ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ซุนชิงไต้ก็ตรวจผู้ป่วยตนครบทุกคนแล้วดวงตาโตของนางจ้องมองไปที่หลี่หลงหลิน “น่องไก่ที่พวกเราตกลงกันไว้ล่ะ?”หลี่หลงหลินตกใจ แล้วมองไปที่ความยุ่งเหยิงบนโต๊ะ “นี่เจ้ายังกินได้อีกหรือ?”ซุนชิงไต้เม้มปาก แล้วทำแก้มป่อง “ข้าเอกลับไปกินตอนดึกไม่ได้หรือ?”หลี่หลงหลินพูดไม่ออกความจุอาหารของสตรีผู้นี้ดีกว่าทักษะทางการแพทย์เสียอีก!หลี่หลงหลินได้แต่สั่งให้คนไปเอาน่องไก่สองชิ้นมาให้ชุนชิงไต้ซุนชิงไต้ใส่น่องไก่เข้าไปในอกเสื้อของนางแล้วจากไปอย่างมีความสุข คิดจะซ่อนตัวแทะมันใต้ผ้าห่มซูเฟิ่งหลิงเหนื่อยมาทั้งวัน จึงไม่คิดจะกลับไปที่จวนตระกูลซู แต่อยู่ที่เขาทิศประจิมถึงยังไงที่เขาทิศประจิมก็มีห้องว่างมากมาย หากไม่เข้าไปอยู่เลย ก็อาจจะเสียเปล่านางหาว “ข้าจะไปนอนแล้ว”“ช้าก่อน”หลี่หลงหลินหยุดซูเฟิ่งหลิงเอาไว้ “สะใภ้สามอายุเท่าไหร่กันแน่?”ซูเฟิ่งหลิงกลอกตามอง “เจ้าคิดอะไร? ไม่รู้หรือว่าอายุของเด็กสาวเป็นความลับ ห้ามถามสุ่มสี่สุ่มห้า ยังไงก็เถอะ อายุของพี่สะใภ้สามก็พอๆ กับข้านั่นแหละ...”หลี่หลงหลินถามแปลกๆ “แล้วนางกับพี่สามตระกูลซูรู้จักกันได้อย่างไร?”ซูเฟิ่งหลิงก็
“พวกขุนนางก็มีปากเสียงทะเลาะกันทุกวันในท้องพระโรง!”“ไหนจะวังหลัง ลูกชายของฉินกุ้ยเฟยตาย นางก็เอาแต่อยากตายทั้งวัน ตอนนี้ก็ป่วยหนักไม่ดีขึ้น!”“จะให้ข้ากินลงได้อย่างไร?”“มีแค่เจ้าเก้าเท่านั้น ที่ทำให้ข้าสบายใจได้บ้าง!”เมื่อฮ่องเต้หวู่นึกถึงหลี่หลงหลิน คิ้วที่ขมวดก็เลิกขึ้นอีกครั้ง แล้วถามว่า “ช่วงนี้มีข่าวอะไรจากเจ้าเก้าบ้างหรือไม่?”เว่ยซวินกระซิบว่า “องค์ชายเก้าสร้างเรื่องใหญ่อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”ฮ่องเต้หวู่เลิกคิ้ว สนใจขึ้นมา “เรื่องใหญ่? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเว่ยซวินพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “องค์ชายเก้ากำลังวัดที่ดินและจัดสรรที่ดินหนึ่งหมื่นไร่ให้กับผู้ลี้ภัยเพื่อทำการเกษตร ได้ยินว่ายังไม่ต้องเสียค่าเช่า! ขุนนางไม่พอใจมาก ต่างก็คิดว่าการทำเช่นนี้ขององค์ชายเก้านั้นไม่เหมาะสม แต่ก็ยังหาจุดบกพร่องไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”เมื่อฮ่องเต้หวู่ได้ยินดังนั้น เขาก็ถูมือแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “สมกับเป็นเจ้าเก้า แบ่งเบาความกังวลของข้าได้ทุกเวลาจริงๆ! เดิมทีข้ายังกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของพวกลี้ภัยนอกเมือง แต่เจ้าเก้าก็แบ่งที่นาให้พวกเขาทำกิน!”“วิธีนี้ ผู้ลี้ภัยไม่เพียงแต่จะมีที่ดินให้เพาะปลูกเท่านั้
วันรุ่งขึ้นหลี่หลงหลินยืนอยู่พิงราวบันได แล้วมองไปที่เขาทิศประจิม มองดูผู้คนที่พลุกพล่าน จากนั้นก็ทอดถอนใจ “มันช่างน่าเบื่อจริงๆ”ซุนชิงไต้กำลังเคี้ยวน่องไก่อยู่ข้างๆ แล้วทอดถอนใจเช่นเดียวกัน “ช่างน่าเบื่อจริงๆ”หลี่หลงหลินพูดไม่ออกในฐานะหมอประจำโรงเรียนคนเดียวของเขาทิศประจิม เดิมทีควรจะยุ่งจนไม่มีเวลาแต่เพราะทักษะการรักษาของนางมันสูงมากเพียงหนึ่งชั่วยามสั้นๆ อาการป่วยที่สะสมมาหลายเดือนก็หายดีหมดแล้วหากนางไม่เบื่อแล้วจะมีใครเบื่อ?หลี่หลงหลินเอ่ยแนะนำ “สะใภ้สาม ทักษะทางการแพทย์ของเจ้านั้นล้ำเลิศมาก เคยคิดหรือไม่ว่าจะรับคนไว้สอนทักษะทางการแพทย์ให้พวกนางโดยเฉพาะ?”ซุนชิงไต้ตอบง่ายๆ ว่า “ไม่”หลี่หลงหลินขมวดคิ้ว “ทำไม?”ซุนชิงไต้ตอบว่า “น่าเบื่อ”หลี่หลงหลินก็ใช้ของหลอกล่อ “ข้าเพิ่มน่องไก่ให้เจ้าดีหรือไม่”ซุนชิงไต้ยิ้มหวานราวดอกไม้ พยักหน้าตอบว่า “ได้”หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน หลี่หลงหลินก็รู้นิสัยของซุนชิงไต้ชัดเจนดีแล้วยกเว้นเรื่องการกิน การประเมินเรื่องราวต่างๆ ของนางจะมีเพียงคำว่าน่าเบื่อเท่านั้นแม้แต่การรักษาผู้ป่วย สำหรับซุนชิงไต้แล้ว ก็เป็นเพียงวิธีการหาเ
แต่เขาพยายามอย่างสุดความสามารถ นับว่าเป็นฮ่องเต้ที่ดีคนหนึ่งถ้าฮ่องเต้หวู่เป็นอะไรจริงๆ อย่างเช่นอยู่ๆ ก็เกิดป่วยขึ้นมา เช่นนั้นต้าเซี่ยก็อาจจะพังพินาศเป็นเสี่ยงๆ เกิดสงครามไปทั่วทุกที่ แม้แต่แผ่นดินก็จะหายไปสามารถกล่าวได้เลยว่าชะตาชีวิตของราษฎรทั้งหมดในต้าเซี่ย ล้วนถูกกำหนดโดยฮ่องเต้หวู่หลี่หลงหลินจึงพูดอย่างตรงไปตรงมากับซุนชิงไต้ “สะใภ้สาม ตามข้าเข้าไปวังไปรักษาอาการประชวรของเสร็จพ่อเถอะ”ซุนชิงไต้ตอบกลับสั้นๆ ได้ใจความ “ไม่ไป น่าเบื่อ”หลี่หลงหลินใช้ไม้ตาย “ในวังมีของกินมากมาย ถ้าเจ้าตกลงเข้าวัง ข้าจะให้ห้องเครื่องทำของอร่อยให้เจ้ากิน”ซุนชิงไต้น้ำลายไหล รีบพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะรออะไรอีกล่ะ ยังไม่รีบไปอีก?”เว่ยซวินมีสีหน้าประหลาดใจ มองไปที่หลี่หลงหลินแล้วกล่าวว่า “องค์ชายเก้า เด็กผู้นี้คือใคร? ทำไมเจ้าไม่ไปหาหมอเทวดาซุน มาพูดไร้สาระอะไรกับนาง?”หลี่หลงหลินทอดถอนใจกล่าวว่า “เว่ยกงกง นางนี่แหละคือสะใภ้สามของข้าซุนชิงไต้หมอเทวดาที่ว่า...”เว่ยซวินตกใจมาก สายตาจ้องมองไปที่ซุนชิงไต้อยู่ครึ่งวัน “แต่ว่าไม่ว่าจะมองอย่างไรนางก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง...”หลี่หลงหลินขี้เกีย
ตำหนักจิ่นซิ่วฉินกุ้ยเฟยนอนอยู่บนเตียงที่ปิดด้วยม่านหลายชั้น ดวงตาตาของนางปิดสนิท และใบหน้าของนางก็เหมือนกระดาษทองคำองค์ชายสี่ หลี่จือดูแลนางอย่างดี เช็ดหน้าผากของฉินกุ้ยเฟยอย่างอ่อนโยนฮ่องเต้หวู่นั่งข้างๆ ใบหน้าถมึงทึง จ้องมองหมอหลวงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา “อาการของฉินกุ้ยเฟยเป็นอย่างไรบ้าง?”หมอหลวงก้มศีรษะลง “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ฉินกุ้ยเฟยยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ฮ่องเต้หวู่โกรธเคืองมาก จึงด่าว่า “ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ! แม้แต่อาการป่วยเล็กน้อยเช่นนี้ก็รักษาไม่ได้ ข้าจะเก็บพวกเจ้าเอาไว้แล้วมีประโยชน์อะไร!”พวกหมอหลวงตัวสั่นไม่กล้าพูดอะไรฮ่องเต้หวู่หงุดหงิดมาก เดินไปมาและถามขันทีที่อยู่ข้างๆ เขาว่า “เว่ยซวินหายไปนานแล้ว ทำไมหมอเทวดาซุนยังไม่มาอีก?”หลี่จือพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เสด็จพ่อ ข้าได้ยินมาว่าหมอเทวดาซุนมีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมมีจิตใจเมตตาของพระโพธิสัตว์ ไม่มีทางไม่ช่วยคนที่กำลังจะตาย! ข้าเกรงว่า...เจ้าเก้ากำลังสร้างปัญหาอยู่...”ใบหน้าของฮ่องเต้หวู่มืดลง แล้วพูดด้วยความโกรธ “เจ้าสี่ พอได้แล้ว! ทำไมเจ้าไม่รู้จั
ข้าผู้เป็นถึงขันทีเก้าพันปี ผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนัก เล่นงานเหล่าขุนนางและขุนศึกได้ดั่งใจ จะมาถูกหลอกจากการที่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเล่นแผลงๆ ได้อย่างไร? และยังอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้หวู่อีก เสียหน้ายิ่งนัก! เว่ยซวินจ้องมองหลี่หลงหลินอย่างโกรธเคือง "องค์ชายเก้า ทำไมท่านไม่บอกข้าแต่แรก..." หลี่หลงหลินยักไหล่ "ข้าก็นึกว่าเว่ยกงกงแกล้งกันเล่นๆ กับพี่สะใภ้สามอยู่! ไม่คิดว่าท่านจะเชื่อจริงๆ" เว่ยซวินโกรธจนหน้ามืดตามัวแทบจะเป็นลมล้มพับไป แต่ซุนชิงไต้กลับหัวเราะคิกคัก และรู้สึกว่ามันสนุกดี ฮ่องเต้หวู่มองหญิงสาวหน้าหวาน ด้วยใบหน้าขมวดคิ้วแล้วมองไปที่หลี่หลงหลิน "เจ้าเก้า นางคือซุนชิงไต้พี่สะใภ้สามของเจ้าหรือ?" หลี่หลงหลินพยักหน้า "พ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้หวู่ถามต่อ "ฝีมือด้านการแพทย์ของนางเป็นอย่างไร?" หลี่หลงหลินตอบอย่างไม่ลังเล "ฝีมือลึกล้ำดุจเทพเซียน!" ในใจแอบบ่นว่า ฝีมือการกินก็สุดยอดไม่แพ้กัน! ฮ่องเต้หวู่ยังคงเชื่อมั่นในหลี่หลงหลินมาก เขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "ดี! งั้นก็ขอให้หมอเทวดาซุนรักษาฉินกุ้ยเฟยเถอะ!" ถึงแม้ว่าซุนชิงไต้จะดูร่าเริงเหมือนเด็กๆ แต่จริงๆ แล้วนางมีหัวใจของหมอ
หลี่จือดีใจมาก "เจ้าเก้า นี่เจ้าพูดเองนะ! ถ้านางรักษาเสด็จแม่ข้าไม่ได้ หมอเทวดาคนนี้ก็เป็นตัวปลอม ถือว่าเจ้าทำความผิดฐานหลอกลวงฝ่าบาท ต้องถูกจับเข้าคุกพร้อมกับนาง!" หลี่หลงหลินยิ้มเยาะ "ถ้ารักษาหายล่ะ?" หลี่จือตอบอย่างมั่นใจ "ก็ต้องได้รับความดีความชอบ มีรางวัลจากเสด็จพ่อ!" หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม รางวัลจากเสด็จพ่อ ก็เป็นวิธีเดิมๆ ไม่ใช่หรือ? ไม่ให้เงิน ไม่ให้ตำแหน่ง สุดท้ายก็ได้แค่คำชม? แล้วหลี่จือนี่ ทำไมถึงได้ฉลาดขึ้น ไม่ใจร้อนพนันกับข้าแล้วหรือ? ฉินกุ้ยเฟยนี่ สุดยอดจริงๆ สอนลูกชายได้ดีจริงๆ! ฮ่องเต้หวู่ร้อนใจ แทบจะรอไม่ไหวแล้ว "เจ้าสี่พูดถูก ตราบใดที่รักษาฉินกุ้ยเฟยได้ เจ้าอยากได้รางวัลอะไร เราจะให้ทั้งหมด!" เมื่อซุนชิงไต้ได้ยิน ก็เหมือนถูกฉีดยาชูกำลัง ดวงตาเป็นประกาย มีกำลังใจเต็มเปี่ยม! ไม่ว่ารางวัลอะไร ฝ่าบาทก็จะให้หรือ? งั้นก็เท่ากับว่าอยากได้น่องไก่กี่น่องก็ได้ใช่หรือไม่? ทันที ซุนชิงไต้ก็เดินไปที่เตียงอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นยื่นมือเล็กๆ ออกมาจับชีพจรของฉินกุ้ยเฟย เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า สีหน้าของซุนชิงไต้ก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ ฮ่องเต้หวู่ถ
หลี่หลงหลินรีบดึงซุนชิงไต้ไปด้านข้างแล้วกระซิบถามว่า "ท่านแน่ใจนะว่าฉินกุ้ยเฟยแกล้งป่วย?" ซุนชิงไต้แค่นเสียงเย็นชาและพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ไร้สาระ! ข้าเป็นถึงหมอ ยังจะดูไม่ออกอีกหรือว่านางป่วยจริงหรือไม่? แต่ว่าข้าจะต้องจัดยาอะไร ถึงจะรักษาคนแกล้งป่วยได้หรือ?" หลี่หลงหลินเผยรอยยิ้มและพูดว่า "ง่ายมาก! ยาอะไรที่ขม กินแล้วคลื่นไส้ ท่านก็จัดยาตัวนั้นไปเลย!" ซุนชิงไต้ชอบเล่นแผลง ๆ พอได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความหมายของหลี่หลงหลินทันที ดวงตากลมโตเป็นประกาย "องค์ชายเก้า ท่านช่างฉลาดจริง ๆ! เอาล่ะ ตกลงตามนี้!" ฟึบฟึบฟึบ... ซุนชิงไต้นั่งลงที่โต๊ะ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข แล้วเขียนใบสั่งยาลงบนกระดาษ หลี่หลงหลินหยิบใบสั่งยามาดู เห็นตัวหนังสือหวัด ๆ จนอ่านไม่ออก จึงยื่นให้หมอหลวงที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ "เอาไป ต้มยาตามใบสั่งนี้!" หมอหลวงก้มลงดูใบสั่งยา สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที หนวดเคราสีขาวสั่นระริก "องค์ชาย ใบสั่งยานี้...เขียนผิดหรือเปล่า?" หลี่หลงหลินเลิกคิ้วขึ้น "ผิดตรงไหน?" หมอหลวงกระซิบว่า "หวงเหลียน ขู่เฉิน หลงตันเฉ่า หม่าเฉียนจื่อ... พวกนี้ล้วนเป็นยาที่มีรสขมมาก!" หลี่
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั
ตกลงข้ายังไม่ตื่น หรือท่านยังไม่ตื่นกันแน่?ซูเฟิ่งหลิงยังอยากถามอีกสองประโยค กลับถูกลั่วอวี้จู๋ห้ามไว้ “น้องหญิงเล็ก ในเมื่อองค์ชายรับปากฝ่าบาทไปแล้ว ต่อให้พูดต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้! พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันคิดหาหนทางหาเงิน”“ความสามารถในการหาเงินขององค์ชาย ต่อให้กวนจื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถเทียบได้”ซูเฟิ่งหลิงชมชอบรำกระบี่แทงทวน ใส่ใจเพียงการฝึกทหารทำสงคราม ไม่รู้ราคาข้าวของลั่วอวี้จู๋กลับต่างออกไป เชี่ยวชาญทำการค้า จัดการกิจการของสกุลซูและภูเขาทิศประจิมทอผ้า ทำน้ำตาลทรายขาว บ่มสุรา หลอมเหล็ก...ยังมีโรงเรียนทหารซีซานกิจการเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีเงินเข้ามหาศาลดุจต้นไม้เขย่าเงินขอเพียงผ่านไปสักระยะหนึ่ง จัดการดีๆ ทำให้ชื่อเสียงของภูเขาทิศประจิมโด่งดัง หลี่หลงหลินลงแรงเพียงคนเดียว รับภาระค่าใช้จ่ายของราชสำนัก นี่กลับไม่ใช่ความฝันแน่นอน นี่ต้องใช้เวลาลั่วอวี้จู๋มองทางหลี่หลงหลิน พูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฝ่าบาทให้เวลามากน้อยเพียงใด? หนึ่งปี? หรือสองปีเพคะ”หลี่หลงหลินเอ่ยปากเสียงเรียบ “ข้าต้องการเจ็ดวัน เสด็จพ่อกลับมอบให้สิบห้าวัน”สตรีทั้งหมดลืมตา
เพียงเว่ยซวินได้ยินก็ตกตะลึงพรึงเพริดมิน่าเล่าฮ่องเต้หวู่จึงผิดแปลกไป ถึงขั้นรับปากหลี่หลงหลินยกเว้นเรียกเก็บภาษีราษฎรสามปีทำเช่นนี้ ย่อมสามารถปลอบโยนราษฎร ทำให้ราษฎรได้พักและใช้ชีวิตอย่างสงบได้ทว่า เส้นทางการเงินของราชสำนัก ชนิดที่ว่าเบี้ยหวัดของขุนนางล้วนไม่สามารถจ่ายได้ นี่จะดีได้อย่างไร?จนกระทั่งตอนนี้เว่ยซวินถึงเข้าใจหลี่หลงหลินและฮ่องเต้หวู่ทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ ใช้รากฐานมั่นคงที่สำนักปราชญ์สั่งสมมานานนับพันปีมาชดเชยคลังหลวงที่ว่างเปล่า!เงินของสำนักปราชญ์ไม่น้อยจริงๆทว่าเงินเหล่านี้ พวกเขากลืนเข้าไปนั้นง่าย จะให้คายออกมากลับพูดง่ายแต่ทำยากยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนนี่ยากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่นวดหว่างคิ้ว “เราย่อมรู้ว่าเรื่องนี้ยากมาก! แต่เชื่อว่าเจ้าเก้าจะต้องมีวิธีแน่! สรุปว่าเจ้าให้องครักษ์เสื้อแพรคอยให้ความร่วมมือเจ้าเก้าเถอะ ไม่ว่าใช้วิธีการเช่นไร ก็ต้องง้างปากบัณฑิตชั่วเหล่านั้น ทำให้พวกเขาคายเงินออกมาให้ได้”เว่ยซวินโค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”.....จวนสกุลซูเพียงหลี่หลงหลินกลับมาก็ถูกซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ หลิ่ว
เว่ยซวินเห็นทั้งสองคนทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา แยกไม่ออกว่าใครแพ้ใครชนะ จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เดิมทีกระหม่อมก็ไม่ควรสอดปาก! แต่ทะเลาะกันต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้! มิสู้ถอยกันคนละก้าว...”หลี่หลงหลินกลับมีความสุขมาก “เสด็จพ่อ ท่านเสนอเงื่อนไขเถอะ!”ฮ่องเต้หวู่เผยสีหน้าขมปร่า “เรากลับอยากบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้น แต่เอือมระอาในมือไม่มีเงิน!”หลี่หลงหลินครุ่นคิด พูดว่า “เจ็ดวัน! ลูกจะหาทางแก้เอง!”สีหน้าฮ่องเต้หวู่ดีใจมาก ถูฝ่ามือพลางพูดยิ้มๆ “ได้! เจ้าเก้า ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! ขอเพียงเจ้าหาเงินออกมาได้ก่อนเทศกาลโคมไฟ ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า พูดว่า “เสด็จพ่อ พวกเราตกลงกันตามนี้แล้ว! ฟ้ามืดแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ลูกขอทูลลา!”ฮ่องเต้หวู่เห็นหลี่หลงหลินกล่าวคำลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “เจ้าเก้า ช่างเป็นเด็กดีโดยแท้!”เว่ยซวินขมวดคิ้ว เอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาท หากยกเว้นภาษี ราชสำนักก็จะถูกตัดเส้นทางทางการเงินนะพ่ะย่ะค่ะ! ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงครึ่งเดือน องค์ชายจะมีวิธีเติมเต็มช่องโหว่มหาศาลนี้หรือ?”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ก้าวเท้าเนิบๆ
คำพูดครึ่งแรกของหลี่หลงหลิน ฮ่องเต้หวู่ฟังแล้วก็เบิกบานใจ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย แม้พระองค์จะทรงมีอายุเกินห้าสิบแล้ว ร่างกายก็ร่วงโรยลงทุกวัน มีโอรสเพียงเก้าคน ไม่สามารถให้กำเนิดคนที่สิบได้ แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังหนุ่มแน่น! บุรุษจนวันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ฮ่องเต้หวู่ก็เช่นกัน! จนถึงบัดนี้ ฮ่องเต้หวู่ยังคงฝันหวานอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองนำทัพสามเหล่าทัพ ออกรบด้วยตนเอง โบกมือเพียงครั้งเดียว หมานอี๋ก็มลายหายไป อันที่จริง ฮ่องเต้หวู่ไม่คิดจะสละราชสมบัติเลย ใครเล่าไม่อยากเป็นจักรพรรดิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิเช่นฮ่องเต้หวู่ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมาหลายสิบปี แต่กลับต้องคอยประนีประนอม ถูกเหล่าขุนนางควบคุม บัดนี้ พระองค์ทรงกุมอำนาจไว้ในมือ ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจแล้ว สละราชสมบัติ? ฮ่องเต้หวู่ไม่ยอม! จนกระทั่งฮ่องเต้หวู่ได้ยินสองคำสุดท้าย ก็ขมวดคิ้ว และถามด้วยความประหลาดใจ “นอนพัก หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลงหลินตกใจจนเหงื่อแตก โชคดีที่ฮ่องเต้หวู่เป็นคนโบราณ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่านอนพัก มิฉะนั้น พระองค์คงจะจับเขาถลกหนังทั้งเป็นแน่ จักรพ