รองอัครมหาเสนาบดีเอ่ย : "ได้ เช่นนั้นรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมกลาโหม..."ลู่เหิงจือมองดูฟ้าปราดหนึ่ง : "สั่งให้เสนาบดีกรมกลาโหมยื่นฎีกามาบอกความต้องการของเขา ยังมีเรื่องสำคัญใดอีกหรือไม่"น้ำเสียงของเขาไม่ได้แตกต่างไปจากวันทั่วไป แต่มีเพียงแค่เขาเองที่รู้ว่าความอดทนของเขาหมดสิ้นไม่เหลืออีกแล้วโชคดที่มีขุนนางอีกคนหนึ่งมาดึงตัวรองอัครมหาเสนาบดีไปเขาส่งสายตาบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า "รู้ความดีมาก" ให้กับคนผู้นั้น แล้วรีบออกไปจากวังทันทีรองอัครมหาเสนาบดีเอ่ย : "เจ้าทำอะไร ข้ายังมีเรื่องไม่ได้ถาม..."คนผู้นั้นตอบ : "ท่านไม่ได้ยินหรือว่าฮูหยินของใต้เท้าป่วย ใต้เท้ากำลังรีบกลับไปดูฮูหยินเช่นไรเล่า"รองอัครมหาเสนาบดีตำหนิ : "เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อ ใต้เท้าใช่ผู้ที่รู้สึกกับสตรีลึกซึ้งเสียที่ไหน"คนผู้นั้น : "..."ผู้อาวุโสรอบรู้อย่างท่าน ไม่เข้าใจหรอกใต้เท้ายังหนุ่มยังแน่น*ข่าวที่ฮ่องเต้ทรงเลื่อนการล่าสัตว์ฤดูหนาวออกไปเป็นครึ่งเดือนรู้ไปถึงองค์หญิงอวี้หยาง มุมปากนางพลันยกยิ้มเย้ยหยันโดยไม่รู้ตัว"เกรงว่าคงจะไม่กล้ามาน่ะสิ" องค์หญิงอวี้หยางถือหน้าไม้สีทองไว้ในมือ พลันกดออกไปอย่างรวดเร็ว ศรปักลงไปกลางเป้
แน่นอนว่าลู่เหิงจือไม่มีทางแสดงให้นางดูตอนนี้ได้ เขาก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่เห็นได้ชัดว่าซูชิงลั่วเองก็เข้าใจถึงจุดนี้เช่นกัน จึงลองหยั่งเชิงโดยการโผล่ออกมาจากผ้าห่มนางไม่ได้พูดเรื่องที่จะให้ลู่เหิงจือเขียนนิยายให้นางอีกแล้ว เพียงแค่แสร้งทำเป็นพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจ : "ได้ยินมาว่าตอนที่พี่เมิ่งไม่สบาย เพื่อที่จะทำให้นางอารมณ์ดี ติ้งอ๋องถึงขั้นระบำดาบให้นางด้วย"น้ำเสียงของลู่เหิงจือเรียบเฉย : "ข้าก็ทำได้"ซูชิงลั่ว : "แต่ข้าไม่ชอบดูระบำดาบ ข้าชอบอ่านนิยาย"“……”"ท่านเขียนมาสักท่อน ไม่แน่ข้าอ่านแล้วอารมณ์ดี ไข้อาจจะหายทันทีเลยก็ได้"ลู่เหิงจือมองนางเงียบๆซูชิงลั่วเขย่าแขนเขาด้วยความออดอ้อน : "ท่านพี่..."ลู่เหิงจือจ้องนางต่ออีกสักพัก ถึงจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นไปข้างโต๊ะด้วยสีหน้าอึมครึมซูชิงลั่วหลุดขำลั่นออกมา รู้สึกว่าอาการป่วยของตัวเองหายไปครึ่งหนึ่งแล้วอัครมหาเสนบาดีก็คืออัครมหาเสนาบดีจริงๆ เขียนนิยายก็เขียนไว้กว่าผู้อื่นยิ่งนัก จับพู่กันเขียนเสร็จหนึ่งหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบมาแล้วโยนให้นางอ่านตอนที่นางกำลังจะรับได้ กระดาษแผ่นนั้นก็ถูกเขาหยิบกลับไปลู่เหิงจือ
นางมองลู่เหิงจือลงมาจากที่สูง สายตาเลื่อนไปหยุดบนตัวซูชิงลั่ว แววตานั้นแฝงไว้ด้วยความริษยาและเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัด"ฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีอ่อนแอเพียงนี้ อย่าว่าแต่ล่าสัตย์ ห่วงแค่ว่าไม่เป็นเหยื่อให้ผู้อื่นล่าก็พอ"ซูชิงลั่วสบตากับนางโดยไม่หลบตาแม้แต่น้อย : "องค์หญิงทรงล้อหม่อมฉันเล่น ในสวนของราชวงศ์ หม่อมฉันจะกลายเป็นเหยื่อให้ผู้อื่นล่าได้เช่นไร"ลู่เหิงจือก้าวไปด้านหน้า ดึงซูชิงลั่วมากันไว้ด้านหลังแสดงออกถึงการปกป้องอย่างชัดเจนองค์หญิงอวี้หยางส่งเสียงค่อนแคะบ่อยๆ แล้วควบม้าจากไปเมื่อตกดึก ลมในเขตล่ากลับสงบลงท้องฟ้าดูสูงไกลลิบตา ดวงดาวในยามค่ำคืนทั้งเยอะและสว่างกว่าในเมืองหลวงนักซูชิงลั่วมองดูอยู่นอกเรือนพักชั่วคราวอยู่นาน ไม่ไกลออกไปยังมีกลุ่มคนห้อมล้อมกันก่อไฟย่างเนื้อย่างของกินกัน ทั้งดูรื่นเริงและคึกคักยิ่งนักการล่าสัตว์ฤดูหนาว โดยรวมแล้วเน้นความสบายๆ ไว้ก่อนลู่เหิงจือเห็นนางชอบ จึงพานางไปยังที่ที่ไกลออกไปตามลำพัง ก่อไฟกองเล็กๆ ทั้งยังนำขาแกะชิ้นเล็กและข้าวโพดมาย่าง เพื่อบรรยากาศที่สดใหม่ซูชิงลั่วมองเขาย่างขาแกะด้วยความตื่นเต้นดีใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม : "เหตุใดท่
ม้าเหงื่อโลหิตกินข้าวโพดที่พวกเขานำมาหมดแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นและเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังซูชิงลั่วอดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า "ช่างใจร้ายใจดำเหลือเกิน"ลู่เหิงจือเหลือบมองนางเบาๆ แล้วพูดว่า "เจ้าก็ไม่ต่างกัน"ซูชิงลั่วรีบยกเนื้อย่างในมือขึ้นมาและยื่นไปที่ข้างปากของเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า "ท่านสามี ลองชิมอันนี้สิ อร่อยมาก"ลู่เหิงจือไม่อยากจะเถียงกับนางจึงก้มลงกัดเนื้อย่างช้าๆ ซึ่งก็อร่อยจริงๆหลังจากพูดคุยกันสักพักทั้งสองก็เดินกลับอย่างช้าๆ เมื่อเดินผ่านเรือนพักชั่วคราวแห่งหนึ่ง พวกเขาได้ยินเสียงขันทีคนหนึ่งถามด้วยความวิตกกังวลว่า "ม้าเหงื่อโลหิตขององค์หญิงยังไม่กลับมาหรือ? พรุ่งนี้จะต้องลงแข่งแล้วด้วย"ขันทีอีกคนพูดว่า "กลืนความกังวลลงไปซะ ม้าตัวนั้นฉลาดมาก องค์หญิงไม่เคยผูกมัน มันจะกลับมาเอง"ซูชิงลั่วถอนหายใจด้วยความปลงแล้วพูดกับลู่เหิงจือว่า "ม้าตัวนั้นฉลาดมาก เสียดายที่เจอนายไม่ดี"ลู่เหิงจือพูดอย่างใจเย็นว่า "ฉลาดจริง มิเช่นนั้นคงหลอกเจ้าให้เอาข้าวโพดย่างให้มันกินทั้งหมดไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ยามที่เจ้าแข่ง มันอาจยอมให้เจ้าชนะเพราะข้าวโพดย่างก็ได้นะ"“……”ประชดนางอีกแล้วแค่กินข้า
ลู่เหิงจือพลันนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับนาง ชุดของนางก็เป็นชุดสีเหลืองอ่อนเช่นนี้ เพียงแต่ยามนั้นนางไม่ได้เกล้าผมเมื่อรู้สึกตัวว่าเขามองมา ซูชิงลั่วจึงหันกลับมาลู่เหิงจือยื่นมือออกไป โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนนานพอสมควรจึงค่อยๆ เอ่ยว่า “ไปกันเถอะ ฮูหยิน ข้าจะคว้าอันดับหนึ่งพร้อมกับเจ้า”ซูชิงลั่วรู้สึกประหม่าในยามนี้ จึงโอบแขนเขาถามว่า “หากไม่ได้อันดับหนึ่งล่ะ?”ลู่เหิงจือตอบอย่างใจเย็นว่า “อันดับสุดท้ายก็คืออันดับหนึ่ง”ซูชิงลั่ว "......"สองสามีภรรยาเดินไปยังสนามแข่งด้วยกัน ร่างทั้งสองในชุดสีขาวและสีเหลืองดึงดูดสายตาของทุกคนในทันทีทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเคยได้ยินมาว่าอัครมหาเสนาบดีลู่คลั่งรักฮูหยินของตนเพียงใด ทั้งเรื่องพลุเอย ข่าวลือต่างๆ เอยที่เล็ดลอดออกมาจากเจียงหนาน ทำให้พวกนางอยากรู้จักซูชิงลั่วเป็นอย่างยิ่งพวกนางจึงอดกระซิบไม่ได้“ผอมขนาดนี้ ดูอ่อนแอเหลือเกิน”“ผู้ชายชอบเอวบางกันทั้งนั้น แม้แต่ใต้เท้าลู่ก็เช่นกัน”"ดวงตาคู่นั้น เอวคอดๆ นั่น ช่างราวกับจิ้งจอกสาวเสียจริงๆ......"เสียงซุบซิบเหล่านั้นเข้ามาในหูของซูชิงลั่ว กลายเป็นเสียงซ่าๆ ฟังไม่ชัดเจนว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรแต
การล่าสัตว์ฤดูหนาว ขุนนางชั้นสูงทั้งหลายต่างนำม้าเลี้ยงของตนมาด้วย เพราะถือว่าสะดวกที่สุดแต่ซูชิงลั่วกลับไม่มีม้าเลี้ยง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใครตั้งใจหรือไม่ ม้าที่มอบให้นางเป็นม้าที่ทั้งเตี้ยที่สุดและผอมที่สุดในบรรดาคนอื่นๆซูชิงลั่วถอนหายใจด้วยความรู้สึกไร้ทางออก ลูบขนม้าตัวน้อยด้วยความรัก และเริ่มทำความรู้จักกับมันขณะนั้น เมิ่งชิงไต้เดินนำม้าขาวของตนมาหานาง "น้องซู จะให้ข้าแลกกับเจ้าหรือไม่"นางสวมชุดสีม่วงงดงามสง่า มีท่าทางของสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลเก่าแก่ซูชิงลั่วรีบโบกมือปฏิเสธ "พี่เมิ่ง ขี่ม้าของตนเองจะสะดวกกว่า"องค์หญิงอวี้หยางเห็นทั้งสองพูดคุยกัน สายตามองมาที่นางราวกับลูกศรน้ำแข็งซูชิงลั่วไม่หลบไม่หนี มองกลับไปตรงๆองค์หญิงอวี้หยางยิ้มเยาะ แล้วมองข้ามไปยังเมิ่งชิงไต้ "พระชายาติ้งว่างมากเลยสินะ เป็นเพราะในจวนมีสนมมากเกินไป เจ้าจึงไม่ได้รับความรักจากติ้งอ๋องใช่หรือไม่"ซูชิงลั่วรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยชื่อเสียงของเซี่ยถิงอวี่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงว่าเป็นชายมากรัก และเมื่อวานนี้เองนางได้ยินข่าวลือว่า ติ้งอ๋องยังไม่เคยแตะต้องพระชายาติ้งเลยตั้งแต่แต่งงานซึ่งขัดแย้งกับที่เมิ่งชิงไ
ใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว เกรงว่าองค์หญิงอวี้หยางคงไม่ได้อันดับหนึ่งแล้วองค์หญิงอวี้หยางหันมองนางด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะดึงปิ่นปักผมจากศีรษะ แล้วทิ่มแทงลงไปที่บั้นท้ายของม้าเหงื่อโลหิตเลือดสีแดงสดไหลพุ่งออกมาทันที คล้ายงูเล็กเลื้อยไปตามขนสีขาว ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่งม้าเหงื่อโลหิตส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วซูชิงลั่วใจหายวาบไม่รู้ว่าม้าตัวแสบจะเจ็บหรือไม่นางเงยหน้ามองไป ก็ตกตะลึงทันที“แย่แล้ว!”เมิ่งชิงไต้ลงจากหลังม้าหลังจากถึงเส้นชัยเป็นคนแรก ทว่าม้าเหงื่อโลหิตกลับเริ่มคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงร้องด้วยความโกรธแค้นอยู่กับที่ ไม่ยอมขยับตัวไปข้างหน้า จนเกือบจะทำให้องค์หญิงอวี้หยางตกลงมาจากหลังม้าซูชิงลั่วจึงรีบขี่ม้าแดงไปช่วยองค์หญิงอวี้หยางเสียหน้าจึงตะโกนว่า “จะเก็บเจ้าไว้ทำไม!”แล้วทิ่มแทงปิ่นปักผมลงไปที่บั้นท้ายของม้าอีกครั้งม้าเหงื่อโลหิตคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงร้องลากยาว และเหวี่ยงองค์หญิงอวี้หยางลงจากหลังม้าจากนั้นก็ยกขาหน้าขึ้น แล้วพุ่งเข้าใส่เมิ่งชิงไต้อย่างบ้าคลั่งซูชิงลั่วขี่ม้าแดง มองไปข้างหน้า แล้วเอื้อมมือไปบังคับบังเหียนพร้อมกับตะโกนเสียงดังว่
ข้างหูคือเสียงลมพัดโหมกระหน่ำในสนามล่าสัตว์ลู่เหิงจือหันมองซูชิงลั่วด้วยความเป็นห่วง อยากจะดึงนางกลับไปซ่อนอยู่ด้านหลังอีกครั้งแต่ไม่รู้ทำไม เมื่อเห็นนางยืนเคียงข้างเขา ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เพียงแค่ค่อยๆ บีบมือของนางแน่นขึ้นซูชิงลั่วมองไปที่ดาบในมือขององค์หญิงอวี้หยาง แล้วเอ่ยเสียงเรียบเฉยว่า “อย่างไร? หรือว่าองค์หญิงจะลงมือฆ่าคนต่อหน้าพระพักตร์รึ?”สีหน้าขององค์หญิงอวี้หยางเปลี่ยนไปทันทีฮ่องเต้ตรัสขึ้นในยามนั้นว่า “เหลวไหลสิ้นดี! อวี้หยาง เจ้ายังจะทำตัวไร้มารยาทอีกหรือ ยังรีบถอยไปอีก!”ทหารองครักษ์รีบเข้าไปแย่งดาบในมือขององค์หญิงอวี้หยางองค์หญิงอวี้หยางเหลือบมองฮ่องเต้ด้วยสีหน้าเสียใจ แล้วถอยไปอยู่ข้างๆอีกฝั่งหนึ่ง เซี่ยถิงอวี่ผลักเมิ่งชิงไต้ออกอย่างเย็นชา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นคนสุขุมรอบคอบ แต่กลับทำตัวเช่นนี้ได้อย่างไร?”สีหน้าของเมิ่งชิงไต้ซีดเผือดลงเล็กน้อย ก้มศีรษะลงและเอ่ยด้วยความนอบน้อมว่า “หม่อมฉันผิดไปแล้ว”นี่เรียกว่าดีต่อนางอย่างนั้นหรือ?ไฟในใจของซูชิงลั่วลุกโชนขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงของฮ่องเต้ตรัสว่า “ไม่มีอะไรแล้วใช่หรือไม่?”ฮ่องเต้ทร