนึ่งระดับมนตรา ของข้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่ตอนนี้พวกข้าก็เข้าใกล้ต้นหลิวต้องแสงจันทรไม่ได้เลย พวกข้าน่าจะต้องเตรียมการอยู่ที่นี้ "ลี่หลินสื่อกับมู๋จินเป่า ว่าตนเลื่อนวรยุทธได้แล้วแต่เข้าใกล้ต้นหลิวไม่ได้อยู่ดี"พวกเจ้าทำได้ดีมาก บริเวณที่ข้าอยู่ใกล้ตนหลิวต้องแสงจันทร์อยู่มาก มองเห็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ แต่มองไม่เห็นผลของมันเลย เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลหลิวต้องแสงจันทร์ อย
ทันใดนั้นก็มีแสงสีแดงและสีฟ้าพันกันเป็นเส้นวงกลมพุ่งลงมาจากฟ้ามายังร่างของห่าวอู๋อวี่ และจื่ออี้เฉิน ทุกอย่างก็สว่างขึ้นมาทันที ร่างของทั้งสองลอยขึ้นอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อยสักระยะหนึ่งก็กลับมาอยู่ที่เดิม"เจ้านายของข้าทำสำเหร็จแล้ว ข้าและเจ้านายมีวรยุทธเพิ่มขึ้นแล้ว"จื่ออี้เฉินร้องขึ้นด้วยความดีใจ พลางมองฝูงสัตว์อสูรวิ่งกรูหนีออกมาจากทิศทางที่ต้นหลิวต้องแสงจันทร์อยู่ซึ่งเมื่อครู่มีสายฟ้าฟาดลงมาเหมือนกับตำแหน่งของจื่ออี้เฉินยืน ณ จุดบริเวณนั้นน่าจะเป็นนายของตนเป็นแน่ นายท่านของเค้าไม่ใช่แค่เลื่อนวรยุทธแต่ยังสามารถควบคุมพลังอะไรสักอย่าง ของต้นหลิวต้องแสงจันทร์ได้เป็นแน่ เพราะจะมีสายฟ้าไม่กี่ครั้งที่เจ้านายของตนเลื่อนวรยุทธ ครั้งแรกที่ตนติดตามเจ้านายมาก็เพราะ เจ้านายควบคุมสายน้ำอมฤตพิฆาตที่อยู่ในถ้ำตะวันได้ตนจึงต้องติดตามมา ตอนนั้นมีสายฟ้าสีรุ้งฟาดลงมาด้วย ซึ่งแรกๆตนไม่อยากติดตามจ้านายด้วยซ้ำแต่พอเห็นความสามารถ และความพยายามในตอนนั้น ทำให้ตนปลื้มอยู่ไม่ใช้น้อยหลังติดตามมาแล้วก็ได้เจอะเจอของดี ๆเรื่อยมาจึงทำให้ตนรู้สึกว่าตนไม่น่าผิดหวังเลยสักนิด ที่ติดตามนายท่าน ตอนนี้ไม่รู้ว่านายท่านจะ
หลังจากที่จื่ออี้เฉินกรายร่างเป็นอีกาดำสามขา แล้วหอบกลุ่มของพี่ซิงอี และสัตว์อสูรทั้งสองไปรับเจ้านาย ห่าวอู๋อวี่ และมู๋จินเป่าหลบหนี้ผู้คนไปยังถ้ำที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อวางแผนต่อไป หลังจากวางทุกคนลงแล้วตัวของจื่ออี้เฉินก็กรายร่างมาเป็นบุรุษรูปงามในชุดสีดำดังเดิม"จินเป่า! จินเป่า!จินเป่า!เจ้าเป็นอะไรไป"ซิงอีเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นพลางวิ่งเข้าไปหามู๋จินเป่า ที่ห่าวอู๋อวี่อุ้มอยู่ พอห่าวอู๋อวี่วางมู๋จินเป่าลง เจ้าต้นหลิวต้องแสงจันทร์จิ๋วก็กระโดดลงจากตัวของมู๋จินเป่าพร้อมกับกระต่ายหยกตัวจิ๋ว ที่ตอนนี้หน้าตาตื่นๆผิดกับก่อนหน้านี้ที่แข็งแรงและตัวใหญ่โตมาก กระต่ายหยกจิ๋วมองหน้าห่าวอู๋อวี่ และหลับตาปริบๆ เจ้าต้นหลิวต้องแสงจันทร์จิ๋วเดินไปหาห่าวอู๋อวี่และดึงชายเสื้อของห่าวอู๋อวี่ และกระเถิบๆเข้าหาห่าวอู๋อวี่ ทุกคนก็ตกใจกับการกระทำของมัน มีแต่กระต่ายหยกตัวเดียวที่เดินเข้าไปหาต้นหลิวต้องแสงจันทร์ เพราะมันเข้าใจกัน ลี่หลินจึงกรายร่างเป็นสัตว์อสูรจิ้งจอกเก้าหางและทำการคุยภาษาสัตว์กับกระต่ายหยก เมื่อรู้ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้วจึงกลับร่างเป็นดรุณีน้อยและสื่อสารกับมนุษย์"ตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้วท่านห่าว
เพื่อพวกเขาเข้ามาเสร็จแล้วก็ต้องพบกับความประหลาด ด้านในนี้มีแก้วแหวนเงินทองอยู่มากมาย ตรงกลางโถงกว้างมีไข่ขนาดใหญ่หนึ่งใบวางอยู่ ลวดลายของใข่ใบนั้นมีลวดลายที่งามวิจิตรยิ่งนัก และไอวิเศษที่เข้มข้นก็ไหลออกมาจากไข่ใบนี้นี้เอง แต่ช่างแปลกเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดเข้ามาในนี้แล้ว ไอวิเศษนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งเจ็ดนั้นได้ "ไข่นั้นมันเป็นไข่อะไรกัน ลวดลายแปลกตาจัง"ซิงอีถามขึ้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน"มันน่าจะเป็นไข่มังกรข้าเคยศึกษามา น่าจะเป็นไข่มังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ รวดลายของมันช่างมากมายขนาดนี้ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นที่สูงๆเป็นแน่ แต่เราจะนำมันออกจากไข่ได้อย่างไรกัน หรือว่าเราจะพามันออกจากถ้ำนี้ได้อย่างไร"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น ซิงอีจึงพยายามลองเก็บของที่อยู่ในนี้ดู เหมือนของเหล่านี้จะไม่ยอมเข้ามาในมิติของนางเลยสักชิ้น รวมถึงไข่ที่ต้าเหว่ยบอกว่าเป็นไข่มังกรด้วย มันไม่ยอมเข้ามาเลยสักนิด "ข้าเกรงว่าสมบัติที่อยู่ในนี้พวกเราไม่สามารถที่จะครอบครองมันได้ รวมทั้งไข่มังกรที่เจ้าว่าด้วย"จางซินกล่าวขึ้น ด้านข้างนอกนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของพญาวานรนั้นกำลังอาละวาดอยู่ เพร
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม