บทที่ 39 ใจกลางความมืดมิด(2)
“...”
เสียงนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมา จางเว่ยที่อยู่อยู่ก็รู้สึกว่างเปล่า ขึ้นมาในช่วงขณะหนึ่ง ก็ได้ลุกออกจากบ้านไปยังบ้านของมารดา ที่ตอนนี้ทุกคนกำลังรับประทานมื้อเย็นกันอย่างสนุกสนาน
มองเหล่าบรรดาญาติพี่น้องพ่อแม่ลูกหลาน ทุกคนที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่นานแล้วก็เข้าไม่ได้ฉลองกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ ความรู้สึกหลากหลายมากมายตีกันอยู่ในอก จนจางเหว่ยไม่รู้แล้วว่าในตอนนี้ขอกำลังคิดอะไรอยู่
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เขาที่มองอยู่อย่างนั้นก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผ่านเวลาไปค่อนข้างนานมากแล้ว ทุกคนที่ดื่มกินกันจนอิ่มหนำสำราญ ก็ได้เริ่มแยกย้ายออกจากวงสนทนา...
“...”
จางเหว่ยเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้สองขาของเขา กำลังพาเขาไปยังสถานที่ใด...
“เสี่ยเหว่ย...” ผ่านไปได้สักครู่หนึ่ง ในขณะที่จางเหว่ยกำลังแหงนมองดูดวงจันทราบนท้องฟ้า ด้วยความรู้สึกที่วางปลาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขาในระยะประชิด ในตอนนั้นเองเขาก็เกือบที่จะหลุดควบคุม จนหันหน้ากลับไปมองอีกฝ่ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถพอที่จะควบคุมตนเองได้อยู่ “ทำไมลูกถึงไม่เข้าไปกินข้าวเย็นกับพวกเราเล่า มันนานมากแล้วนะที่พวกเราไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน น่าจะสักสิบปีได้แล้ว...”
“...”
จางเหว่ยมิได้พูดอะไรตอบกลับไป เพียงแค่ยืนมองฟ้าอยู่นิ่งนิ่งเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่มองแผ่นหลังของลูกชายของตนเองอยู่ ก็สามารถมองเห็นได้ถึงความสั่นของไหล่ทั้งสองข้าง
“แม่ขอโทษ เจ้าจะให้อภัยแม้สักครั้งจะได้ไหม”
“ท่านแม่จะมาพูดอะไรเอาป่านนี้เล่าขอรับ มันก็ผ่านไปนานมากแล้ว ในตอนนี้ไม่ว่าท่านแม่จะพูดอะไร มันก็ไร้ความหมายแล้วล่ะขอรับ”
“เรา...พวกเรามิสามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วได้จริงๆหรือ”
“เหมือนเดิม... เหมือนเดิมแบบไหนหรือขอรับ เหมือนเดิมแบบที่มิเคยมีใครเห็นหัวขามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนั้นหรือขอรับ พี่ใหญ่ทั้งเก่งทั้งฉลาดทั้งเป็นความหวังของหมู่บ้าน ส่วนน้องเล็กเองก็มีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่จิตใจกลับอ่อนโยนจนเป็นที่รักของทุกคน แต่ข้ามันเป็นเพียงแค่คนธรรมดาธรรมดาขอรับ คนธรรมดาที่เกิดมาในครอบครัวของผู้วิเศษ คนธรรมดาที่ไม่ได้มีให้ความสามารถอะไรเลย คนธรรมดาที่ไม่เคยถูกเหลียวแล กลับไปเป็นแบบนั้นหรือเปล่าขอรับ”
“จางเหว่ย...แม่...”
“ถ้าหากไม่มีอะไรจะพูดแล้วท่านแม่กลับไปเถอะขอรับ หลังจากที่พวกท่านทุกคนทำกับข้าเช่นนี้มาหลายสิบปี แล้วจู่ๆจะมาบอกว่าท่านรักท่านห่วงใยข้า? อย่างนั้นหรือขอรับ ท่านคิดว่าข้าควรจะรู้สึกดีใจดีไหม หรือข้าควรจะมีความสุขกับความรักเศษเสี้ยว ที่ท่านเพิ่งจะนึกได้หลังจากผ่านไปหลายสิบปีแล้ว อย่างนั้นหรือ!”
มิว่าด้วยโทสะหรือด้วยอะไรก็ตาม จางเหว่ยกล่าวด้วยเสียงตะคอกออกมาพร้อมกับหันหน้ามาประจันหน้ามองสบตากับมารดา...
“เสี่ยวเหว่ย...ตาเจ้า!” หญิงวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยความตกใจ ท่ามกลางดวงจันทร์ที่ทอประกายอยู่กลางฟากฟ้า จนผู้เป็นแม่สามารถมองเห็นได้ว่าดวงตาของบุตรชายตนนั้นแปลกไป ดวงตาข้างนึงมีสีดำสนิท ส่วนดวงตายอีกข้างนั้นลูกตาดำแทบจะกลืนตาขาวไปจนหมดสิ้นแล้ว “เจ้าเป็นอะไรไป”
“ไม่ว่าข้าจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร มันก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้วล่ะเข้ารับ” จางเว่ยหันหน้ากลับไปอีกครั้ง ไม่อยากให้ใครมองเห็นเขาในสภาพแบบนี้
“แม่...”
“มิต้องพูดอะไรแล้วล่ะขอรับ ระหว่างพวกเรามันไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันมานานมากแล้ว...” จางเว่ยระบายลมหายใจออกมายาวๆ “แต่หากว่าท่านแม่ยังคงมีความรู้สึกผิดต่อข้าอยู่บ้าง ได้โปรดเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับด้วยเถิดนะขอรับ”
“....”
กล่าวเพียงเท่านั้น เขาก็เดินหายลับไปท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ทิ้งให้ผู้เป็นแม่จมอยู่กับความรู้สึกที่หลากหลาย มิรู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดีแล้ว
ในโลกนี้มักจะมีความจริงอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้คนไม่รู้ นั้นก็คือความเท่าเทียมไม่เคยมีอยู่จริง...
ไม่ว่าจะเป็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ที่พวกผู้ใหญ่ที่มีลูกแล้วมักจะกล่าวกันว่าพวกตนเองและลูกเท่ากันเสมอ มิเคยเอนเอียงไปหาใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความรักของพ่อแม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ใสสะอาดและมอบให้ลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมอ
มันเป็นอย่างนั้น จริงๆน่ะหรือ...
ถ้าหากกล่าวในมุมของพ่อแม่พวกเขาก็คงจะบอกว่ามันเป็นเช่นนั้น
แต่ถ้าเป็นในมุมของลูกเล่า...
มันจะเป็นแบบนั้น จริงๆหรือเปล่า?
มิต้องบอกก็รู้ว่าลูกลูกแทบทุกคนสามารถบอกได้ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเลย
หากเป็นในช่วงเวลาของวัยเด็ก พวกเราอาจจะแค่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถึงความไม่เท่าเทียมนี้ เด็กบางคนอาจจะแค่รู้สึกเสียใจ ที่ทำไมตนเองทำแบบเดียวกันแต่เขาดันผิดเสียอย่างนั้น แต่ลูกรักของพ่อกับแม่ก็ไม่เคยผิด...
ยังมีอีกมากมายหลากหลายความรู้สึก หลากหลาย เหตุการณ์ ที่ทำให้เด็กๆ นั้นรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นที่รักของพ่อกับแม่…
แต่สำหรับเด็กแล้วอยากมากมันก็แค่น้อยใจ เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่พอเด็กเหล่านั้นโตขึ้นมา หากเขามิได้ถูกสั่งสอนอย่างถูกต้องสมควรแล้ว ชุดความคิดของเขาก็จะหันเหไปในทางที่เลวร้ายเสมอ
และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปแทนที่พ่อแม่จะให้คำปรึกษาหรืออธิบายให้กับลูกอย่างถูกต้อง แต่กลับเอาแต่เก็บเงียบแล้วไม่พูดไม่จาถึงความผิดพลาดของตัวเองในอดีต ทำได้เพียงแค่พยายามขอโทษในสิ่งที่ทำพลาดไป
ความหมายก็คือพยายามแก้ไขความรู้สึกผิดของตนเอง แต่ฝ่ายเดียว มิได้เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายนั้นจะรู้สึกเช่นไร
จนในบางครั้ง…
ด้วยความรู้สึกผิดของพวกเขา ก็ได้เป็นการตัดสินใจที่ทำร้ายทุกๆคนในทิศทางที่ไม่สามารถกลับมาแก้ไขมันได้
เช่นเดียวกันกับมารดาของสามพี่น้องตระกูลจาง ที่เลือกจะทำตามคำกล่าวของบุตรชายคนกลาง แล้วเก็บความลับอันมืดมิดนี้เอาไว้กับตัวเองเพียงผู้เดียว
โดยมิรู้เลยว่าอีกไม่กี่วันต่อมา ทางเลือกของนางนั้นจะนำหายนะ มาสู่ทุกคนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
.................................
บทที่ 40 ใจกลางความมืดมิด(3)“คุณหนูมาถึงแล้วหรือขอรับ” เสียงเรียกขานด้วยความยินดี ที่ดังมาจากปากของจางหลง โดยที่ด้านหลังของเขามีผู้คนเกือบทั้งหมู่บ้านมารวมตัวกันอยู่ “พวกเรากำลังรอกันอยู่พอดีเลยขอรับ”“...”เย่หัวถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเห็นผู้คนคอยต้อนรับนางด้วยความยินดีแบบนี้ นางรีบลงจากหลังของเจ้าสัง มายืนเก้ๆ กังๆต่อหน้าของผู้คนจำนวนมากถึงก่อนหน้านี้จะเคยแอบลงมาพร้อมกับเด็กๆอยู่ครั้ง 2 ครั้ง ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่ได้มีผู้คนมากมายขนาดนี้ เพราะนางแอบมาดูเด็กเด็กที่ได้เล่นกันอย่างมีความสุขในหมู่บ้านก็เท่านั้น แต่เมื่อต้องมาอยู่ในสภาวะแบบนี้แล้ว นางเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน“เจ้าหรือคือคุณหนูที่ผู้คนต่างนับถือ เจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นี้เนี่ยนะ มีอะไรวิเศษนักหนากัน...”ฮุมมมมจางหู่ที่แต่เด
บทที่ 41 ใจกลางความมืดมิด(จบ)เย่หัวเองก็สงสัยเหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่เด็กเหมือนกับร่างกายนี้แล้ว ต่อให้หากเทียบเวลาแล้วจริงๆนางจะเป็นเพียงแค่เด็กมากๆ สำหรับพวกเขาทุกคนก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้นประสบการณ์ชีวิตของนางก็มีมากไม่น้อยเช่นเดียวกัน“ในเมื่อท่านหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่ามีมิได้มีเจตนาร้ายต่อข้า เช่นนั้นก็สามารถบอกได้เลยเจ้าค่ะ ข้ามิได้โกรธเคืองผู้ใดโดยไร้เหตุผลอย่างแน่นอน ทุกคนก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว”“ถ้าอย่างนั้นข้าขออนุญาตเล่านะขอรับ...”หลังจากนั้นจางหลงจึงได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมด ที่เขาได้ทดลองตลอดช่วงเวลาสิบกว่าวันที่ผ่านมาอย่างแรกเลยก็คือเขาลองให้คนเอาสิ่งของที่เย่หัวมอบให้ ทั้งหัวมัน เนื้อสัตว์ ของกินเล่น ไม่ว่าจะเป็นขนม หรือแม้แต่พวกมันตากแห้งมันทอดทั้งหลายเท่าที่พอจะรวบรวมได้ แล้วให้คนเอาออกไปนอกหมู่บ้านโดยพลการ โดยไม่มีการบอกต่อนางก่อ
บทที่ 42 เย่หัว-เยว่หัว(1)“ข้ามีเรื่องจะปรึกษาทุกท่านด้วยเจ้าค่ะ”หลังจากที่ทุกคนได้ดูสิ่งของซึ่งจางหู่ได้นำมาจากโลกภายนอกแล้ว เย่หัวก็นึกถึงบางสิ่งที่นางคิดเอาไว้ตั้งแต่แรก ก่อนที่จะมาพบกับทุกคน“คุณหนูมีอะไรหรือขอรับ” จางลงที่อยู่ข้างเด็กหญิงไม่ห่างกาย ก็ได้เป็นคนที่ถามขึ้นมา “หรือว่าคุณหนูมีอะไรที่อยากได้อย่างนั้นหรือขอรับ”“ไม่รู้ว่าเด็กๆได้แจ้งกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านบ้างแล้วหรือยัง ว่าข้าได้พยายามทำตำราเรียนให้เด็กๆ มาหลายวันแล้ว”“ถ้าหากเป็นเรื่องนั้นก็ทราบแล้วขอรับ เสี่ยวหลัวกับเด็กๆคนอื่นๆก็ได้มาบอกข่าวบ้างแล้ว”“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าได้ทำการเขียนต้นฉบับเอาไว้เสร็จหมดแล้ว ท่านหัวหน้าหมู่บ้านพอจะรู้ไหมเจ้าคะ ว่าในหมู่บ้านมีคนที่อ่านออกเขียนได้บ้างไหม”“ถ้าหากเป็นเรื่องนั้นก็พอมีอยู่สามสี่คนขอรับ”“ดีเลยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงยิ้มออกมาอย่างดีใจ เมื่อไม่ต้องรอสอนให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้ก่อนที่จะคัดลอก“ถ้าอย่างนั้นก่อนที่หิมะแรกจะตกอย่างเป็นทางการ พวกเราพอจะมีเวลากันซักกี่วันหรือเจ้าคะ”“อย่างช้าที่สุดก็เจ็ดวันขอรับ”“อย่างนั้นหากเป็นไปได้ ข่าวพอจากขอแรงๆท่านจางหู่หน่อยไ
บทที่ 43 เย่หัว-เยว่หัว(2)“แต่...แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอรับคุณหนู”“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”“เนื่องจากว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ขึ้นไปบนเขา มีเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถร่อนลงกลับมาได้ พวกเราไม่รู้เลยว่ามีอะไรที่เป็นอันตรายอยู่บนนั้นบ้าง ถ้าหากว่าเป็นไปได้ข้าขอให้คุณหนูช่วยส่งเจ้าสังขึ้นไปช่วยคุ้มกันพวกเราได้ใหม่ขอรับ”“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ เพราะข้าเองก็คิดเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน”เย่หัวกล่าวไปตามตรง เพราะนางเองก็คิดเอาไว้แล้ว ว่าจะส่งให้เจ้าตูบตัวโตตามทุกคนขึ้นไปด้วย เพราะว่านางยังคงจำเรื่องเล่าของเด็กๆได้ ถึงตำนานของส่องสัตว์ระดับสีม่วง ที่เป็นเหมือนกับ 2 ผู้คุมกฎในหุบเขาแห่งนี้ถึงตำนานของพวกมันทั้ง
บทที่ 44 เย่หัว-เยว่หัว(3)“...ฮูม”เมื่อมั่นใจว่าโดยรอบไม่มีอะไรแล้ว เจ้าสังครางในลำคอเบาๆ หนหนึ่ง แล้วผงกหัวเบาๆ ราวกับว่ามันตอบรับคำขอของทุกคน ก่อนที่จะกลับลงไปนอนในท่าเดิมอีกครั้ง“ดูเหมือนว่ามันจะตกลงนะเจ้าคะ”“แต่อย่างนั้นก็ตกลงเอาตามนี้ เผื่อว่าในวันพรุ่งนี้เราจะสามารถค้นหาเบาะแสได้ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายบนเขา” จางหลงพยักหน้า“ส่วนข้าก็อย่างที่บอกไปว่าไม่มีอะไรติดขัด อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เด็กๆถึงหลงใหลบ้านที่ตีนเขานะ”“เสี่ยวหู่...อยู่ไกลกันขนาดนี้เดี๋ยวท่านสังก็กัดหัวเจ้าเอาหรอก” ผู้เป็นพี่ชาย รีบกระซิบน้องชายเบาๆ เมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้าตูบที่เคยนอนหัวราบไปกับพื้น ได้ยกหัวขึ้นหันมามองน้องชายของเขาที่หนึ่ง“... ข้าขอโทษ”
บทที่ 45 เย่หัว-เยว่หัว(4)รุ่งเช้า“ไปดีมาดีนะเจ้าคะ” เด็กหญิงกล่าวกับคณะเดินทางที่มีกันร่วมร้อยคน ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำทั้งสิ้น “เจ้าสังเจ้าเองก็ดูแลทุกคนให้ดีด้วยนะ รีบไปรีบกลับล่ะ”““ขอรับ””“...ฮูม...”ทุกคนขานรับแล้วรีบออกเดินทาง เพียงแค่ไม่นานพวกเขาทุกคนก็เดินหายลับสายตาไป ส่วนเย่หัวกับเด็กๆทุกคนรวมไปถึงจางหู่ สวัสดี ก็เริ่มทำกิจกรรมที่เย่หัววางแผนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน นั่นก็คือทำเมนูอาหารต่างๆกินกัน ตลอดระยะช่วงเวลา กว่า 2 ชั่วยามที่ผ่านพ้นไปในช่วงเช้า เด็กๆ ต่างวิ่งเล่นกันบ้างมากินขนมกินอาหารบ้าง มันก็เหมือนกับวันธรรมดาธรรมดาที่แสนสงบสุขอีกวันหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรแปลกไปจากวันก่อนๆที่มีเด็กๆอยู่ ข้างกาย เพียงแต่ว่ามันมีอาหารแปลกพิสดารไปกว่าทุกๆวันก็เท่านั้นส่วนจางหู่ตลอดทั้งวันเขาก็เอาแต่อึ้ง ทึ่งกับความสามารถของเด็กหญิงวัย 8ขวบ เนื่องจากลีลาการทำอาหารของนาง ตลอดไปจนรสชาติของอาหารทั้งหมดล้วนแล้วแต่ละเอียดลออละเมียดละไม แม้ว่ากินอะไรลงไป ในทุกๆ คำก็ล้วนแล้วแต่มีรสชาติที่เลิศเป็นอย่างยิ่ง“ว่าวันนี้ทั้งวันไม่มีเรื่องไม่มีราวอะไรก็คงดี...” จางหู่ที่รู้สึกถ
บทที่ 46 เย่หัว-เยว่หัว(5)“คุณหนู เด็กๆ ทุกคนรีบหนีเข้าบ้านก่อนเร็วเข้า” ในขณะที่กำลังรับประทานมื้อเที่ยงกันอยู่อย่างสนุกสนาน จางวูก็รีบลุกขึ้นพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงดัง “ไม่มีเวลาแล้วทุกคนรีบหลบเข้าไปในบ้านก่อนเร็วเข้า”“มีอะไรหรือท่านอา” จางต้าผังที่เป็นเด็กโตที่สุดเพียงคนเดียวในวันนี้ ก็ได้ถามขึ้นด้วยความตกใจ“มีอะไรหรือเจ้าค่ะ ทำไมถึงได้ทำหน้าแตกตื่นขนาดนั้น” เย่หัวก็งุนงงสงสัยมิแตกต่างกัน เหมือนกับเด็กคนอื่นๆที่ตอนนี้ต่างมองหน้ากันเหลอหรา“ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาอธิบายแล้วขอรับ...” จางลงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล เมื่อมองเด็กๆที่อยู่ไกลออกไปหลายคน ที่ได้แยกตัวออกจากวงอาหาร เนื่องจากพวกเขาอิ่มก่อนแล้ว กำลังมองมาทางตนด้วยใบหน้าที่งุนงงสงสัย เขาก็เลยถือวิสาสะทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำเมื่ออยู่ใกล้ๆกับเด็กๆ“ทุกค
บทที่ 47 เย่หัว-เยว่หัว(จบ)“ต้าพังเจ้ารีบหลบไปเสีย” น้ำเสียงแหบแห้งกันแทบไม่เหมือนกับเสียงมนุษย์อีกแล้ว ล่องลอยออกมาจากของจางเหว่ยปากเบาๆ “เรื่องนี้มีเพียงคนเดียวที่ต้องสังเวยชีวิต เจ้ารีบพาเด็กคนอื่นหลบไปเสีย”“...”เด็กชายมองใบหน้าบิดาก็เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง สายตาของเขาสอดส่ายไปทั่วร่างของบิดาตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำใสใสก็ไหลรินออกมาจากดวงตาของเขา อย่างที่ไม่อาจจะหักห้ามมันได้อีกต่อไป“ท่านพ่อ...ท่านพ่อเป็นอะไรไปแล้วขอรับ ท่านพ่อคนเดิมของข้าหายไปไหน”“เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าก็ยังคงเป็นพ่อของเจ้าเหมือนเดิม มิมีอันใดมาเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้”“... ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อ!”เด็กชายเริ่มร้องไห้จ้า เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่ เมื่อสนิทของผู้เป็นบิดา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเส้น
บทที่ 81 บทพิเศษ “เราไม่ลงนะรกแล้วผู้ใดจักลงนรก” (1)#บทนี้เป็น บท ย่อยแยกอีกบทหนึ่งนะครับ#ย้อนกลับไปในตอนก่อนที่เขาจะมอบระฆังธรรมให้กับเพื่อน ในขณะนั้นชาได้สังเกตเห็น ถึงความตั้งใจที่จะสั่งสอนธรรมะของเพื่อน แต่ด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การที่นางไม่สามารถจดจำข้อธรรมใดๆ ได้มากนักก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเนื่องจากว่าการที่เขาได้ทำการล้วงเอาจิตของนางขึ้นมาจากนรกนั้น มันเป็นเรื่องที่ทำการฝืนชะตากรรมของคนคนหนึ่ง และการที่เขา เรียกดวงจิตเดิมของนางที่ควรจะแตกดับไปนานแล้ว ตลอดไปจนถึง สัญญาสังขารและวิญญาณแต่เดิมของนาง ในภพแรกที่พวกเขาทั้ง 2 คนได้เจอกันโดยวิธีการเปิดพระธรรมคำสั่งสอนจากระฆังธรรม ให้ดวงจิตที่แตกสลายของนางได้ฟังซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ยาวนานนับหมื่นปีกว่าที่ดวงจิตของนางจะสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าสัตว์นรกบางส่วนที่พอมีฤทธิ์สามารถแทรกออกมายังบนโลกอีกครั้ง...และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมจู่ๆ นางถึงเหมือนกับว่า สามารถอธิบายข้อธรรมคำสั่งสอนทั้งหลาย ออกมาได้ราวกับเคยศึกษามันมาอย่างถ่องแท้ ทั้งๆ ที่ตัวนางแทบจะไม่เคยศึกษาเรื่องราวในแน
ก่อนอื่นเลยที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้(น่าจะเหลือไม่ถึง1/10ของคนที่หลงเข้ามาที่จะเดินมาจนถึงจุดนี้) ดีใจที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงจุถดเริ่มต้นที่แท้จริงของนิยายเรื่องนี้ครับใช่แล้วครับ…ตั้งแต่บทนำมาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะเป็นส่วนที่ปูจุดเริ่มต้นของ เย่หัว-เยว่หัว ให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนและสภาพแวดล้อมของนาง โลกที่นางอยู่ ผู้คน สังคม รายละเอียดที่จะทำให้เข้าใจเนื้อหาหลัก และเหตุผลของการกระทำต่างๆ ที่นางจะทำต่อจากนี้ไป จนบางครั้งอาจจะเป็นการกระทำที่ “โหดเหี้ยม” แบบไร้เหตุผลเลยก็มี เล่ม1-2จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในส่วนของ “บทนำ” แต่หลังจากเล่ม 3 เป็นต้นไปก็จะเข้าสู่ปฐมบทที่แท้จริง ตามชื่อบทของบทนี้ครับ เราจะคุยกันแบบจริงจังกับเนื้อเรื่องที่แท้จริงกันครับ อย่างแรกเลยก็คือหลังจากนี้จะต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความแฟนตาซีที่แท้จริง ของแม่ครัวตัวจิ๋วที่รักในการทำอาหารให้ผู้คนได้ลิ้มรส เป็นหนึ่งในความสุขของนาง และเป็นสิ่งสำคัญที่จะคอยยึดเหนี่ยวตัวนางเอาไว้ ส่วนยึดนางจากอะไรนั้นต้องไปติดตามในเนื้อเรื่องครับอย่างที่สองก็คือเรื่องของความแฟนตาซีและโลกในจินตนาการที
บทที่ 80 เลี้ยงส่ง(จบ)หลังจากที่เยว่หัวสามารถเรียกสติของผู้คนกลับมาได้อีกครั้ง ตลอดช่วงเช้าไปจนถึงเที่ยง นางก็ทำการจัดแจงแบ่งกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ไม่ลืมนำวัตถุดิบจำนวนมากออกมา แล้วจัดแจ้งเตรียมการฝึกซ้อมทั้งหมด กว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็ปาเข้าไปจนถึงช่วงเที่ยงแล้วซึ่งในระหว่างที่ทำการฝึกซ้อมปรุงอาหารชนิดต่างๆ นั่นเอง เหล่าแม่บ้านและเด็กๆทุกคนต่างก็ได้ลองชิมอาหารกันอย่างเต็มอิ่ม และเมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทุกคนเลยหยุดพักกันในตอนเที่ยงพอดิบพอดี และถือเป็นการพักท้องอีกครั้ง เนื่องจากในตอนนี้ทุกคนแทบจะท้องแตกเสียแล้วส่วนฝั่งของจางหลงที่เป็นฝ่ายจัดเตรียมสถานที่ ซึ่งพวกเขาทุกคนก็ทำเต็มที่ในหน้าที่ของตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดของหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเวลาที่มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น พวกเขาจึงตกลงกันใหม่ว่า จะจัดเป็นโต๊ะไม้ยาวๆ ขนาด 6 ถึง 8ที่ แทนที่แผนการจะทำโต๊ะชุดวงกลม และโต๊ะทั้งหมดจะหันหน้าเข้าหาเวที ด้านเดียว ส่วนตัวเวทีเองก็จะสร้างขึ้นมา โดยการขุดดินมาถมเป็นเนินสูงขึ้นประมาณหัวเข่า ใช้ดินเหนียวในการป้ายโดยรอบเพื่อไม่ให้หน้าดินพัง
บทที่ 79 เลี้ยงส่ง(3)“ตอนแรกข้าขอยอมรับสารภาพเลยว่า ตัวข้าเองก็ไม่ได้จินตนาการเลยว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือมากขนาดนี้”เยว่หัวมองไปยังทั้งผู้หญิงและเด็ก แทบทั้งหมดในหมู่บ้านที่มารวมตัวกัน ซึ่งในมือทุกคนต่างก็มีหม้อกระทะถ้วยชามรามไห รวมไปถึงตะเกียบและแก้ว น้ำที่ทำจากไม้บ้างหินบ้างดินเผาบ้างเหล็กบ้าง ซึ่งเรียกได้ว่าทุกคนเต็มที่กับสิ่งที่นางบอก จนนางที่เพียงแค่อยากจะทดลองการปรุงอาหาร เพื่อที่จะนำไปเป็นเมนูในร้านที่กำลังจะเปิด ก็ต้องเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง“...”“...”“...”ทุกคนไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มมองไปทางเด็กหญิงเท่านั้น และกำลังรอฟังคำสั่งด้วยความตั้งใจ แม้กระทั่งเด็กๆ ทุกคนที่ปกติเมื่อเจอกับนางเซียนน้อยของพวกเขา ก็มักจะแสดงออกอย่างดีอกดีใจ กระโดดโลดเต้นกันต่างๆนานา ยิ่งในตอนที่ไม่ได้พบได้เจอกันหลายวันแบบนี้แล้ว ปกติพวกเขาจะยิ่งกุลีกุจอมาหานาง แต่ในตอนนี้เด็กๆทุกคนเพียงแค่รออยู่กับผู้ปกครองของตนเองด้วยความตั้งใจ ไม่มีใครแตกแถวเลยแม้แต่คนเดียว“ในเมื่อทุกคนจริงจังกันขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็ขอจริงจังด้วยอีกคนก็แล้วกัน...” เด็กหญิงยิ้มและใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
บทที่ 78 เลี้ยงส่ง(2)“ก็ตามที่ได้บอกไปก็แล้วกัน เดี๋ยวทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ข้าจะเป็นคนนำฝ่ายผู้ชายไปจัดเตรียมสถานที่ตามที่คุณหนูได้สั่งเอาไว้ ส่วนพวกผู้หญิงก็เดินทางไปหาคุณหนูได้เลย เห็นนางบอกว่า วันนี้นางจะจัดเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดด้วยตัวเอง พวกเจ้าไม่ต้องนำสิ่งใดไปด้วย ถ้าจะเอาไปก็คงจะเป็นพวกอุปกรณ์ จานชาม และสิ่งที่จำเป็นต่อการประกอบอาหารก็แล้วกัน พวกเจ้ามีอะไรก็เอาไปเท่าที่มี เพราะว่าการที่จะจัดเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านก็คงจะต้องเตรียม หลายอย่างเลยทีเดียว”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพวกข้าขอแบ่งออกไปตัดไม้แล้วกันนะหัวหน้า จะพาคนไปด้วยร้อยคนจะได้ช่วยกันหาไม้มาให้ได้มากที่สุด”“ส่วนพวกข้าก็จะไปเตรียมลานกว้างเลยแล้วกันนะ ขอรับ ถ้าจะขยายพื้นที่เพื่อวางโต๊ะ ตามรูปแบบที่นางเซียนน้อยได้กล่าว คงจะต้องเตรียมพื้นที่ให้มากขึ้นอีกหน่อย จะได้เดินเหินสะดวกในงานเลี้ยงขอรับ”“ถ้าอย่างนั้นข้ากับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ขอแยกย้ายกลับบ้านก่อนแล้วกันนะเจ้าคะ จะได้ไปบอกเด็กๆให้ไปเล่นที่บ้านของนางเซียนน้อยด้วย หลายวันมานี้ทุกคนตั้งใจเรียนมากเลย ผ่อนคลายสักวันก็คงจะไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”“ก็ดีนะเจ้าคะ เดี๋ยว
บทที่ 77 เลี้ยงส่ง(1)“วันนี้คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ” จางหลงที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกขุ่นมัวในใจของนางเซียนน้อย ก็ได้เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ออกมาจากเรือน ซึ่งเป็นที่พักของผู้มาใหม่ทั้ง 2 คน “ทำไมวันนี้คุณหนูถึงได้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยขอรับ”“ไม่ได้มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ เพราะว่าวันนี้ข้าตั้งใจจะทำตามความต้องการของตัวเองตั้งแต่แรก คือก็คือการปรุงอาหารให้ทุกคนได้ลองกินดู ไหนๆก็จะเปิดโรงเตี๊ยมอยู่แล้ว แต่ข้ายังไม่เคยได้ทำอาหารจริงๆจังๆเลยสักครั้ง การที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่เช้า มันก็คงจะทำให้ข้าหงุดหงิดไปบ้าง อย่างไรต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ” เยว่หัวพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะว่าไม่ได้อยากจะให้ใครรู้เรื่องราวของความฝันมากนัก เพราะว่าการที่มีใครรับรู้มันไปมากกว่านี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกไหม และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่นางพูดไปก็ไม่ใช่เรื่องโกหกไปเสียทั้งหมด เพราะว่ากันแล้ววันนี้นางต้องการที่จะลงมือควบคุมการปรุงอาหาร ในการเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านทั้งหมดจริงๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้วนางอยากจะลองทำอย่างจริงจังดูสักครั้ง“จริงหรือขอรับ ทุกคนคงดีใจมากแน่ๆ”“ขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”“คุณหน
บทที่ 76 หลอมรวม“ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำอันตรายพวกท่าน” ในทันทีที่เด็กสาวเข้ามาถึงห้องที่มีผู้ป่วย 2 คนนอนอยู่ หนึ่งในนั้นที่เป็นชายหนุ่มก็ได้ดึงตัวลุกขึ้นเตรียมต่อสู้ในทันที เยว่หัวเลยกล่าวออกไปแบบนั้น พลางหันไปหาจางหลงที่มาด้วยกัน “ไหนท่านบอกว่าพวกเขาหมดสติไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ แล้วไม่ใช่ว่าเข้ามาตามหาข้าหรอกหรือ”“ขออภัยด้วยขอรับ อาจจะเป็นเพราะว่าฤทธิ์ยาที่ทำให้เขามึนงงอยู่บ้าง” จางหลงถอนหายใจเบาๆ แล้วมองไปทางอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก “เป็นท่านเองมิใช่หรือที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา แล้วทำไมถึงได้แสดงท่าทีเป็นอริศัตรูกันแบบนี้เล่า”“ข้าขออภัยด้วย อาจเป็นเพราะว่าตัวข้ายังรู้สึกเหมือนกับเพิ่งจะถูกตามล่ามา ทำให้แสดงท่าทีเสียมารยาทไปแบบนั้น ข้าขออภัยจริงๆ” แม้อย่าพูดออกมาแบบนั้น แม้จะละท่าทีความหวาดระแวงลง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นความไม่เป็นมิตรในสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน“เลิกตั้งป้อมเป็นศัตรูกันเถอะเจ้าค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็แค่พูดมา เพราะถ้าหากว่าพวกข้าต้องการจะทำอะไรพวกท่านจริง ก็คงจะไม่ปล่อยเอาไว้จนถึงตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ” เยว่หัวที่คร้านจ
บทที่ 75 ผู้มาใหม่“ต้าพัง...ต้าพัง!”เยว่หัวร้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งมองภาพรอบๆด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก แต่หลังจากที่นางกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง ก็สามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ตนเองตื่นขึ้นมาจากความฝันแล้ว“ข้าฝันไปอย่างนั้นสินะ แต่ว่ามันคงจะไม่ใช่ความฝันธรรมดาธรรมดาแน่ เพราะไม่มีทางที่เจ้านั่นจะทำอะไรแบบนี้โดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือทำไมต้าพังถึงไปอยู่ในความฝันนั้นได้ ตกลงว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...”เด็กหญิงพยายามใช้ความคิดของตัวเองหมุนวนอย่างเร็วจี๋ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงแห่งความฝัน แต่ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไร ก็เหมือนจะไม่เข้าใจอยู่ดี สิ่งที่มันยังจำได้แม่นก็มีเพียงแค่เรื่องของการฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นถัดไปเท่านั้นอีกอย่างหนึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ยิ่งนางใช้ชีวิตในโลกนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ความทรงจำของนางในโลกใบเดิมก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่นางเคยคิดว่านางสามารถจดจำ เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเก่าหรือตัวนางเองได้มากแค่ไหน แต่มันก็ราวกับว่านางแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนเหมือนกับจำไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวแล
บทที่ 74 ซวนซานจุน“เป็นอย่างไรบ้าง การที่ได้เจอนางอีกครั้งแบบนี้เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร”“ก็ยังรู้สึกยินดีแบบเดิมขอรับ เพียงแต่ว่าข้าไม่เข้าใจว่าในตอนนี้ข้าเป็นอะไรไปแล้ว ทำไมข้าถึงยังอยู่ที่นี่ทั้งๆที่ข้าได้ตายไปแล้วหรือขอรับ”“เพราะว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต เจ้าได้ทำการให้ในสิ่งที่ยากที่สุด ก็คือการให้อภัยต่อบิดาผู้เอาชีวิตของเจ้า ทั้งยังตัวเจ้าในตอนนั้นได้ระลึกถึงบุญคุณของนางที่มีต่อเจ้า ต่อผู้คนที่อยู่รอบกายของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถพ้นสภาวะจิตความเป็นมนุษย์ แล้วเสวยรูปของการเป็นเทพได้ในตอนนี้”“เทพอย่างนั้นหรือ...”“เพียงแต่ว่าเจ้ายังสั่งสมบุญบารมีมาไม่มากพอ มิได้บรรลุธรรม หรือมิได้สร้างกรรมอันยิ่งใหญ่ จนสามารถรังสรรค์ปราสาทและบริวารของเจ้าได้ เมื่อรวมกับดวงจิตสุดท้ายของเจ้าที่ผูกติดกับสถานที่แห่งนี้ เจ้าก็เลยยังเป็นเทพเบื้องต่ำที่ยังมิได้ไปไหนถึงฟังดูอาจจะไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังสูง กว่าภพมนุษย์ที่เจ้าจากมามาก”“แล้วหลังจากนี้ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไป”“ตราบเท่าที่เจ้ายังไม่ก้าวพ้นห้วงสังสารวัฎ กล่าวคือยังเกิดในภพของมนุษย์ เทพ เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก เจ้าก็จะย