วิเคราะห์ตามเหตุผลทั่วไป?ฉินฮั่นหยางเผยสีหน้าดูแคลนในสายตาของเขา มีเพียงสำบัณฑิตเท่านั้นที่เป็นตัวแทนแห่งสัจธรรมสูงสุดของฟ้าดินส่วนเหตุผลอื่นๆล้วนเป็นความคิดนอกรีต ไร้ค่า!อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นต่างเห็นพ้องต้องกัน พยักหน้ารัวๆสำบัณฑิต ช่างไร้เหตุผลเสียจริง ในทางกลับกัน องค์รัชทายาททุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนสมเหตุสมผลอีกทั้งยังสามารถยกหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดงได้ไม่เหมือนสำบัณฑิต ที่เอาแต่ใช้ปากพล่ามไปเรื่อย ไม่มีหลักฐานสักชิ้นเมื่อฉินฮั่นหยางเห็นปฏิกิริยาของชาวบ้าน ก็ขมวดคิ้วแน่น ช่างเป็นพวกโง่เขลา!ถูกหลี่หลงหลินเล่นงานจนตกอยู่ในกำมือ!เดิมที เขายังหวังที่จะยุยงชาวบ้านให้ต่อต้านหลี่หลงหลิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนนี้จะล่มไม่เป็นท่าแน่นอน ฉินฮั่นหยางไม่สนใจในสายตาของเขา ชาวบ้านก็ไม่ต่างจากฝูงสุกร อยากหลอกก็หลอก อยากลวงก็ลวงพวกมวลชนไร้ระเบียบเช่นนี้ ไม่มีผู้นำ ก็ไม่มีทางก่อให้เกิดพายุใหญ่ได้สิ่งสำคัญอยู่ที่ฮ่องเต้ต่างหาก!ฉินฮั่นหยางไม่เคยคิดฝันมาก่อนเมื่อคืนในงานเลี้ยงชมดอกไม้ร้อยบุปผา ฮ่องเต้ได้มีพระราชโองการให้สอบสวนคดีทุจริตในการสอบคัด
วันหน้า พวกเขายังจะกุเรื่อง บิดเบือนความจริง และกล่าวร้ายเจ้า!จะส่งกองทัพเข้าปราบปรามหรือ?อย่าแม้แต่จะคิดแค่สวมหมวกทรราชให้เจ้า แม้แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังต้องถอยไปสามก้าวเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า เมื่อคนไร้ยางอายถึงที่สุด ก็ไร้เทียมทาน!หลี่หลงหลินถึงกับพูดไม่ออกทำไมสำนักปราชญ์ในโลกนี้ ถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้? หรือว่าสำนักปราชญ์ในประวัติศาสตร์ ก็เป็นแบบนี้?มิฉะนั้นแล้ว เหตุใดบัณฑิตถึงถูกด่าว่าเป็นบัณฑิตไร้ประโยชน์ลำดับเก้ากันเล่า?อ้อ ไม่สิ!ข้าก็เป็นเจ้าเก้าเหมือนกัน!“เหอะๆ”หลี่หลงหลินแสยะยิ้มเย็นที่มุมปาก “ฉินฮั่นหยาง เจ้าคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ?”ฉินฮั่นหยางนั่งขัดสมาธิบนพื้น หลุบตาลงต่ำเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “องค์รัชทายาท เจ้าจะทำอะไรก็เชิญ ต่อให้ต้องเผชิญคมดาบคมหอก ข้าก็ไม่มีวันขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียว!”หลี่หลงหลินหัวเราะออกมา “เผชิญคมดาบคมหอกงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! แบบนั้นไม่เท่ากับให้เจ้าได้ตายอย่างสบายไปหน่อยหรือ?”พูดจบหลี่หลงหลินไม่แม้แต่จะมองฉินฮั่นหยาง และเหล่าบัณฑิต แต่เดินไปหาชาวบ้าน พูดเสียงกังวาน “พ่อแม่พี่น้อง พวกท่านก็เห็นแล้ว
ไฟโทสะในใจของชาวบ้านปะทุขึ้นราวกับเพลิงลามทุ่ง แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วพวกเขากำหมัดแน่น จ้องมองไปที่ฉินฮั่นหยางและสิบบัณฑิตใหญ่ รวมถึงบัณฑิตจำนวนมาก! ซ่งชิงหลวนทุจริตในการสอบขุนนาง หลักฐานแน่นหนาไม่อาจปฏิเสธแต่ฉินฮั่นหยางยังคงพยายามอย่างหนัก เพื่อล้างความผิดให้เขา! แล้วบัณฑิตเหล่านี้ พวกเขาไม่รู้ความจริงเลยหรือ?เปล่า!พวกเขาฝ่าฟันศึกษามาเป็นสิบปี อ่านตำราปราชญ์บัณฑิตจนขึ้นใจ เอ่ยคำว่าคุณธรรมและความชอบธรรมอยู่เสมอ แล้วจะไม่เข้าใจเหตุผลเช่นนั้นหรือ?พูดตรงๆก็แค่พวกเดียวกันพวกที่รู้อยู่แก่ใจ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น!ซ่งชิงหลวนคนเดียว จะผูกขาดการสอบขุนนางได้อย่างไร? ทั้งสำนักปราชญ์ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ!บัณฑิตเหล่านี้ ไม่ว่าคนไหนก็ล้วนเปื้อนมลทินกันทั้งนั้น!พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด! “ลุยเลย!”“มาสั่งสอนพวกนักปราชญ์ขี้แพ้นี่กันให้เข็ดหลาบ!”“ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทไม่สะดวกลงมือ งั้นก็ให้พวกเราจัดการเอง!”“ใช่แล้ว พวกกระจอกที่ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ จะคิดล้มฟ้าล้มดินหรือ?” “ทุกคน ลุยเลย! ซัดให้หนัก!”ชาวบ้านยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล ตะโกนด่าทอใส่เห
แต่การมีพรสวรรค์ล้ำเลิศและความสามารถโดดเด่น เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะเป็นจักรพรรดิที่ดีได้หรือ?ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกสำหรับฮ่องเต้แล้ว ความสามารถไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกรอะไรคือกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกร?ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนฮ่องเต้ครองราชย์มาหลายปี สุดท้ายก็ได้ตระหนักถึงแก่นแท้ของมันแท้จริงแล้ว มีเพียงสองคำคือ ใจคน!ผู้ที่ครองใจประชาชนได้ ย่อมครองใต้หล้าได้พูดน่ะง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับยากเยี่ยงปีนขึ้นสวรรค์เห็นได้ชัดว่า หลี่หลงหลินมีพรสวรรค์พิเศษในเรื่องนี้ เขาเชี่ยวชาญจนถึงขั้นสูงสุด กุมจิตใจคนไว้ในฝ่ามือได้ ควบคุมเจตจำนงของประชาชนและกระแสความคิดเห็นได้อย่างใจนึกฮ่องเต้หวู่ต้องยอมรับกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกรของหลี่หลงหลิน เรียนรู้ได้โดยไม่มีผู้ชี้แนะ เป็นลูกศิษย์ที่เก่งกว่าครู ฝีมือเหนือกว่าตนไปแล้วในเวลานี้ความคิดเรื่องสละบัลลังก์เพื่อให้หลี่หลงหลินขึ้นครองราชย์แทน ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งในใจของฮ่องเต้หวู่เพียงชั่วพริบตา สถานการณ์ก็พลิกผันโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งระหว่างสำนักปราชญ์และชาวบ้าน กลายเป็นความรุนแรงอ
“นี่...”“ตามกฎแล้ว ควรมีการอภัยโทษทั่วหล้า”ฮ่องเต้พยักหน้าไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งรัชทายาทหรือฮองเฮา ล้วนเป็นเรื่องมงคลใหญ่หลวงการอภัยโทษทั่วแผ่นดินก็ไม่ใช่เรื่องแปลกปัญหาคือ ฮ่องเต้คิดจนหัวแทบแตกก็ไม่เข้าใจว่า เจ้าเก้าคิดจะทำอะไรกันแน่แต่ในเมื่อเขาตกลงเล่นละครร่วมกับหลี่หลงหลินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคิดมาก แค่ตามน้ำไปแล้วพูดต่อก็พอหลี่เทียนฉี่ก็งุนงงเช่นกันนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ทำไมหลี่หลงหลินถึงอยากประกาศอภัยโทษทั่วหล้า?หรือเขาเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี เลยเลือกที่จะยอมจำนน?นี่เป็นเรื่องดี!เสิ่นชิงโจวถูกขังอยู่ในคุกมาได้สักพักแล้ว ถ้ามีการประกาศอภัยโทษทั่วหล้า เขาจะไม่ได้รับอิสรภาพหรือ?รวมถึงเสด็จแม่ของเขา ฮองเฮาหลู่จะได้รับการปล่อยตัวจากตำหนักเย็น ฟื้นฟูอิสรภาพหรือไม่?ที่ผ่านมา หลี่เทียนฉี่เกลียดชังหลี่หลงหลินอย่างยิ่ง เขาเชื่อว่าหลี่หลงหลินไร้คุณธรรม ไม่คู่ควรกับตำแหน่งรัชทายาท และยิ่งไม่คู่ควรแก่การขึ้นครองบัลลังก์ ปกครองใต้หล้า!แต่ถ้าหลี่หลงหลินประกาศอภัยโทษทั่วหล้า หลี่เทียนฉี่คงจะเห็นด้วยอย่างแน่นอน“รัชทายาท”หลี่เทียนฉี่ตื่นเต้นมาก คำเรียกหลี่หลงหลิ
อย่างน้อยก็มอบแผ่นดินต้าเซี่ยอันบริสุทธิ์สะอาดให้แก่เจ้าเก้า เพื่อให้เขาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ จักรพรรดิพิโรธ โลหิตหลั่งไหลเป็นทาง ฮ่องเต้หวู่ตัดสินพระทัยแล้วว่าจะขจัดอุปสรรคทั้งปวงเพื่อหลี่หลงหลิน “เสด็จพ่อ” หลี่หลงหลินแย้มยิ้มเล็กน้อย “ลูกเองไม่มีความปรารถนาใด เพียงแต่อยากจะขอพรเพื่อปวงประชาในใต้หล้า” น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนแจ่มแจ้ง ราวกับดังก้องอยู่ในหูของทุกคน เหล่าประชาราษฎร์ต่างตกตะลึง ทุกคนต่างสงสัยใคร่รู้ องค์รัชทายาทจะขอพรให้ตัวเองก็แล้วไปเถิด เหตุใดยังจะขอพรเพื่อปวงประชาในใต้หล้าอีก? แล้วจะเลือกพรข้อใดกัน? ดวงตาคู่สวยของซูเฟิ่งหลิงจ้องมองไปยังร่างของหลี่หลงหลินอย่างไม่วางตา คนผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่? ฮ่องเต้หวู่พยักหน้า “องค์รัชทายาท เจ้าจงกล่าวมาเถิด! ปรารถนาสิ่งใด?” หลี่หลงหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวานดุจระฆังใบใหญ่ ดังก้องอยู่ในหูของทุกคน “ยามนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย! ภายนอกมีหมานอี๋จ้องรุกรานแผ่นดินต้าเซี่ยของเรา! ภายในมีขุนนางชั่วขูดรีด รังแกราษฎร” “ราษฎรทุกข์ยากแสนเข็ญ เพียงเพื่อจะมีชีวิตรอดก็ยากเย็นแสนสาหัส
ยกเว้นภาษีสามปี? เหล่าประชาราษฎร์ได้ยินความปรารถนาของหลี่หลงหลินแล้ว สมองก็อื้ออึง ช่วงเวลาที่ผ่านมา ด้วยความพยายามของหลี่หลงหลิน สถานการณ์ของต้าเซี่ยค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น ทางด้านเมืองซั่วเป่ย มีข่าวชัยชนะส่งมาอย่างต่อเนื่อง แผนการร้ายขององค์ชายสี่และชนเผ่าป่าเถื่อนทางตอนเหนือก็ถูกเปิดโปง ราษฎรต่างรู้สึกภาคภูมิใจ ได้ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่ปัญหาก็คือ ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นนั้นกินได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้! ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างต้าเซี่ยกับชนเผ่าป่าเถื่อนทางตอนเหนือ หรือความขัดแย้งในราชสำนัก การแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย เกี่ยวข้องอะไรกับราษฎร? อาจจะเกี่ยว แต่ก็ไม่มากนัก เพราะว่า ราษฎรไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากเรื่องเหล่านี้เลย ยังคงต้องดิ้นรนทำงานหนักเพื่อปากท้อง แต่การยกเว้นภาษีสามปีนั้นแตกต่างออกไป! ต้องรู้ว่า ภาษีในสมัยโบราณนั้นสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต้าเซี่ยซึ่งเป็นยุคปลายราชวงศ์ ขุนนางกังฉินเปรียบเสมือนปลวกที่กัดกินประเทศชาติจนย่อยยับ ทุกหย่อมหญ้ามีแต่ความเสียหาย งบประมาณขาดดุล ท้องพระคลังหลวงว่างเปล่า ราชสำนักไม่มีเงิน
ฉินฮั่นหยางในฐานะบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีความรู้ลึกซึ้ง วาทศิลป์เฉียบคม ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่หลงหลิน ฉินฮั่นหยางกลับกลายเป็นเหมือนเด็กสามขวบ ถูกเย้ยหยันจนไม่เหลือชิ้นดี! ในสมองของหลี่เทียนฉี่ ปรากฏภาพงานเลี้ยงชมดอกไม้ร้อยบุปผาขึ้นมา ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกของฉินฮั่นหยางอย่างถ่องแท้ แต่ว่า หลี่เทียนฉี่ไม่กังวลแม้แต่น้อย มุมปากยังปรากฏรอยยิ้ม หลี่หลงหลินต้องการยกเว้นภาษีสามปี? ฝันไปเถอะ! เสด็จพ่อไม่มีทางตอบตกลงแน่นอน! ไม่มีใครรู้จักบิดาดีเท่าบุตร คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้หวู่เป็นคนเช่นไร ไม่เข้าใจอุปนิสัยของเขา แต่หลี่เทียนฉี่เป็นใคร? เขาเคยเป็นองค์รัชทายาท เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ต้าเซี่ย ปัจจุบันของหลี่หลงหลิน ก็คืออดีตของหลี่เทียนฉี่ ในยามที่หลี่เทียนฉี่เป็นที่โปรดปราน ฮ่องเต้หวู่ไม่เคยปิดบังสิ่งใดกับเขา ดังนั้น หลี่เทียนฉี่จึงเข้าใจนิสัยของฮ่องเต้หวู่เป็นอย่างดี หากจะให้บรรยายด้วยสองคำคือ – ขี้เหนียว ในเรื่องอื่น ๆ ฮ่องเต้หวู่อาจจะยังปิดบังอำพราง แสร้งทำเป็นลึกลับ ยากที่จะมองเห็นจิตใจที่แท้จริง แต่เมื่อใดที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง ฮ่องเต้หวู่จะไม่เสแสร้ง
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั
ตกลงข้ายังไม่ตื่น หรือท่านยังไม่ตื่นกันแน่?ซูเฟิ่งหลิงยังอยากถามอีกสองประโยค กลับถูกลั่วอวี้จู๋ห้ามไว้ “น้องหญิงเล็ก ในเมื่อองค์ชายรับปากฝ่าบาทไปแล้ว ต่อให้พูดต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้! พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันคิดหาหนทางหาเงิน”“ความสามารถในการหาเงินขององค์ชาย ต่อให้กวนจื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถเทียบได้”ซูเฟิ่งหลิงชมชอบรำกระบี่แทงทวน ใส่ใจเพียงการฝึกทหารทำสงคราม ไม่รู้ราคาข้าวของลั่วอวี้จู๋กลับต่างออกไป เชี่ยวชาญทำการค้า จัดการกิจการของสกุลซูและภูเขาทิศประจิมทอผ้า ทำน้ำตาลทรายขาว บ่มสุรา หลอมเหล็ก...ยังมีโรงเรียนทหารซีซานกิจการเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีเงินเข้ามหาศาลดุจต้นไม้เขย่าเงินขอเพียงผ่านไปสักระยะหนึ่ง จัดการดีๆ ทำให้ชื่อเสียงของภูเขาทิศประจิมโด่งดัง หลี่หลงหลินลงแรงเพียงคนเดียว รับภาระค่าใช้จ่ายของราชสำนัก นี่กลับไม่ใช่ความฝันแน่นอน นี่ต้องใช้เวลาลั่วอวี้จู๋มองทางหลี่หลงหลิน พูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฝ่าบาทให้เวลามากน้อยเพียงใด? หนึ่งปี? หรือสองปีเพคะ”หลี่หลงหลินเอ่ยปากเสียงเรียบ “ข้าต้องการเจ็ดวัน เสด็จพ่อกลับมอบให้สิบห้าวัน”สตรีทั้งหมดลืมตา
เพียงเว่ยซวินได้ยินก็ตกตะลึงพรึงเพริดมิน่าเล่าฮ่องเต้หวู่จึงผิดแปลกไป ถึงขั้นรับปากหลี่หลงหลินยกเว้นเรียกเก็บภาษีราษฎรสามปีทำเช่นนี้ ย่อมสามารถปลอบโยนราษฎร ทำให้ราษฎรได้พักและใช้ชีวิตอย่างสงบได้ทว่า เส้นทางการเงินของราชสำนัก ชนิดที่ว่าเบี้ยหวัดของขุนนางล้วนไม่สามารถจ่ายได้ นี่จะดีได้อย่างไร?จนกระทั่งตอนนี้เว่ยซวินถึงเข้าใจหลี่หลงหลินและฮ่องเต้หวู่ทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ ใช้รากฐานมั่นคงที่สำนักปราชญ์สั่งสมมานานนับพันปีมาชดเชยคลังหลวงที่ว่างเปล่า!เงินของสำนักปราชญ์ไม่น้อยจริงๆทว่าเงินเหล่านี้ พวกเขากลืนเข้าไปนั้นง่าย จะให้คายออกมากลับพูดง่ายแต่ทำยากยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนนี่ยากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่นวดหว่างคิ้ว “เราย่อมรู้ว่าเรื่องนี้ยากมาก! แต่เชื่อว่าเจ้าเก้าจะต้องมีวิธีแน่! สรุปว่าเจ้าให้องครักษ์เสื้อแพรคอยให้ความร่วมมือเจ้าเก้าเถอะ ไม่ว่าใช้วิธีการเช่นไร ก็ต้องง้างปากบัณฑิตชั่วเหล่านั้น ทำให้พวกเขาคายเงินออกมาให้ได้”เว่ยซวินโค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”.....จวนสกุลซูเพียงหลี่หลงหลินกลับมาก็ถูกซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ หลิ่ว
เว่ยซวินเห็นทั้งสองคนทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา แยกไม่ออกว่าใครแพ้ใครชนะ จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เดิมทีกระหม่อมก็ไม่ควรสอดปาก! แต่ทะเลาะกันต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้! มิสู้ถอยกันคนละก้าว...”หลี่หลงหลินกลับมีความสุขมาก “เสด็จพ่อ ท่านเสนอเงื่อนไขเถอะ!”ฮ่องเต้หวู่เผยสีหน้าขมปร่า “เรากลับอยากบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้น แต่เอือมระอาในมือไม่มีเงิน!”หลี่หลงหลินครุ่นคิด พูดว่า “เจ็ดวัน! ลูกจะหาทางแก้เอง!”สีหน้าฮ่องเต้หวู่ดีใจมาก ถูฝ่ามือพลางพูดยิ้มๆ “ได้! เจ้าเก้า ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! ขอเพียงเจ้าหาเงินออกมาได้ก่อนเทศกาลโคมไฟ ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า พูดว่า “เสด็จพ่อ พวกเราตกลงกันตามนี้แล้ว! ฟ้ามืดแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ลูกขอทูลลา!”ฮ่องเต้หวู่เห็นหลี่หลงหลินกล่าวคำลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “เจ้าเก้า ช่างเป็นเด็กดีโดยแท้!”เว่ยซวินขมวดคิ้ว เอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาท หากยกเว้นภาษี ราชสำนักก็จะถูกตัดเส้นทางทางการเงินนะพ่ะย่ะค่ะ! ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงครึ่งเดือน องค์ชายจะมีวิธีเติมเต็มช่องโหว่มหาศาลนี้หรือ?”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ก้าวเท้าเนิบๆ
คำพูดครึ่งแรกของหลี่หลงหลิน ฮ่องเต้หวู่ฟังแล้วก็เบิกบานใจ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย แม้พระองค์จะทรงมีอายุเกินห้าสิบแล้ว ร่างกายก็ร่วงโรยลงทุกวัน มีโอรสเพียงเก้าคน ไม่สามารถให้กำเนิดคนที่สิบได้ แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังหนุ่มแน่น! บุรุษจนวันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ฮ่องเต้หวู่ก็เช่นกัน! จนถึงบัดนี้ ฮ่องเต้หวู่ยังคงฝันหวานอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองนำทัพสามเหล่าทัพ ออกรบด้วยตนเอง โบกมือเพียงครั้งเดียว หมานอี๋ก็มลายหายไป อันที่จริง ฮ่องเต้หวู่ไม่คิดจะสละราชสมบัติเลย ใครเล่าไม่อยากเป็นจักรพรรดิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิเช่นฮ่องเต้หวู่ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมาหลายสิบปี แต่กลับต้องคอยประนีประนอม ถูกเหล่าขุนนางควบคุม บัดนี้ พระองค์ทรงกุมอำนาจไว้ในมือ ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจแล้ว สละราชสมบัติ? ฮ่องเต้หวู่ไม่ยอม! จนกระทั่งฮ่องเต้หวู่ได้ยินสองคำสุดท้าย ก็ขมวดคิ้ว และถามด้วยความประหลาดใจ “นอนพัก หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลงหลินตกใจจนเหงื่อแตก โชคดีที่ฮ่องเต้หวู่เป็นคนโบราณ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่านอนพัก มิฉะนั้น พระองค์คงจะจับเขาถลกหนังทั้งเป็นแน่ จักรพ