มือเว่ยซวินถือราชโองการ เดินมาหยุดต่อหน้าหลี่หลงหลิน “ฮ่องเต้มีพระบรมราชโองการ องค์ชายเก้าหลี่หลงหลินมีคุณธรรมและสติปัญญา เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ขอแต่งตั้งเป็นรัชทายาทต้าเซี่ย สามคำถามสามคำตอบ”สามคำถามสามคำตอบ ก็คือตอบคำถามทั้งสามข้อ แท้จริงแล้วก็คือคำสัตย์ปฏิญาณตนนั่นเองหลี่หลงหลินเตรียมตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เอ่ยปากรับคำ “น้อมรับพระบัญชา!”เว่ยซวินเอ่ย “ขอถาม องค์ชายเก้าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์และบ้านเมืองหรือไม่!”หลี่หลงหลินไม่ยั้งคิด ตอบว่า “แน่นอน!”“คารวะ!”เสียงของเว่ยซวินดังก้องไปทั่วทั้งหอบูชาฟ้าเทียนถานแม้ว่าเหล่าขุนนางไม่เต็มใจ กลับทำได้เพียงคุกเข่าทำความเคารพราษฎรและเหล่าบัณฑิตที่อยู่ห่างออกไปกลับรับชมอยู่วงนอกด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีใครคุกเข่าคำนับโดยเฉพาะบัณฑิตสายตาที่พวกเขาใช้มองหลี่หลงหลินเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตเว่ยซวินพูดต่อ “ขอถาม องค์ชายเก้าจะรักห่วงใยราษฎรหรือไม่!”หลี่หลงหลินตอบ “แน่นอน”คำถามสุดท้ายกลับดังขึ้นอย่างกะทันหัน “องค์ชายเก้า ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ได้รับความยินยอมจากทุกสรรพสิ่งหรือไม่!”คำถามนี้ คล้ายถามหลี่หลงหลิน แต่แท้จริงแล้วกลับถามสวรรค์
หอบูชาฟ้าเทียนถาน เงียบงันไร้เสียง บรรยากาศตึงเครียดไม่มีใครคาดคิดสิบบัณฑิตทรงคุณวุฒิมารวมตัวกัน หันปลายหอกเข้าหาหลี่หลงหลินไม่เพียงต้องการให้หลี่หลงหลินคุกเข่าให้ศพของซ่งชิงหลวน ยังจะให้เขาปาดคอตายอีกด้วย!“พวกเจ้า บังอาจ...”ฮ่องเต้หวู่โกรธจนตัวสั่นซ่งชิงหลวนนับเป็นตัวอะไร?ได้ชื่อว่าบัณฑิตทรงคุณวุฒิ แท้จริงแล้วเป็นกบฏต่อบ้านเมือง!หลี่หลงหลินเป็นถึงรัชทายาท ไฉนเลยจะคุกเข่าให้ศพของกบฏได้?ความน่าเกรงขามของเชื้อพระวงศ์ต้าเซี่ยอยู่ที่ใด?ช่างไร้สาระสิ้นดี!แน่นอน ที่ไร้สาระยิ่งไปกว่านั้นก็คือฉินฮั่นหยางต้องการให้หลี่หลงหลินปาดคอตายฉินฮั่นหยางเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่งถือสิทธิ์อะไรเปล่งวาจาสามหาว สั่งให้รัชทายาทฆ่าตัวตาย?เจ้าเก้าเป็นรัชทายาทที่เราเลือก!เป็นแก้วตาดวงใจของเรา!หากไม่ใช่เจ้าเก้า เราคงตายไปตั้งนานแล้ว องค์ชายชิงบัลลังก์ ใต้หล้าตกอยู่ในความโกลาหล!ไม่ว่าราชสำนัก หรือราษฎร เจ้าเก้าล้วนเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการ!ขุนนางผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุด!ทว่า ฮ่องเต้หวู่กลับไม่สามารถเปล่งความในใจออกมาได้ต้องให้ความเคารพผู้วายชนม์ฮ่องเต้หวู่เองก็คิดไม่ถึง ซ่งชิ
ทว่าเวลาและสถานที่ไม่เหมาะสมนี่นา!ฝ่าบาทกำลังทำพิธีสักการะฟ้าดินที่นี่คือหอบูชาฟ้าเทียนถานคนยุคสมัยโบราณล้วนเชื่ออย่างงมงาย พวกเขาเชื่อว่าหากพูดที่หอบูชาฟ้าเทียนถาน สวรรค์ย่อมสามารถได้ยินพวกเขาบัณฑิตเหล่านี้โวยวายอยู่ที่นี่ หากล่วงเกินทำให้สวรรค์พิโรธ นำภัยพิบัติมาจะทำเยี่ยงไร?ดี!ต่อให้สวรรค์ไม่เหลียวแลพวกเจ้าเปล่งวาจาหยาบคายที่พิธีสักการะฟ้าดิน อีกทั้งยังสั่งให้รัชทายาทคุกเข่าและปาดคอตนเองตายหน้าตาของฝ่าบาทอยู่ที่ใดกันเล่า?หน้าตาของเชื้อพระวงศ์ต้าเซี่ยอยู่ที่ใด?จางเฉวียนเป็นชนชั้นสูง เป็นญาติของเชื้อพระวงศ์แม้ว่าเขาไม่เลือกฝักฝ่าย พยายามรักษาสมดุลทางการเมืองภายในราชสำนักแต่ใครขวัญกล้าหลบหลู่ฝ่าบาท หมิ่นเกียรติของเชื้อพระวงศ์ต้าเซี่ยจางเฉวียนเป็นคนแรกที่ไม่ยอม!“หุบปาก? หรงกั๋วกง พวกเจ้าชนชั้นสูง บัดนี้กลายเป็นสุนัขของรัชทายาทไปแล้วหรือ?”“ฮึๆ ขุนนางตัวดีปกป้องกัน!”“หรงกั๋วกง วันนี้เจ้าสั่งให้พวกเราหุบปาก พรุ่งนี้รัชทายาทก็จะลงมือจัดการพวกเจ้าเหล่าชนชั้นสูง ถึงตอนนั้น ข้ากลับอยากเห็นนัก ใครยังจะช่วยสนับสนุนเจ้าอีก!”“พวกข้าเหล่าบัณฑิต ไม่กลัวว่าจะเป็นหรือ
ทีแรกเหล่าบัณฑิตล้อมคุกหลวงและก่อความวุ่นวายจางอี้ไม่อาจต้านทานไหว จึงทำตามคำสั่งของเว่ยซวิน แม้ไม่ปล่อยบัณฑิตที่ถูกขังไว้ กลับส่งมอบศพของซ่งชิงหลวนออกมาเหล่าบัณฑิตก็รีบแบกโลงศพ เดินทางมายังหอบูชาฟ้าเทียนถาน ก่อความวุ่นวายที่พิธีสักการะฟ้าดินแรงกดดันทางฝั่งคุกหลวงลดลงจางอี้จึงพาเหล่าองครักษ์เสื้อแพรควบม้าอย่างไม่หยุดพัก มุ่งหน้ามายังหอบูชาฟ้าเทียนถาน เผชิญหน้ากับเหล่าบัณฑิตอีกครั้ง“เจ้าอีกแล้ว!”“ไอ้คนชั่วไม่ยอมเลิกรา!”“พวกเจ้าองครักษ์เสื้อแพรล้วนเป็นสุนัขรับใช้ประจบสอพลอเจ้านาย!”“หน่วยองครักษ์เสื้อแพรยอดเยี่ยมนักหรือ ฝ่าบาทนี่ท่านคิดใช้กำลังควบคุมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“ดีดีดี! ราชสำนักต้าเซี่ยทำเยี่ยงนี้กับบัณฑิต!”“ฝ่าบาท ท่านใช้กำลังควบคุมพวกกระหม่อมเพื่อปกป้องรัชทายาท การกระทำนี้ต่างอันใดจากจักรพรรดิฉินเผาตำราฆ่าบัณฑิต?”“ดูท่าแล้วท่านก็มิต่างจากจักรพรรดิฉิน เป็นกษัตริย์ทรราช!”“มามามา ถือดาบปักลายของเจ้า มาบั่นคอของข้า! หากข้าขมวดคิ้ว คัมภีร์ปราชญ์ที่อ่านมาในชาตินี้ก็ไร้ความหมาย!”“มาเลย ตัดเลย ฆ่าเลย!”“พวกเจ้าองครักษ์เสื้อแพร ดาบทื่อเกินไป มือช้าเกินไป! มิสู้ให้กอ
หากเจ้าเก้าเองก็อับจนหนทาง เช่นนั้นฮ่องเต้หวู่ก็จะประกาศยุติพิธีสักการะฟ้าดิน หลบเลี่ยงไปก่อนชั่วคราวส่วนความตายของซ่งชิงหลวน พรุ่งนี้ค่อยตัดสินเพียงคำเดียวเท่านั้น ยื้อ!เพียงแต่คิดไม่ถึง หลี่หลงหลินถึงขั้นมีหนทางจริงๆหลี่หลงหลินยิ้มมีเลศนัย “เสด็จพ่อ วิธีการของลูกนี้ไม่สามารถพูดออกมาได้! ยิ่งไปกว่านั้น ท่านจะต้องรับปากลูก ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ท่านจะลืมตาหนึ่งข้าง หลับตาหนึ่งข้าง ยังต้องแสดงละครให้ความร่วมมือลูกอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”“แสดงละคร?”ฮ่องเต้หวู่ขมวดคิ้วแน่นในวันปกติ ฮ่องเต้หวู่ทำเรื่องไร้สาระให้ความร่วมมือหลี่หลงหลินไม่น้อย เพื่อชิงไหวชิงพริบกับเหล่าขุนนาง จึงต้องเล่นละครตบตาครั้งแล้วครั้งเล่าทว่าสถานที่แห่งนี้คือหอบูชาฟ้าเทียนถาน!ได้ยินมาว่าที่นี่อยู่ใกล้สวรรค์ที่สุด เราในฐานะโอรสสวรรค์ ไม่ว่าพูดสิ่งใด ทำสิ่งใด สวรรค์ล้วนมองลงมา...หากแสดงละคร นั่นมิเท่ากับหลอกลวงเบื้องบนหรือ?“ไม่ได้...ไม่ได้...”“เราไม่สามารถหลอกสวรรค์ได้! อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่!”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ท่าทีหนักแน่นหลี่หลงหลินเอือมระอา ยักไหล่ “ในเมื่อเสด็จพ่อไม่ยอม เช่นนั้นก็ถือเสียว่
ฉินฮั่นหยางและขุนนางทั้งหมดไม่ยอมเลิกรา บีบบังคับฮ่องเต้หวู่อย่างต่อเนื่อง ต้องการให้เขาลงโทษหลี่หลงหลิน สีหน้าฮ่องเต้หวู่เยียบเย็น เปล่งเสียงเย็นชา “เราพูดครั้งสุดท้าย! พรุ่งนี้ค่อยตัดสินเรื่องนี้! พวกเจ้าอย่าได้บังคับเรา...”เพิ่งสิ้นเสียงเหล่าบัณฑิตก็พากันโห่ร้อง เสียงดังก้องอยู่ในหู “ฝ่าบาทโปรดลงโทษรัชทายาทด้วย! หาไม่แล้ว ท่านก็อย่าได้คิดออกจากที่นี่เป็นอันขาด!”ฮ่องเต้หวู่ตกตะลึงเหม่อไปเสียสติไปแล้ว!บัณฑิตเหล่านี้เสียสติไปแล้ว!เราถอยหนึ่งก้าว พวกเขาขยับเข้ามาหนึ่งก้าว ไล่ต้อนไปทุกก้าว!ยิ่งไปกว่านั้นยังจำกัดอิสระเราต่อหน้าทูตต่างแดนอีกด้วย!เราเป็นโอรสสวรรค์เชียวนะ!พวกเขาทำเกินไปแล้ว โอหังเกินไปแล้ว!แท้จริงแล้วเหล่าราษฎรในเหตุการณ์ก็ตกตะลึงพรึงเพริด แต่ละคนหันหน้ามองกันเดิมทีราษฎรยังสงสารซ่งชิงหลวนอย่างไรเสียก็ต้องเคารพผู้วายชนม์!ยิ่งไปกว่านั้นซ่งชิงหลวนก็เป็นผู้มีความรู้อย่างมากคนหนึ่ง สอนศิษย์ออกมาไม่น้อย ลูกศิษย์กระจายทั่วหล้าผู้มีความรู้เช่นนี้ตายไป ยิ่งไปกว่านั้นยังตายภายในคุก ฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์พวกเขาล้วนรู้สึกเสียดายทว่าการแสดง
หรือจะใช้กองทัพสกุลซู?คล้ายกับว่ามีเพียงวิธีนี้แล้วฮ่องเต้หวู่ร้อนใจแล้วแต่เขารับปากหลี่หลงหลินไปแล้ว จะเริ่มแสร้งหูหนวกเป็นใบ้ นี่จึงหน้าแดงก่ำ พยายามขยิบตาให้เว่ยซวินโชคดีเว่ยซวินเป็นพยาธิในท้องของฮ่องเต้หวู่ เพียงสื่อสารกันผ่านทางสายตา ก็เข้าใจความคิดของเขาแล้ว รีบพูดกับหลี่หลงหลิน “องค์ชาย กองทัพสกุลซูเป็นผู้ยึดมั่นในคุณธรรม ได้รับความเคารพเลื่อมใสจากราษฎรสูงมาก”“หากท่านใช้กองทัพสกุลซูกำราบบัณฑิต น่ากลัวว่านับตั้งแต่นี้ไป บนตัวกองทัพสกุลซูก็จะแปดเปื้อน!”“มีโทษมากกว่าประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ!”ซูเฟิ่งหลิงติดตามข้างกายหลี่หลงหลินอยู่ตลอด สายตากวาดมองรอบด้าน เงี่ยหูฟังทั้งแปดทิศ พยายามปกป้องเขาอย่างสุดความสามารถได้ยินถ้อยคำนี้ของเว่ยซวิน สายตาซูเฟิ่งหลิงมองตรงมาจับจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ร่างอรชรสั่นเทา สบถด่า “ไอ้คนชั่ว ท่านให้ข้าเคลื่อนกองทัพออกจากภูเขาทิศประจิม ถึงขั้นวางแผนทำเช่นนี้!”“หากมือของกองทัพสกุลซูเปื้อนเลือดราษฎรผู้บริสุทธิ์!”“ข้าไม่มีวันปล่อยท่านไปแน่!”หลี่หลงหลินพูดไม่ออก “ใครบอกว่าข้าต้องการใช้กองทัพสกุลซูกำราบพวกบัณฑิตกันเล่า? เจ้าอย่าคิดเองเออเองได้หรือไม่
“ตาเฒ่า?”ฉินฮั่นหยางได้ยินคำเรียกขานนี้ มุมปากกระตุกริกอย่างสุดระงับคนของสำนักปราชญ์ให้ความสำคัญต่อหน้าตาอย่างที่สุดแม้ว่าฉินฮั่นหยางไม่ใช่ขุนนาง แต่เขามีความรู้เข้าขั้นสูง ศิษย์กระจายอยู่ทั่วหล้า คล้ายไม่ด้อยไปกว่าเสิ่นชิงโจวและซ่งชิงหลวนทั้งสองคนภายในราชสำนักมีศิษย์ของเขาไม่น้อยยามอยู่ต่อหน้าฉินฮั่นหยาง พวกเขาล้วนต้องเรียกตนอย่างเคารพนบนอบหนึ่งประโยคว่าท่านอาจารย์สำหรับราษฎรธรรมดา กลับเรียบขานเขาว่าบัณฑิตทรงคุณวุฒิตาเฒ่า?คำเรียกขานขาดความเคารพนี้ ฉินฮั่นหยางไม่ได้ยินมานานหลายปีแล้วจากนั้น แม้ว่าฉินฮั่นหยางโมโห แต่กลับจนใจใครให้ตนเองเรียกหลี่หลงหลินว่าองค์ชายเก้า มิใช่รัชทายาทกันเล่าอีกฝ่ายก็ตอบโต้ด้วยวิธีการของเขากลับมาก็เท่านั้น!หากตนเองติดอยู่กับเรื่องเล็กน้อยนี้ ก็จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบฉินฮั่นหยางจนใจ ได้แต่บีบจมูกยอมรับเขายิ้มเย็น พูดข้ออ้างที่เตรียมไว้อย่างดีแล้วออกมา “องค์ชาย เจ้าพูดว่าบัณฑิตซ่งมีความผิดสมควรได้รับโทษ ฆ่าตัวตายเพราะกลัวความผิด? จะต้องให้ความเคารพต่อผู้วายชนม์ด้วย! บัณฑิตซ่งตายไปแล้ว เจ้ายังคิดจะปรักปรำต่ออีก!”“มโนสำนึกของเจ้าอยู่ที
เขาประจิมจดหมายนิรนามหลั่งไหลเข้ามาดั่งหิมะหนิงชิงโหวและเหล่าบัณฑิตหยิ่งยโสกำลังจัดการกับจดหมายเหล่านี้ จนแทบไม่มีเวลาพักแต่จดหมายมีมากเกินไปจริงๆถึงจะพยายามแล้ว พวกเขาก็ยังจัดการไม่ทันจนสุดท้าย หนิงชิงโหวต้องขอความช่วยเหลือจากหลี่หลงหลินแต่หลี่หลงหลินไม่ได้มา มีแต่ซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ และหลิ่วหรูเยียนที่เดินทางมายังเขาประจิม“รัชทายาทล่ะขอรับ?”หนิงชิงโหวไม่เห็นหลี่หลงหลิน ก็รู้สึกแปลกใจซูเฟิ่งหลิงมุ้ยปาก “เจ้าสุนัขนั่น โรคขี้เกียจกำเริบอีกแล้ว! ซ่อนตัวอยู่ในห้องของ ไม่ยอมออกมา ให้พวกเรามาช่วยแทน!”ตอนนี้ภาพลักษณ์ของหลี่หลงหลินในสายตาชาวบ้านสูงส่งราวกับเทพเจ้าอาจจะมีแค่ซูเฟิ่งหลิงที่กล้าเรียกเขาแบบนั้นนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของสามีภรรยา คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งแต่หลิ่วหรูเยียนรู้สึกไม่สบายใจ จึงแย้งว่า “น้องหญิง เจ้าเข้าใจองค์รัชทายาทผิดแล้ว! เขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่กำลังทำสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ต่างหาก”ซูเฟิ่งหลิงรู้สึกหึงหวง “เรื่องสำคัญ? ข้าไม่เห็นรู้เลย? แล้วพี่สะใภ้สี่รู้ได้อย่างไร?”ใบหน้าสวยของหลิ่วหรูเยียนแดงก่ำ รีบแก้ตัว “องค์รัชทายาทขังตัวเองอยู่ในห้อง
เขาตกใจสะดุ้งโหยง รีบคว้ากระดานประตูขึ้นมาปิดร้านอย่างรวดเร็ว“ท่านแม่!”“ท่านพ่อหนีออกจากคุกมาแล้ว!”“พวกเราเก็บข้าวของ เงินทองของมีค่า แล้วหนีไปเถิด...”เจิ้งเทียนฉินยังเยาว์วัย ไม่เคยประสบเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษในชั่วพริบตามารดาของเขาก็ปาดน้ำตาไปพลางบ่นไปพลาง “ดูสิ! เรื่องวุ่นวายอะไรเช่นนี้? แต่เดิมพวกเราก็อยู่กันดีๆ เหตุใดจู่ๆ กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?”เจิ้งถูฮู่เกาศีรษะพลางเอ่ย “เจ้าลูกชาย เมียข้า เจ้าสองคนพูดอะไรกัน? ใครบอกว่าข้าหนีออกจากคุกมา? ข้าน่ะเดินออกจากคุกใหญ่กรมอาญาทางประตูใหญ่เชียวนะ!”เมื่อได้ยินดังนั้น สองแม่ลูกกลับยิ่งแตกตื่นมากกว่าเดิมเดินออกมาทางประตูใหญ่หรือ!?หรือว่าภายในคุกเกิดการจลาจล? เหล่านักโทษลุกฮือขึ้นสังหารผู้คุม ก่อนจะแหกคุกออกมากันหมด!?คุกใหญ่กรมอาญานั้นเคร่งครัดยิ่งนัก ไม่เพียงมีกองทหารคอยดูแล ยังมีองครักษ์เสื้อแพรประจำการอีกด้วย กล่าวได้ว่าปลอดภัยราวกำแพงเหล็ก!ทว่าได้ยินมาว่าครานี้ในคุกมีนักโทษอยู่แน่นขนัด ถูกกักขังไว้นับหมื่นคน เกินขีดจำกัดที่คุกสามารถรองรับได้ไปมากโข!เมื่อคนมากเกินควบคุม ข้อผิดพลาดก็ย่อมเก
เจิ้งถูฮู่เพิ่งหลุดพ้นจากคุกของกรมอาญาได้ ก็รีบเร่งกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นลูกชายของเขา เจิ้งเทียนฉิน กำลังปรึกษากับมารดาอยู่ “ท่านแม่ ต่อให้เราต้องขายหม้อขายกระทะก็ต้องช่วยท่านพ่อออกมาจากคุกให้ได้! ที่นั่นข้าเคยไปมาแล้ว มันไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย!”เจิ้งเทียนฉินมีท่าทางสุภาพเรียบร้อย ดูไม่เหมือนลูกชายของคนขายเนื้อ แต่กลับดูเหมือนบัณฑิตเสียมากกว่าความจริงแล้วเจิ้งเทียนฉินเคยเข้าศึกษาเล่าเรียน และมีพรสวรรค์ไม่เลว เขาขยันเรียนมาก จนสามารถสอบผ่านเป็นทงเซิงได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเจิ้งถูฮู่ดีใจมาก จัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญเพื่อนบ้านมาร่วมฉลองกินเลี้ยงหมูย่างติดต่อกันถึงสามวันความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่เขาคิดว่าในที่สุดตระกูลเจิ้งของตนก็จะได้บัณฑิตสืบสกุล นำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูลเสียทีแต่ใครจะคาดคิดว่านั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายเจิ้งเทียนฉินเรียนหนังสือเก่ง ไม่เพียงแต่เจิ้งถูฮู่เท่านั้น แม้แต่อาจารย์ของเขาก็ฝากความหวังไว้กับเขาอย่างมากทว่า...ครั้งแรกที่เขาเข้าสอบมณฑล ไม่เพียงแต่สอบตกหมดสภาพอย่างสิ้นเชิง แต่ยังถูกจับขังคุกอีกด้วยข้อหาคือทุจริตในการสอบ!เจิ้งถูฮู่
หลี่หลงหลินมองใบหน้างดงามของซูเฟิ่งหลิงก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “วีรบุรุษยิ่งใหญ่ ข้าเป็นไม่ได้หรอก งั้นเป็นพ่อของวีรบุรุษยิ่งใหญ่แทนดีไหม เจ้าคิดว่าอย่างไร?”ซูเฟิ่งหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”หลี่หลงหลินถอนหายใจ “เสด็จพ่ออยากให้ข้าเป็นรัชทายาทสำเร็จราชการแทน ก็ชัดเจนว่าอยากพึ่งลูกกิน! แต่สิ่งที่เขาทำนี้ กลับทำให้ข้านึกอะไรบางอย่างออก!”“เสด็จพ่อพึ่งพาไม่ได้ พวกเราต้องรีบมีลูกให้เร็วที่สุด แล้วทุ่มเททุกอย่างเพื่อฝึกเขาให้เก่งกาจ จากนั้นส่งต่อบัลลังก์ให้เขา ให้เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาติบ้านเมือง!”“ข้าจะได้เป็นพ่อของวีรบุรุษ!”“ฮ่าๆ บนพึ่งพาพ่อ ล่างพึ่งพาลูก ข้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ!”ซูเฟิ่งหลิงเบิกตากว้าง จ้องเขาด้วยความตกตะลึงถึงขีดสุดพึ่งพาพ่อก็ว่าน่าละอายแล้ว!หลี่หลงหลิน ไอ้เจ้าหมานี่ คิดจะพึ่งพาลูกตัวเองด้วยงั้นหรือ?ซูเฟิ่งหลิงก้มมองหน้าท้องแบนราบของตนเอง พลันรู้สึกเศร้าใจ “ลูกน้อยของแม่ เจ้าช่างโชคร้ายเสียจริง ยังไม่ทันได้เกิด ก็ต้องเจอพ่อแบบนี้เข้าเสียแล้ว...”เดี๋ยวก่อน!ซูเฟิ่งหลิงฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที ใบหน้างามแดงระเรื่อ น
ในที่สุดจางอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลงหลินจึงจับผิดสำนักปราชญ์ไม่ปล่อย จับบัณฑิตขังคุกทีละคนสำนักปราชญ์อาจมีอำนาจทางวาจา แต่กลับไร้ซึ่งกำลังทหารคนธรรมดาไร้ความผิด แต่หากมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าติดตัว ก็อาจนำภัยมาสู่ตนนี่ไม่ใช่เนื้อชิ้นโตแล้วจะเป็นอะไร?หลี่หลงหลินยิ้ม “เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? ไป! ตามข้าไปพบฉินฮั่นหยางกันอีกครั้ง!”เมื่อพูดจบแล้วหลี่หลงหลินจึงพาซูเฟิ่งหลิงและจางอี้ไปยังห้องขังของฉินฮั่นหยางอีกครั้ง“รัชทายาท!”“ท่านช่างใจร้ายนัก!”ฉินฮั่นหยางจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ดวงตาลุกโชนราวกับเปลวไฟความเจ้าเล่ห์ขององค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างน่ากลัวจนทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดหลี่หลงหลินโบกมือ “ข้าขี้เกียจพูดมาก! ราคาเดียว หนึ่งล้านตำลึง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้!”ฉินฮั่นหยางส่ายหน้า “ไม่มีทาง!”หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม “ดี! ข้าชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดิน เลือกที่จะเดินบนสะพานไม้ซุง! อย่ามาโทษว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน! ไป!”เมื่อสิ้นเสียงหลี่หลงหลินไม่รอให้ฉินฮั่นหยางได้ตอบโต้ใดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“???”ฉินฮั่นหยางมองตามหลังหลี่หลงหลินด้วย
“ขออภัยด้วย!”“ศิษย์ขอไปก่อน หากออกไปได้ ข้าจะหาทางช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้ขอรับ!”เหล่าบัณฑิตรีบเขียนจดหมายให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ เมื่อจะจากไปยังไม่ลืมคำนับคารวะต่อหน้าบัณฑิตเช่นฉินฮั่นหยางฉินฮั่นหยางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเจ้าช่างทรยศนัก!ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?พวกเจ้ารู้จักคำว่าเคารพครูบาอาจารย์หรือไม่? จิตใจของพวกเจ้าเหี่ยวเฉาเสียจนสิ้นดีแล้วหรือ?ตำราที่พวกเจ้าอ่านมา หรือว่าลงกระเพาะสุนัขไปแล้วงั้นรึ?สิ่งที่ฉินฮั่นหยางไม่อาจรับได้ยิ่งกว่าคือแม้แต่อาจารย์วัยชราหลายคนก็ทนไม่ไหว ต่างหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาแล้วออกจากคุกไป“ช่าง...”“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”“สำนักปราชญ์เลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เสียข้าวสุกจริงๆ!”“ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้านทานไม่ได้!”เหล่าบัณฑิตโดยมีฉินฮั่นหยางเป็นผู้นำ มองไปยังบัณฑิตและอาจารย์ที่จากไปด้วยความอิจฉาความจริงแล้ว พวกเขาก็อยากจากไปเช่นกันคุกเป็นสถานที่เช่นไร ใครที่เคยอยู่ย่อมรู้ซึ้งมันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อีกอย่าง ฉินฮั่นหยางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานาน ย่อมไม่อาจทนทุกข์เช่นนี้ได้ปัญหาคือเงินหนึ่งล้านตำลึงมันมากมายเกินไป
จางอี้มีสีหน้างุนงงเงินไถ่ชีวิตราษฎรเพียงหนึ่งอีแปะบัณฑิตต่ำที่สุดหนึ่งร้อยตำลึงสูงที่สุดหนึ่งล้านตำลึงความแตกต่างนี้ช่างราวกับฟ้าและเหวโดยแท้นี่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงหลินต้องการลงมือกับสำนักปราชญ์!ฉินฮั่นหยางโมโหตัวสั่น จับจ้องหลี่หลงหลิน “ผู้สูงศักดิ์ราคาแพง? คนจนราคาถูก? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”หลี่หลงหลินยิ้มเย็น พูดเย้ยหยัน “เรายังอยากถามเจ้า เกิดและเติบโตโดยพ่อแม่เฉกเดียวกัน ถือสิทธิ์อะไรพวกเจ้าบัณฑิตสูงส่งกว่าหนึ่งขั้น? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”ฉินฮั่นหยางชะงักไป ไม่พูดอีกหลี่หลงหลินคร้านจะพูดไร้สาระ หันหน้าหาจางอี้ ออกคำสั่ง “ทำตามที่เราบอก!”จางอี้พยักหน้า มาที่ด้านหน้าคุก ถ่ายทอดคำพูดเมื่อครู่ของหลี่หลงหลินหนึ่งรอบเหล่าราษฎรฮือฮา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกเหลือจะเชื่อหนึ่งอีแปะ ก็สามารถแลกกับอิสระได้แล้วหรือ?จริงหรือนี่?ทว่า เหล่าราษฎรกลับกังวลประการแรกคือตนเองออกมารับชมความครึกครื้น บนตัวไม่มีเงินแม้อีแปะเดียวประการที่สองคือรัชทายาทมิได้หลอกคนเพียงครั้งเดียวหากเขาหลอกตนจะทำเช่นไร?เจิ้งถูฮู่กลับดีใจมาก ยื่นเงินหนึ่งก้อนออกไป “นี่คือเงินหนึ่งตำลึง
จางอี้เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติ ใช้ปลอกดาบเคาะตีที่กรงเหล็ก ตะคอกนักโทษภายในคุก ทางหนึ่งคุ้มกันหลี่หลงหลิน ก้าวเท้าฉับไวเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด ชี้ประตูห้องขังแห่งหนึ่ง “องค์ชาย ฉินฮั่นหยางอยู่ข้างในนี้พ่ะย่ะค่ะ”ฉินฮั่นหยางอยู่ห้องขังเดี่ยวไม่ใช่เพราะเขาเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีสิทธิพิเศษอะไรแต่เพราะมีตัวอย่างของซ่งชิงหลวน หากฉินฮั่นหยางอยู่ที่คุกด้านนอก ตายไปอย่างคลุมเครือ จางอี้ก็ยากจะหาข้อแก้ตัว รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนี้เขาก็ไม่ต้องทำแล้วเพราะเหตุนี้ฉินฮั่นหยางไม่เพียงขังอยู่ในห้องขังเดี่ยว ประตูยังมีองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าอีกสองคน รับรองไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหลี่หลงหลินผลักเปิดประตูเข้าห้องขัง ได้เห็นฉินฮั่นหยางกำลังนั่งขัดสมาธิ“ฮึๆ รัชทายาท เจ้ามาหาข้าว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”“อะไรกัน?”“เจ้ามาเชิญข้าออกไปหรือ?”“บอกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่สบายมากนัก! เว้นเสียแต่เจ้าคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะสามครั้ง ขอร้องให้ข้าออกไป! หาไม่แล้ว ชาตินี้ข้าก็จะอยู่ที่นี่!”เสียงฉินฮั่นหยางแหบพร่า ใบหน้าประดับยิ้มเย็นหลายวันมานี้ เขาด่าอย่างหยาบคาย เสียงแห
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั