ตอนที่เสิ่นหมิงหยวนและเสิ่นหยวนเลี่ยงขัดขืน หงอิงไม่ได้ออกคำสั่งกับสมุนลงมือด้วยตนเอง นางนำดาบจากสมุนซ้ายขวาฝั่งละหนึ่งเล่ม กดศีรษะเสิ่นหมิงหยวนและเสิ่นหยวนเลี่ยงลงกับพื้นทันทีระหว่างทางเสิ่นหมิงหยวนและเสิ่นหยวนเลี่ยงคิดที่จะขัดขืนอีก หงอิงจึงใช้สันดาบฟาดไปที่ศีรษะของพวกเขา เสิ่นหยวนเลี่ยงอายุยังน้อยพละกำลังค่อนข้างมาก แรงในการขัดขืนของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเขาจึงถูกหงอิงฟาดศีรษะจนเลือดไหลความเคียดแค้นที่หงอิงมีต่อพ่อลูกตระกูลเสิ่นไม่ได้น้อยกว่าฉินเย่ว์เหมยอย่างแน่นอน หากไม่ใช่ว่ายังต้องคำนึงถึงกฎหมาย คำนึงถึงฉินเย่ว์เหมย นางคงจะตัดศีรษะสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นทิ้งไปนานแล้ว “นี่ ผู้บัญชาการหง พ่อกับน้องชายข้าสุขภาพไม่แข็งแรงนัก ท่านโปรดเบามือหน่อยเถอะ”เสิ่นไต้มั่นตะโกนให้หงอิงเบามือหงอิงจ้องเขม็งเสิ่นไต้มั่นด้วยความเยือกเย็น “พวกเขาสุขภาพไม่แข็งแรงงั้นรึ? ตอนที่สังหารคน วางยาพิษ ไฉนตอนนั้นถึงสุขภาพเข็งแรงกันล่ะ”รู้สึกว่าเพียงคำพูดยังไม่สาแก่ใจ หงอิงจึงยกมือทั้งสองข้างฟาดลงไปที่ศีรษะพ่อลูกเสียงดังลั่น สองพ่อลูกเจ็บปวดจนร้องโอดครวญไม่หยุด“ฝ่าบาท!” เสิ่นไต้มั่นหันหน้าไปขอ
เฉินฝานทอดสายตามองร่างเงาที่งดงามนั้น ในใจกลับมีความรู้สึกมากมายผสมปนเปกันอยู่ เขารู้สึกเสียดายและเจ็บปวดใจกับการตัดสินใจของฉินเย่ว์เหมยตอนที่ฉินเย่ว์เหมยขึ้นครองบัลลังก์มังกรครั้งแรก ไม่อาจทำตามใจตนได้เต็มที่ ทว่าก็ยังพอมีทางให้เอาตัวรอด ขึ้นครองบัลลังก์มังกรครั้งที่สองแม้จะเริ่มทำตามใจได้แล้ว ทว่าไม่มีทางให้เอาตัวรอดอีกต่อไปแล้วขึ้นครองบัลลังก์มังกรครั้งที่สอง เหตุผลหลักเป็นเพราะต้องการปกป้องความปลอดภัยของเฉินฝาน“เฮ้อ!” เฉินฝานลอบถอดหายใจเบา ๆ “ช่างเป็นเด็กสาวที่ซื่อบื้อเสียจริง”นางเชื่อมั่นเฉินฝานไม่มากพอ เรื่องนี้ต่อให้เสิ่นหมิงหยวนไม่ตาย ต้าชิ่งถูกแบ่งเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ขอเพียงให้เวลาเขาเสียหน่อย เขาก็สามารถรวมเป็นหนึ่งกลับมาได้เช่นกันนางสาบานต่อหน้าคนมากมายปานนั้นว่าจะถวายตัวให้แก่ต้าชิ่ง เขาไม่มีแม้แต่วิธีจะกู้สถานการณ์คืนมาได้ที่จริงแล้วตอนที่ฉินเย่ว์เหมยเดินผ่านเฉินฝาน ไม่ได้เพียงแต่หยุดฝีเท้าเท่านั้น นางยังพูดออกมาอีกด้วยนางกล่าวว่า: ดีแล้วล่ะ ต่อจากนี้พวกเรา...นางพูดไม่จบ เฉินฝานครุ่นคิดมาสามวันสามคืนก็ยังไม่เข้าใจว่าฉินเย่ว์เหมยต้องการจะพูดสิ่งใดกันแน่
“ขอบพระทัยท่านจักรพรรดินี!”เหล่าขุนนางกอดหยกสมปรารถนาพลางลุกขึ้นแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ทว่าตอนที่ลุกขึ้นมองเห็นฉินเย่ว์เหมย สีหน้าของเหล่าเสนาบดีถือว่าพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมามีทั้งคนที่ประหลาดใจ มีคนที่รู้สึกไม่เคยชิน แน่นอนว่าก็มีคนไม่เต็มใจยอมรับเช่นกันประหลาดใจเพราะว่าฉินเย่ว์เหมยแต่งกายแตกต่างจากเดิมหมวกบนศีรษะก็ยังคงมีแผงม่านลูกปัดสีทองประดับอยู่ บนเรือนร่างก็คงสวมใส่ชุดมังกรสีของจักรพรรดิ ทว่าการประทินโฉมแตกต่างออกไปสิ้นเชิงแต่งแต้มแป้งทาแก้มสีชาดด้วยเฉดสีที่เหมาะสมลงบนใบหน้าที่ขาวเผือก ดูแล้วสุขภาพแข็งแรงและงดงาม ริมฝีปากที่เดิมสีคล้ำก็เปล่งประกายเป็นสีแดง ลวดลายดอกโบตั๋นสีทองบนหน้าผากเมื่อกระทบกับแสงแล้วเปล่งประกายวาววับฉินเย่ว์เหมยในแต่งกายดั่งสตรีงดงามจนตกตะลึงยิ่งกว่าตอนแต่งกายเป็นชายเสียอีก นางตัวตรงอยู่บนบัลลังก์ มองเหล่าเสนาบดีด้วยท่าทีเคร่งขรึมทว่าสง่างามขุนนางส่วนใหญ่ล้วนลอบชื่นชมอยู่ในใจ นี่เป็นท่าทางสูงศักดิ์ที่จักรพรรดิต้าชิ่งควรมี เป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าว่าต้าชิ่งจะกลับสู่ความรุ่งโรจน์ดั่งเมื่อก่อนได้แล้วความประหลาดใจของเหล่าเสนาบดีมากจากการแต่งกาย
หลังจากที่โอวหยางน่าหลันกราบลาฉินเย่ว์เหมยแล้ว ก็พาลูกแฝดชายสี่คนเดินทางกลับแคว้นหลู่ เฉินฝานไปส่งนาง เมื่อถึงชายแดนก็ให้เฉินฝานกลับไปทันที“ทำไมล่ะ? ตอนนี้มีลูกชายแล้ว ไม่ต้องการพ่อคนนี้แล้วงั้นรึ?” เฉินฝานพูดหยอกล้อเมื่อก่อนทุกครั้งที่ต้องแยกจากโอวหยางน่าหลัน นางมักจะเกาะติดเขาแน่น หากไม่ใช่นางมาส่งเขา นางก็จะให้เขามาส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าการออกเดินทางครั้งนี้ เฉินฝานได้เตรียมใจไว้ หากยังไม่ยอมจากเขาไป เขาก็จะไปส่งโอวหยางน่าหลันและลูกชายสี่ถึงที่แคว้นหลู่ หากถึงแคว้นหลู่แล้วโอวหยางน่าหลันยังไม่ยอมให้เขาจากไป เขาก็สามารถอยู่ที่นั้นได้ในระยะเวลาสั้น ๆอย่างไรเสียนางก็เพิ่งจะคลอดลูกสี่คนให้เขา ย่อมต้องอยู่เป็นเพื่อนเสียหน่อยไฉนเลยจะรู้ว่าความจริงจะตรงข้ามกับสิ่งที่เฉินฝานคิด เพิ่งจะมาถึงชายแดนโอวหยางน่าหลันก็ให้เขากลับไปทันที“พูดอะไรของพี่หนะ?” โอวหยางน่าหลันทุบอกเฉินฝานเบา ๆ นางที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ใบหน้ามีความอ่อนโยนมากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน เสริมให้นางดูพราวเสน่ห์มากขึ้น หากไม่ใช่รอบข้างมีคนอยู่เยอะ เฉินฝานคงอยากจะจุมพิตนางสักครั้งโอวหยางน่าหลันกล่าวต่อ “ข้าจะไม่ต้องการท่
ดูจากความความมุ่งมั่นทุ่มเทของฉินเย่ว์เหมย เฉินฝานคงจะปลีกตัวออกมาไม่ได้แม้แต่วันเดียว เขาเพิ่งจะลงจากเตียงแต่งตัวเรียบร้อยได้ไม่นาน ก็มีคนมาเตะประตูห้องกระจุยกระจายอย่างรุนแรงเฉินฝานกำลังจะโวยวาย ร่างเงาสีครามเคลื่อนผ่านสายตาของเขาไป ตอนที่เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้ใด เฉินฝานยิ้มหน้าแป้นแล้นทันที“แม่นางหวง ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!”หวงหวั่นเอ๋อร์ไม่สนใจเฉินฝาน เดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องทันที“ปึก!” หวงหวั่นเอ๋อร์นำกระบี่วางกระแทกบนโต๊ะ เทชาดื่มหนึ่งจอกในอึดใจเดียว จากนั้นจึงเงยหน้ามองเฉินฝานอย่างโหดเหี้ยม“น่ากลัวยิ่งนัก!” เฉินฝานจงใจทำเป็นหวาดกลัว “เจ้าสวะคนใดทำให้แม่นางหวงของพวกเราไม่พอใจเช่นนี้ นี่เป็นการรนหาที่ตายไม่ใช่หรือกระไร?”เมื่อครู่หวงหวั่นเอ๋อร์เพียงแค่แววตาขุ่นเคืองเท่านั้น ตอนนี้ความขุ่นเคืองพรวดพุ่งขึ้นมาทันที “หากรู้ว่าต้องตาย ไฉนเจ้ายังไม่รีบอีก คิดที่จะเล่นตุกติกงั้นรึ?”เฉินฝานยังไม่ทันมีการตอบสนองใด ไฉนหวงหวั่นเอ๋อร์จึงกล่าวว่าเขาคิดจะเล่นตุกติก หวงหวั่นเอ๋อร์สะบัดเสื้อแขนสีคราม...เฉินฝานรู้สึกเพียงลมโชยมา ผมที่เขาเพิ่งรวบเสร็จเมื่อครู่สยายออกมาทันที“เค
“ไป!”หวงหวั่นเอ๋อร์ฟาดแส้ม้าทันทีก๊อบ ๆ เฉินฝานนั่งอยู่บนม้าที่วิ่งไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง เสียงลมที่มากระทบโสตประสาททำให้เฉินฝานหูอื้อ ถูกลมบาดใบหน้าจนรู้สึกเจ็บ เขาเอนไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ...ภายใต้ผ้าสีคราม เรือนร่างของหวงหวั่นเอ๋อร์อบอุ่นนุ่มนิ่ม มีกลิ่นสดชื่นที่ใกล้เคียงกับกลิ่นดอกมะลิบนเรือนร่างของนางโชยเข้ามาแตะจมูกของเฉินฝานกลิ่นหอมยิ่งนัก! เฉินฝานสูดกลิ่นหอมบนเรือนร่างหวงหวั่นเอ๋อร์อย่างห้ามใจไม่อยู่ตอนที่เฉินฝานโน้มตัวพิงมา หวงหวั่นเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อทันทีตอนที่อยู่ศูนย์บรรเทาทุกข์ นางเคยถูกเฉินฝานอุ้มมาจุมพิตแล้ว ทว่าไม่เหมือนกับตอนนี้ ตอนนั้นนางอยู่ในอ้อมอกของเฉินฝาน แต่ตอนนี้เฉินฝานอยู่ในอ้อมอกของนางแทนดูแล้วเขาคงจะหนาวเหน็บอย่างมากเหล่าชายทั้งหลายล้วนหลงคิดไปว่า สตรีชื่นชอบการอยู่ในอ้อมอกบุรุษเท่านั้น ความจริงแล้วตอนที่บุรุษเอนตัวเข้าไปในอ้อมอกของสตรี เหล่าสตรีไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจ กลับรู้สึกเติมเต็มเพราะเป็นที่ต้องการพวกนางอาจจะไม่เก่งกาจจนสามารถปกป้องบุรุษได้ทุกเรื่อง ทว่าอย่างน้อยก็สามารถเป็นที่พักพิงชั่วคราวได้ราวกับมีผีผลัก มือซ้ายที่ว่างอยู่ของหวง
เฉินฝานไม่รู้ตัวว่าตนเองนอนหลับไปและนานเพียงใด ตอนที่เขารู้สึกตัวอีกรอบเส้นยึดรู้สึกไม่สบายตัว เป็นผลเนื่องจากอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป เฉินฝานที่เพิ่งตื่นขึ้นมายังคงสะลืมสะลือ คิดไม่ออกว่าตอนนี้เขาอยู่หลังม้าหรืออยู่ในอ้อมอกของหวงหวั่นเอ๋อร์ไม่สบายตัวอย่างมาก เฉินฝานอยากจะพลิกตัว หน้าของเขาก็ไปชนเข้ากับของที่นุ่มเด้งไปมามือของหวงหวั่นเอ๋อร์ที่กำลังฟาดแส้ม้าหยุดชะงักทันที นางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต หน้าอกก็กำลังเติบโตเช่นกัน ตรงนั้นเดิมทีก็ปูดบวมจนรู้สึกเจ็บปวดอยู่แล้ว เฉินฝานมาคลอเคลียเช่นนี้...ใบหน้ายลโฉมของหวงหวั่นเอ๋อร์ภายใต้หมวกสีครามขึ้นสีทันทีในตอนนี้นางรู้สึกเจ็บปวดและอับอายยิ่งนักเฉินฝานในตอนนี้กำลังกลัดกลุ้มว่าของนุ่มเด้งสิ่งนี้คือสิ่งใด ตอนที่เขาขยี้ตาสะลืมสะลือลืมตามองให้ชัดเจน...“อ้าก!”เขาสูญเสียการทรงตัว เขายังไม่ทันได้มีการตอบสนองอันใด ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ก้นอย่างรุนแรงเฉินฝานคิ้วขมวดเป็นปมโถ่เว้ย!เจ็บยิ่งนัก ผู้ใดบังอาจรนหาที่ตาย...เฉินฝานกำลังเงยใบหน้าขุ่นเคืองของเขาขึ้นไปมอง เพิ่งจะเงยหน้ามาได้ไม่นาน ก็เห็นม้าเหงื่อโลหิตตัวหนึ่งเดินผ่านเขาไป ม้าตัวน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชายอกสามศอก เมื่อคืนถูกฉินเย่ว์เจียวแบกแล้วทุ่มลงบนเตียง ตอนนี้ก็ยังถูกหวงหวั่นเอ๋อร์กอดแน่น ทำราวกับเขา...เฮ้อ!เฉินฝานที่ตอนแรกอยากจะลุกขึ้นสุดท้ายก็อยู่ที่เดิม เขาซบอยู่ในอ้อมกอดของหวงหวั่นเอ๋อร์ร่างอรชรของหญิงสาวนุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆอื้ม ดีจริงๆ!เฉินฝานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายยิ่งนักเฉินฝานพักสายตาอีกครั้งพวกเสิ่นหมิงหยวนตายแล้ว ทว่าทุกเรื่องของแคว้นล้วนเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากกลับไปถึงเมืองหลวง มีงานราชงานหลวงมากมายรอเขาอยู่ฉวยโอกาสระยะเวลาสั้นๆ นี้ พักผ่อนให้เต็มอิ่ม“ใต้เท้า?”เฉินฝานหลับตาไปได้ไม่นาน ได้ยินเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ เขาลืมตาขึ้นพบหวงหวั่นเอ๋อร์ขี่ม้าจากตรอกซอยเล็กๆ ไปยังถนนเส้นหลักแล้วห่างจากพวกเขาไม่ไกลเท่าใดนัก มีรถม้าหนึ่งคน เสียงร้องเรียกใต้เท้าเมื่อครู่ดังมาจากรถม้าคันนั้น“ใต้เท้าจริงๆ ด้วย สารถีจอดเดี๋ยวนี้!”สารถีเพิ่งจอดรถม้า หญิงสาวคนหนึ่งกระโดดลงจากรถม้าทันทีนางสวมชุดสีขาว ตัวเล็กร่างบาง แลดูคล่องแคล่วมีเสน่ห์ ความงดงามนี้เป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวเฉินฝานตะลึงเล็กน้อยเขาจำไม่ได้ว่
มีชายสองคนปรากฎตัวขึ้นกะทันหันโชคดีที่เฉินฝานผ่านการฝึกอย่างหนักในยุคปัจจุบัน หลังจากเดินทางทะลุมิติมาเขาก็ยังคงฝึกฝนด้วยตนเอง แม้จะถูกวางยา ก็ไม่ถูกใครจับได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเรือนหลังนี้อยู่ไม่ห่างจากเรือนของหลิงอวี้เฉินฝานหนีเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ได้สำเร็จเพิ่งเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ ชายทั้งสองคนก็ชะงักฝีเท้าเพราะชิงหนิงเดินมาเมื่อวานชิงหนิงแสดงความสามารถของนางให้เห็นแล้ว ชิงซีไม่กล้าให้ชายทั้งสองคนบุ่มบ่ามเข้าไป“ใต้เท้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านเจ้าคะ?”ชิงหนิงที่อยู่ไกลๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเฉินฝาน“ใต้เท้า เหตุใดหน้าท่านถึงแดงก่ำเช่นนี้? เป็นไข้หรือเจ้าคะ?”“อย่างแตะต้องข้า!”เฉินฝานปัดมือของชิงหนิงที่จะพยุงเขาทิ้งตอนนี้ไม่อาจให้สตรีคนใดแตะต้องตัวเขาได้ ความรู้สึกที่อัดแน่นในร่างกาย อยู่ในจุดที่ใกล้จะสูญเสียการควบคุมแล้ว“ใต้เท้า?”ชิงหนิงเบิกตากว้าง มองเฉินฝานด้วยความงุนงงเฉินฝานไม่มีแรงอธิบายให้ชิงหนิงฟัง เขาเพียงพูดไม่หยุด “ข้าร้อน! น้ำ ข้าต้องการน้ำเย็น น้ำเย็นจำนวนมาก!”“เจ้าค่ะๆ! ข้าจะรีบไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้!”ตอนเฉินฝานบอกว่าร้อน ชิงหนิงเข้
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ ข้าขอบอกไว้เลยว่า หากวันนี้ใต้เท้าก้าวออกไปจากเรือนหลังนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าทุกคนไปหุบเขาพยัคฆ์”เดิมทีเมื่อแม่ชีได้ยินคำพูดของเฉินฝาน ก็ไม่ได้แนบชิดกลับเฉินฝานขนาดนั้นแล้ว แต่ทว่า เมื่อชิงซีพูดขึ้นเช่นนี้ แววตาของพวกนางเริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา กลับมาแนบชิบเขาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว พวกนางเริ่มถอดเสื้อผ้าของเฉินฝาน แห่กันเข้าไปยั่วยวนเฉินฝานด้วยท่าทีเก้กังเฉินฝานบีบรัดจนแทบระเบิดแล้ว มือทั้งสองข้างของเขาจับเตียงแน่น ไม่ให้ตนมีท่าทีใดๆเวลานี้ แม้แต่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวของตนเอง เขาก็ไม่อาจควบคุมได้แล้วเขาไม่ใช่คนหัวโบราณ ตบแต่งภรรยาได้หลายคน ทว่าเขาไม่อาจทำอะไรแม่ชีได้จริงๆ มนุษย์ไม่อาจทำลายหลักการพื้นฐานของตนได้เขาลืมตาที่ตอนนี้พร่ามัวไปหมด มองไปทางชิงฮวนที่อยู่บนตัวเขา “ชิงฮวน ข้าขอถามเจ้า เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือ?”ชิงฮวนที่ก้มหน้าจูบและเลียเฉินฝาน ตัวสั่นเทาเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ใต้เท้าคนนั้นก็พูดกับพี่เซียงเช่นนี้ สุดท้ายใต้เท้าคนนั้นก็หลับนอนกับหญิงอื่น ส่วนพี่เซียงก็ไปหุบเขาพยัคฆ์”“ท่านรู้หรือไม่? เดิมทีหุบเขาพยัคฆ์ไม่ได้มีชื่อว่าหุบเขาพยัคฆ์ หลา
เขารู้สึกมีแรงกระตุ้นอย่างไม่คาดคิดเฉินฝานรู้สึกตัวทันทีว่ายิ่งเขาอยากควบคุมตนเองมากเพียงใดก็ยิ่งควบคุมสติไม่อยู่เพียงนั้นเขากระชับเสื้อผ้าขึ้นลุกขึ้นยืน อาจเป็นเพราะในเรือนร้อนเกินไป เขาจึงอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกไฉนเลยจะรู้ว่า เพิ่งจะลุกขึ้นยืนไม่นาน เท้าเดินโซซัดโซเซขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง“ใต้เท้า ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ?”ชิงฮวนรีบรุดหน้าไปพยุงเฉินฝาน“เจ้าหลบไป!” เฉินฝานผลักชิงฮวนออกอย่างสุดแรง“ใต้เท้า ไม่สบายงั้นรึ? ชิงฮวนเจ้ารีบพยุงใต้เท้าไปพักที่เตียง”ด้วยคำสั่งของชิงซี ชิงฮวนไม่เพียงแต่ไม่ออกไป แถมยังพยุงอย่างแนบชิดมากกว่าเดิม“เร็วเข้า พวกเจ้าก็รีบมาช่วยกันพยุงใต้เท้าไปที่เตียง”เมื่อได้ยินเสียงของชิงซี ก็มีแม่ชีน้อยอีกสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับชิงฮวนเดินออกมาเฉินฝานชำเลืองมองเล็กน้อย รีบหลับตาลงทันทีแม่ชีน้อยสองสามคนนั้น คิดไม่ถึงว่าจะสวมชุดที่บางเฉียบเช่นนี้พวกนางแนบชิดร่างกายเขาเย้ายวนด้วยท่าทางเก้ ๆกัง ๆเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีเพียงบุรุษเท่านั้นจึงเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นเฉินฝานผลักแม่ชีน้อยสี่คนที่ล้อมเขาออกอย่างสุดกำลัง “ชิงฮวน เจ้าช่างกล้ายิ่งน
ของตกแต่งภายในเรือนประณีตและภายนอกเรือนมีลักษณะที่เรียบง่ายสวยงาม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผ้าคลุมบนโต๊ะและเก้าอี้ สีสว่างเปล่งประกาย ด้านบนมีลายปักที่ประณีตเตียงที่อยู่ไม่ไกล มีผ้าห่มที่นุ่มสบายและม่านมุ้งที่ลอยละล่องบนโต๊ะมีผลไม้นานาชนิด ถึงขั้นมีผลไม้บางชนิด เป็นผลไม้ที่ไม่สามารถปลูกในเมืองหรงตูได้มีกาน้ำชาที่ประณีตวางไว้ด้านข้างผลไม้ ใบชาในกาน้ำชา ดูแล้วคงจะราคาแพงเช่นกันหากไม่ใช่ว่าชิงซีส่งเสียงออกมาทันเวลา เฉินฝานคงคิดว่าตนเองออกมาจากสำนักชีชิงเมี่ยวแล้ว“ที่แห่งนี้เป็นที่พักที่สำนักชีชิงเมี่ยวจัดไว้ให้ผู้ศรัทธาคนสำคัญ เจ้าอาวาสกล่าวว่าท่านอัครเสนาบดีเป็นผู้ศรัทธาคนสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักชีชิงเมี่ยวมา จะให้ใต้เท้าลำบากไม่ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”จู่ ๆ ชิงซีก็พูดเสียงดัง “มีแขกคนสำคัญมา ยังไม่ออกมาประเคนชาอีกรึ?”พูดจบไม่นาน ก็มีสตรีนางหนึ่งเดินมาจากห้องข้าง ๆไม่สิ หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ไม่ใช่สตรีนางหนึ่ง แต่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งเสียมากกว่าเด็กสาวสุดสวมชุดแม่ชีสีอ่อน ความเยาว์วัยและความนุ่มเด้งบนใบหน้ายังคงมีอยู่ ดูแล้วคงจะไม่เกินอายุสิบสามสิบสี่ปีอายุไล่เลี่ย
เถียนเสี่ยวอวี่ก็พยักหน้าเช่นกัน “ถูกต้องแล้ว ปกติแล้วประตูบานนั้นจะไม่เปิดออก และยังล็อกกลอนไว้ด้วย จู่ ๆก็บังเอิญ...” เถียนเสี่ยวอวี่หยุดพูดทันที สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลง“หรือว่าคนจงใจเปิดออกงั้นรึ? มีคนที่ไม่อยากเจ้าอาวาสพูดต่อ ดูแล้ว อาของคงจิ้งจะต้องทำเรื่องหายนะอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่”“เสี่ยวอวี่!” เฉินฝานหยุดชะงักฝีเท้าทันที สีหน้าเคร่งเครียด “สวี่ซื่อเจี๋ยเป็นผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู เป็นขุนนางขั้นหกระดับสูงในราชสำนัก เรื่องนี้จะคาดเดาส่งเดชไม่ได้”“ใต้เท้า ข้า...”“พอเถอะ ช่างเรื่องนี้ก่อน”เฉินฝานพูดตัดบทเถียนเสี่ยวอวี่อย่างไม่เกรงใจหลิงอวี้ไม่ให้เถียนเสี่ยวอวี่รู้เรื่องของสวี่ซื่อเจี๋ย ก็เพื่อที่จะปกป้องนางเรื่องบางเรื่อง ไม่รู้จึงปลอดภัยที่สุดเฉินฝานอยากรักษาความพยายามที่หวังดีของหลิงอวี้ให้คงอยู่ต่อไปไม่ว่าสวี่ซื่อเจี๋ยจะทำเรื่องอันใด จะเกี่ยวข้องกับเถียนเสี่ยวอวี่หรือไม่ เฉินฝานก็ไม่ยอมให้นางเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ดี“ชิงหนิง พานางกลับเรือนไปพักผ่อนเถอะ”“เจ้าค่ะ!”ชิงหนิงรีบหิ้วตัวเถียนเสี่ยวอวี่ที่ไม่ยอมกลับจากไปทันที นางคิดเหมือนกับเฉินฝานคือ ไม่อยากให้เถียนเสี่
“มีเรื่องอันใดซื่อไท่พูดออกมาตรง ๆ เถิด แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่จำเป็นต้องขอร้อง”ได้ยินเฉินฝานพูดเช่นนี้ หลิงอวี้ยืนตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากตาของนางคำพูดของเฉินฝาน นางไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้มานานแล้วใช่แล้ว เดิมทีก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรมทว่า ขุนนางส่วนใหญ่ของต้าชิ่งลืมคำพูดนี้ไปนานแล้ว หลายปีผ่านมานี้เสิ่นหมิงหยวนขุนนางกังฉินกุมอำนาจ ขุนนางต้าชิ่งส่วนใหญ่คิดเพียงว่าจะใช้อำนาจรังแกประชาชนอย่างไรเท่านั้น“ใต้เท้า ท่านโปรดจัดการผู้ว่าการมณฑลสวี่ซื่อเจี๋ยด้วยตนเองนะเจ้าค่ะ เขาเป็นคนที่...”“แค่ก ๆ ๆ ๆ”เฉินฝานไออย่างรุนแรงทันที จู่ ๆ ประตูฝั่งตะวันตกของพระตำหนักก็ถูกลมพัดจนเปิดออก ลมพัดโชยควันธูปมาปะทะหน้าเฉินฝานและหลิงอวี้ขนาดเฉินฝานยังทนไม่ไหว นับประสาอันใดกับหลิงอวี้ที่ป่วยหนัก“แค่ก...”หลังจากที่ไอออกมาอย่างรุนแรง หลิงอวี้ก็รู้ตัวว่าอ่อนแอลงอย่างมาก“แม่นางหวง เจ้ายังมียาอายุวัฒนะอีกหรือไม่” เฉินฝานตะโกนไปด้านนอกตำหนักด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เขารู้อยู่แล้วห
เฉินฝานโบกมือ “เอาล่ะ คารวะเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจงกลับไปเถอะ”กลุ่มคนโหวกเหวกโวยวาย เฉินฝานไม่ชอบเสียงดังหากไม่ใช่เพราะเถียนเสี่ยวอวี่ เขาคงจะไม่ให้คนเหล่านี้รู้ว่าเขามาที่แห่งนี้มีผู้พิทักษ์สองสามคนติดตามเฉินฝานมาโดยตลอด พวกเขาคือทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับคำสั่งจากฉินเย่ว์เหมยให้มาปกป้องเฉินฝานอย่างลับ ๆก่อนรุ่งสาง เขาเรียกผู้พิทักษ์คนหนึ่งออกมา ให้เขาไปป่าวประกาศเส้นทางของตนเองในเมืองหรงตูเฉินฝานคะเนไว้ว่าขุนนางกลุ่มนั้นคงจะมาอย่างรวดเร็ว ไม่คิดว่าจะมาเร็วปานนี้“ใต้เท้า พักที่สำนักชีคงไม่สะดวกนัก ท่านตามข้าน้อยกลับไปพักในเมืองหรงตูจะดีกว่าขอรับ”จางหย่งเชาและขุนนางเมืองหรงตูคนอื่น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่ยินยอม ในกลุ่มขุนนางเหล่านี้นอกจากจางหย่งเชาที่มาจากเมืองหลวงแล้ว คนอื่นล้วนไม่เคยออกจากเมืองหรงตูไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านอัครเสนาบดีมาเยือน พวกเขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะโผล่หน้ามาให้เฉินฝานเห็น เพื่อเพิ่มโอกาสเลื่อนตำแหน่งของตนเองแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี“ถูกต้องแล้ว ใต้เท้าจางพูดถูก ท่านอัครเสนาบดีท่านกลับเมืองหรงตูไปกับพวกเราเถอะ”“ปกติท่านทำ
จางหย่งเชาเจ้าเมืองหรงตูพุ่งตัววิ่งด้วยความเร็วดั่งวิ่งแข่งร้อยเมตรมาเฉินฝาน ด้านหลังเขามีขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มนี้เป็นขุนนางที่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่หลังจากที่เฉินฝานไปเมืองหลวงแล้ว เฉินฝานรู้จักเพียงจางหย่งเชา เขารู้จักจางหย่งเชาเพราะก่อนที่ออกจากเมืองหลวงมาไม่นาน ฉินเย่ว์เหมยรับสั่งให้เขามาทำภารกิจที่เมืองหรงตูจึงเคยเห็นเขาคนที่ตามหลังจางหย่งเชามาติด ๆคือ ผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู สวี่ซื่อเจี๋ย เพียงครู่เดียวคงจิ้งก็สามารถมองเห็นอาตนเองได้ นางรีบรุดหน้าเข้าไปหาทันที“ท่านอา!”เห็นคงจิ้งวิ่งมาเช่นนี้ สวี่ซื่อเจี๋ยเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก นางตาบอดหรือกระไร? ต่อให้นางไม่รู้จักเฉินฝาน เช่นนั้นนางไม่เห็นจางหย่งเชารึ?เขาร้อนรนใจดั่งไฟสุมอกดึงคงจิ้งลงมาด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็ตวาดลั่นไปด้วย “มาทางนี้!”คงจิ้งสีหน้างงงันทันที ผ่านไปครู่เดียวก็วิ่งออกมาอีกแล้ว“ท่านอา คนผู้นั้น!” คงจิ้งยกมือชี้นิ้วออกไป “ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด บอกว่าตนเองเป็นสามัญชนมาก่อความวุ่นวายที่สำนักชีชิงเมี่ยว ทำร้ายร่างกายเหล่าแม่ชีในสำนัก หลานก็ถูกทำร้ายเช่นกัน ท่านดูสิ...
“ใต้เท้า ท่านสบายดีหรือไม่?” หลูเฉิงกวงถูมือด้วยความตื่นเต้นอยู่นาน จึงพูดประโยคนี้ออกมาอย่างทุลักทุเล“ข้าสบายดี!” เมื่อเจอคนสนิท เฉินฝานก็ยินดีมากเช่นกันหลิงอวี้พากลุ่มแม่ชีสำนักชีชิงเมี่ยวมาคุกเข่าต่อหน้าเหล่าขุนนางเมืองหรงตูเฉินฝานเดิมอ้อมมา คนด้านข้างจึงยังไม่มีผู้ใดเห็นเขา“พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิ” ชิงผิงตาดี เพียงครู่เดียวก็สังเกตเห็นได้ว่าหลูเฉิงกวงวิ่งมาด้านหน้าเฉินฝานคงจิ้งมองตาม นางขมวดคิ้ว “นั้นคือนายกองหลูเฉิงกวงไม่ใช่รึ?”“คิดว่าใช่นะเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่ นายกองเคารพนอบน้อมให้ชายผู้นั้นตลอด ชายผู้นั้นคงจะไม่ใช่สามัญชนแล้วกระมัง?”เมื่อฟังคำพูดของชิงผิงแล้ว ใจของคงจิ้งตึงเครียดทันทีชายผู้นี้ที่เถียนเสี่ยวอวี่พามา เป็นเสนาบดีใหญ่จริงหรือ?ทางเฉินฝาน“ใต้เท้า ข้าจะรายงานท่านเจ้าเมืองจางให้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้” หลูเฉิงกวงกำลังจะไปแจ้งข่าวเจ้าเมืองหรงตูด้วยความยินดี“ตอนนี้ยังไม่ต้อง!” เฉินฝานโบกมือ เขารีบก้าวเท้าฉับเดินไปทางมุมซ้ายของพระอุโบสถมีคนที่เขาอยากเจออย่างมากอยู่ที่นั่น“พี่ฝาน”เป็นต้ายาและสามีของนางโจวถง“ท่านพี่ เร็วเข้าสิ รีบมาคารวะใต้เท้า” ต้ายาท