"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ใช้แผนการของข้าแต่อย่างใดท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่รู้บางสิ่งมาแต่มันก็สายไปเสียแล้ว คราวนี้ทำตามที่ข้าได้แจ้งท่านก็จะรอดแล้วปลอดภัย หากว่าท่านไม่ทำตามแล้ว ณืเวลานี้ท่านก็จะมีแต่เสียกับเสีย คนวางแผนนั้นต้องการให้ท่านทิ้งตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทไป ข้าก็ต้องเสียกองกำลังรักษาการวังหลวงไป ข้าเองคิดว่าเรามาร่วมมือกันจะดีเสียกว่า"
องค์ชายรัชทายาทอ่านจดหมายที่ลายมือของนางนั่นช่างอ่อนช้อยและแข็งแกร่งไปในตัว "ซูเสวี่ยเจ้าไปสืบประวัติของบุตรีของแม่ทัพหลิว หลิวเสียงเหย่ามาได้หรือไม่ หาทางลอบออกจากตำหนักไปยังทิศในวังไม่น่าจะมีผู้ใดเฝ้าอยู่" องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่บอกลูกน้องคนสนิทไปตามสืบ ไม่นานเขานั้นก็หายตัวไปทันที "เราเคยเจอกันในค่ายทหารของท่านพ่อ ที่อยู่ในวังหลวงเมื่อสามปีก่อนท่านได้เข้ามาเยี่ยมเยียนภายในค่ายแห่งนี้ เราทั้งสองชอบพอกันแต่ท่านก็มีเหตุที่ต้องไปประจำตำแหน่งที่ค่ายด้านเหนือจึงทำให้เราไร้การติดต่อกัน" รัชทายาทหนามกงฟู่อ่านมาถึงท่อนนี้ก็รู้สึกน้ำเน่าสิ้นดี เหตุใดเขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนหรือว่าเมื่อสามปีที่แล้วเขาจะพบกับสตรีที่ค่ายองครักษ์แล้วชอบนาง "แล้วค่ากับท่านก็มาพบกันในวันที่ท่านเข้าวังหลวงมาเราได้พูดคุยกันจึงทำให้นึกถึงความหลังแต่เราก็ต้องแยกย้ายกัน เมื่อถึงวันงานเทศกาลปีใหม่เราก็พบกันในงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เราทั้งสองนั้นได้พูดคุยและแรกของแทนใจกัน ข้าสาบานกับท่านถึงแม้ตอนนี้เหมือนว่าข้ากับองค์ชายสามจะชอบพอกัน แต่ข้าก็ขอเป็นของท่านและต่อไปนี้ข้าก็จะไม่แต่งงานกับผู้ใด ขอให้ครั้งนี้ของพวกเรา เป็นครั้งเดียวตลอดไป ข้าได้ให้สัญญากับเจ้าไว้เยี่ยงนี้" องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู๋อ่านจดหมาย ก็เกิดสงสัยอยู่หลายจุดแม่นางคนนี้ต้องการให้เขาช่วย และตัวนางก็ช่วยเขานั้น นางรู้แล้วหรือว่าใครกันที่ต้องการที่จะทำร้ายชื่อเสียงของเขา แต่เขาเองก็ไม่สนใจตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทอยู่แล้ว แต่ทำไมบุตรของแม่ทัพหลิวจะสูญเสียกองกำลังได้อย่างไรกัน เขาได้แต่อ่านทวนไปทวนมาแล้วก็ขบคิด พูดตามตรงเรื่องที่อยู่ในวังแห่งนี้เขารู้จักมันน้อยมาก แต่หากเรื่องที่อยู่ในสนามรบเขาย่อมไม่แพ้ใครทั้งสิ้น ไม่นานซูเสวี่ยก็กลับมา "องค์ชายรัชทายกขอรับแม่นางผู้นี้คือบุตรีของท่านแม่ทัพหลิว คนที่ข้าไปสอบถามมาบอกอีกว่าเขาได้ชอบพอกับองค์ชายสามนางกงเฉียว แต่เมื่อคืนเหมือนมีเหตุอะไรสักอย่างเกิดขึ้นทำให้นางได้กับจวนตอนรุ่งเช้า แต่ข่าวนั้นก็ยังไม่ได้ชัดว่าเป็นสิ่งใด แต่ก่อนนางชอบไปยังค่ายฝึกทหารของแม่ทัพหลิวอยู่บ่อยๆ แต่หลังจากคบหากับองค์ชายสามราวๆกกเดือนที่ผ่านมานางก็ไม่ได้ไปที่ค่ายอีกขอรับ " ซูเสวี่ยกล่าวขึ้น จึงทำให้หนามกงฝู่รู้สึกแปลก ในเมื่อสตรีผู้นี้รักอยู่กับน้องสาม แล้วทำไมถึงเป็นเยี่ยงนี้ ใครกันที่อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องเมื่อคืน เขาคิดว่าสตรีผู้นี้น่าจะรู้ดี ถึงเป็นแบบนี้หรือไม่ก็ตัวสตรีผู้นี้เองซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใด แต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อในจดหมายที่สตรีผู้นี้เขียนมา แต่ถามว่าเขาจะลองทำตามไหม แน่นอนเพราะเขาก็ได้แต่งงานแล้ว ถ้าหากเขาไม่ทำตามน้ำไปก่อน เขาต้องมีปัญหากับแม่ทัพหลิวและทำให้เขาหลุดจากตำแหน่งองค์ชายรัชชายาท ถึงแม้ว่าเขาไม่ต้องการ แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วมันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรสักอย่าง เอาไว้ได้โอกาสที่เหมาะสมแล้วเขาต้องไปถามสตรีผู้นั้นอีกแน่นอน ทางด้านหลิวเสียงเหย่าไม่นานก็ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าพบ นางเข้าเฝ้าฮ่องเต้และมองหน้าฮ่องเต้แล้วทำให้น้ำตาออกมาคลอที่มวยตาทำให้ดูน่าสงสาร "ถวายบังโคมเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันผิดเองเจ้าคะ ที่มิห้ามใจตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันจะไม่รักนวนสงวนตัวแต่หม่อมฉันเป็นลูกของทหารทำอะไรหม่อมฉันก็จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันทำถูกและตอนนี้ในทางกลับกัน องค์ชายรัชทายาทเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ แต่หม่อมฉันก็ไม่ได้ต้องการที่จะเรียกร้องสิ่งใด เพียงแค่ผ่านเรื่องเมื่อคืนแล้วเราสองคนก็คิดที่จะจบความสัมพันธ์ เพราะยังไงองค์ชายรัชทายาทก็กล่าวอยู่แล้วว่าเขาต้องการที่จะกลับไปยังค่ายทิศเหนือ ข้าจึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ออกเรือนกับผู้ใดเจ้าค่ะ" หลิวเสียงเหย่าขึ้น เขาไม่รู้ว่าถ้าออกมาพูดแบบนี้แล้วเรื่องจะเป็นอย่างไร แต่ขออย่างเดียวคือเขาไม่ต้องการที่จะเป็นอนุขององค์ชายสามเพียงเท่านั้น บุรุษที่นางเกลียดสุดในหัวใจเนื่องจากได้ทำลายชีวิตนาง แม้แต่หน้าตอนนี้นางก็ไม่อยากจะมองบุรุษผู้นั้นเลย "จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าให้คนไปเรียกเจ้าองค์ชายรัชทายาทแล้ว ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าเสียชื่อเสียงหรอก เจ้าเป็นถึงบุตรตรีของแม่ทัพหลิว ยังไงข้าก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่เขา" ฮ่องเต้กล่าวขึ้นไม่นานองค์ชายรัชทายาทก็ถูกเรียกเข้าพบ เขาเดินมาในตำหนักหลักโดยข้างหลังมีลูกน้องคนสนิทเพียงคนเดียว แม่ทัพหลิวเองที่เห็นองค์ชายรัชทายาทเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ครั้งก่อนกับตอนนี้ช่างแตกต่างกันยิ่งนัก ครั้งก่อนเหมือนว่าเขายังไม่มีสติมากพอ ใบหน้าก็ดูอ่อนล้ากว่านี้ แต่ตอนนี้เดินมาด้วยท่าทีแข็งแกร่งเหมาะที่จะดูแลบุตรสาวของตนอย่างมาก หลิวเสียงเหย่าคำนับองค์ชายรัชทายาทเล็กน้อย "เจ้าฟู่บิดาของเจ้าและบิดาของแม่นางหลิวรับดูแล้วว่าพวกเจ้าชอบพอกัน ครั้งนี้จะไม่มีใครมาขัดขวางเรื่องที่พวกเจ้าชอบพอกันได้ ฮองเฮาจะไม่สามารถยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายได้อีกแล้วเราขอประทานพระราชสมรสให้กับเจ้าทั้งสอง" ฮ่องเต้กล่าวขึ้น หนามกงฟู่เองไม่ได้มีท่าทีดีใจและเสียใจแม้แต่น้อย หลิวเสียงเหย่าเองก็ถือว่าทำเรื่องเกินคาดไว้มาก เพราะในอดีตบุรุษผู้นี้ก็รักนางและบุตรชายมาก นางไม่แสดงสีหน้าใดๆทั้งสิ้น ทำให้ฮ่องเต้ที่ตรัสออกมาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว "น้อมรับบรรชาพะยะค่ะ/น้อมรับบรรชาเพคะ" ทั้งสองคนกล่าวขึ้น "หากไม่มีเรื่องสิ่งใดแล้วลูกขอตัวพะยะค่ะ" องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่แค่รับรู้และก็ขอตัวกลับตำหนัก ผู้ที่ตกใจคือลูกน้องคนสนิทขององค์ชายรัชทายาทต่างหากเพราะที่สืบมาสตรีผู้นี้เป็นคนรักขององค์ชายสาม ไม่ใช่หรือ "องค์ชายรัชทายาทคงจะไม่พอใจในตัวหม่อมฉันเพคะเพราะที่เราคุยกันแล้ว องค์ชายรัชทายาทก็ต้องจากไปทำศึกทางค่ายทิศเหนือ จึงยังไม่อยากที่จะสมรสกับกระหม่อม กระหม่อมเข้าใจเขาดีเพคะ" หลิวเสียงเหย่ากล่าวขึ้น "ไม่ได้หรอกยังไงข้าก็ต้องการให้องค์ชายรัชทายาทนั้นกลับมาประจำที่วังแล้ว ในการที่สมรสกับเจ้ามีข้อดีเช่นกันเขาจะได้อยู่ในวังไม่ไปไหนแล้ว" ฮ่องเต้กล่าวขึ้น "ไม่ได้นะเพคะฮ่องเต้หม่อมฉันคิดว่า หม่อมฉันต้องการที่จะให้เสด็จพี่นั้นไปออกรบอยู่ เนื่องจากเขาชอบกระทำสิ่งนั้น หม่อมฉันรักในตัวเขาและอยากให้เขามีความสุขที่สุดที่จะทำได้เพคะ และอีกอย่างจะได้เป็นขวัญและกำลังใจของแม่ทัพต่างๆส่วนเรื่องสมรสนั้นเมื่อมันจะเป็นการฉุดรั้งเขาไว้มองฉันก็จะไม่ยินยอมสมรสเพคะ" หลิวเสียงเหย่ารีบกล่าวเพาะเขารู้ดีว่าหากครั้งนี้องค์ชายรัชทายาทไม่ออกไปรบด้วยตัวเอง ก็จะถูกตีค่ายจนแตด ไม่แน่ว่าเมืองหลวงอาจแตกด้วยก็ได้ เมื่อนางแค่ต้องการเปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่ แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนบทบาทของเขาให้มากนัก ให้เขาป้องกันบ้านเมื่อ ชาติที่แล้วเขาเอาชนะข้าศึกกลับมาทันนางคลอดบุตรพอดี ครั้งนั้นเขาทำชื่อเสียงจึงได้ถูกอภัยโทษและถูกสอบตะแหน่งให้เป็นอ๋อง แต่ตอนนั้นนางก็ได้เป็นอนุขององค์ชายสามแล้ว"นายน้อยขอรับสตรีผู้นี้เป็นคนรักขององค์ชายสามนะขอรับ แล้วทำไมเขาต้องแต่งงานกับนายน้อยด้วยหรือขอรับ "ซูเสวี่ยถามผู้เป็นนายขึ้น"ก็เรื่องเมื่อคืนนั่นแหละ มันเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยที่ข้าต้องแต่งกับสตรีผู้นี้ หรือเจ้าอยากให้ข้าผิดใจกันกับแม่ทัพหลิวซึ่งเขาเป็นหัวหน้าของหองกำลังทหารองครักษ์ที่อยู่ในวังหลวง ถึงแม้ว่าเราจะมีกองทัพในมือหลายกองแต่ข้าว่าเราก็ไม่ควรที่จะผิดใจกับกองกำลังรักษาวังหลวงหรอกเอาเป็นว่าเจ้าไปสืบเรื่องของฮองเฮาและองค์ชายสามมาก็แล้วกัน"หนามกงฟู่กล่าวขึ้น เขาไม่เคยให้ลูกน้องคนสนิทของเขาเรียกเขาว่าองค์ชายรัชทายาทให้เรียกนายน้อยแทนเพราะว่าเวลาที่เขาออกไป ณ สถานที่ต่างๆกับลูกน้องคนที่สนิทเขาจำเป็นที่จะต้องปิดบังตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทไว้ แม้นกับวังหลวงในครั้งนี้ซูเสวี่ยต้องออกไปสืบสถานการณ์ต่างๆอยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ค้านที่จะทำเพื่อเจ้านายของตัวเองเขาเต็มใจไปสืบด้วยตัวเองเนื่องจากว่าข้อมูลจะได้ไม่ผิดพลาด และไม่ไว้ใจคนอื่นอีกด้วย ที่เขาไปสืบเรื่องขององค์ชายสามอาจเป็นเพราะว่าสตรีผู้นั้นชอบพอกับองค์ชายสามอยู่ เขาแอบตามองค์ชายสามก็พบว่าองค์ชายสามได้จองโรงเตี๊ยมเพื่อไปดื่มน้ำชากับใครส
บทรักของของข้างๆดำเนินไปอย่างช้าๆเสียงก็ยังไม่ได้ดังมาก เมื่อไม่ได้ใช้หลอดดักฟังแล้วซูเสวี่ยเพียงแค่ได้ยินเสียงของสตรีครางเล็กน้อย เขาเริ่มดื่มน้ำชาไปด้วยเหงื่อที่รินไหล ถึงเขาจะเป็นบุรุษหนุ่มแต่เขาก็ไม่เคยมีเรื่องอย่างว่าแบบนี้มาก่อนืทำให้เขานั้นจินตนาการไปตามหนังสือภาพที่เคยเห็น แล้วทำให้เหงื่อเขาไหล สักพักเหมือนห้องข้างๆได้ยินเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเสียงครางของทั้งสองประสงค์ปนเปกันไปทั้งเสียงกระแทกที่เป็นจังหวะเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ ของอะไรสักอย่างซูเสวี่ยอดทนไม่ได้เปิดหน้าต่างแง้มๆและห้องข้างๆไม่มีวี่แววที่จะสงบลงเลยเขาจึงเปิดสุดและกระโดดออกจากหน้าต่างไปทันที เมื่อเขาออกไปไกลแล้วมองไปด้านบนก็ไม่เห็นว่ามีผู้ใดจะเปิดหน้าต่างมาดูเขา แสดงว่าห้องข้างๆนั้นน่าจะเมามันจนไม่รู้ว่าเขาอยู่เป็นแน่ เขาจึงรีบกลับตำหนักขององค์ชายรัชทายาททันที ด้วยความที่หนักอึ้งและคับแน่น เมื่อไปถึงตำหนักเขาก็ไม่ได้เข้าไปหาผู้เป็นเจ้านายทันที เขาไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่สักพัก จนในที่สุดองค์ชายรัชทายาทก็รู้ว่าเขากลับมาแล้วจึงเรียกตัวเข้าพบ"เจ้าได้ความว่าอย่างไรบ้าง ที่เจ้าออกไปติดตามองค์ชายสาม และฮองเฮานั้น"องค์ชา
"องค์ชายรัชทายาทมีธุระอะไรกับหม่อมฉันหรือเพคะ "หลิวเสียงเหย่ากล่าวขึ้นพลางมองสบตาองค์ชายรัชทายาท ทำให้เขานั้นรู้สึกหวั่นไหวสตรีผู้นี้ช่างแข็งแกร่งเสียเหลือเกินไม่กลัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว"ก็มาเรื่องอภิเษกสมรสของเราทั้งสอง วันนี้ข้านำของมากราบไหว้ท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้า แล้วข้าก็จะมาตกลงกับเจ้าอีกเรื่องที่เราอภิเษกสมรสกันแล้ว ฮ่องเต้อยากให้ข้าอยู่ที่วังหลวงต่อ แต่ข้าคิดว่ากองทัพในด่านทิศเหนือนั้นต้องการข้าเป็นไหนไหน หาข้าอภิเษกสมรสแล้ว ข้าต้องกลับไปยังค่ายทางทิศเหนือ ข้าจึงอยากมาเจรจากับเจ้า เพราะถ้าเจ้าแม่ยินยอมข้าก็ไม่สามารถที่จะไปได้"องค์ชายรัชทายาทกำลังพูดยังไม่ทันจะจบดี"หม่อมฉันรู้ดีเพคะ เรื่องบ้านเมืองนั้นสำคัญความจริงหม่อมฉันยังไม่ได้อยากอภิเษกสมรสแต่อย่างใด อยากให้ท่านกลับไปป้องกันด่านทิศเหนือก่อน และข้ายังคิดอีกว่าด่านที่เป็นทะเลนั้น น่าจะมีคนป้องกันอยู่บ้าง เพราะตอนนี้เหมือนข้าศึกจะล้อมพวกเราอยู่ทุกด้านยกเว้นด้านทะเล ข้าเกรงว่าจะเป็นด้านนั้นที่ข้าศึกช่วยกันโจมตีแคว้นตงของเรา"หลิวเสียงเหย่ากล่าวขึ้น ทำให้องค์ชายรัชทายาทมองเสียงเหย่าที่เปลี่ยนไป เดิมทีเขาคิดว่าการอภิเษกสมร
เมื่อแผนของฮองเฮาและองค์ชายสามนั้นจบลง เนื่องจากว่าเป็นการยอมความของแม่ทัพหลิวก็ทำให้ฮองเฮาไม่พอใจเป็นอย่างมากเขาจึงไปกราบทูลกับฮ่องเต้เรื่องนี้"เสด็จพี่เพคะทำไมบุตรีแม่ทัพหลิวถึงต้องอภิเษกกับองค์ชายรัชทายาททั้งๆที่ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าองค์ชายสามกับนางรักใครกัน"ฮองเฮากล่าวขึ้นเหมือนไม่รู้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นกับหลิวเสียงเหย่า คำพูดของนางทำราวกลับว่าองค์ชายรัชทายาทนั้นแย่งคนรักขององค์ชายสามอย่างใดอย่างนั้น"ฮองเฮาเจาก็จงปล่อยวางเสียเถอะ เรื่องของคนรุ่นหลังเจ้าก็ถือว่ามารดาของแผ่นดิน เป็นมารดาขององค์ชายรัชทายาท เจ้าต้องรักบุตรที่เท่ากัน ฟู่เออร์กับบุตรีแม่ทัพหลิวชอบพอกันก็ให้เขาแต่งกันเถอะ"ฮ่องเต้กล่าวขึ้น"รักกันหรือเพคะเสด็จพี่ หม่อมฉันเห็นแต่เฉียวเออร์ที่รักกับแม่นางหลิวผู้นั้นแต่ทำไมถึงเป็นองค์ชายรัชทายาทไปได้เพคะ หรือเป็นเพราะว่าตำแหน่งของเขาถึงจะแย่งคนรักของบุตรชายของหม่อมฉันก็ได้หรือเพคะ"ฮองเฮากล่าวขึ้นและเดินจากไปทันทีโดยไม่ฟังว่าฮ่องเต้จะกล่าวยังไงอีก เขารีบไปคุยกับบุตรชายของเขาว่าห้องเต้กล่าวมาแบบนี้ องค์ชายสามจึงไปขอพบกับหลิวเสียงเหย่า ในที่สุดก็ได้เข้าไปพบแต่ครั้งนี้นางไม่ได้
"แม่นางหลิวขอรับองค์ชายรัชทายาทให้ข้ามาถามว่า ครั้งนั้นที่จวนของแม่ทัพหลิวองค์ชายรัชทายาทได้ติดค้างเรื่องสำรับกับแม่นางหลิวอยู่ ครั้งนี้แม่นางหลิวจะสะดวกที่จะรับสำรับกับองค์ชายรัชทายาทหรือไม่ขอรับ"ซูเสวี่ยกล่าวเชื้อเชิญหลิวเสียงเหย่าจนหลายๆคนได้ยินและมองพวกเขากัน ความสัมพันธ์สองคนนั้นไปถึงไหนกัน ไปหาทีจวนหลิวอีกต่างหาก"ข้าว่างอยู่พอดี แต่ข้าบอกกับคนในตระกูลว่ามาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพียงสักครู่ก็จะกลับ ข้าไม่ได้แจ้งกลับทางนั้นว่าจะมารับสำหรับด้วย"หลิวเสียงเหย่ากล่าวขึ้น "ถ้าอย่างนั้นข้าขอเชิญท่านไปตำหนักองค์ชายรัชทายาทก่อนเดียวข้าจะไปจวนแม่ทัพหลิวเพื่อกล่าวบอกกับทางนั้นเองขอรับ"ซูเสวี่ยกล่าวขึ้นและผายมือเชิญหลิวเสียงเหย่าไปตำหนักองค์ชายรัชทายาทเพื่อไปรอรับสำหรับในห้องรับรอง "ถ้าได้สั่งให้คนไปเตรียมสำหรับแล้ว "องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่กล่าวขึ้น หลิวเสียงเหย่า เห็นบ่าวรับใช้อยู่ผู้หนึ่งทหารจริงเดินไปใกล้ๆแล้วนางก็มองร้อยสายตาที่ขมิ้นแล้วนางก็สะดุดล้มลง"แม่นางหลินเจ้าเป็นอะไรหรือไม่"องค์ชายรัชทายาทนามกงฟู่ถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปประคอง บ่าวผู้ที่นั่งอยู่นั้นก็ตกใจกำลังจะยื่นมือไปสัมผัส
"องค์ชายสามขอรับกระหม่อมไปรอแม่นางจางที่ตำหนักองค์ชายรัชทายาทราวๆสามก้านธูปแล้วแม่นางก็ไม่ออกมาพบกระหม่อม เกรงว่าจะมีปัญหากับนางเป็นแน่ขอรับ แม่นางหลิวก็กลับไปยานมากแล้ว แม่นางจางก็ไม่ได้มาส่งข่าวเสียที"ลูกน้องคนสนิทขององค์ชายสามซ่ากัวกงกล่าวขึ้น องค์ชายสามรอให้นางมารายงานว่าหลิวเสียงเหย่านั้นพูดคุยสิ่งใดกัน เขาสงสัยยิ่งนั้งเรื่องความสัมพันธ์ของตนและหลู่ชิงเหยานั้นทำไมหลินเสียงเหย่านั้นรับรู้ ที่นางเปิดเผยครั้งนี้มันร้ายแรงมากเลยที่เดียวนางรู้มานานแล้วหรือพึ่งรู้กันนะ แล้วนางรู้อะไรมาบ้าง ตอนนี้องค์ชายสามกำลังวุ่นวายในใจ ใจหนึ่งก็กระวนกระวายเรื่องที่หลิวเสียงเหย่ารู้เรื่องตนกับหลู่ชิงเหยา อีกใจหนึ่งก็ร้อนใจที่จางจินซูไม่มารายงานเขาเสียทีว่าเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง หลิวเสียงเหย่ากับองค์ชายรัชทายาทเขาคุยอะไรกันบ้าง นางรู้อะไรเกียวกับเขาบ้างนะ เขาน่าจะต้องส่งคนไปจวนหลิวแล้วล่ะ จะได้รู้ว่านางรู้เรื่องอะไรบ้าง"ซ่ากัวกง เจ้าออกไปหาซื้อตัวบ่าวในจวนตระกูลหลิวคอยสืบข่าวให้ข้าที เอาคนที่ค่อนข้างสนิทกับคุณหนูตระกูลหลิวผู้นั้น บ่าวที่รับใช้ข้างกายนางก็ได้ หรือไม่ก็คนที่เข้าออกเรือนของนางบ่อยๆก็ได้
"เสียงเหย่าพ่อมีบ่าวผู้หนึ่งมาให้เจ้าดูตัว เห็นเขามาหางานในจวน จะให้พ่อซื้อเป็นทาสพ่อก็เลยคิดถึงเจ้าที่กำลังจะออกเรือน เผื่อเจ้าจะต้องการบ่าวพูดซื่อสัตย์เพิ่ม บ้านของสตรีผู้นั้นน่าสงสาร ที่บ้านนางยากจน นางอยู่กับพ่อกับแม่ที่พิการ นางจึงใช้ตัวเองมาขายเพื่อที่จะนำเบี้ยไปรักษาซื้อหยุกซื้อยาให้พ่อกับแม่ เจ้าลองดูเสียหน่อยเถอะ สตรีผู้นี้ไม่ได้มีความงามราวกับสตรีที่อยู่ในวังหลวงเจ้านั้น สบายใจได้เลยเรื่องนี้"แม่ทัพหลิวกล่าวกับบุตรสาว เมื่อได้ฟังว่าบ้านของนางยากจน พ่อแม่พิการหลิวเสียงเหย่าก็รู้สึกสงสัยว่า แล้วแต่ก่อนนั่นนางทำอันใดอยู่นางจึงไม่หางานทำ หรือว่าจริงๆแล้วบิดากับมารดาของนางพึ่งจะพิการกันนะ แล้วอีกอย่างที่บิดาของตนพูดว่าหน้าตาธรรมดาไม่งามเท่าหญิงที่เป็นบ่าวในวัง แสดงว่าข่าวที่นางจัดการสตรีผู้นั้นคงมาถึงหูผู้เป็นบิดาของนางเรียบร้อยแล้ว"ท่านพ่อไม่ใช่ว่าลูกไม่อยากได้บ่าวนะเจ้าค่ะ แต่ทำไมนางพึ่งมาหางานทำหรือเจ้าคะ ทำไมบิดามารดาของนางพึ่งพิการหรืออย่างไรเจ้าคะ แล้วท่านางมาทำงานกับเรา แล้วใครจะดูแลบิดามารดาของนางละเจ้าค่ะ เห็นท่านพ่อพูดมาข้าก็นึกสงสารนางอยู่หรอก แต่ตอนนี้ข้าก็บังอาจไป
"องค์ชายสามขอรับกระหม่อมให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปในจวนตระกูลหลิวแล้วขอรับ แต่นางได้ไปรับใช้ที่เรือนฮูหยินหลิว นางไม่ได้ไปรับใช้ที่เรือนของคุณหนูหลิวนะขอรับ เห็นว่าบ่าวรับใช้ของคุณหนูตระกูลหลิวนั้นมีมากมายอยู่แล้ว และอีกอย่างนางน่าจะออกจากเรือนในเร็ววันจึงไม่รับเพิ่มขอรับ"ซ่ากัวกงกล่าวรายงาน ระหว่างที่องค์ชายสามกับหลูชิงเหยากำลังนั่งคุยกันในศาลา"เรือนของนางนั้นบ่าวรับใช้มีมาก หรือว่านางจ้องจะระวังตัวกันแน่นะ ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้เสียงเหย่าแปลกๆ บางครั้งสายตาที่นางมองข้า เหมือนโกรธเกลียดสักอย่าง แล้วเรื่องที่เจ้ากับข้านั้นอีก ครั้งนั้นที่ฮ่องเต้เรียกเข้าพบ นางก็พูดให้ฮ่องเต้รู้เรื่องของเราทั้งสองแล้ว ดีหน่อยที่ฮ่องเต้ไม่สืบสาวราวเรื่อง ให้ข้าจบแต่เพียงเท่านั้น"องค์ชายสามหนามกงเฉียวกล่าวขึ้น"แล้วองค์ชายสามต้องการให้นางรักองค์ชายสามหรือเพคะ "หลู่ชิงเหยากล่าวถาม"มันเป็นแผนของเราที่เราเคยปรึกษากันแล้วนิ ว่าจะให้นางตกหลุมรักข้า แต่ค่าสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในครั้งนั้นข้าก็เหมือนรู้สึกว่านางเปลี่ยนไป และอีกอย่างเหมือนข้ามีแผนใด นางก็ต้องรู้แผนของข้าอยู่ร่ำไป ครั้งท
แม่ทัพหลิวจัดเตรียมทหารไว้ตั้งแต่คราแรกที่อ่องเต้ได้อ่านจดหมายขององค์ชายรัชทายาทแล้ว เนื่องจากว่าบุตรรีของเขาได้กำชับกับเขาเป็นหมั้นเป็นเหมาะว่าจะต้องสนับสนุนองค์ชายรัชทายาทให้เต็มที่ เมื่อเขาต้องการคนผู้เป็นพ่อตาจึงต้องจัดเตรียมให้ แม่ทัพหลิวเข้าไปในกองทหารของตนเอง และกล่าวกับทหารทุกคนอย่างพร้อมเพรียงกัน หากผู้ใดจะออกไปรบก็ให้ร่วมลงนามเนื่องจากว่าครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นใด ผู้ที่ร่วมลงนามนั้นจะต้องพร้อมใจที่จะออกไปรับใช้บ้านเมืองเท่านั้นหากผู้ที่มีภาระอยู่ไม่ต้องออกไปลงนามทั้งสิ้น ทหารของแม่ทัพหลิวเองมีราวๆห้าหมื่นกว่านาย ผู้ที่พร้อมลงนามราวๆสามหมื่นกว่านายแต่ท่านแม่ทัพหลิวก็ยังไม่ได้ส่งทั้งสามหมื่นนายออกไปเขาจึงคำนวณอยู่ในใจว่าจะส่งไปซักสองหมื่นนายก็น่าจะเพียงพอ ส่วนเรื่องเสบี่ยงอะไรก็จนปัญญาอย่างยิ่งถ้าหากว่าฮ่องเต้ไม่ทรงอนุญาตก็คงจะต้องใช้เบี้ยของตัวเองจัดเตรียมให้ แล้ว เขาต้องการจะให้บุตรีเพียงคนเดียวของเขาสบายใจ หากสวามีของนางอยู่ยังแดนไกลแล้วไร้ทหารคอยป้องกันนาง ก็คงจะหวั่นวิตกไม่น้อย และตอนนี้นางก็ตั้งครรภ์แล้ว จะให้นางคิดหนักกับเรื่องสามีได้อย่างไรและอีกอย่างอาจคิ
"นายน้อยขอรับแล้วแบบนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นดังที่นายน้อยคิดเอาไว้ไม่มีผิดแล้วทางนี้เราก็นำทหารมาเพียงห้าร้อยนายเท่านั้นเราจะจัดการอย่างไรดี"ซูเสวี่ยกล่าวขึ้น"ท่านแม่ทัพถึงคนของเราจะน้อย แต่มีข้าผู้นึงแหละที่จะสู้แบบไม่ถอย และข้าเชื่อว่าทหารทุกคนที่อยู่ทางนี้ก็จะสู้เช่นเดียวกัน"ทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นเขาเห็นพวกข้าศึกบุกมาขนาดนี้ทำให้เขาฮึกเหิมที่จะออกไปสู้รบ ทหารที่อยู่ใกล้ๆและได้ยินพยักหน้ากัน"เราเขียนจดหมายขอคนจากวังหลวงตั้งแต่ที่เราจะออกเดินทางมาตะวันออกแล้วอีกไม่นานกลุ่มนั้นน่าจะมาถึงให้ทหารหนึ่งนายที่มีความเร็ววิ่งย้อนไปเพื่อที่จะตามหากลุ่มทหารที่ส่งมาจากวังหลวงให้เร่งเดินทางมาให้เร็วที่สุด และเข้าไปแจ้งวังหลวงว่าทิศตะวันออกนั้นมีข้าศึกบุกมา ให้เขารายงานเป็นคำพูดเลย"องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่กล่าวขึ้น ทหารผู้ที่กล่าวว่าเขายินดีที่จะอยู่ต่อสู้แม้คนน้อยนั้นรีบหมอบเคารพและรีบวิ่งไปหาทหารผู้หนึ่งเพื่อที่จะส่งข่าวและทหารผู้นั้นก็วิ่งออกไปทันทีทหารผู้ที่ไปส่งข่าวนั้นรีบกลับเข้ามาเพื่อที่จะฟังว่าท่านแม่ทัพจะสั่งการเช่นไรอีก ณ เวลานี้แม่ทัพใหญ่ก็คือองค์ชายรัชทายาทน
เมื่อองค์ชายรัชทายาทจะออกจากค่ายด้านเหนือจึงเขียนจดหมายกลับไปหาฮ่องเต้เพื่อที่จะขอคนจากวังหลวงเพื่อที่จะไปศึกษาเส้นทางที่อยู่ดินแดนติดกับแม่น้ำฝั่งตะวันออก เขายื่นจดหมายให้รองแม่ทัพเพื่อที่จะหาคนไปส่งให้เขา ยังวังหลวงมีจดหมายจากวังหลวงมาถึงองค์ชายรัชทายาทหนึ่งฉบับ"นายน้อยขอรับน่าจะเป็นจดหมายจากพระชายาขอรับ"ซู่เสวี่ยกล่าวขึ้น องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่รีบคว้าจดหมายนั้นมาเปิดทันที "หวังว่าท่านพี่คงสบายดี น้องนั้นได้ตั้งครรภ์ตามที่เราปรารถนาแล้ว หวังว่าท่านพี่คงจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเพื่อที่จะกลับมาอยู่กับน้องและบุตร ทางชายแดนด้านตะวันออกของแคว้นตรงนั้นติดกับแม่น้ำหนองหว้าท่านพี่ไม่น่าจะวางใจทางแม่น้ำท่านน่าจะรีบจัดคนไปเฝ้าไว้ น้องได้ข่าวจากท่านพ่อว่าแคว้นอื่นๆตอนนี้เหมือนว่าจะคุ้มกันค่ายที่ติดกับแคว้นตงของเราเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คิดที่จะโจมตีแต่อย่างใด น้องคิดว่ามันเป็นอุบายเพื่อให้เราตายใจ และจะก่อตัวโจมตีอีกครั้งหลังที่วางคนให้เดินทางข้ามแม่น้ำนั้นมาแล้ว ท่านพี่ให้คนไปสังเกตการณ์ทางด้านทิศแม่น้ำหรือยังเพคะหากยังน้องว่าท่านที่ต้องรีบเร่งแล้ว "พระชายาเขียนจดหมายถึงสวามีเขาจำได้ว่าใน
พระชายาหลิบกลับตำหนักและเขียนจดหมายถึงองค์ชายรัชทายาททันที ทางด้านองค์ชายรัชทายาทเมื่อเขียนจดหมายให้พระชายาก่อนที่ตนออกจากเมืองหลวงแล้ว ก็เฝ้ารอจดหมายของพระชายาตอบกลับแต่ก็ไร้วี่แววยิ่งนัก เมื่อไปถึงชายแดนเหนือพระองค์ชายรัชทายาทนั้นก็ออกสำรวจเส้นทางทันที ภายในกระโจมในยามค่ำคืนองค์ชายรัชทายาทเปิดแผนที่ตรวจดูอีกครั้ง สายสืบที่ไปสืบยังแคว้นอี้กลับคืนมาบอกว่าทางค่ายของแคว้นอี้นั้นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อแคว้นอี้ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และแคว้นเป้ยกับแคว้นจิ้นเองก็น่าจะไร้ความเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน ทั้งทั้งที่ทุกที่ทุกทางกำลังตึงเครียดแต่ก็เพียงแค่ปกป้องค่ายของตนเองไว้เฉยๆแต่ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ กลุ่มเหล่านั้นน่าจะกำลังเสนอกำลังทำให้เกิดสงครามแก่แคว้นตงของพวกเขาอย่างเดียวเป็นแน่ เขามองดูแผนที่ที่แคว้นตัวเองอยู่ตรงกลางและทิศเหนือทิศตะวันออกและทิศใต้นั้นติดกับแคว้นต่างๆ แต่ยังมีทิศตะวันออกนั้นซึ่งติดกับแม่น้ำ ซึ่งข้ามแม่น้ำไปก็จะมีแคว้นเหว่ยอีกหนึ่งแคว้น ก่อนที่ตนจากมาพาชายาก็ยังเอ่ยถึงเรื่องทิศที่เป็นแม่น้ำ ในการที่พระชายากล่าวในหลายๆเรื่องเหมือนนางรู้เรื่องอะไรมาและก็ถูกดั่งที่นางใจเ
หลิวเสียงเหย่าปล่อยเรื่องที่เสี่ยวไป๋สืบได้ไปก่อน นางได้ข้อมูลคร่าวๆแล้วและนางก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่นางพยายามเปลี่ยนแปลงจากอดีตในชาติที่แล้ว แต่ยังมีคนของสำนักเต๋าผู้นี้ซึ่งให้คำปรึกษากับหลู่ชิงเหยาอยู่ จึงทำให้เมื่อนางปรับเปลี่ยนสถานการณ์ไปจากเดิม คนผู้นั้นก็จับทางนางได้และให้คำปรึกษากับหลู่ชิงเหยา ให้ปรับเปลี่ยนแก้เกมของนาง สตรีผู้นี้ช่างโชคดีเสียเหลือเกิน ที่เพียงแค่คิดจะแย่งชิงดวงของนางพวกเขาก็แย่งชิงได้ เพราะมีคนอยู่เบื้องหลังนี่เอง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าผู้ที่อยู่สำนักเต๋าผู้นั้นเป็นใครกัน แต่นางเองยังไม่เข้าใจคำว่าสำนักเต๋าเลยด้วยซ้ำ นางจึงต้องศึกษาให้มากกว่านี้ นางจึงไปหาตำราจากห้องตำราของตำหนักองค์ชายรัชทายาท นางหาตำราที่เกี่ยวกับสำนักเต๋าได้มาราวๆสามเล่ม นางจึงนำมันกลับไปศึกษา ทางด้านองค์ชายสามส่งคนไปตรวจสอบตามที่หลู่ชิงเหยากล่าวให้ฟัง ก็ไม่ได้ความว่าทางการส่งบุรุษผู้นั้นไปแต่อย่างไร เขาจึงให้คนไปช่วยจัดการงานอย่างรวดเร็ว และให้เบี้ยกับคนในครอบครัวของผู้นั้นและสอบถามเขาว่าผู้นั้นทำงานให้ผู้ใดกันหรือ"ข้าเองก็เป็นมารดาของเขาแต่ข้าไม่เคยรู้เลย ว่าเขาทำงานให้ผู้ใด เพราะปกติเขาก็
"เสี่ยวไป๋เจ้าเป็นคนกว้างขวางเจ้ารู้หรือไม่ว่าฟังที่บุรุษผู้นั้นกล่าวถึงนั้น คือสถานที่ใดกันละแวกนั้นมีสิ่งใดที่น่าไป แต่เป็นทีปิดบังหากเจ้ามีเวลาลองออกไปตรวจตาดูสักหน่อยเถอะข้าเชื่อในฝีมือเจ้า"หลิวเสียงเหย่ากล่าวขึ้น กับผู้ที่อยู่ในเงามืด ตั้งแต่ที่นางฟื้นขึ้นมาในร่างนี้อีกครั้ง นางก็ต้องระวังตัวตลอดเวลาจึงสั่งให้เสี่ยวไป๋คอยอยู่ดูแลนางไม่ห่างและนางก็รับรู้ได้ว่าเขาฟังบุรุษผู้ที่มารายงานเรื่องนี้แล้ว เงานั้นหายไปทันทีไร้ซึ่งการตอบใดๆ เสี่ยวไป๋เป็นคนที่พูดน้อย และประวัติของเขานั้นางก็ไม่ค่อยรู้สักเท่าไหร่ เนื่องจากบิดาเป็นผู้หาให้ ครั้นจะสืบดูประวัตินางก็ไม่ค่อยมีเวลาแต่เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้คนหนึ่ง นางจึงใช้งานเขา ทางการได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและศพของบุรุษผู้นั้น จนในที่สุดก็รู้ว่าบุรุษผู้นั้นยามค่ำคืนได้กินเหล้าที่หน้าจนตระกูลหลู่ และตอนเช้าก็พบศพอยู่นอกหมู่บ้านทางการจึงแพ่งเล็งมาที่จวนทุกคนหลู่"เป็นใครกันที่ให้การว่าบุรุษผู้นั้น อยู่หน้าจวนของเราทั้งที่พ่อเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นคือใคร และใครทำให้มันตายแล้วแบบนี้จะให้จัดการได้อย่างไร"เสนาหลู่กล่าวกับบุตรี ครั้นหลู่ชิงเหยาจะไม่บ
เมื่อเช้าตรู่ของวันใหม่หลู่ชิงเหยาก็เร่งเดินทางออกจากจวนตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะไปหาท่านนักพรตผู้นั้น ซึ่งนางเองไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนที่คอยตามนางอยู่ ครั้งที่หลิวเสียงเหย่าสงสัยในตัวของสหายผู้นี้ นางจึงให้คนสอดส่องตลอดเวลา เมื่อหลิวชิงเหยาออกเดินทางตั้งแต่รุ่งเช้าจึงทำให้ผู้ที่ติดตามเกิดความสงสัย และติดตามนางไปจนถึงทางออกหมู่บ้านสตรีนางนี้ที่มากับบ่าวราวๆหกถึงเจ็ดคน ก็ไม่ลดละเอาเสียเลย พวกเขามุ่งไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ระหว่างตัวเนื่องจากว่าที่ผ่านมานั้นเมื่อรุ่งเช้าแบบนี้พวกเขาเดินทางได้ชำนาญแล้ว จึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนแอบติดตาม ผู้ที่ติดตามสองคนได้แต่แอบติดตาม ตามเดิมพวกเขาติดตามนางในระยะประชั้นชิดแต่ตอนนี้เหมือนไร้ผู้คนรอบข้างพวกเขาทั้งแปดคนได้เดินออกจากผู้คนแล้ว หนึ่งในนั้นจึงอาสาที่จะตามไปเพียงคนเดียว ส่วนอีกคนนั้นกลับไปรายงานยังตำหนักขององค์ชายรัชทายาททันที "เมื่อมีคนมายังตำหนักองค์ชายรัชทายาทแต่พระชายาหลิวนั้นยังหลับอยู่และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญทีแรกบ่าวรับใช้ก็เกรงว่าจะปลุกพระชายาดีหรือไม่แต่หลิวเสียงเหย่านั้นรู้สึกตัวจึงถามบ่าวหน้าแท่นบรรทม"ใครกันหรือที่มาแต่เช
"ฮ่องเต้พะยะค่ะจดหมายขององค์ชายรัชทายาทกล่าวถึงอะไรพะยะค่ะทำไมถึงใช้ซองจดหมายสีดำกัน"เสนาหลู่กล่าวถามขึ้น เมื่อสักครู่ฮ่องเต้กับเขากำลังคุยเรื่องขององค์ชายรัชทายาทกับหลู่ชิงเหยาอยู่ดีๆ ก็มีผู้รายงานวิ่งลู่เข้ามาบอกว่าพระชายาหลิวได้รับจดหมายซองสีดำจากองค์ชายรัชทายาท เรื่องนี้คงปิดไม่ได้แล้ว"เป็นเพียงจดหมายขององค์ชายรัชทายาทส่งถึงพระชายาเพียงเท่านั้น เนื้อหาภายในนั้นข้าไม่อาจที่จะแพร่งพรายบอกกับผู้อื่นได้ เอาเป็นว่ามันเป็นจดหมายส่วนตัว ไม่ใช่จดหมายเกี่ยวกับการรบแต่อย่างใด แต่ที่ใช้ซองสีดำนั้นพวกเขาอาจจะหาซองจดหมายสีชมพูไม่ทัน"ฮ่องเต้กล่าวขึ้น แต่เสนาหลู่ก็ยังมีสีหน้าที่สงสัย"วันนี้พอแค่นี้แหละข้าจะต้องจัดการสิ่งอื่นแล้ว"ฮองเต้กล่าวขึ้น"แล้วเรื่องของบุตรีของกระหม่อมกระกับองค์ชายรัชทายาทล่ะพะยะคะ"เสนาหลู่รีบถามขึ้น"เรื่องนั้นให้มันจบเพียงเท่านั้นเถอะมันคงไม่มีสิ่งใดกระมัง"ฮ่องเต้กล่าวขึ้นเพราะเขาอ่านจดหมายของบุตรชายของตัวเองแล้ว จึงกล่าวปฏิเสธออกไป"ไม่ได้นะพะยะค่ะฮ่องเต้เรื่องนี้มันเสียชื่อเสียงของบุตรดีของกระหม่อม"เสนาหลู่ลนลานทีจะพูด"แบบนั้นเจ้าก็ไปสืบเรื่องให้มันกระจ่างแล้ว
เมื่อกลุ่มองค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่หยุดพักผ่อนในระหว่าเดินทาง เขาก็เรียกคุยกับลูกน้องคนสนิท"ซูเสี่ยเจ้าคิดว่าเรื่องที่ตลาดนั้นทางวังหลวงจะรู้หรือเปล่า"องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟูถามขึ้น"กระหม่อมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถึงวังหลวงแล้วและตอนนี้พระชายาอาจจะไม่พอใจอยู่ก็เป็นได้ขอรับ หากกระหม่อมเป็นนายน้อยกระหม่อมจะเขียนจดหมายไปสารภาพผิดกับพระชายาก่อนที่เรื่องจะถึงหูพระนางเสียอีก"ซูเสวี่ยกล่าวขึ้น"แล้วถ้าหากเรื่องไปถึงหูนางแล้วล่ะ ข้าจะต้องทำเช่นไรดี หากเขียนจดหมายไปตอนนี้จะทันหรือไม่"องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่ถามลูกน้องคนสนิทขึ้น เพราะว่าตัวเขาเองไม่เคยมีความรักไม่รู้ว่าจะต้องเอาใจเยี่ยงไร หรือต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายไม่คิดมาก"กระหม่อมคิดว่านายน้อยน่าจะเขียนจดหมายไปสำนึกผิดขอรับ แล้วก็บอกความในใจแก่พระนาง ให้พระองค์บอกเล่าถึงความเป็นมาว่าเป็นอย่างไร และพระองค์รักพระนางเพียงผู้เดียวเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วขอรับ"ซูเสวี่ยกล่าวขึ้น"งั้นเจ้าไปหาซองจดหมายสีชมพูมาแล้วข้าจะส่งให้พระชายา"องค์ชายรัชทายาทหนามกงฟู่กล่าวขึ้น"หากเป็นซองจดหมายสีชมพูพระชายาจะยิ่งโกรธหรือไม่ล่ะขอรับ ในเมื่อนายน้อ