หลังจากที่โอวหยางน่าหลันกราบลาฉินเย่ว์เหมยแล้ว ก็พาลูกแฝดชายสี่คนเดินทางกลับแคว้นหลู่ เฉินฝานไปส่งนาง เมื่อถึงชายแดนก็ให้เฉินฝานกลับไปทันที“ทำไมล่ะ? ตอนนี้มีลูกชายแล้ว ไม่ต้องการพ่อคนนี้แล้วงั้นรึ?” เฉินฝานพูดหยอกล้อเมื่อก่อนทุกครั้งที่ต้องแยกจากโอวหยางน่าหลัน นางมักจะเกาะติดเขาแน่น หากไม่ใช่นางมาส่งเขา นางก็จะให้เขามาส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าการออกเดินทางครั้งนี้ เฉินฝานได้เตรียมใจไว้ หากยังไม่ยอมจากเขาไป เขาก็จะไปส่งโอวหยางน่าหลันและลูกชายสี่ถึงที่แคว้นหลู่ หากถึงแคว้นหลู่แล้วโอวหยางน่าหลันยังไม่ยอมให้เขาจากไป เขาก็สามารถอยู่ที่นั้นได้ในระยะเวลาสั้น ๆอย่างไรเสียนางก็เพิ่งจะคลอดลูกสี่คนให้เขา ย่อมต้องอยู่เป็นเพื่อนเสียหน่อยไฉนเลยจะรู้ว่าความจริงจะตรงข้ามกับสิ่งที่เฉินฝานคิด เพิ่งจะมาถึงชายแดนโอวหยางน่าหลันก็ให้เขากลับไปทันที“พูดอะไรของพี่หนะ?” โอวหยางน่าหลันทุบอกเฉินฝานเบา ๆ นางที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ใบหน้ามีความอ่อนโยนมากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน เสริมให้นางดูพราวเสน่ห์มากขึ้น หากไม่ใช่รอบข้างมีคนอยู่เยอะ เฉินฝานคงอยากจะจุมพิตนางสักครั้งโอวหยางน่าหลันกล่าวต่อ “ข้าจะไม่ต้องการท่
ดูจากความความมุ่งมั่นทุ่มเทของฉินเย่ว์เหมย เฉินฝานคงจะปลีกตัวออกมาไม่ได้แม้แต่วันเดียว เขาเพิ่งจะลงจากเตียงแต่งตัวเรียบร้อยได้ไม่นาน ก็มีคนมาเตะประตูห้องกระจุยกระจายอย่างรุนแรงเฉินฝานกำลังจะโวยวาย ร่างเงาสีครามเคลื่อนผ่านสายตาของเขาไป ตอนที่เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้ใด เฉินฝานยิ้มหน้าแป้นแล้นทันที“แม่นางหวง ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!”หวงหวั่นเอ๋อร์ไม่สนใจเฉินฝาน เดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องทันที“ปึก!” หวงหวั่นเอ๋อร์นำกระบี่วางกระแทกบนโต๊ะ เทชาดื่มหนึ่งจอกในอึดใจเดียว จากนั้นจึงเงยหน้ามองเฉินฝานอย่างโหดเหี้ยม“น่ากลัวยิ่งนัก!” เฉินฝานจงใจทำเป็นหวาดกลัว “เจ้าสวะคนใดทำให้แม่นางหวงของพวกเราไม่พอใจเช่นนี้ นี่เป็นการรนหาที่ตายไม่ใช่หรือกระไร?”เมื่อครู่หวงหวั่นเอ๋อร์เพียงแค่แววตาขุ่นเคืองเท่านั้น ตอนนี้ความขุ่นเคืองพรวดพุ่งขึ้นมาทันที “หากรู้ว่าต้องตาย ไฉนเจ้ายังไม่รีบอีก คิดที่จะเล่นตุกติกงั้นรึ?”เฉินฝานยังไม่ทันมีการตอบสนองใด ไฉนหวงหวั่นเอ๋อร์จึงกล่าวว่าเขาคิดจะเล่นตุกติก หวงหวั่นเอ๋อร์สะบัดเสื้อแขนสีคราม...เฉินฝานรู้สึกเพียงลมโชยมา ผมที่เขาเพิ่งรวบเสร็จเมื่อครู่สยายออกมาทันที“เค
“ไป!”หวงหวั่นเอ๋อร์ฟาดแส้ม้าทันทีก๊อบ ๆ เฉินฝานนั่งอยู่บนม้าที่วิ่งไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง เสียงลมที่มากระทบโสตประสาททำให้เฉินฝานหูอื้อ ถูกลมบาดใบหน้าจนรู้สึกเจ็บ เขาเอนไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ...ภายใต้ผ้าสีคราม เรือนร่างของหวงหวั่นเอ๋อร์อบอุ่นนุ่มนิ่ม มีกลิ่นสดชื่นที่ใกล้เคียงกับกลิ่นดอกมะลิบนเรือนร่างของนางโชยเข้ามาแตะจมูกของเฉินฝานกลิ่นหอมยิ่งนัก! เฉินฝานสูดกลิ่นหอมบนเรือนร่างหวงหวั่นเอ๋อร์อย่างห้ามใจไม่อยู่ตอนที่เฉินฝานโน้มตัวพิงมา หวงหวั่นเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อทันทีตอนที่อยู่ศูนย์บรรเทาทุกข์ นางเคยถูกเฉินฝานอุ้มมาจุมพิตแล้ว ทว่าไม่เหมือนกับตอนนี้ ตอนนั้นนางอยู่ในอ้อมอกของเฉินฝาน แต่ตอนนี้เฉินฝานอยู่ในอ้อมอกของนางแทนดูแล้วเขาคงจะหนาวเหน็บอย่างมากเหล่าชายทั้งหลายล้วนหลงคิดไปว่า สตรีชื่นชอบการอยู่ในอ้อมอกบุรุษเท่านั้น ความจริงแล้วตอนที่บุรุษเอนตัวเข้าไปในอ้อมอกของสตรี เหล่าสตรีไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจ กลับรู้สึกเติมเต็มเพราะเป็นที่ต้องการพวกนางอาจจะไม่เก่งกาจจนสามารถปกป้องบุรุษได้ทุกเรื่อง ทว่าอย่างน้อยก็สามารถเป็นที่พักพิงชั่วคราวได้ราวกับมีผีผลัก มือซ้ายที่ว่างอยู่ของหวง
เฉินฝานไม่รู้ตัวว่าตนเองนอนหลับไปและนานเพียงใด ตอนที่เขารู้สึกตัวอีกรอบเส้นยึดรู้สึกไม่สบายตัว เป็นผลเนื่องจากอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป เฉินฝานที่เพิ่งตื่นขึ้นมายังคงสะลืมสะลือ คิดไม่ออกว่าตอนนี้เขาอยู่หลังม้าหรืออยู่ในอ้อมอกของหวงหวั่นเอ๋อร์ไม่สบายตัวอย่างมาก เฉินฝานอยากจะพลิกตัว หน้าของเขาก็ไปชนเข้ากับของที่นุ่มเด้งไปมามือของหวงหวั่นเอ๋อร์ที่กำลังฟาดแส้ม้าหยุดชะงักทันที นางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต หน้าอกก็กำลังเติบโตเช่นกัน ตรงนั้นเดิมทีก็ปูดบวมจนรู้สึกเจ็บปวดอยู่แล้ว เฉินฝานมาคลอเคลียเช่นนี้...ใบหน้ายลโฉมของหวงหวั่นเอ๋อร์ภายใต้หมวกสีครามขึ้นสีทันทีในตอนนี้นางรู้สึกเจ็บปวดและอับอายยิ่งนักเฉินฝานในตอนนี้กำลังกลัดกลุ้มว่าของนุ่มเด้งสิ่งนี้คือสิ่งใด ตอนที่เขาขยี้ตาสะลืมสะลือลืมตามองให้ชัดเจน...“อ้าก!”เขาสูญเสียการทรงตัว เขายังไม่ทันได้มีการตอบสนองอันใด ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ก้นอย่างรุนแรงเฉินฝานคิ้วขมวดเป็นปมโถ่เว้ย!เจ็บยิ่งนัก ผู้ใดบังอาจรนหาที่ตาย...เฉินฝานกำลังเงยใบหน้าขุ่นเคืองของเขาขึ้นไปมอง เพิ่งจะเงยหน้ามาได้ไม่นาน ก็เห็นม้าเหงื่อโลหิตตัวหนึ่งเดินผ่านเขาไป ม้าตัวน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชายอกสามศอก เมื่อคืนถูกฉินเย่ว์เจียวแบกแล้วทุ่มลงบนเตียง ตอนนี้ก็ยังถูกหวงหวั่นเอ๋อร์กอดแน่น ทำราวกับเขา...เฮ้อ!เฉินฝานที่ตอนแรกอยากจะลุกขึ้นสุดท้ายก็อยู่ที่เดิม เขาซบอยู่ในอ้อมกอดของหวงหวั่นเอ๋อร์ร่างอรชรของหญิงสาวนุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆอื้ม ดีจริงๆ!เฉินฝานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายยิ่งนักเฉินฝานพักสายตาอีกครั้งพวกเสิ่นหมิงหยวนตายแล้ว ทว่าทุกเรื่องของแคว้นล้วนเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากกลับไปถึงเมืองหลวง มีงานราชงานหลวงมากมายรอเขาอยู่ฉวยโอกาสระยะเวลาสั้นๆ นี้ พักผ่อนให้เต็มอิ่ม“ใต้เท้า?”เฉินฝานหลับตาไปได้ไม่นาน ได้ยินเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ เขาลืมตาขึ้นพบหวงหวั่นเอ๋อร์ขี่ม้าจากตรอกซอยเล็กๆ ไปยังถนนเส้นหลักแล้วห่างจากพวกเขาไม่ไกลเท่าใดนัก มีรถม้าหนึ่งคน เสียงร้องเรียกใต้เท้าเมื่อครู่ดังมาจากรถม้าคันนั้น“ใต้เท้าจริงๆ ด้วย สารถีจอดเดี๋ยวนี้!”สารถีเพิ่งจอดรถม้า หญิงสาวคนหนึ่งกระโดดลงจากรถม้าทันทีนางสวมชุดสีขาว ตัวเล็กร่างบาง แลดูคล่องแคล่วมีเสน่ห์ ความงดงามนี้เป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวเฉินฝานตะลึงเล็กน้อยเขาจำไม่ได้ว่
“ข้ารักษาที่อื่นดีกว่า บาดแผลแค่นี้ไม่อาจคร่าชีวิตข้าได้”เฉินฝานครุ่นคิด บาดแผลของเขาอยู่ที่สะโพก ถึงเวลาค่อยให้ใครสักคนทายาให้ อาศรมแม่ชีล้วนมีเพียงแม่ชี แม้เขาไม่ถือสา แต่พวกแม่ชีก็อาจลำบากใจสุดท้ายคาดไม่ถึง เฉินฝานเพิ่งพูดจบหวงหวั่นเอ๋อร์ก็รีบพูดขึ้นมาทันที “มีที่ให้รักษาก็ดีมากแล้วเจ้าค่ะ ยังจะเลือกนั่นที่นี่อีก”หวงหวั่นเอ๋อร์ไม่รอเฉินฝานตอบ พูดจบก็ช้อนตัวเฉินฝานขึ้น จากนั้นกระโดดลงจากหลังม้า เดินไปถึงรถม้าของเถียนเสี่ยวอวี่ด้วยความรวดเร็ว นางยัดตัวเฉินฝานเข้าไปในรถม้า แล้วกลับไปที่ม้าของตนเอง“ท่านแม่ชี พวกท่านก็รีบขึ้นรถม้าเถอะ ข้าไม่รู้ว่าอาศรมของพวกท่านอยู่ที่ใด?” หวงหวั่นเอ๋อร์คว้าเชือกก้มหน้าพูดกับเถียนเสี่ยวอวี่“ได้ๆ” เถียนเสี่ยวอวี่หันไปพูดกับเหอเสี่ยวเยี่ยน “ชิงหนิง พวกเรารีบขึ้นรถม้าเถอะ บาดแผลของใต้เท้าเป็นเรื่องสำคัญต้องรีบรักษา”“ไปกันเถอะ!”เถียนเสี่ยวอวี่และเหอเสี่ยวเยี่ยนเพิ่งขึ้นรถม้า หวงหวั่นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหน้าฟาดแส้ไปที่ม้าอย่างแรง ม้าตกใจจึงวิ่งด้วยความเร็ว“อ๊าย!” เถียนเสี่ยวอวี่ที่ยังไม่ได้นั่ง ล้มทับเฉินฝานเฉินฝานรับเถียนเสี่ยวอวี่เอาไว้พร้อมก
ผ่านไปสามปีแล้ว เด็กสาวใสซื่อในวันนั้นกลายเป็นหญิงสาวแล้วเอ่อ คล้ายจะไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนัก กลายเป็นแม่ชีแล้วนิ่งสงบ ไม่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวใดๆ ทว่ากลับงดงามเหนือธรรมชาติ เถียนเสี่ยวอวี่ในเวลานี้ทำให้เฉินฝานนึกถึงกลอนบทหนึ่งงดงามเป็นธรรมชาติ ไร้เครื่องประทินผิว เฝ้ารอดวงอาทิตย์รับวันใหม่ โต๊ะหนังสือริมหน้าต่างแย้มรอยน้ำหมึกดำเถียนเสี่ยวอวี่คือความสดใสของความงามแบบโบราณ นางสดใสราวกับแสงแดดยามเช้า สดใสและนิ่งสงบ คิ้วเรียงตัวราวภูเขา ไกลจากความเศร้าโศก ดวงตากลมโตใสดั่งทะเลสาบ เฉินฝานมองเห็นเงาสะท้อนของตนผ่านดวงตาคู่นั้น“ใต้เท้า ใต้เท้า ใต้เท้า”เถียนเสี่ยวอวี่ร้องเรียกถึงสามครั้ง กว่าเฉินฝานจะดึงสติกลับมา“ใต้เท้า ท่านลุกเดินได้หรือไม่เจ้าคะ?” ดวงตากลมโต ถามด้วยความจริงใจ“ห๊า? เดิน เดินอะไรหรือ?” เฉินฝานไม่เข้าใจเมื่อได้ยินเฉินฝานพูดเช่นนี้ เถียนเสี่ยวอวี่ชะงักเล็กน้อย “ใต้เท้า พวกเราถึงแล้วเจ้าค่ะ”“ถึง ถึงแล้ว อ่อ อ่อ” เฉินฝานรีบลุกขึ้น สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความประหม่าตั้งแต่หมู่บ้านจวบจนราชสำนัก อาศัยอยู่ในบ้านกระเบื้องกระทั่งวังหลัง ตั้งแต่แคว้นต้าชิ่งไป
คงจิ้งยังคงไม่ยอม หวงหวั่นเอ๋อร์เองก็ไม่ออมมือ ปลายดาบกรีดใบหน้าของคงจิ้ง!“อ๊าก อ๊าก อ๊าก หน้าของข้า หน้าของข้า”คงจิ้งเอามือปิดหน้าพร้อมกรีดเสียงร้องทุกคนต่างตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าหวงหวั่นเอ๋อร์จะทำร้ายกัน อีกทั้งยังทำร้ายที่หน้าสำนัก“พวกเจ้ายังยืนนิ่งอยู่ทำไม?” คงจิ้งตะคอกแม่ชีด้านหลังนาง “เอาตัวไปส่งทางการเดี๋ยวนี้”หวงหวั่นเอ๋อร์ถือดาบกวัดแกว่ง พลังสุดแข็งแกร่งของดาบแผ่ซ่านออกไป ฟาดกระทบแม่ชีเหล่านั้น ทำให้แม่ชีที่พุ่งตัวเข้ามาจำต้องถอยหลังกลับหวงหวั่นเอ๋อร์ยังคงกวัดแกว่งดาบ ดวงตาของนางเย็นชา “ใครจะเข้ามา?”บรรดาแม่ชีมองหน้ากัน สุดท้ายไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แม่ชีไม่มีวรยุทธ์ แต่ในทุกปีพวกนางล้วนเข้าร่วมการไหว้ครั้งใหญ่ภายในพื้นที่ เคยพบเห็นพลังนุภาพของเหล่านักพรต สตรีตรงหน้าคนนี้ วรยุทธ์เหนือชั้นกว่าเหล่านักพรตดาบในมือหวงหวั่นเอ๋อร์ ยังคงมีคราบเลือดที่ได้มาจากใบหน้าของคงจิ้ง แม้พวกนางจะเป็นแม่ชี แต่พวกนางก็กลัวเสียโฉม“แต่ละคนขี้ขลาดกันจริงๆ ลุย ข้าไม่เชื่อว่าลำพังนางเพียงคนเดียวจะเอาชนะพวกเจ้าที่มีตั้งมากมายได้” คงจิ้งกัดฟันพูดบรรดาแม่ชีเคลื่อนไหวแล้ว แต่เคลื่อนไหวช้าย
ในใจของชิงหนิง เถียนเสี่ยวอวี่คือผู้ดูแล และเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต และเป็นญาติพี่น้องของนางอีกด้วยนางโดนเสิ่นหยวนเลี่ยงใช้อุบายชั่วร้ายเช่นนั้นทอดทิ้ง หากไม่มีเถียนเสี่ยวอวี่เยียวยาจิตใจให้นาง นางคงไม่อาจมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้เลย เถียนเสี่ยวอวี่ไม่เพียงเยียวยาจิตใจที่เหี่ยวเฉา นางยังมอบความรักความห่วงใยดั่งญาติพี่น้องให้ด้วย ชิงหนิงที่ถูกฝึกฝนให้เป็นนักฆ่าชั้นยอดมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยสัมผัสความรักความห่วงใยของญาติสนิทที่แท้จริงมาก่อนเฉินฝานที่อยู่ด้านนอกเรือนพักได้ยินก็อึ้งไปชั่วขณะ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดเถียนเสี่ยวอวี่ถึงใช้เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่ง (เทียบเท่ากับสามชั่วโมงในปัจจุบัน) ในการทำอาหารหนึ่งมื้อ ที่แท้เห็ดปลวกกับผักกูดเหล่านั้นเป็นของที่นางตั้งใจวิ่งออกไปเก็บมาเมื่อครู่นี้เถียนเสี่ยวอวี่ช่วยปรับหมวกแม่ชีบนศีรษะของชิงหนิงให้ตรงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่า “ชิงหนิง เจ้าพูดเกินไปแล้วนะ ข้าแค่ไปเก็บเห็ดปลวก จะตายได้อย่างไรกัน?”เมื่อเห็นเถียนเสี่ยวอวี่มีท่าทางเช่นนี้ ชิงหนิงก็โกรธมากยิ่งขึ้น “จุดที่เจ้าเพิ่งล้มจนได้รับบาดเจ็บเมื่อครู่นี้ หากไปข้างหน้า
ด้วยทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้ อารมณ์ของเฉินฝานจึงดีขึ้นพรวดพราดเช่นกันสำนักชีชิงเมี่ยวมีแต่แม่ชี แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะงดงามอีกเพียงใด เขาก็ไม่สะดวกที่จะเดินมากนัก กอปรกับบาดแผลที่บั้นท้ายยังคงเจ็บมาก เมื่อเดินวนละแวกอุโบสถ เฉินฝานก็เดินกลับไปขณะที่ใกล้จะเข้าไปในเรือนพัก เฉินฝานก็เดินเลี้ยวไปทางทิศเหนือ เขาจำได้ว่าเถียนเสี่ยวอวี่มาจากทางนี้ ไม่ไกลมากนัก เมื่อเดินเลี้ยวหัวมุม เฉินฝานก็เห็นเถียนเสี่ยวอวี่ตอนนี้นางกำลังหาบน้ำอยู่ นางมีรูปร่างเล็ก การหาบน้ำสองถังใหญ่ดูกินแรงมาก น้ำในถังสาดลงพื้น โคลนกระเด็นโดนจีวรของนางจนสกปรกไปหลายจุดเฉินฝานเร่งฝีเท้าตามสัญชาตญาณ อยากจะเข้าไปช่วย เขาเพิ่งจะยกเท้าขึ้นมา ความเจ็บแปลบส่งมาจากที่บั้นท้าย ทำให้เขาจำใจได้แต่ชะลอฝีเท้าลง ในตอนนี้เอง มีเงาร่างหนึ่งทะยานผ่านตัวเฉินฝานไปอย่างรวดเร็ว “ผู้ดูแล เฮ้อ งานหนักอย่างหาบน้ำเช่นนี้ ให้ข้าทำก็ได้”คนที่พุ่งผ่านตัวเฉินฝานคือเหอเสี่ยวเยี่ยนที่โดนเสิ่นหยวนเลี่ยงทอดทิ้ง บัดนี้นางคือแม่ชีชิงหนิงแห่งสำนักชีชิงเมี่ยว นางแบกฟืนมัดใหญ่ไว้บนบ่า ฟืนมัดนั้นประกอบด้วยไม้หลากหลายชนิด ดูท่าทางเหมือนเพิ่งจะหามาจา
เฉินฝานทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ“เสี่ยวอวี่ เป็นอะไรไปหรือ? มีเรื่องเกิดขึ้นใช่หรือไม่?”เฉินฝานข่มกลั้นความเจ็บปวดที่บั้นท้าย เดินตามเถียนเสี่ยวอวี่ออกไปเถียนเสี่ยวอวี่รีบหันหน้ากลับมา “ใต้เท้า ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใดหรอก เย็นแล้ว ข้าจะไปทำอาหารให้ท่าน” “หา?”เฉินฝานยังคิดจะถามว่าในฐานะที่นางเป็นผู้ดูแล เหตุใดยังต้องไปทำอาหารด้วยตนเอง เขายังไม่ทันเอ่ยคำพูดออกมา เถียนเสี่ยวอวี่ก็วิ่งไปไกลแล้ว หลังจากที่เถียนเสี่ยวอวี่ออกไปแล้ว ชิงหนิงก็ตามไปด้วยเช่นกัน ผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่งเต็ม ๆ เถียนเสี่ยวอวี่ถึงค่อยปรากฏตัวอีกครั้ง นางถือถาดไม้ไว้ในมือ มีข้าวหนึ่งชามและกับข้าวสองชามอยู่บนถาด “ใต้เท้า ท่านคงหิวแย่แล้วกระมัง?” เถียนเสี่ยวอวี่วางอาหารลงตรงหน้าเฉินฝาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดในใจเฉินฝานไม่พูดอันใด เหลือบมองอาหารตรงหน้าแล้วเงยหน้ามองเถียนเสี่ยวอวี่ด้วยความจริงจังเถียนเสี่ยวอวี่ที่รีบร้อนมานั้นดูทุลักทุเลอยู่บ้าง หมวกแม่ชีบนศีรษะเอียงไปทางด้านข้าง หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ แก้มขาวผ่องเปื้อนเขม่าดำอยู่หลายจุด ดูคล้ายกับแมวลายตัวน้อยแม้ว่านางจะดูทุลักทุเล แต
“เจ้าก็เป็นเช่นนี้ ไม่เคยร้องขอสิ่งใดแม้แต่น้อย” หลิงเฟิงถลึงตาใส่เถียนเสี่ยวอวี่ด้วยความเสียใจที่อีกฝ่ายไม่อาจเป็นดั่งที่หวังไว้ นางช่วยระบายความแค้นให้เถียนเสี่ยวอวี่ โอกาสในการกดขี่คงจิ้งเช่นนี้ นางกลับปล่อยไปอย่างง่ายดาย เถียนเสี่ยวอวี่ยิ้มบาง ๆ “อาจารย์อาท่านผิดแล้ว ความทะเยอทะยานของศิษย์สูงมากเลยนะเจ้าคะ” หากหลิงเฟิงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเฉินฝาน คงไม่พูดจาประชดเถียนเสี่ยวอวี่อย่างแน่นอน“เจ้าก็ยังเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาได้นะ เฮ้อ~” หลิงเฟิงถอนหายใจ “แล้วแต่เจ้าเถิด” ศิษย์พี่หัวหน้าสำนักถูกใจนิสัยอ่อนโยนเยือกเย็นและไม่แก่งแย่งชิงอำนาจของเถียนเสี่ยวอวี่ถึงให้นางเป็นผู้สืบทอดมิใช่หรือ นางยังจะทำอย่างไรได้อีกเพียงแต่ว่าต่อไปเมื่อนางกับศิษย์พี่ไม่อยู่แล้ว เถียนเสี่ยวอวี่อยู่ในสำนักชีจะยิ่ง...เฮ้อ หลิงเฟิงส่ายหน้าเรื่องในอนาคตนั้น นางก็ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว กังวลมากมายถึงเพียงนั้นไปเพื่ออันใด ต่อไปเถียนเสี่ยวอวี่จะดีหรือร้ายก็ไม่เกี่ยวข้องกับนาง“แต่ว่าอาจารย์อา เขาเป็นบุรุษนะเจ้าคะ การให้บุรุษอยู่ที่นี่ มันผิดกฎ” คงจิ้งขวางหน้าหลิงเฟิงไว้ ดึงดันจะไล่เฉินฝานออกไปบอกเห
“มีทางรักษาอาการป่วยของท่านอาจารย์แล้วหรือเจ้าคะ” แววตาของเถียนเสี่ยวอวี่ส่องประกายขึ้นมาในพริบตา ตอนที่อยู่ในเมืองลู่ตู เถียวเสี่ยวอวี่เคยได้ยินเฉินฝานพูดว่ามารดาของหวงหวั่นเอ๋อร์เก่งกาจมากนัก ปรุงยาไว้มากมาย ยาบางตัวสามารถรักษาโรคที่ยากจะรักษาได้หลายโรคหลิงเฟิงพยักหน้าติดต่อกัน “ใช่แล้ว ๆ หลังจากที่ศิษย์พี่หัวหน้าสำนักกินยาของแม่นางหวงแล้ว สีหน้าก็แดงเปล่งปลั่งขึ้นมาก บัดนี้ร่างกายแข็งแรง และไม่หอบหายใจด้วย ลงจากเตียงเคลื่อนไหวได้แล้ว”“เช่นนั้นช่างดีเหลือเกิน!”เถียนเสี่ยวอวี่พูดพลางเดินไปที่เรือนของหลิงอวี้ แต่นางเพิ่งเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็โดนหลิงเฟิงขวางไว้“ผู้ดูแล เจ้าจงหยุดก่อน แม่นางหวงบอกว่าตอนนี้ศิษย์พี่หัวหน้าสำนักต้องพักผ่อน นางไม่ให้ผู้ใดไปรบกวนศิษย์พี่ และไม่ให้ศิษย์พี่ออกมา ศิษย์พี่ให้ข้ามาบอกข่าวนี้แก่พวกเจ้า หวังให้พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนาง” “เจ้าค่ะ ศิษย์จะเชื่อฟังอาจารย์” เถียนเสี่ยวอวี่หยุดฝีเท้า นางเชื่อฟังคำพูดของหลิงเฟิงเป็นเพราะว่าเชื่อใจหวงหวั่นเอ๋อร์ หลิงเฟิงรายงานข่าวดีจบแล้วก็กลับไป ขณะเดินผ่านคงจิ้งนางหยุดเดินฉับพลัน ก่อนจะเอ่ยปากตำหนิโดยตรงว่
“แค่ก ๆ ๆ...” เพิ่งจะถามหวงหวั่นเอ๋อร์จบ หลิงอวี้ก็ไอขึ้นมาฉับพลัน หาไม่ใช่เพราะหลิงเฟิงที่อยู่ทางด้านข้างประคองไว้ เกรงว่าคงจะล้มลงไปแล้ว“ยายชีเฒ่า ข้าเห็นว่าเจ้าแก่จวนจะลงโลงแล้ว ยังจะกังวลมากมายถึงเพียงนั้นเพื่ออันใด?”หวงหวั่นเอ๋อร์กระโดดลงมาจากหลังคา ก่อนจะทะยานไปหาหลิงอวี้ดังฟิ้ว “แม่นางหวง อย่าได้ลงมือรุนแรงกับท่านอาจารย์” เฉินฝานรีบเตือนหวงหวั่นเอ๋อร์ กลัวว่านางจะลงมืออย่างไม่เหมาะสม ขณะที่เฉินฝานพูดอยู่นั้น หวงหวั่นเอ๋อร์ก็อุ้มหลิงอวี้ขึ้นมาแล้วทะยานเหนือศีรษะแม่ชีมากมาย“ยายเฒ่านี่น่ารำคาญเกินไปแล้ว สมควรสั่งสอนบทเรียนให้นางเสียบ้าง” เมื่อทุกคนได้สติกลับมา ก็ได้ยินเพียงเสียงกระจ่างใสของหวงหวั่นเอ๋อร์เท่านั้น ส่วนร่างของนางหายไปอย่างไร้ร่องรอยนานแล้ว“สวรรค์ ท่านหัวหน้าสำนัก ท่านหัวหน้าสำนัก!”หลิงเฟิงร้องเสียงดังพลางตามออกไป นอกจากพวกคงจิ้งแล้ว แม่ชีส่วนใหญ่ล้วนตามออกไปกันหมด“แม่นางหวงจะพาอาจารย์ของข้าไปที่ใดกัน? ร่างกายของอาจารย์ทนรับการกระทบกระเทือนไม่ไหว” เถียนเสี่ยวอวี่เองก็ทำหน้ากังวลและร้อนใจ พูดพลางวิ่งออกไปเช่นกัน “ไม่เป็นไร!” เฉินฝานดึงเถียนเสี่ยวอวี่
“ตอนข้าอารมณ์ไม่ดี ชอบใช้ความรุนแรง เจ้าไม่พอใจใช่หรือไม่ ไม่พอใจก็มาสู้กับข้าสักตั้ง!”เสียงใสดังมาจากหลังคาห้องของเถียนเสี่ยวอวี่ ทุกคนเงยหน้าขึ้นเห็นเพียงหญิงสาวในชุดสีน้ำเงิน นั่งไขว่ห้างอยู่บนหลังคา เพราะคาบใบไม้ไว้ที่ปาก ตอนนางพูดจึงให้ความรู้สึกท้าทายอย่างมาก“อมิตาพุทธ” สองมือของคงจิ้งประสานเข้าด้วยกัน พยักหน้าให้หวงหวั่นเอ๋อร์เล็กน้อย “แม่นาง ข้ารู้ว่าแม่นางฝีมือไม่ธรรมดา แต่ว่า ท่านช่วยใครไม่ดีเล่า? เหตุใดต้องช่วยหญิงชั่วชายโฉดในห้องนั้นด้วย? นางกำลังยั่วยวนนายท่านของแม่นาง”ตอนเถียนเสี่ยวอวี่พยุงเฉินฝานเข้ามาในสำนัก คงจิ้งเห็นความเก่งกาจของหวงหวั่นเอ๋อร์แล้ว ดังนั้นจึงชักนำให้พวกชิงผิงไปฟ้องหลิงอวี้นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่า หวงหวั่นเอ๋อร์จะไม่ไว้หน้าแม้กระทั่งหลิงอวี้เมื่อไม้แข็งไม่ได้ คงจิ้งเริ่มต่อสู้ด้วยจิตใจ บอกว่าเถียนเสี่ยวอวี่ยั่วยวนเฉินฝานในแคว้นต้าชิ่ง สาวใช้ของบุรุษ แม้วรยุทธ์จะสูงส่งเพียงใดก็เป็นเพียงสมบัติของบุรุษ คงจิ้งมั่นใจว่าเถียนเสี่ยวอวี่ยั่วยวนเฉินฝาน ยิ่งมั่นใจว่าหวงหวั่นเอ๋อร์จะต้องหึงหวงแน่นอน“หญิงชั่วชายโฉด? ใครกัน?”หวงหวั่นเอ๋อร์มองไปที่คงจ
หรือว่า หรือว่าเสี่ยวอวี่สติเลอะเลือนอีกแล้วหลิงอวี้ไม่พูดสิ่งใด ทั้งยังไม่เคยพูดถึงเรื่องในอดีตของเถียนเสี่ยวอวี่ แต่หลิงอวี้ตระหนักรู้ดีแก่ใจ เถียนเสี่ยวอวี่ไม่เคยลืมผู้ชายคนนั้นมาก่อน“ท่านเจ้าอาวาส หมอบอกแล้วว่า ตอนนี้ท่านต้องพักผ่อน ไม่อาจลงจากเตียงได้” หลิงเฟิงรีบพยุงหลิงอวี้ลงจากเตียง“หลิงเฟิง ข้าไม่วางใจ เร็วเข้า เจ้าพยุงข้าไปดูเขาเร็วเข้า”“ท่านเจ้าอาวาส ข้าพยุงท่าน” เมื่อได้ยินว่าหลิงอวี้จะไปด้วยตนเอง ชิงผิงรีบวิ่งมาพยุงหลิงอวี้ด้วยสีหน้าดีใจรีบไปห้องพักของเถียนเสี่ยวอวี่ หลิงอวี้ไม่ได้ห้ามหลิงอวี้ ปล่อยให้นางพยุงเพิ่งเข้าไปในเรือนของเถียนเสี่ยวอวี่ ชิงหนิงรีบเดินมาต้อนรับทันที “ชิงหนิงน้อมคารวะท่านเจ้าอาวาส”“เจ้าคือชิงหนิงที่คงอันริษยาหรือ?” หลิงอวี้มองชิงหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เรื่องของชิงหนิง หลิงอวี้ไม่ค่อยกระจ่างชัดเท่าใดนัก รู้เพียงว่านางถูกสามีทอดทิ้ง ตอนฆ่าตัวตายมีคนช่วยชีวิตเอาไว้ หลังจากนั้นก็ถูกส่งตัวไปให้เถียนเสี่ยวอวี่ที่กำลังออกเดินทางชิงหนิงย่อตัวพยักหน้า “ศิษย์เองเจ้าค่ะ”“อื้ม” สายตาของหลิวอวี้ชำเลืองไปที่ชิงหนิง มองไปที่ห้องของเถียนเสี่ยวอวี่
“นี่เรียกว่าเจ้าของกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมเท่านั้น” สำหรับเรื่องที่เถียนเสี่ยวอวี่ได้เป็นผู้ดูแล คงจิ้งไม่พอใจอย่างมากนางอายุมากกว่าเถียนเสี่ยวอวี่ ทั้งยังเข้าไปอยู่ในสำนักนานกว่าเถียนเสี่ยวอวี่ถึงสิบปี เถียนเสี่ยวอวี่เรียกนางว่าศิษย์พี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ นางช่วยท่านเจ้าอาวาสทำทุกอย่าง เมื่อปีกลายท่านเจ้าอาวาสสุขภาพไม่แข็งแรง ทุกคนล้วนคิดว่าคงจิ้งจะได้กลายเป็นผู้ดูแลของสำนัก ตัวคงจิ้งเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน นางมักวางตัวเป็นผู้ดูแล คอยสั่งแม่ชีในสำนักทำนั่นทำนี่ทว่าคิดไม่ถึงท่านเจ้าอาวาสกลับยกตำแหน่งผู้ดูแลให้กับเถียนเสี่ยวอวี่ซึ่งเข้ามาอยู่ในสำนักไม่ถึงสามปีแม่ชีส่วนใหญ่ในสำนักล้วนไม่เชื่อฟังเถียนเสี่ยวอวี่ คงจิ้งยิ่งไม่ให้ความร่วมมือ เมื่อครั้นตอนท่านเจ้าอาวาสยังไม่ป่วยหนัก พวกคงจิ้งไม่ค่อยกล้าเหิมเกริมเท่าใดนัก ทว่าหลังจากท่านเจ้าอาวาสป่วยหนัก พวกนางไม่เพียงไม่เห็นเถียนเสี่ยวอวี่อยู่ในสายตา ทั้งยังกลั่นแกล้งนางทั้งต่อหน้าและลับหลังหลังคาห้องที่หวงหวั่นเอ๋อร์นอนเป็นห้องของท่านเจ้าอาวาสพอดี เมื่อได้ยินเสียงข้างล่าง นางเปิดกระเบื้องหนึ่งอันพร้อมฟังครู่หนึ่ง จากนั้นปิดกระเบื