เซียวอวี้ระงับไฟโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่ในทรวง แลดูเหมือนว่าอารมณ์ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นของเขา ราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำค้างแข็ง ทั้งเยือกเย็นและลึกล้ำ เขาหัวเราะเยาะ และเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “หากเป็นเช่นนั้น ที่เจ้ายอมเสี่ยงกับการสูญสิ้นพลังภายในทั้งหมด เพื่อช่วยขับพิษวารีสวรรค์ให้เรา ในงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ครานั้น ก็เสี่ยงชีวิตมาขวางลูกศรแทนเรา...ทั้งหมดก็เป็นเพราะว่าแม่ทัพน้อยเมิ่ง เป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีนั่นเอง” เฟิ่งจิ่วเหยียนกดคางลงเบา ๆ “เพคะ” เมื่อไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวแม้สักนิด ก็ไม่จำเป็นต้องพูดโกหก นับตั้งแต่เข้าวัง นางก็ตระหนักได้ดีว่าตนเองนั้นต้องการสิ่งใด อาจารย์มักจะสอนนางว่าเมื่อได้ตั้งเป้าหมายแล้ว จักต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น อย่าได้สองจิตสองใจ โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึก ทั้งความรักและมิตรภาพ ก็ล้วนเป็นเช่นนี้ สิ่งใดที่ไม่ควรแตะต้อง นางก็จะไม่แตะต้อง ในใจของนางนั้น เห็นเขาเป็นฮ่องเต้ที่นางต้องภักดีด้วย หน้าที่ของนางคือการปกป้องเขาด้วยชีวิต ก็แค่นี้เอง... หมัดของเซีย
ทันใดนั้น มีเงาร่างขนาดใหญ่ทอดยาวอยู่ที่เบื้องหน้าของเฟิ่งจิ่วเหยียน นางเงยหน้าขึ้นมอง ก็ได้เห็นเซียวอวี้มายืนประชิดหน้านางแล้ว ดวงตาเจือความเย็นชา เขาเปิดริมฝีปากบางเบา ๆ น้ำเสียงเย็นชาไม่เปลี่ยน “เราจะให้เวลาเจ้าหนึ่งปี เพื่อจัดการกับเรื่องเหล่านี้ “ในอีกหนึ่งปีนับจากนี้ เจ้ายังต้องอยู่ในพระราชวัง และเป็นฮองเฮาของเรา “เหตุผลแรกเพื่อชดเชยที่เจ้าได้ละทิ้งหน้าที่ของฮองเฮาตลอดช่วงปีที่ผ่านมานี้ เหตุผลที่สอง เนื่องจากเมิ่งเฉียวม่อก่อปัญหาใหญ่หลวง เจ้ากลับปกปิดไม่ยอมรายงาน ก็ไม่ต่างจากการสมรู้ร่วมคิด ดังนั้น เจ้าควรรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาทั้งหลายเหล่านั้น จวบจนกว่าสถานการณ์จะมั่นคง “เช่นนี้ เจ้ามีข้อโต้แย้งอะไรหรือไม่?” เฟิ่งจิ่วเหยียนได้แต่เงียบงัน ยังต้องอยู่ในวังอีกหนึ่งปีเชียวหรือ? นางเผลอแสดงความต่อต้านออกมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งปฏิกิริยานี้ทำให้พลังงานลบในร่างกายของเซียวอวี้แผ่ขยายยิ่งขึ้น นัยน์ตาของเขาฉายความเฉียบขาด “นอกจากนี้ ทั้งตระกูลเฟิ่ง และตระกูลเมิ่งจะได้รับการอภัยโทษที่หลอกลวงเบื้องสูงทั้งหมด “แม่ทัพน้อยเมิ่ง เรื่องที
ทันใดนั้นเฟิ่งจิ่วเหยียนก็ได้ตระหนักว่าสัญญาฉบับนั้น มีปัญหาใหญ่มาก! ทว่าไม่ควรจะต้องเชื่อฟังคำพูดของเซียวอวี้ไปเสียหมด นางยื่นคำคัดค้านทันที “ฝ่าบาทเพคะ ในสัญญาฉบับนี้มิได้เอ่ยเอาไว้...” “เอ่ยถึงอันใด?” เซียวอวี้เอ่ยตัดบทคำพูดของนาง และถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว สำหรับเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหยียนย่อมปล่อยให้เขาแสร้งทำเป็นไขสือมิได้ ใบหน้าของนางเงียบขรึมจริงจัง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว และย่อกายคำนับ “ฝ่าบาท สำหรับหม่อมฉันแล้ว ท่านย่อมเป็นกษัตริย์เสมอ บัดนี้หม่อมฉันมีเหตุผลให้ต้องอยู่ในวังต่อไป และได้มีการลงนามในสัญญาแล้ว ได้โปรดยกโทษให้หม่อมฉันที่ไม่สามารถปฏิบัติต่อท่านในฐานะสามีจริง ๆ ได้เพคะ” นางค่อนข้างขีดเส้นไว้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีที่ว่างได้จินตนาการใด ๆ เซียวอวี้จ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็ดูเมินเฉย “แม่ทัพน้อยเมิ่ง เราก็มองเจ้าในฐานะเป็นภรรยาของตัวเราเองได้ยากเช่นกัน “ทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงตบตาผู้อื่นเท่านั้น “สวมบทตามสถานการณ์ มิเป็นหรือไร?” เฟิ่งจิ่วเหยียนหยุดอยู่
หลังจากที่เซียวอวี้เดินเข้ามา ก็ได้เห็นองค์หญิงใหญ่อยู่ด้วย คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อย ดูเหมือน เสด็จพี่หญิงจะสงสัยในตัวตนของฮองเฮาแล้ว จึงมาเพื่อหยั่งเชิง “ฝ่าบาท ท่านออกว่าราชกิจเสร็จแล้วหรือ?” องค์หญิงใหญ่เอ่ยถามอย่างคลุมเครือ เซียวอวี้ก้าวเดินอย่างเป็นธรรมชาติไปหยุดที่ข้างกายของเฟิ่งจิ่วเหยียน พลางย้อนถามองค์หญิงใหญ่ “ท่านมาทำอันใดที่นี่” เขายังไม่ลืม เมื่อคืนนี้ นางใช้ความตายมาข่มขู่เขา ก็เพื่อช่วยเมิ่งเฉียวม่อ เป็นการกระทำที่สิ้นคิดมาก เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวอวี้ สายตาขององค์หญิงใหญ่ยังคงไม่ผละออกจากเฟิ่งจิ่วเหยียน “ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับฮองเฮาเป็นการส่วนตัว ทว่าฝ่าบาทเสด็จมาถึงก่อนที่ข้าจะพูดจบ” ดวงตาของเซียวอวี้เยือกเย็น และแสดงออกอย่างไร้เหตุผล “ทำไม เราต้องออกไปก่อน เพื่อให้พวกท่านได้คุยกันต่อหรือ?” ถ้อยคำเหล่านี้ค่อนข้างเหน็บแนม และยังเจือไปด้วยความไม่เป็นมิตร องค์หญิงใหญ่มิทราบว่าเหตุใดเขาจะต้องระแวดระวังนางถึงเพียงนี้ ทว่า อนาคตยังอีกยาวไกล เรื่องของแม่ทัพน้อยเมิ่งนั้น นางยังมีเวลาให้สืบหาอย่างชัดเจนอีกมาก
ยามบ่าย ณ ตำหนักฉือหนิง องค์หญิงใหญ่ต้องการไปที่ตำหนักหย่งเหออีกครั้ง กลับได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จออกนอกพระราชวังพร้อมฮองเฮาแล้ว นางจึงไม่มีทางเลือก “หากฮองเฮากลับมาแล้ว อย่าลืมมาแจ้งให้ข้าทราบทันที” องค์หญิงใหญ่สั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเข้มงวด สาวใช้ตอบรับด้วยความเคารพ และบังเกิดความสงสัยในใจอย่างเลี่ยงมิได้ หรือ เหตุที่แม่ทัพน้อยเมิ่งถูกประหารชีวิตนั้น ฮองเฮาก็มีส่วนพัวพันด้วย? มิเช่นนั้นเหตุใดองค์หญิงใหญ่ต้องรีบร้อนตามหาฮองเฮา และไม่มีเวลาได้โศกเศร้าอาลัยให้แม่ทัพน้อยเมิ่งด้วยซ้ำ? สาวใช้ย่อมมิอาจรู้ได้ว่า ที่จริงแล้วองค์หญิงใหญ่รู้สึกแค้นใจที่เฉียวม่อสิ้นใจช้าเกินไป และรู้ความจริงสายเกินไป “ประเดี๋ยวก่อน” ทันใดนั้นองค์หญิงใหญ่พลันจดจำเรื่องหนึ่งได้ “ไปหยิบกำไลข้อมือวงนั้นจากคลังสมบัติมาก่อน” “กำไลข้อมือ...องค์หญิงเพคะ ท่านได้สั่งทำมันขึ้นมาเพื่อมอบให้แม่ทัพน้อยเมิ่ง เป็นกำไลข้อมือกลไกที่เผลอทำหักระหว่างเดินทางกลับมาตุภูมินั่นน่ะหรือเพคะ?” ดวงตาขององค์หญิงใหญ่ขุ่นมัว “ใช่ เป็นกำไลวงนั้น” ฝ่ามือของนางมีเหงื่อเย็นไหลออกมาโดยไม่รู้ต
เฟิ่งจิ่วเหยียนเดินทางมาพร้อมกับเซียวอวี้ นางยืนอยู่นอกประตู และได้ยินเสียงคำรามลั่นของหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ นางทนฟังไม่ไหวแล้ว คนเช่นหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ แม้ว่าต้องตายก็จะไม่มีทางสำนึกผิดแน่นอน เดิมนางคิดว่า หากปล่อยให้หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ได้รับความทุกข์ทรมานในระดับเดียวกัน ก็ถือว่าไม่ติดค้างกันอีก ทว่ายามนี้พิจารณาดูแล้ว การปล่อยหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ไป จักนำมาซึ่งภัยพิบัติใหญ่หลวงยิ่งขึ้น นางตระหนักดีเสมอ มิอาจดูแคลนความพยาบาทของคนผู้หนึ่งได้ และในยามนี้ หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ได้ยินเสียงของฮองเฮาอยู่ที่นี่ด้วย พลันรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางคำรามด้วยความฉุนเฉียว “เจ้าไสหัวออกไป! ข้าอยากพบแค่ฝ่าบาทเท่านั้น! “นางคนชั้นต่ำ ข้าจะต้องให้ฝ่าบาทประหารเจ้าให้ได้! “หากฝ่าบาทไม่ช่วยข้า ข้าก็จะลงมือด้วยตัวเอง! ข้าจะไม่มีวันปล่อยไป...อ้าก!” หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ก้มศีรษะลง และได้เห็นกระบี่ที่แทงทะลุหน้าอกของตนเองด้วยความไม่เชื่อ ฝ่ายตรงข้ามลงมือรวดเร็วเกินไป นางยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนก็ถูกกระบี่แทงเข้าแล้ว มิต้องเอ่ยถึงหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ เพราะแม้แต่ยอดฝีมื
เซียวอวี้จับจ้องมองตรงไปที่เฟิ่งจิ่วเหยียน และเอ่ยอีกครั้งอย่างเคร่งขรึม “เหตุใดจึงไม่ถามเราว่า เคยโปรดปรานหลิงเยี่ยนเอ๋อร์บ้างหรือไม่” สตรีที่ช่องคลอดตีบตันไม่อาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุรุษได้ อย่าบอกว่านางไม่รู้ เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวอย่างชัดเจน “ฝ่าบาท อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหม่อมฉันเลยเพคะ” เมื่อเห็นสีหน้าของเขาพลันเย็นชาอย่างกะทันหัน นางจึงรีบกล่าวเสริม “ถึงแม้จะเป็นสตรีที่ช่องคลอดตีบตัน ก็ถูกโปรดปรานได้ ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่สงสัยอันใดเพคะ” อย่างเช่น เขาทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ในฉับพลัน สายตาของเซียวอวี้ก็พุ่งเข้าใส่นาง เสมือนเข็มที่แหลมคม “แม่ทัพน้อยเมิ่งแสร้งเป็นบุรุษมานานแล้ว ทว่าเข้าใจความรักระหว่างชายหญิงดียิ่งนัก” เฟิ่งจิ่วเหยียนหลุบตาลงอย่างนิ่งสงบ “ฝ่าบาททรงยกย่องเกินไปแล้วเพคะ” เซียวอวี้ : … นางคิดว่าเขากล่าวชมนางจริง ๆ หรือ? หลังจากความเงียบอันน่าประหลาดชั่วครู่นั้น เซียวอวี้ไม่เอ่ยอย่างอ้อมค้อม “หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ไม่เคยร่วมบรรทม ที่เราให้ความโปรดปรานแก่นาง ทั้งหมดเป็นเพราะในช่วงสี่ปีที่
เฉินจี๋หยุดชะงักอยู่ตรงนั้นด้วยความงุนงง และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองมองเห็นเลย ภาพที่เห็นคือ ฮองเฮากำลังนั่งคร่อมอยู่บนเอวของฝ่าบาท พลางจับตรึงข้อมือทั้งสองข้างของฝ่าบาท กดคนเอาไว้ชิดกับผนังของรถม้า และกัดลำคอของฝ่าบาท... ท่าทางเช่นนี้ ดูเหมือนว่าฝ่าบาทกำลังถูก...บีบบังคับ?!! ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของเฉินจี๋คือ——ช่วยฝ่าบาท! ทว่า ฮองเฮาพลันหันกลับมา และแววตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารคู่นั้น ทำให้เขาอดรู้สึกหวาดกลัวมิได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ร่างกายของเขาได้ตัดสินใจเลือกก่อนที่สมองจะคำนวณเสร็จสิ้น ซึ่งมันเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์กับความอยู่รอดของเขาเอง ฟึบ! เฉินจี๋ลดม่านรถม้าลงอย่างเด็ดขาด เขาปลอบใจตนเองว่า ฝ่าบาทก็ควรจะรื่นเริงไปด้วยกระมัง ถูกต้อง จักต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน อย่าว่าแต่เฉินจี๋แล้ว แม้แต่เซียวอวี้ก็มิเคยคาดคิดว่า ตนเองจะถูกสตรีนางหนึ่งควบคุมเอาไว้ มิหนำซ้ำยังอยู่ในท่าทางเช่นนี้... เขาจ้องมองสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างเย็นชา ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ริมฝีปากแดงก่ำ และบวมนิด ๆ บนลำคอ ยังมีรอยฟันที่ช
หลิวอิ๋งมาถึงจวนตระกูลเฟิ่ง วางมาดเป็นเหมือนนายหญิงกลับจวน นำรังนกยื่นให้สาวใช้“นำรังนกไปตุ๋น เดี๋ยวข้าจะดื่ม”สาวใช้ยื่นมือทั้งคู่รับมา ไม่กล้าที่จะละเลยพ่อบ้านเหลือบมองรังนก แล้วก็แอบส่ายหัวฮูหยินในอนาคตคนนี้หาเงินเก่งก็จริง ทว่าใช้จ่ายเงินก็ไม่ธรรมดาหากให้นางดูแลจัดการจวนตระกูลเฟิ่ง จะมีชีวิตที่ดีได้หรือ?หลิวอิ๋งอายุสี่สิบกว่า ปกติใช้เงินจำนวนมากในการบำรุงดูแล ใช้ผงแป้งไข่มุกทุกวัน แลดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอย่างน้อยเจ็ดแปดปีวันนี้นางแต่งตัวสวมชุดกระโปรงเบาสบายทันสมัย กล่าวกันว่าเป็นแบบที่ฝ่าบาทออกแบบให้กับฮองเฮาด้วยพระองค์เอง เมื่อสวมใส่แล้วมีความสง่ากล้าหาญ นางคิดว่า คู่ควรกับสถานะของนางที่เป็นหญิงแกร่งทางการค้าเวลานี้ มุมหนึ่งตรงระเบียงทางเดิน อี๋เหนียงหลินกับสาวใช้ยืนอยู่ตรงนั้น แอบมองดูอยู่สาวใช้แสดงสีหน้าสมน้ำหน้า“อี๋เหนียง นายท่านโกรธขนาดนี้ แม่หญิงหลิวคนนั้นโชคร้ายแน่”สายตาอี๋เหนียงหลินแฝงไปด้วยความเกลียดแค้น ชิงชัง มือออกแรง แทบอยากฉีกผ้าเช็ดหน้าให้ขาด“สารเลว! อย่าให้นางเข้ามาอยู่ที่นี่ดีที่สุด!”……หลิวอิ๋งเข้าไปในห้องโถงหน้า ก็เห็นเฟิ่งหลินจับจ้องต
ในห้องโถงส่วนหน้า จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ความคับแค้นใจนั้นมิอาจจางหายได้ มันอัดแน่นอยู่ในทรวงอก รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก พ่อบ้านรออยู่ด้านข้าง กลั้นเสียงมิกล้าหายใจแรง แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ฮองเฮาพิโรธขนาดนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ว่าที่ฮูหยินทำเกินไปแล้วจริง ๆ กล้าไปสร้างปัญหาที่จวนพลทหาร ทั้งตบหน้าฮูหยินน้อยได้อย่างไร! บัดนี้นายท่านจึงตกที่นั่งลำบาก หันหน้าไปทางไหนก็ไม่ดี พ่อบ้านลอบถอนหายใจ หนึ่งเรื่องยังไม่ทันจบ เรื่องใหม่ก็เข้ามาอีก เด็กรับใช้รีบเร่งเดินเข้ามาข้างใน “นายท่าน! คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!” เพิ่งจะพูดจบ เฟิ่งเหยียนเฉินพลันเดินเข้ามาด้วยท่าทีน่าเกรงขาม เขาไม่รอให้คนไปรายงานก่อน เดินตรงมาหานายท่านเฟิ่งที่ห้องโถงส่วนหน้าโดยตรง ครั้นได้เห็นสีหน้าบึ้งตึงของบุตรชาย ก็คาดเดาได้ถึงเหตุผลที่เขามาเยือนทันที จู่ ๆ นายท่านเฟิ่งรู้สึกนั่งก็ไม่ใช่ ยืนก็ไม่ถูก เขานึกหงุดหงิดใจนัก วันนี้ช่าง “ครึกครื้น” เสียจริง! เฟิ่งเหยียนเฉินยังสวมเครื่องแบบราชการอยู่ ยืนนิ่ง พูดเข้าประเด็นทันที “ขอบังอาจถ
จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งกำลังสั่งให้คนเขียนเทียบเชิญงานแต่ง พ่อบ้านพลันวิ่งเข้ามารายงาน “นายท่าน นายท่าน! ฮองเฮาเสด็จมาขอรับ!” สีหน้าของนายท่านเฟิ่งดูตกตะลึง เหตุใดฮองเฮาจึงมาเยือนอย่างกะทันหัน? หรือได้ยินข่าวว่าเขากำลังจะแต่งงานใหม่ จึงรีบมาขัดขวาง? อีกด้านหนึ่ง ในเรือนอี๋ชิง อี๋เหนียงหลินร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว “ไฉนนังแพศยานั่นมาทีหลังกลับได้สมหวัง! “ข้าปรนนิบัตินายท่านมานานหลายปีแล้ว นางเป็นแค่หญิงม่ายคนหนึ่ง คิดจะมาแข่งกับข้า...นายท่านจะชื่นชอบนางได้อย่างไร! “ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว! ให้ตายเถอะ! ข้ายอมตาย ดีกว่าทนอัดอั้นเช่นนี้!” ตั้งแต่รู้ว่าหลิวอิ๋งกำลังจะได้แต่งเข้าจวน อี๋เหนียงหลินก็ร้องไห้โวยวายอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ได้วิ่งไปโวยวายต่อหน้านายท่านแล้ว กลับถูกตำหนิกลับมาเสียยกใหญ่ ยามนี้จึงได้แต่ระบายความอัดอั้นในเรือนของตนเอง เดิมเฟิ่งหมิงเซวียนยังมาปลอบโยนนางบ้าง ทว่านางร้องไห้บ่อยเกินไป จนเฟิ่งหมิงเซวียนรู้สึกรำคาญเช่นกัน จึงย้ายไปอยู่ที่โรงพักแรม ไม่ยอมกลับบ้านทั้งกลางวันกลางคืน อี๋เหนียงหลินยิ่งคิดก็
เฟิ่งจิ่วเหยียนเดินเข้าไปในห้อง พลันเห็นมารดานั่งอยู่ข้างเตียง ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาอยู่ แววตาของนางมืดลง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปเร็วขึ้น ครั้นนายหญิงเฟิ่งได้ยินเสียงคนเข้ามา จึงเงยหน้ามอง เห็นว่าเป็นเฟิ่งจิ่วเหยียน ก็รีบปาดน้ำตาทิ้ง เปลี่ยนจากความเศร้าเป็นยินดี “ฮองเฮา...” ถึงแม้จะเป็นแม่ลูกกัน และอยู่ในสถานที่ส่วนตัว นายหญิงเฟิ่งยังเคร่งครัดในกฎระเบียบ นางไม่อยากให้บุตรสาวกังวล จึงหาข้ออ้างง่าย ๆ โดยไม่รอให้เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยถามก่อน “แม่แค่คิดถึงเวยเฉียง มิรู้ว่านางอยู่ที่จางโจวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง” การร้องไห้เมื่อคิดถึงบุตรสาว เป็นธรรมดาของมนุษย์ หากเฟิ่งจิ่วเหยียนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ก็คงจะเชื่อแล้วจริง ๆ นางเดินไปนั่งลงข้างกายของนายหญิงเฟิ่งอย่างเงียบ ๆ “พูดมาตามตรงเถิด เกิดอะไรขึ้น” นายหญิงเฟิ่งชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกลับมาแย้มยิ้มทันที “ก็เป็นดั่งที่พูดเมื่อครู่นี้ ฮองเฮา ไฉนเจ้าถึงออกจากวัง? มีเรื่องอะไรนอกวังหรือไร?” นางยังต้องการจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา ทว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนยังวกกลับมา “ข้าเห็นคนพวกนั้นแล้ว พวกนาง
ราชทูตจากเป่ยเยี่ยนที่รักตัวกลัวตายนั้น เขาย่อมรู้ดีว่านิสัยของอดีตฮ่องเต้เป็นคนเช่นไร จึงมิคิดหาเรื่องเดือดร้อนให้กับตนเองเขารีบพาทหารทั้งหลายที่ถูกถอดชุดเกราะปลดอาวุธกลับเป่ยเยี่ยนไปในทันที มิคิดรั้งอยู่หนานฉีเลยแม้แต่วินาทีเดียวเมื่ออดีตฮ่องเต้เห็นทุกคนออกไปกันหมดแล้วนั้น เขาถึงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า เขาถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่แล้วจริง ๆ วินาทีนั้น เขาโกรธโมโหยิ่งนัก พร้อมทั้งไอสังหารที่แผ่ไปทั่วทุกที่“อ๊าก! ตาเฒ่า! ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่าน ท่านกล้าทำเช่นนี้กับข้าเลยหรือ!”เขาทั้งสองข้างพลันคุกลงบนพื้น ก่อนจะร้องคำรามไปมามิต่างอันใดกับสุนัขที่บ้าคลั่ง……แคว้นตงซานที่อยู่ห่างออกไปพันลี้นั้นหลังจากที่ราชทูตทั้งสองกลับมาแล้วนั้น พลางนำข่าวที่ตนเองถูกพวกหนานฉีบังคับให้ทำการค้าขายด้วยมารายงานในทันทีฮ่องเต้แคว้นตงซานที่ได้ยินเช่นนั้น พลันหัวเราะออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“เรารู้ดีว่า หนานฉีจักไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้แน่!”ราชทูตหลี่หลิงที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นนั้น“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิอาจช่วยราชครูกลับมาได้ ทว่า พวกกระหม่อมได้ทิ้งสายลับเพื่อติดตามหาเบาะแสของตงฟางซื่อเอาไว้แ
การที่พวกเขาขอเข้าพบยามมืดค่ำเช่นนี้ เกรงว่าราชทูตเป่ยเยี่ยนเองคงมีเรื่องร้อนใจมากกระมังจางฉี่หยางนำกองทัพที่แข็งแกร่งบุกเข้าโจมตีเป่ยเยี่ยนสงครามในครานี้จึงต้องรีบระงับโดยไว แว่นแคว้นภายในถึงจักสามารถฟื้นตัวได้เสียที……เมืองเซวียนภายในเรือนจำฮ่องเต้เยี่ยนและเหล่าทหารมากมายถูกคุมขังเอาไว้ที่นี่เขามิคิดเลยว่า ตนเองจักถูกพวกหนานฉีจับได้ ทั้งยังถูกคนของตนเองทรยศหักหลังอีก!เขาโกรธเกลียดยิ่งนักเมื่อฮ่องเต้ถูกจับตัวเอาไว้ได้เช่นนี้ กองทัพเยี่ยนที่เหลืออยู่บนภูเขาจิ่วเหลียนย่อมไร้ความสามารถเป่ยเยี่ยนพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงทว่า ฮ่องเต้เยี่ยนหาได้แสดงออกท่าทีว่าตนเองพ่ายแพ้ไม่ หากแต่ยังคงทำตัวหยิ่งจองหอง ยโสโอหังไม่เลิก“เราจักไม่ตาย! พวกเจ้ามิกล้าสังหารเราหรอก!“กองทัพเยี่ยนที่มีทหารนับหมื่นนายนั้น พวกเขาจักยังคงทยอยโจมตีหนานฉีต่อไป จนกระทั่งหนานฉีพ่ายแพ้ราบคาบเป็นหน้ากอง!”นี่คือพระราชโองการที่เขาออกสั่งด้วยตนเอง ก่อนที่เขาจะทยานเข้าสู่ศึกสงครามไม่ว่าอย่างไร เป่ยเยี่ยนกับหนานฉีก็จักรบกันจนตัวตายไปข้างหนึ่ง!ทหารที่เฝ้าห้องขังนั้น ต่างพากันหัวเราะออกมาเสียฉากใหญ่“ทยอยโจ
ในวังหลวงหลังจากรับสำรับมื้อค่ำแล้วนั้น เซียวอวี้ก็มอบของขวัญให้กับตระกูลเฟิ่งมากมาย ทุกคนต่างก็ได้รับกันถ้วนหน้า รวมไปถึงเด็กน้อยวัยสองขวบด้วยเฟิ่งเหยียนเฉินพลันลุกขึ้นยืน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมนึกละอายใจยิ่งนัก!”โจวซื่ออุ้มบุตรสาวของตนเองขึ้นมา ก่อนจะโค้งกายคำนับตามสามีของตนเองเซียวอวี้ที่มีงานราชกิจมากมายรออยู่นั้น หลังจากรับสำรับมื้อค่ำเสร็จเขาก็ต้องกลับไปที่ห้องทรงพระอักษร ก่อนจะสั่งการให้หลิวซื่อเหลียงส่งตระกูลเฟิ่งออกจากวังไปหลิวซื่อเหลียงที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของฮ่องเต้ การที่ได้เขาช่วยนำออกจากวังหลวงนั้น ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับตระกูลเฟิ่งมากเพียงใดเฟิ่งจิ่วเหยียนเหลือบมองหลานสาวตัวน้อยของนาง ก่อนจะหันกลับไปมองแผ่นหลังของฮ่องเต้ที่เดินจากไปทันใดนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายจึงฉายชัดขึ้นมาในทันทีตลอดการรับสำรับมื้อค่ำในครานี้ เซียวอวี้ลอบมองดูเด็กน้อยอยู่หลายครั้ง พร้อมรอยยิ้มที่ฉายขึ้นในดวงตาของเขาเสมอสายตานั้น มิต่างอันใดกับเฟิ่งเหยียนเฉินที่มอบให้กับบุตรสาวของตนเองเลยแม้แต่น้อยหากจะกล่าวว่าเฟิ่งจิ่วเหยียน
สีหน้าของนายท่านเฟิ่งเต็มไปด้วยการต่อต้านถึงแม้ว่าเขาจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังมีบุปผางามสาวสะพรั่งอีกมากมายให้เลือกสรร อย่างน้อย เขาก็สามารถแต่งกับสตรีที่รู้ความแตกฉานด้านอักษร หรือมีภูมิหลังที่สะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ผุดผ่องได้หลิวอิ๋งผู้นี้ หาได้มีคุณสมบัติที่จักมาเป็นนายหญิงของตระกูลเฟิ่งไม่!หากแต่ สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาหาได้มีท่าทีล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปที่ใบหน้าของเขาราวกับเต็มไปด้วยความรักใคร่“นายท่าน สามีของข้าเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ข้ามิเคยลืมท่านเลยสักวันเดียว“ในเมื่อพี่สาวข้าหย่าขาดกับท่านเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเรากลับมาอยู่ด้วยกันดีหรือไม่ ในครานี้ มิมีผู้ใดขัดขวางพวกเราได้อีกแล้ว”ทั่วร่างของนายท่านเฟิ่งพลันเหงื่อแตกไปในทันที ก่อนจะผลักนางออกไป“ใครเคยอยู่กับเจ้ากัน! เจ้าออกไปให้ห่างจากข้าเดี๋ยวนี้!”หลิวอิ๋งในยามนี้ จัดการยากกว่าในปีนั้นยิ่งนัก!เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่มารดาของเขามิยินยอมให้นางแต่งเข้าจวนมา!ดวงตาของหลิวอิ๋งพลันหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกับท่าทีที่พร้อมจะทุบหม้อข้าวหม้อแกงทุกอย่างทิ้งไป“ท่านไม่อยากแต่งกับข้างั้นหรือ?“
ด้านนอกประตูวังนั้นหลิวอิ๋งและบุตรสาวของนางถูกไล่ออกไปทันทีไม่ว่าพวกนางจะเอ่ยย้ำว่าเป็นเครือญาติของฮองเฮามากเท่าไหร่เหล่าองครักษ์พลางกล่าวออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า: “ฮองเฮามีรับสั่งว่า ไม่พบ!”สาวใช้ของพวกนางพลันก้าวเข้าไปข้างหน้า ก่อนจะซักถามพวกเขาว่า“มีตาหามีแววไม่! พวกเจ้ามิได้ไปแจ้งให้ฮองเฮาทราบอย่างแน่นอนเลย!”องครักษ์ที่ทำหน้ารักษาประตูวังจึงชักอาวุธออกมา“หากกล้าก่อเรื่องที่หน้าประตูวัง คงมิอยากจะมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่!”เมื่อหลิวอิ๋งและอีกสองคนเห็นสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า พวกนางจึงค่อย ๆ ล่าถอยออกไปแต่โดยดีทว่า พวกนางหาได้คิดยอมแพ้ไม่!เจิ้งจีบุตรสาวของนางพลันเป็นเดือดเป็นร้อนไปในทันที ก่อนจะจับแขนมารดาของตน พลางเอ่ยถาม“ท่านแม่ ฮองเฮามิให้พวกเราเข้าพบเช่นนี้ พวกเราจักทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ? แคว้นพันธมิตรต่างก็เปิดเส้นทางการค้าขายมากมาย โดยเฉพาะแคว้นตงซาน จำนวนพ่อค้าหลวงเองก็มีจำกัด พวกเรามิอาจปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นได้นะเจ้าคะ”สายตาอของหลิวอิ๋งพลันเจือไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย เผยให้เห็นท่าทีสงบและฉลาดหลักแหลม“ไม่ต้องรีบร้อนไป ในเมื่อคนเป็นลูกมิยอมใ