บทที่ 2
แม่สามี
“แน่ใจนะ ว่าคุณรับมือแม่ผมได้ ผมว่าเรากลับแล้วค่อยวันหลังดีไหม”
พชรกรหันมาถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกสักหนกับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทันทีที่รถยนต์คันหรูของเขาจอดสนิทเทียบเข้ากับโรงจอดรถของบ้านหลังนี้
หลังจากที่พชรกรจอดรถยนต์คันหรูเข้าเทียบกับโรงรถของบ้านหลังใหญ่แล้วหันไปถามย้ำกับเพื่ออารยาความแน่ใจว่าเจ้าหล่อนนั้นจะรับมือกับคุณนายทองไพลินแม่ขอบเขาได้จริง ๆ น่ะหรือ
“คุณเพชรคะ มาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ถอยหลังกลับคงไม่ได้หรอกค่ะ” คนตัวเล็กหันหน้าตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“งั้นเราเข้าบ้านกัน ถ้าไม่ไหวบอกผมนะ”
“ค่ะ” อารยาตอบกลับยิ้ม ๆ
ไม่นานสองสามีภรรยาก็ลงจากรถที่นั่งตั้งสติอยู่นานสองนานแล้วค่อยตรงไปยังประตูบ้านหลังใหญ่ที่มีคุณนายทางไพลินยืนรอทั้งสองคนพร้อมทั้งให้คนสนิทคอยโบกพัดลายสวยเพื่อดับความกรุ่นโกรธในตัว ทำเอารยาที่เดินจับมือพชรกรมาถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของแม่สามีที่จ้องเขม็งมายังตน
“คุณเพชรแม่คุณจะไม่ฆ่าฉันใช่ไหมคะ”
คนตัวเล็กกระซิบถามไปพร้อมกับเดินเข้าไปหาคุณนายทองไพลิน
“ไม่หร
“กว่าจะพากันมาได้นะตาเพชร ปล่อยให้แม่รอตั้งนาน” คุณนายทองไพลินเหน็บแนมบุตรชายแต่สายตาของนางกลับตำหนิคนที่อยู่ข้าง ๆ เสียอย่างนั้น“ขอโทษค่ะคุณแม่ ที่อ้อนกับคุณเพชรมาช้า” พชรกรกำลังจะอ้าปากตอบมารดาแต่ถูกอารยาชิงตอบเสียก่อน น้ำเสียงของอารยานั้นราบเรียบตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็น“เอาน่าคุณลูกก็มาแล้ว ตาเพชรพาเมียแกมานั่งเร็วจะได้กินข้าวกัน” คุณพร้อมเพชรรีบเอ่ยห้ามภรรยาทันทีเพราะเจ้าตัวกำลังโกรธที่มีคนมาต่อปากต่อคำ ก่อนหันไปบอกกับลูกชาย ซึ่งพชรกรก็พยักหน้ารับพร้อมทั้งโอบไหล่มนของอารยาที่ออกการขัดขืนเล็กน้อย เขาเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวได้นั่ง ซึ่งเธอก็ยิ้มขอบคุณเขาเล็กน้อย"วันนี้มีแต่อาหารน่ากินนะครับคุณแม่"พชรกรมองอาหารนานาชนิดที่วางอยู่ตรงหน้ามากมายดูแล้วน่าจะระดับภัคตาคารที่จะทำอาหารได้หรูหราน่ากินขนาดนี้นางไม่ตอบเพียงแต่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้ลูกชายเท่านั้น"ก็ต้องน่ากินสิคะพี่เพชร คุณแม่สั่งอาหารห้าดาวระดับภัตตาคารชื่อดังมาให้ภรรยาพี่โดยเฉพาะเลยนะคะ หลายอย่างมากเลยค่ะ” พรชิตา สาวสวยโพรไฟล์เลิศว่าขึ้นพร้อมทั้งเดินถือจานอาหารราค
บทที่ 3ชีวิตที่แสนเรียบง่ายสามวันให้หลังจากที่อารยากับพชรกรที่เพิ่งกลับจากการทำธุระส่วนตัวที่ต่างจังหวัด อันที่จริงไปครั้งนี้ เป็นธุระที่บริษัทของพชรกรเสียมากกว่า ส่วนตัวของเธอนั้นก็เพียงแค่หลบเลี่ยงการที่จะพบหน้าแม่สามีเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเสนอให้เธอไปกับเขาด้วย ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่าไปกับเขาน่าจะดีเสียกว่าการที่อยู่ที่คอนโดมิเนียมหรือเพนท์เฮาส์สุดหรูของเขาด้วยความเบื่อหน่าย เธอไม่ได้เปิดรับออร์เดอร์ขนมจากอินสตาร์แกรมมาหลายวันแล้ว เห็นทีว่าจะต้องเปิดรับเสียหน่อยเพราะลูกค้าจำนวนมากต่างบ่นหาขนมที่เธอทำอารยาจึงตัดสินใจออกมาซื้อวัตถุดิบทำเบเกอรี่จำนวนมากในช่วงเวลาที่ห้างสรรพสินค้าเปิด แต่ทว่าระหว่างที่เธอกำลังจะออกจากเพนต์เฮาส์อยู่ ๆ ก็มีความรู้สึกว่ากำลังมีสายตาจ้องมองมาที่ตน คนตัวเล็กหันรีหันขวางมองซ้ายขวาเพื่อมองหาสิ่งที่ผิดปกติแต่กลับไม่พบอะไร ร่างเล็กบอบบางจึงลองทดสอบเดินเพียงสามก้าวก็รู้สึกถึงว่ากำลังมีบางอย่างกำลังตามเธอมา อารยาจึงตัดสินใจล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าใบเล็กโทรหาพชรกรทันที“คุณเพชร! ช่วยด้วยค่ะ”หลังจากที่ชายหนุ่มรับส
“คุณเดินตามฉันมาทำไมคะคุณเพชร”“มากินข้าวกลางวัน เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันเถอะ” เขาทำทีเอียงข้อมือเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาเรือนแสนของตนพร้อมทั้งเอ่ยชวนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน“คุณเพชรไปทานเลยค่ะ ฉันจะไปซื้อของไปทำกินที่บ้าน” หญิงสาวตอบกลับ“งั้นผมกินด้วย” เขาบอกพร้อมทั้งคว้ารถเข็นที่หญิงสาวกำลังจะจับเข้ามาอยู่ในมือ"คุณจะกินด้วยแล้วไม่กลับไปทำงานเหรอคะ"คนตัวเล็กถามขึ้นอย่างใคร่รู้ทั้งที่มือและสายตาของตนยังคงเลือกที่จะให้ความสนใจกับผักผลไม้นานาชนิดที่อยู่ตรงหน้า เธอเลือกซื้อของอย่างพิถีพิถันที่จะเอามาปรุงอาหารกลางวัน แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะกลับไปทำทันหรือไม่เพราะเวลาตอนนี้ก็เที่ยงจวนจะบ่ายแล้ว"ออกมาแล้วไม่จำเป็นต้องกลับ เธอลืมแล้วเหรอว่านั่นมันบริษัทของผม" ชายหนุ่มตอบกลับหลังจากที่หญิงสาวถามขึ้นสักพัก เขาตอบขึ้นในจังหวะที่อารยานำผักที่เลือกต่างไปค่อยวางลงบนรถเข็น ก่อนจะนำไปชั่งกิโล"ฉันลืมไป ขอโทษทีนะคะ" ร่างเล็กกล่าวขอโทษแล้วจับรถเข็นให้ตามมายังบริเวณขายเนื้อสัตว์ พชรกรก็เข็นตามมาแต่โดยดี"เธอมาที่
บทที่ 4ไม่ได้เมา แค่ไม่เหมือนเดิมชีวิตที่แสนเรีบง่ายของอารยาดำเนินไปอย่างราบเรียบดั่งเช่นทุกวันก็คือรับออเดอร์ขนมผ่านทางอินสตาร์แกรมของร้านที่หญิงสาวได้เปิดเอาไว้หารายได้ตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย แต่ทำเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ วันนี้หญิงสาวออกมาส่งออเดอร์ที่สั่งเข้ามาจำนานมากถูกส่งให้กับบริษัทขนส่งเพื่อนส่งให้กับลูกค้าต่อไปกว่าจะทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ใช้เวลาไปค่อนข้างมากรู้ตัวอีกทีดูก็เกือบที่บ่ายกว่า ๆ"ตายละบ่ายโมงแล้วเหรอเนี่ย" ดูนาฬิกาผ่านล็อกสกลีนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตนแล้วเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ก่อนปลดล็อกแล้วโทรหาเพื่อนที่นัดเอาไว้ทันที"ฮัลโหล คืนนี้นัดกันกี่โมงนะ ดาว" ทันทีที่ปลายสายตอบกลับหญิงสาวรีบถามด้วยความรวดเร็ว"สองทุ่มส่วนร้านเดี๋ยวฉันแชร์โลเคชั่นไปให้ในไลน์แล้วกัน""โอเคได้เดี๋ยวสองทุ่มเจอกัน"หลังจากวางสายหญิงสาวมีเวลาว่างอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดหมายจึงตัดสินใจไปเดินซื้อของใช้ส่วนตัวที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากนี้ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอไปสถานบันเทิงเพื่อเลี้ยงฉลองส่งท้า
สามทุ่มคืนในวันเดียวกันซึ่งเป็นเวลานัดหมายของอารยาและเพื่อนว่าจะมาที่ร้านกันตอนนี้คนตัวเล็กมาถึงร้านแล้วแต่ยังไม่เห็นกลุ่มเพื่อนของเธอเลย สายตาหวานพยายามสอดส่องไปในความมืดดสลัวท่ามกลางเสียงเพลงที่เปิดภายในร้านมองหาเท่าไรก็ไม่พบ หรือว่าเพื่อนเธอจะยังไม่มากันนะ“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงมีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ” พนักงานบริการของร้านเดินเข้ามาถามเธอด้วยความสุภาพ เพราะเห็นหญิงสาวยืนมอง สายตามองราวกับหาอะไรสักอย่างร่วมสิบนาทีเห็นจะได้“ฉันมองหาเพื่อนน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าจะมาหรือยัง เอ่อ…มีคนที่ชื่อแพรดาจองโต๊ะไว้” หญิงสาวตอบกลับไปด้วยความสุภาพเช่นเดียวกันกับอีกฝ่ายที่ถามเธอ“อ๋อทางนี้เลยครับ” ว่าแล้วพนักงานคนที่ยืนคุยกับเธอเมื่อครู่ก็เดินทำหน้าเธอไปยังโต๊ะที่จองไว้ซึ่งอยู่ท่างได้ในและอยู่ใกล้กับวงดนตรีสด แต่การกระทำต่าง ๆ ของอารยากลับอยู่ในตาตาคมคู่หนึ่งเสมอตั้งแต่เธอเดินเข้ามาภายในร้านเสียแล้ว สายตาคู่คมมองตามอย่างสงสัยว่าหญิงสาวคนนั้นมาทำอะไรที่นี่ทั้งที่จริงเธอควรอยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือ“มึงมองอะไรวะไอ้เพชร” ภาธรหนึ่งหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนสนิทด้วยถ้อยคำที่เป็นกันเ
บทที่ 5เสพรักเมียเด็ก“ฮือ มึนหัวอะ โอ๊ยเจ็บจัง หัวไปโดนอะไรมาเนี่ย”เมื่อแสงสว่างสาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ปลุกให้คนตัวเล็กที่เพิ่งถูกปล่อยให้นอนหลับสบายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาตื่นจากฝัน มันเป็นฝันที่ชวนให้เธอเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเหลือเกิน ความฝันที่แสนวาบหวามที่ว่าเธอกับพชรกรนั้นมีอะไรกันแล้ว“มันก็คงจะเป็นแค่ความฝันมั้ง”คนตัวเล็กยันกายลุกขึ้นนั่งพิงเข้ากับหัวเตียงกว้างแล้วค่อย ๆ กวาดสายมองไปรอบ ๆ ห้อง ห้องนี้ไม่ใช้ห้องที่เธอนอนเหมือนดั่งทุกคืน แต่เพิ่งจะรู้สึกตัวนึกได้ว่าเหตุใดทำไมร่างกายเธอเปลือยเปล่าเช่นนี้และอีกอย่างห้องนี้มันเป็นห้องนอนชั้นสองของพชรกรอีกด้วย“ตื่นแล้วเหรอ” ทันทีที่ได้ยินจึงรีบหันไปตามต้นเสียงด้วยความรวดเร็วก็พบกับพชรกรที่ที่น่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ สังเกตให้จากทรงผมที่เปียกปอนหลังจากผ่านการสระผมมาหมาด ๆ เดินตรงเข้ามาหาทำเอาคนตัวเล็กที่อยู่บนเตียงถึงกับต้องกระชับผ้าห่มผืนหนาให้แนบกายมากขึ้น“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ห้องของคุณ”พยายามตั้งสติก่อนไถ่ถามว่ามันเกิดอ
บทที่ 6หัวใจที่หวั่นไหวสองวันหลังจากที่อารยาหายป่วยหญิงสาวก็ดำเนินชีวิตของตนเองดังเดิมด้วยความราบเรียบไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิมเลย แต่จะว่าไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้เพราะหลังจากวันนั้นมาเธอรู้สึกได้ว่ามีอยู่สิ่งเดียวเปลี่ยนไปก็คือ พชรกรที่พักนี้เขาตามติดเธอแทบไม่ห่างจากกายแม้แต่วันเดียว อาจมีบ้างที่เขาไปทำงานและเธอก็อยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่คนอย่างเขานั้นมักจะโทรมาถามเธออยู่เสมอว่า 'วันนี้ทำอะไร ไปที่ไหนกับใคร'อารยามักรู้สึกแปลก ๆ เสมอที่เขาถามเธอแบบนี้จำได้มีครั้งหนึ่งที่เคยคุยหยอกกันในเวลาที่ทั้งเขาและเธอนั่งดูซีรีส์ด้วยกันหลังจากการทำงานหนักมาทั้งวันจึงหาช่วงเวลาผ่อนคลายกันบ้าง"คุณคิดว่าคู่เราจะเหมือนซีรีส์ที่ดูไหมคะ"อยู่ ๆ อารยาเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงของซีรีส์จีนปัจจุบันที่กำลังนั่งดูอยู่ด้วยกัน เป็นช่วงที่พระเอกของเรื่องเกิดรู้สึกดีกับนางเอกขึ้นมาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันในวันที่เสียใจ เธออยากรู้ว่าคู่ของเธอกับเขาจะเป็นแบบนี้หรือไม่จึงลองแกล้ง ๆ ถามอยู่"คุณคิดอะไรอยู่ คิดว่าคู่เราจะเป็นเหมือนละครเพ้อฝันที่กำลังด
ตอน 7เข้าใจผิด“ฮัลโหล อ้อนรักคุณอยู่ที่ไหน”“อ๋อ อยู่บ้านค่ะกำลังเตรียมขนมเอาไว้ส่งลูกค้าวันพรุ่งนี้” อารยาโกหกชายหนุ่มด้วยความเลิ่กลั่กอย่างกังวลว่ากลัวเขาจะจับได้ว่าเธอนั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านจริง ๆ“อ๋องั้นเหรอ งั้นเอาเป็นว่าเย็นนี้ผมกลับไปกินข้าวที่บ้านนะ”“ค่ะ ไว้เจอกันนะคะ”หลังจากวางสายจากพชรกรแล้วสายตาหวานสอดส่ายมองไปรอบ ๆ ที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่อยู่ไปในห้างสรรพสินค้า อันที่จริงเธอมักจะออกมาซื้อของที่นี่โดยที่บอกให้เขารู้ก็ได้ แต่ว่าเมื่อวานเขาเธอซื้อของทุกอย่างครบจนครบทุกอย่างแล้วจะหาข้ออ้างออกมาอีกพชรกรคงจะตามมาด้วยเป็นแน่แต่วันนี้เธอนัดเพื่อนเอาไว้เพื่อที่จะซื้อของชิ้นหนึ่งเป็นของขวัญวันเกิดให้เขา เพราะเมื่อคราวก่อนดันบังเอิญได้ยินพนักงานต่างพูดกันว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของเขาแล้วเธอเลยอยากจะซื้ออะไรให้เสียหน่อยจึงเลือกออกมาวันนี้ตอนนี้และจำเป็นจะต้องโกหกเขา“หูยโล่งอกไปที หวังว่าจะไม่มาแถวนี้ก่อนซื้อของเสร็จนะ” หญิงสาวเป่าปากออกมาด้วยความโล่งใจพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วนั่งรอเพื่อนที่ไว้ใจ
บทที่ 10สามวันที่อัทธ์ออกไปทำธุระของเขาตั้งแต่วันก่อน มันทำให้เธอหายใจหายคอได้สะดวกที่ไม่พบคนใจร้ายให้วุ่นวายใจหรือใช้งานหนักเยี่ยงทาสทว่าในยามที่เขาไม่อยู่สริตาจึงใช้เวลาหลังเลิกงานคอยสอดส่องหาทางหนีทีไร่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะการที่จะออกจากกรงขังของเขาได้นอกจากจะมีเรือเท่านั้น แต่นี่ไม่พบเรือสักลำถ้าหากอัทธ์กลับมาเธออยากจะลองอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบางทีเขาอาจจะปล่อยเธอไปก็ได้ในขณะที่สริตากำลังฮำเพลงระหว่างเดินกลับบ้านเล็กท้ายเกาะก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงเอะอะโวยวายของใครบางคนที่ดังขึ้นตรงบริเวณที่มีเรืออยู่จนต้องหันไปมอง คนตัวเล็กพยายามหรี่ตามองว่าใครกันที่เสียงดังเช่นนี้ จนกระทั่งรู้แน่ชัดว่าเจ้าของเสียงนั้นคืออัทธ์“นายหัวรอผมก่อนเดี๋ยวผมช่วย” ลูกน้องของอัทธ์ร้องห้ามเมื่อเจ้านายของตัวเองเดินปรี่ไปที่หญิงสาวที่อยู่ริมหาด ด้วยความที่กลัวเจ้านายจะเป็นอันตรายจึงรีบวิ่งไปประคองกระนั้นคนเมามายกลับไม่ยอมพร้อมบอกให้ไม่ต้องมายุ่งเสียอย่างนั้น “ไม่ต้องกูเดินเองได้”
บทที่ 9สามวันผ่านไปอาการป่วยของสริตาเริ่มจะดีขึ้นตามลำดับหลังจากที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถึงแม้ในยามค่ำคืนจะมีร่างสูงโปร่งเข้ามานอนข้าง ๆ ก็ตาม ชายหนุ่มไม่ได้ล่วงเกินเธอแต่อย่างใด สงสัยคงเห็นเพราะว่าไม่สบายอยู่คงอยากให้นอนหลับเต็มอิ่มจะได้กลับไปทำงานที่หยุดมาหลายวัน“จะไปไหน” เสียงเข้มของอัทธ์ดังขึ้นมาจากทางประตูห้องน้ำทำให้คนที่กำลังลุกออกจากเตียงถึงกับชะงัก “ไปบ้านท้ายเกาะค่ะ” “หายแล้วเหรอถึงจะไปที่นั่น”สริตาไม่ตอบนอกเสียจากพยักหน้ารับเท่านั้น “รอก่อน” เขาสั่งเสียงแข็ง มองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าที่กำลังทำท่าทำทางไม่พอใจ“กลัวฉันหนีเหรอคะ”“อย่างเธอน่ะจะหนีไปไหนได้”เขาว่าอย่างเย้ยหยันก่อนเดินหายไปแต่งตัวให้เรียบร้อย แต่ทว่ากลับไม่ได้ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเสียอย่างนั้น อัทธตรงมาหยุดที่หน้าของสริตา ทำเอาสาวเจ้างวยงงกับชายหนุ่มไม่น้อย“ทำไมไม่ติดกระดุมล่ะคะ”“ติดกระดุมให้หน่อยสิ”แต่หญิงสาวยังคงยื่นนิ่งไม่ทำตามในสิ่งที่เขาบอก แต่แล้วก็ต้องทำตามเพราะคำขู่ของชายหนุ่ม
บทที่ 8เวลาล่วงเลยผ่านไปจนค่ำ สริตาที่กำลังหลับพริ้มอย่างสบายใจอยู่ภายในห้องนอนและเพิ่งรู้สึกตัวขึ้น ค่อย ๆ ยันกายให้ลุกนั่งพิงพนักหัวเตียงพลังกวาดสายตาหวานมองไปรอบ ๆ ที่นี่มันไม่ใช่ห้องนอนที่เธอใช้นอนประจำที่ท้ายเกาะที่อัทธ์กักขังเธอเอาไว้ แล้วนี่มันที่ไหนกันมันไม่คุ้นเอาเสียเลยแต่แล้วทุกสิ่งก็กระจ่างเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกด้วยผีมือของใครบางคน เธอพยายามเพ่งมองว่าคนนั้นเป็นใครและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาเดินเข้ามา และไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจาก อัทธ์คนใจร้าย“ตื่นแล้วเหรอ” อัทธ์ถามเอเสียงเข้มในมือของชายหนุ่มถือถาดอะไรบางอย่างเข้ามาด้วยก่อนจะวางมันลงกับตู้ที่อยู่ข้าง ๆ หัวเตียงสริตามองไปยังของที่เขาเพิ่งวางเมื่อครู่ พบว่ามันคือข้าวต้มร้อน ๆ กับน้ำและยาที่วางอยู่ด้วยกัน ก่อนหันหน้ามองชายหนุ่มอย่างไม่เขาใจว่าเขาจะมาดูแลเธอทำไมไม่ปล่อยให้เธอตายไปเสีย“ฉันถามทำไมไม่ตอบ” เมื่อไร้คำตอบจากหญิงสาวเขาจึงถามขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งหย่อนกายนั่งกับเตียงของตน“คุณก็เห็นนี่คะ ว่าฉันตื่นแล้ว”คนป่วยต่อปากต่อคำถึงแม้ว่าน้ำเสียงข
“ปวดหัวชิบ”แสงสว่างที่สองผ่านมายังหน้าต่างกระทบเข้ากับใบหน้าคมที่เพิ่งจะนอนได้ไม่นานให้ตื่นจากนิทราด้วยความงัวเงีย ก่อนจะยันกายแกร่งขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงด้วยอาการหนักหัวไม่น้อย ไม่รู้ว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้างเพราะเขาดื่มไปเยอะพอสมควร ลันสายตาของชายหนุ่มไปสะดุดกับเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่กับพื้นห้องมันมีทั้งเสื้อผ้าของเขาและของ...สริตามันต้องเป็นเสื้อผ้าของหญิงสาวแน่นอนเขาจำได้ และที่นี่คือบ้านที่ใช้ขังเธอเอาไว้ เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิดแผ่นหลังขาวเนียน ร่างเปลือยเปล่าที่หลับพริ้มอยู่ข้าง ๆ คือสริตานี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่อัทธ์พยายามคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนว่าตนทำอะไรลงไป สิ่งที่จำได้จะมีเพียงว่า ‘เขาไม่อยากซ้ำรอยของใคร’ ในคราแรกเขาไม่อยากใช้ของร่วมกับใคร แต่ตอนนี้ในเมื่อเธอเป็นของเขาแล้วและจะไม่มีวันได้เป็นของผู้ชายคนไหนอีกคนตัวโตกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนโน้มกายเข้าหาคนที่นอนหันหลังให้เขาพยายามปลุกเร้าอารมณ์ของหญิงสาวท่ามกลางเสียงพึมพำคล้ายรบกวนการนอนฝันดีของตน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพลิกกายเพื่อป
บทที่ 6ร่างกายเล็กบอบบางที่แสนเหนื่อยล้าจากการถูกใช้งานอย่างหนักของสริตากับคำสั่งของอัทธ์ที่ตอบดูการกระทำเธอแทบจะทุกฝีก้าว แทบจะสลบเมื่อพาตัวเองมายังโซฟาตัวนุ่มสีน้ำตาลที่ใช้นั่งเล่นเป็นประจำ หญิงสาวอยากจะงีบเสียหน่อยแต่ก็กลัวตัวเองจะเผลอหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำคงไม่ดีแน่หลังจากที่ร่างอ่อนล้าพักให้หายเหนื่อยครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทำงานที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อโยนลงตะกร้าผ้าเตรียมซักและคว้าผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่มาพันรอบกายสวยแล้วเข้าไปจัดการอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนออกไปเตรียมอาหารเย็นเป็นข้าวไข่เจียวหอมเมนูที่สุดแสนจะง่ายดายก่อนจะพาตัวเองเข้านอนด้วยความปวดเมื่อยตามร่างกายไปหมด“กินข้าวแล้วก็นั่งย่อสักพักแล้วกันค่อยนอน”สริตารวบช้อนเอาไว้กลางจานที่เพิ่งรับประทานเสร็จแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง ๆ แล้วลุกไปจัดการล้างจานที่ทำอาหารเอาไว้ในอ่างให้เรียบร้อยก่อนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ วันนี้เธอรู้สึกง่วงเล็กว่าทุกวัน อาจจะเป็นเพราะว่าเพิ่งกินอิ่มหนังท้องตึงหนังตาก็ย่อนเสียแล้วกว่ายี่สิบนาที่ที่สริตาล้างจานพร้อมทั้งทำความสะอาดบ้านให้เส
บทที่ 5เวลาผ่านไปร่วมสัปดาห์สริตายังคงอยู่ที่บ้านพักบนเกาะของอัทธ์อย่างกระวนกระวนกระวายใจเหมือนทุกครั้ง ถึงแม้วันนี้ชายหนุ่มจะสั่งให้ลูกน้องเปิดประตูให้เธอออกมาเลิกเล่นรอบ ๆ ตัวบ้านก็ตาม แต่มองไปทางไหนก็ถูกล้อมรอบไปด้วยป่าทั้งนั้น กวาดสายตาพลางขบคิดเรื่องทางหนีแต่ทว่ามันแทบจะไม่มีที่ไปเลยถ้ามีก็คงต้องว่ายน้ำข้ามทะเลไป แต่ใครจะทำล่ะ“หาทางหนีอยู่หรือไง”เสียงเข้มดั่งขึ้นทำลายความเงียบและสมาธิของคนที่กำลังขบคิดอยู่ในภวังค์ของตนต้องสะดุ้งน้อง ๆ แม้ว่าไม่ได้หันหลังกลับไปมองเธอก็รู้ว่าใครแต่มันไม่ใช่ลูกน้องของอัทธ์หรอกต้องเป็นเขา“อะไรของคุณ ฉันไม่ได้หาทางหนีสักหน่อย” เธอตอบเสียงสูงพยายามกลบเกลื่อนสิ่งที่คิดอยู่ในตอนนี้“แน่ใจนะ” เขาเลิกคิ้วถามอย่างไม่เชื่อ“ไม่เชื่อใจกันเหรอคะ” เธอถามเขาเสียงเรียบมองดวงตาคู่คมที่จ้องอย่างไม่ลดละราวกับจะฆ่าเธอให้ตายเสียอย่างนั้น“ฉันไม่เชื่อเธอตั้งแต่วันนั้นแล้ว”“จะไม่ฟังนิลอธิบายจริง ๆ เหรอคะ”สริตาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนอ้อนวอนอยากจะอธิบายกับเขา ชายหน
บทที่ 4พื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติในต่างจังหวัด หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่กันด้วยความสงบสุขเพื่อนบ้านต่างพึ่งพาอาศัยเอื้อเฟื้อซึ่งกันเละกัน เช่นเดียวกับครอบครัวของสริตากับป้าข้างบ้านที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอสิริกรมารดาของสริตาที่ย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมลูกสาวตามความต้องการเพราะต้องการที่จะปกป้องครอบครัวจากคนใจร้ายพวกนั้น นางเลี้ยงหลานชายหน้าตาน่ารักที่เค้าโครงไม่เหมือนผู้เป็นแม้ จะมีคล้ายเพียงดวงตาเท่านั้น“ตานนท์แม่เราหายไปไหนเนี่ยไม่โทรกลับมาเลย”ผู้เป็นยายคุยกับหลานน้อยวัยน่ารักที่นั่งอยู่บนตักตรงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านในช่วงเวลาบ่ายแก่ ๆ ที่แดดไม่ร้อนและลมที่พัดผ่านกำลังสบายเจ้าหนูส่งยิ้มให้คนตรงหน้าทำเอาคนที่พบเห็นใคร ๆ ก็พากันเอ็นดูหนูน้อยอนล“มีอะไรหรือเปล่าครับป้าสิรี” ใครคนหนึ่งถามไถอย่างเป็นกันเองและเปิดประตูรั้วเล็กเข้ามาเหมือนคนที่คุ้นเคยมานาน“ไม่มีอะไรหรอกแค่ยัยนิลไม่โทรกลับมาบ้าน”“นิลคงงานยุ่งมั้งครับป้า”“นั่นสิเจตน์ ถ้าจัดการงานเสร็จคงกลับมาแหละ” นางว่าอย่างปลง ๆ เพราะคุ้นชินเสียแล้วว่าห
บทที่ 3เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่จากการที่เธอนั่งนิ่งหลับคิดทบทวนและหาทางออกจากที่นี่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพราะรู้สึกหิวขึ้นมา เพราะเธอยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น จนตอนนี้ก็ไม่ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ว แต่อยู่ ๆ สายตาเธอเริ่มปรับให้คุ้นชินกับความมืดพอจะเห็นสภาพแววล้อมภานในห้องราง ๆ เท่านั้นทว่าดวงตาหวานที่ซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ เมื่อมองไปยังประตูห้องที่อยู่เยื้องกับเตียงที่เธอนั่งอยู่และพยายามแกะเชื่อกที่ผูกข้อมือเอาไว้ สายตาเธอจับจ้องประตูบานนั้นอย่างไม่วางตาเพราะเหมือนคนข้างนอกจะมีการไขกุญแจเพื่อที่จะเข้ามาภายในเสียอย่างนั้น“สวัสดีครับนายหัว”อยู่เสียงหน้าประตูก็เงียบลงและถูกแทนที่ด้วยเสียงบทสนทนาของใครก็ไม่อาจรู้ได้“จะทำอะไร”“ผมจะเอาข้าวเช้าไปให้คนที่จับมาน่ะครับ”“ไม่ต้องเอามานี่แล้วไปพักซะ แล้วอย่าให้ใครมายุ่งวุ่นวายแถมนี้”หญิงสาวพยายามเอียงหูฟังได้ยินคนที่ลูกน้องเรียกว่านายหัวสั่งการก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ครู่หนึ่งประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งของใครบางคน ทว่
บทที่ 2“เฮ้ย อัทธ์ทำไมวันนี้มึงดูเครียดจังวะ”น้ำเสียงอันคุ้นเคยที่ไม่บอกก็รู้ว่าใครทำเอาคนที่นั่งดื่มเหล้าท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มภายในร้านต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทของตนโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว“มึงมาช้าชิบหายเลยว่ะ” เทวาเพื่อนอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับอัทธ์ตั้งแต่แรกระหว่างรอเจ้าของร้านผู้ที่เข้ามาใหม่“โทษทีลงมาช้าบัญชีที่ร้านมีปัญหานิดหน่อย”ธันว์บอกแล้วหย่อยกายนั่งที่โซฟาพร้อมทั้งหันไปบอกพนักงานชงเครื่องดื่มได้เลย แล้วหันไปคุยกับคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าเขา “ว่าแต่มึงเป็นอะไรกินเอากินเอา กลุ้มใจอะไรหรือเปล่าวะ” ธันว์เพื่อนสนิทซึ่งเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ถามอีกครั้งเพราะทาท่างของชายหนุ่มดูเคร่งเครียดผิดหูผิดตา มันยิ่งหน้านิ่งอยู่แล้ว พอมาอารมณ์นี้ยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมอีก“มึงอย่าไปถามมันเลย ตั้งแต่มานั่งกูถามจนไม่รู้จะถามยังไงล่ะ” เทวาบอกอย่างปลง ๆเทวากระดกเครื่องดื่มที่พนักงานส่งให้เสื่อครู่ไปเล็กน้อย ใบหน้าคมของเขาขมวดคิ้วราวกับนิดเรื่องอะไรบางอย่างได้ขึ้นมาก่อนถามขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังก้อง “ได้ข่า