ชายชราอายุมากแล้ว กระดูกเปราะบาง ทนการทรมานแบบนี้ไม่ไหว ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด และยังคงร้องขอความเมตตาไม่หยุดภาพนี้ ชาวบ้านที่มามุงดูก็ทนไม่ได้พวกบัณฑิตเหล่านี้ ช่างกดขี่ข่มเหงเกินไปแล้ว!ไม่มีเหตุผลสักนิด!!ตำราของนักปราชญ์ พวกเขาร่ำเรียนเข้าไปในท้องหมากันหมดหรือยังไง?แม้จะไม่พอใจก็เถอะแต่สำนักปราชญ์มีอำนาจมาก ชาวบ้านโกรธแต่ไม่กล้าพูด สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ายืนหยัดออกมาพูดแทนชายชรา บนหอสักการะฟ้า ซูเฟิ่งหลิงอยู่ข้างหลี่หลงหลิน เหมือนมดบนกระทะร้อน จิตใจร้อนรนทนไม่ไหวนานแล้วนางฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก มีจิตใจชอบช่วยเหลือผู้คน ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการถือกระบี่ท่องยุทธภพ เห็นความอยุติธรรมก็ชักกระบี่ช่วยเหลือในตอนนี้ซูเฟิ่งหลิงมองดูชายชราอายุเกินห้าสิบปี ถูกฉินฮั่นหยางรังแกจิตใจที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นของนาง ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!เพียงแต่...ฮ่องเต้ก็อยู่ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ก็อยู่ยังมีองครักษ์เสื้อแพร กองกำลังใหม่ของตระกูลซู...ในสถานการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ จะมีที่ไหนให้นางที่เป็นถึงพระชายารัชทายาทได้แสดงอำนาจ?ซูเฟิ่งหลิงได้แต่กัดฟัน อดทนแล้วอดทนอีก!
ชายชรารีบคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะ น้ำตาคลอเบ้าเอ่ยว่า “ข้าน้อยไม่เป็นไร ขอบพระทัยพระชายา! ท่านช่วยชีวิตข้าน้อยไว้! ท่านช่างเป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ! ใครกล้าพูดว่าท่านเป็นแม่เสือโคร่ง หรือเป็นราชสีห์เหอตง ข้าน้อยจะสู้กับเขาสุดชีวิต!”เขารู้สึกตื้นตันใจอย่างมากพระชายารัชทายาท!บุคคลที่สูงส่งเช่นนี้ กลับลงมือช่วยเหลือเขาด้วยตัวเองชายชราซาบซึ้งใจมากแปะ แปะ แปะ...ชาวบ้านที่มามุงดูเห็นฉากนี้ ต่างก็ปรบมือ“พระชายา สตรีผู้ไม่แพ้บุรุษ!”“ช่างเป็นวีรสตรีจริงๆ!”“พวกเราขอคารวะ!”ซูเฟิ่งหลิงหน้าแดงด้วยความเขินอายพูดตามตรงเมื่อครู่นางเพียงแค่ทำไปด้วยความหุนหันพลันแล่น โดยไม่ได้คิดอะไรมากเลยนี่คือความรู้สึกของการช่วยเหลือผู้คน เป็นที่เคารพของชาวบ้านหรือ? ช่างรู้สึกดีจริงๆ!ซูเฟิ่งหลิงยืดอก สองมือไขว้หลัง พยายามทำท่าทางที่เท่ที่สุด รับการคารวะจากผู้คน!ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด หรือรูปปั้น ก็ให้ทำตามลักษณะนี้ได้เลย!เมื่อฉินฮั่นหยางเห็นดังนั้น จมูกแทบเบี้ยว! เดิมทีแผนการของเขากำลังจะสำเร็จใครจะไปรู้ จู่ๆ ซูเฟิ่งหลิงก็โผล่มา แย่งแสงไปหมด!“พระชายา!”สีหน้าของฉินฮั่นหยางมืดครึ้ม
แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่รู้เลย!ฉินฮั่นหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆ เจ้ารับแล้ว! เช่นนั้นก็ดี ดีมาก...”หลี่หลงหลินยังมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “ข้าเป็นรัชทายาทแห่งต้าเซี่ย ไม่ช้าก็เร็วจะขึ้นครองราชย์ เป็นจักรพรรดิปกครองแผ่นดิน! เขาเป็นราษฎรของต้าเซี่ย แน่นอนว่าเป็นคนของข้า! ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ข้ายังจะถือว่าประชาชนทั่วหล้าเป็นเหมือนลูกของข้าด้วย!”“รวมถึงเจ้าด้วย!”“แต่ว่า คนอย่างเจ้าไม่กตัญญู เป็นลูกทรพี!”???ฉินฮั่นหยางราวกับถูกสาปเป็นหิน อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า หลี่หลงหลินจะพูดแบบนี้คำกล่าวที่ว่า จักรพรรดิเปรียบเสมือนพ่อ เป็นสิ่งที่สำนักปราชญ์ส่งเสริมมาตลอดแม้ว่าหลี่หลงหลินจะยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ แต่การที่เขาถือว่าประชาชนทั่วหล้าเป็นเหมือนลูกของตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและชื่นชมแต่เมื่อฉินฮั่นหยางได้ยินกลับรู้สึกขัดใจไม่น้อยข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว ยังถูกเด็กน้อยอย่างเจ้าเรียกว่าลูก แถมยังเป็นลูกทรพีอีก! มันช่างน่าอึดอัดเสียจริง!แต่ฉินฮั่นหยางก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ เพราะคำกล่าวที่ว่า จักรพรรดิเปร
วิเคราะห์ตามเหตุผลทั่วไป?ฉินฮั่นหยางเผยสีหน้าดูแคลนในสายตาของเขา มีเพียงสำบัณฑิตเท่านั้นที่เป็นตัวแทนแห่งสัจธรรมสูงสุดของฟ้าดินส่วนเหตุผลอื่นๆล้วนเป็นความคิดนอกรีต ไร้ค่า!อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นต่างเห็นพ้องต้องกัน พยักหน้ารัวๆสำบัณฑิต ช่างไร้เหตุผลเสียจริง ในทางกลับกัน องค์รัชทายาททุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนสมเหตุสมผลอีกทั้งยังสามารถยกหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดงได้ไม่เหมือนสำบัณฑิต ที่เอาแต่ใช้ปากพล่ามไปเรื่อย ไม่มีหลักฐานสักชิ้นเมื่อฉินฮั่นหยางเห็นปฏิกิริยาของชาวบ้าน ก็ขมวดคิ้วแน่น ช่างเป็นพวกโง่เขลา!ถูกหลี่หลงหลินเล่นงานจนตกอยู่ในกำมือ!เดิมที เขายังหวังที่จะยุยงชาวบ้านให้ต่อต้านหลี่หลงหลิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนนี้จะล่มไม่เป็นท่าแน่นอน ฉินฮั่นหยางไม่สนใจในสายตาของเขา ชาวบ้านก็ไม่ต่างจากฝูงสุกร อยากหลอกก็หลอก อยากลวงก็ลวงพวกมวลชนไร้ระเบียบเช่นนี้ ไม่มีผู้นำ ก็ไม่มีทางก่อให้เกิดพายุใหญ่ได้สิ่งสำคัญอยู่ที่ฮ่องเต้ต่างหาก!ฉินฮั่นหยางไม่เคยคิดฝันมาก่อนเมื่อคืนในงานเลี้ยงชมดอกไม้ร้อยบุปผา ฮ่องเต้ได้มีพระราชโองการให้สอบสวนคดีทุจริตในการสอบคัด
วันหน้า พวกเขายังจะกุเรื่อง บิดเบือนความจริง และกล่าวร้ายเจ้า!จะส่งกองทัพเข้าปราบปรามหรือ?อย่าแม้แต่จะคิดแค่สวมหมวกทรราชให้เจ้า แม้แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังต้องถอยไปสามก้าวเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า เมื่อคนไร้ยางอายถึงที่สุด ก็ไร้เทียมทาน!หลี่หลงหลินถึงกับพูดไม่ออกทำไมสำนักปราชญ์ในโลกนี้ ถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้? หรือว่าสำนักปราชญ์ในประวัติศาสตร์ ก็เป็นแบบนี้?มิฉะนั้นแล้ว เหตุใดบัณฑิตถึงถูกด่าว่าเป็นบัณฑิตไร้ประโยชน์ลำดับเก้ากันเล่า?อ้อ ไม่สิ!ข้าก็เป็นเจ้าเก้าเหมือนกัน!“เหอะๆ”หลี่หลงหลินแสยะยิ้มเย็นที่มุมปาก “ฉินฮั่นหยาง เจ้าคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ?”ฉินฮั่นหยางนั่งขัดสมาธิบนพื้น หลุบตาลงต่ำเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “องค์รัชทายาท เจ้าจะทำอะไรก็เชิญ ต่อให้ต้องเผชิญคมดาบคมหอก ข้าก็ไม่มีวันขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียว!”หลี่หลงหลินหัวเราะออกมา “เผชิญคมดาบคมหอกงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! แบบนั้นไม่เท่ากับให้เจ้าได้ตายอย่างสบายไปหน่อยหรือ?”พูดจบหลี่หลงหลินไม่แม้แต่จะมองฉินฮั่นหยาง และเหล่าบัณฑิต แต่เดินไปหาชาวบ้าน พูดเสียงกังวาน “พ่อแม่พี่น้อง พวกท่านก็เห็นแล้ว
ไฟโทสะในใจของชาวบ้านปะทุขึ้นราวกับเพลิงลามทุ่ง แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วพวกเขากำหมัดแน่น จ้องมองไปที่ฉินฮั่นหยางและสิบบัณฑิตใหญ่ รวมถึงบัณฑิตจำนวนมาก! ซ่งชิงหลวนทุจริตในการสอบขุนนาง หลักฐานแน่นหนาไม่อาจปฏิเสธแต่ฉินฮั่นหยางยังคงพยายามอย่างหนัก เพื่อล้างความผิดให้เขา! แล้วบัณฑิตเหล่านี้ พวกเขาไม่รู้ความจริงเลยหรือ?เปล่า!พวกเขาฝ่าฟันศึกษามาเป็นสิบปี อ่านตำราปราชญ์บัณฑิตจนขึ้นใจ เอ่ยคำว่าคุณธรรมและความชอบธรรมอยู่เสมอ แล้วจะไม่เข้าใจเหตุผลเช่นนั้นหรือ?พูดตรงๆก็แค่พวกเดียวกันพวกที่รู้อยู่แก่ใจ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น!ซ่งชิงหลวนคนเดียว จะผูกขาดการสอบขุนนางได้อย่างไร? ทั้งสำนักปราชญ์ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ!บัณฑิตเหล่านี้ ไม่ว่าคนไหนก็ล้วนเปื้อนมลทินกันทั้งนั้น!พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด! “ลุยเลย!”“มาสั่งสอนพวกนักปราชญ์ขี้แพ้นี่กันให้เข็ดหลาบ!”“ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทไม่สะดวกลงมือ งั้นก็ให้พวกเราจัดการเอง!”“ใช่แล้ว พวกกระจอกที่ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ จะคิดล้มฟ้าล้มดินหรือ?” “ทุกคน ลุยเลย! ซัดให้หนัก!”ชาวบ้านยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล ตะโกนด่าทอใส่เห
แต่การมีพรสวรรค์ล้ำเลิศและความสามารถโดดเด่น เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะเป็นจักรพรรดิที่ดีได้หรือ?ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกสำหรับฮ่องเต้แล้ว ความสามารถไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกรอะไรคือกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกร?ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนฮ่องเต้ครองราชย์มาหลายปี สุดท้ายก็ได้ตระหนักถึงแก่นแท้ของมันแท้จริงแล้ว มีเพียงสองคำคือ ใจคน!ผู้ที่ครองใจประชาชนได้ ย่อมครองใต้หล้าได้พูดน่ะง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับยากเยี่ยงปีนขึ้นสวรรค์เห็นได้ชัดว่า หลี่หลงหลินมีพรสวรรค์พิเศษในเรื่องนี้ เขาเชี่ยวชาญจนถึงขั้นสูงสุด กุมจิตใจคนไว้ในฝ่ามือได้ ควบคุมเจตจำนงของประชาชนและกระแสความคิดเห็นได้อย่างใจนึกฮ่องเต้หวู่ต้องยอมรับกลยุทธ์จักรพรรดิพิฆาตมังกรของหลี่หลงหลิน เรียนรู้ได้โดยไม่มีผู้ชี้แนะ เป็นลูกศิษย์ที่เก่งกว่าครู ฝีมือเหนือกว่าตนไปแล้วในเวลานี้ความคิดเรื่องสละบัลลังก์เพื่อให้หลี่หลงหลินขึ้นครองราชย์แทน ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งในใจของฮ่องเต้หวู่เพียงชั่วพริบตา สถานการณ์ก็พลิกผันโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งระหว่างสำนักปราชญ์และชาวบ้าน กลายเป็นความรุนแรงอ
“นี่...”“ตามกฎแล้ว ควรมีการอภัยโทษทั่วหล้า”ฮ่องเต้พยักหน้าไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งรัชทายาทหรือฮองเฮา ล้วนเป็นเรื่องมงคลใหญ่หลวงการอภัยโทษทั่วแผ่นดินก็ไม่ใช่เรื่องแปลกปัญหาคือ ฮ่องเต้คิดจนหัวแทบแตกก็ไม่เข้าใจว่า เจ้าเก้าคิดจะทำอะไรกันแน่แต่ในเมื่อเขาตกลงเล่นละครร่วมกับหลี่หลงหลินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคิดมาก แค่ตามน้ำไปแล้วพูดต่อก็พอหลี่เทียนฉี่ก็งุนงงเช่นกันนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ทำไมหลี่หลงหลินถึงอยากประกาศอภัยโทษทั่วหล้า?หรือเขาเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี เลยเลือกที่จะยอมจำนน?นี่เป็นเรื่องดี!เสิ่นชิงโจวถูกขังอยู่ในคุกมาได้สักพักแล้ว ถ้ามีการประกาศอภัยโทษทั่วหล้า เขาจะไม่ได้รับอิสรภาพหรือ?รวมถึงเสด็จแม่ของเขา ฮองเฮาหลู่จะได้รับการปล่อยตัวจากตำหนักเย็น ฟื้นฟูอิสรภาพหรือไม่?ที่ผ่านมา หลี่เทียนฉี่เกลียดชังหลี่หลงหลินอย่างยิ่ง เขาเชื่อว่าหลี่หลงหลินไร้คุณธรรม ไม่คู่ควรกับตำแหน่งรัชทายาท และยิ่งไม่คู่ควรแก่การขึ้นครองบัลลังก์ ปกครองใต้หล้า!แต่ถ้าหลี่หลงหลินประกาศอภัยโทษทั่วหล้า หลี่เทียนฉี่คงจะเห็นด้วยอย่างแน่นอน“รัชทายาท”หลี่เทียนฉี่ตื่นเต้นมาก คำเรียกหลี่หลงหลิ
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั
ตกลงข้ายังไม่ตื่น หรือท่านยังไม่ตื่นกันแน่?ซูเฟิ่งหลิงยังอยากถามอีกสองประโยค กลับถูกลั่วอวี้จู๋ห้ามไว้ “น้องหญิงเล็ก ในเมื่อองค์ชายรับปากฝ่าบาทไปแล้ว ต่อให้พูดต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้! พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันคิดหาหนทางหาเงิน”“ความสามารถในการหาเงินขององค์ชาย ต่อให้กวนจื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถเทียบได้”ซูเฟิ่งหลิงชมชอบรำกระบี่แทงทวน ใส่ใจเพียงการฝึกทหารทำสงคราม ไม่รู้ราคาข้าวของลั่วอวี้จู๋กลับต่างออกไป เชี่ยวชาญทำการค้า จัดการกิจการของสกุลซูและภูเขาทิศประจิมทอผ้า ทำน้ำตาลทรายขาว บ่มสุรา หลอมเหล็ก...ยังมีโรงเรียนทหารซีซานกิจการเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีเงินเข้ามหาศาลดุจต้นไม้เขย่าเงินขอเพียงผ่านไปสักระยะหนึ่ง จัดการดีๆ ทำให้ชื่อเสียงของภูเขาทิศประจิมโด่งดัง หลี่หลงหลินลงแรงเพียงคนเดียว รับภาระค่าใช้จ่ายของราชสำนัก นี่กลับไม่ใช่ความฝันแน่นอน นี่ต้องใช้เวลาลั่วอวี้จู๋มองทางหลี่หลงหลิน พูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฝ่าบาทให้เวลามากน้อยเพียงใด? หนึ่งปี? หรือสองปีเพคะ”หลี่หลงหลินเอ่ยปากเสียงเรียบ “ข้าต้องการเจ็ดวัน เสด็จพ่อกลับมอบให้สิบห้าวัน”สตรีทั้งหมดลืมตา
เพียงเว่ยซวินได้ยินก็ตกตะลึงพรึงเพริดมิน่าเล่าฮ่องเต้หวู่จึงผิดแปลกไป ถึงขั้นรับปากหลี่หลงหลินยกเว้นเรียกเก็บภาษีราษฎรสามปีทำเช่นนี้ ย่อมสามารถปลอบโยนราษฎร ทำให้ราษฎรได้พักและใช้ชีวิตอย่างสงบได้ทว่า เส้นทางการเงินของราชสำนัก ชนิดที่ว่าเบี้ยหวัดของขุนนางล้วนไม่สามารถจ่ายได้ นี่จะดีได้อย่างไร?จนกระทั่งตอนนี้เว่ยซวินถึงเข้าใจหลี่หลงหลินและฮ่องเต้หวู่ทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ ใช้รากฐานมั่นคงที่สำนักปราชญ์สั่งสมมานานนับพันปีมาชดเชยคลังหลวงที่ว่างเปล่า!เงินของสำนักปราชญ์ไม่น้อยจริงๆทว่าเงินเหล่านี้ พวกเขากลืนเข้าไปนั้นง่าย จะให้คายออกมากลับพูดง่ายแต่ทำยากยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนนี่ยากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่นวดหว่างคิ้ว “เราย่อมรู้ว่าเรื่องนี้ยากมาก! แต่เชื่อว่าเจ้าเก้าจะต้องมีวิธีแน่! สรุปว่าเจ้าให้องครักษ์เสื้อแพรคอยให้ความร่วมมือเจ้าเก้าเถอะ ไม่ว่าใช้วิธีการเช่นไร ก็ต้องง้างปากบัณฑิตชั่วเหล่านั้น ทำให้พวกเขาคายเงินออกมาให้ได้”เว่ยซวินโค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”.....จวนสกุลซูเพียงหลี่หลงหลินกลับมาก็ถูกซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ หลิ่ว
เว่ยซวินเห็นทั้งสองคนทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา แยกไม่ออกว่าใครแพ้ใครชนะ จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เดิมทีกระหม่อมก็ไม่ควรสอดปาก! แต่ทะเลาะกันต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้! มิสู้ถอยกันคนละก้าว...”หลี่หลงหลินกลับมีความสุขมาก “เสด็จพ่อ ท่านเสนอเงื่อนไขเถอะ!”ฮ่องเต้หวู่เผยสีหน้าขมปร่า “เรากลับอยากบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้น แต่เอือมระอาในมือไม่มีเงิน!”หลี่หลงหลินครุ่นคิด พูดว่า “เจ็ดวัน! ลูกจะหาทางแก้เอง!”สีหน้าฮ่องเต้หวู่ดีใจมาก ถูฝ่ามือพลางพูดยิ้มๆ “ได้! เจ้าเก้า ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! ขอเพียงเจ้าหาเงินออกมาได้ก่อนเทศกาลโคมไฟ ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า พูดว่า “เสด็จพ่อ พวกเราตกลงกันตามนี้แล้ว! ฟ้ามืดแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ลูกขอทูลลา!”ฮ่องเต้หวู่เห็นหลี่หลงหลินกล่าวคำลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “เจ้าเก้า ช่างเป็นเด็กดีโดยแท้!”เว่ยซวินขมวดคิ้ว เอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาท หากยกเว้นภาษี ราชสำนักก็จะถูกตัดเส้นทางทางการเงินนะพ่ะย่ะค่ะ! ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงครึ่งเดือน องค์ชายจะมีวิธีเติมเต็มช่องโหว่มหาศาลนี้หรือ?”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ก้าวเท้าเนิบๆ
คำพูดครึ่งแรกของหลี่หลงหลิน ฮ่องเต้หวู่ฟังแล้วก็เบิกบานใจ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย แม้พระองค์จะทรงมีอายุเกินห้าสิบแล้ว ร่างกายก็ร่วงโรยลงทุกวัน มีโอรสเพียงเก้าคน ไม่สามารถให้กำเนิดคนที่สิบได้ แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังหนุ่มแน่น! บุรุษจนวันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ฮ่องเต้หวู่ก็เช่นกัน! จนถึงบัดนี้ ฮ่องเต้หวู่ยังคงฝันหวานอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองนำทัพสามเหล่าทัพ ออกรบด้วยตนเอง โบกมือเพียงครั้งเดียว หมานอี๋ก็มลายหายไป อันที่จริง ฮ่องเต้หวู่ไม่คิดจะสละราชสมบัติเลย ใครเล่าไม่อยากเป็นจักรพรรดิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิเช่นฮ่องเต้หวู่ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมาหลายสิบปี แต่กลับต้องคอยประนีประนอม ถูกเหล่าขุนนางควบคุม บัดนี้ พระองค์ทรงกุมอำนาจไว้ในมือ ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจแล้ว สละราชสมบัติ? ฮ่องเต้หวู่ไม่ยอม! จนกระทั่งฮ่องเต้หวู่ได้ยินสองคำสุดท้าย ก็ขมวดคิ้ว และถามด้วยความประหลาดใจ “นอนพัก หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลงหลินตกใจจนเหงื่อแตก โชคดีที่ฮ่องเต้หวู่เป็นคนโบราณ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่านอนพัก มิฉะนั้น พระองค์คงจะจับเขาถลกหนังทั้งเป็นแน่ จักรพ