“ตั้งแต่พรุ่งนี้ที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนไป เจ้าก็จะไม่ใช่คุณหนูรองสกุลจ้าวของเราอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังเป็นลูกสาวของแม่ เซียนเอ๋อร์…หากเจ้าอยู่ที่โน่นแล้วได้รับความลำบากหรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอันใด ก็ให้เขียนจดหมายสั่งให้คนนำมาให้ท่านพ่อของเจ้า อย่าได้กล้ำกลืนฝืนทนเป็นอันขาด”ฮูหยินใหญ่กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ รับผ้าในมือสาวรับใช้มาเช็ดเรือนผมให้บุตรสาวอย่างเบามือ ถึงแม้ปากนางจะบอกว่าวางใจ ที่ให้บุตรสาวออกเรือนไปกับเซี่ยโหว ทว่าภายในใจนางกลับยังรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวอยู่ดีหรูเอ๋อร์หากพบเจอกับเรื่องคับข้องใจอันใดในตระกูลสามี นางก็ยังมีตระกูลเดิมอยู่ใกล้ๆ ทว่าเซียนเอ๋อร์ที่ต้องแต่งออกไปอยู่ไกล ทำให้ไม่สะดวกที่จะบอกกล่าวพวกตน นางจึงไม่ลืมที่จะกำชับบุตรสาวถึงเรื่องนี้“ท่านแม่โปรดวางใจ โหวเหย่จะไม่มีวันทำให้ลูกพบเจอกับความยากลำบาก หรือความคับข้องใจเป็นอันขาด”จ้าวฟางเซียนกล่าวออกมาน้ำตาคลอ ชีวิตก่อนแม้เซี่ยเฟยหลงจะปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชา ทว่าเขากลับให้เกียรตินาง ไม่รับอนุ หรือมีสตรีนอกเรือนให้นางต้องถูกลบหลู่เกียรติ ท่านปู่ท่านย่าและท่านแม่ของเขา ก็เอ็นดูสงสารนางที่ไม่ได้รั
ภายในโถงใหญ่ของเรือนรับรอง ด้านในสุดถูกติดด้วยกระดาษตัวอักษรคำว่า ‘มงคล’ ตัวใหญ่ๆ เอาไว้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เจ้าสาวที่มีผ้าคลุมสีแดงปกคลุมใบหน้าอยู่ ถูกประคองให้มายืนเคียงคู่กับเจ้าบ่าวภายในโถงพิธี ด้านหน้าตำแหน่งเก้าอี้ไท่ซือ มีนายท่านใหญ่จ้าวหวังเหล่ยกับนายหญิงใหญ่ นั่งเคียงคู่กันอยู่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ทางฝั่งซ้ายมือของเจ้าสาวมีนายท่านผู้เฒ่าจ้าว และเหล่าฮูหยินนั่งเคียงข้างกัน ส่วนทางฝั่งขวามือคือท่านน้าจ้าวหวังหย่งกับท่านน้าสะใภ้แม่สื่อร้องบอกพิธีการ ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับฟ้าดิน บิดามารดาและคำนับกันและกัน เจ้าบ่าวยกน้ำชาให้พ่อตาแม่ยายดื่ม รับคำสั่งสอนและคำอวยพร ก่อนที่ทั้งเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะคำนับลา แล้วจึงเป็นฤกษ์เจ้าสาวออกจากเรือน แม่สื่อร้องตะโกนออกมาเสียงดัง ว่าเจ้าสาวออกจากเรือนแล้ว เสียงดนตรีที่อยู่ข้างนอกประตูจวนจึงดังขึ้นมาอีกครา พร้อมกับเสียงสรวลเสเฮฮาของผู้มารอชื่นชมจ้าวฟางฉีเป็นผู้แบกน้องสาวของตน ไปขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง แม้คุณชายหนุ่มจะมีรูปร่างไม่ใหญ่โต ทว่าตามลักษณะของผู้เป็นบัณฑิตแล้วถือว่าสมส่วน อ
“บ่าวเห็นใบหน้าของเซี่ยฮูหยิน นางดูเป็นคนดีมีเมตตาดีนะเจ้าคะ บ่าวเชื่อว่านางจะต้องเอ็นดูคุณหนูอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” จ้าวฟางเซียนพยักหน้าเห็นด้วยแม่สามีของนางนั้นเป็นคนดี นางเป็นสตรีที่เข้มแข็งและน่านับถือผู้หนึ่ง แม้ว่าจะสูญเสียคนข้างกายไปถึงสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ทว่านางกลับยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้ระหว่างระยะเวลาเหล่านั้น นางจะต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยว นางก็ไม่เคยคิดจะละทิ้งตระกูลสามีไป“ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักสักหน่อย พวกเจ้าออกไปรอโหวเหย่อยู่หน้าห้องกันเถิด หากเขาใกล้เข้ามาแล้ว ค่อยมาปลุกข้า” จ้าวฟางเซียนหันไปบอกเซียงซุนกับซู่เอ๋อ ที่ยามนี้ยังคงอยู่คอยรับใช้นางทั้งสองสาวเห็นคุณหนูดูเหนื่อยล้า จึงไม่กล่าวสิ่งใดออกมาให้มากความอีก ต่างพากันคำนับลาแล้วจึงออกไปเฝ้าอยู่นอกห้องหอตามคำสั่ง จ้าวฟางเซียนจึงเดินกลับไปยังเตียงนอน แล้วค่อยๆ เอนกายลงแม้เตียงนอนจะนุ่ม ทว่ากลับมีพวกถั่วลิสง พุทราแห้ง เม็ดบัว ลำไยแห้งกระจายอยู่เต็มเตียง จ้าวฟางเซียนยกยิ้มใช้มือปัดเจ้าสิ่งกีดขวางเหล่านี้ออกไป เพียงแค่ที่ที่นางจะล้มตัวลงนอน ครั้นนอนลงไปแล้วยังไม่ทันจะได้เ
สายลมที่พัดผ่านเข้ามา ทางช่องประตูและหน้าต่างในยามเช้า ทำให้ผู้ที่กำลังนอนขดกายอยู่บนเตียง ขยับเข้าไปหาความอบอุ่นจากคนข้างๆ ขยับเข้าไปใกล้จนร่างกายของทั้งสองแนบแน่นยิ่งขึ้น มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นสูง พลางใช้ท่อนแขนแข็งแรง รัดรึงร่างบางที่เขาเคี่ยวกรำมาค่อนคืนอย่างรักใคร่ นางส่งเสียงครางเบาๆ ราวกับว่า กำลังพบเจอกับเรื่องที่ทำให้รำคาญใจ ต่างจากเสียงครางหวานแสนรัญจวน ในยามค่ำคืนที่ผ่านมารสชาติของการได้เป็นสามีภรรยานั้น ทำให้แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา รู้ซึ้งอย่างชัดแจ้งแล้วว่า เพราะเหตุใดเหล่าบุรุษถึงได้พากันลุ่มหลงมัวเมาในโลกีย์กันนัก นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นสบายตัวแล้ว ยังทำให้เขารู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ระหว่างเขากับสตรีในอ้อมแขนนี้อีกด้วย หวนคะนึงถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา ใบหน้าหล่อเหลาก็ยิ่งฉายแววแห่งความสุข เขาก้มหน้าลงไปจุมพิตลงบนเนินหน้าผากนางอย่างอ่อนโยนหากเป็นช่วงเวลาปกติ เซี่ยเฟยหลงมักจะตื่นนอนแต่เช้า แล้วไปออกกำลังฝึกวรยุทธ์กับบรรดาลูกน้องคนสนิท ทว่ายามนี้ได้มีแม่เนื้อนวล เนื้อตัวนุ่มนิ่มหอมกรุ่น กำลังซุกไซ้อยู่ในอ้อมอกของเขาอยู่เช่นนี้ มีหรือที่เขาจะหั
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงของฝีเท้าหนักๆ ได้ก้าวเข้ามาภายในห้องรับรอง เรียกสายตาของแม่สามีลูกสะใภ้หมาดๆ ให้หันไปมองยังต้นเสียงอย่างพร้อมใจกัน ร่างสูงโผล่พ้นประตูย่างเท้าเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่จะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของมารดาและภรรยาสาว เขาค้อมกายคำนับมารดาพลางชำเลืองมองใบหน้าของภรรยา“ลูก…คารวะท่านแม่”“เพิ่งกลับมาจากฝึกวรยุทธ์หรือหลงเอ๋อร์” จางซื่อพยักหน้าก่อนที่จะสอบถามบุตรชาย“ขอรับท่านแม่ นี่…กินมื้อเช้ากันแล้วหรือขอรับ” เซี่ยเฟยหลงตอบก่อนที่จะถามมารดาออกมา ทว่าสายตากลับชำเลืองมองไปยังภรรยา จ้าวฟางเซียนมองเขาพลางส่งยิ้มอ่อนหวานไปให้ ชายหนุ่มจึงผ่อนลมหายใจออกมา เห็นทีมารดาคงจะไม่ได้ทำให้ภรรยาของเขาลำบากกระมัง“ยังเลย…เมื่อครู่ยังชวนเซียนเอ๋อร์ให้กินพร้อมกัน แต่นางบอกว่าจะรอกินพร้อมเจ้า” จางซื่อตอบบุตรชายยิ้มๆ“ถ้าเช่นนั้นก็กินพร้อมกันเสียที่นี่เถิดขอรับ” เขาอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์มาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องย้อนกลับเรือนอีกหน จางซื่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“ถ้าเ
หลังจากออกเรือนครบสามวัน ก็ถึงกำหนดการณ์กลับสกุลเดิมของจ้าวฟางเซียน เซี่ยเฟยหลงใส่ใจในชื่อเสียงของภรรยาเป็นอย่างมาก เขาจัดเตรียมขบวนรถม้ากลับจวนให้ภรรยาอย่างสมเกียรติ สมกับการเป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่แห่งหนานจง ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน ร่วมขบวนเดินทางกลับไปยังสกุลจ้าวด้วย เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ท่านแม่ทัพและฮูหยินน้อย“ไม่เห็นต้องให้พวกเขามาลำบากไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ข้ามิใช่คนที่ใส่ใจในเรื่องหน้าตาอันใดนัก”จ้าวฟางเซียนปิดม่านลง พลางกล่าวอย่างทอดถอนใจ หลังจากมองออกไปยังขบวนทหารที่เดินตามหลังรถม้ามาอย่างพร้อมเพรียง สามีของนางผู้นี้ ช่างมีความสามารถ ทำให้คนอิจฉาริษยายิ่งนัก“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ถึงเจ้าไม่ใส่ใจแต่ผู้อื่นย่อมใส่ใจ หากเจ้ากลับจวนไปอย่างเงียบๆ พวกเขาจะไม่นำไปนินทากันหรอกหรือ ว่าข้ากับเจ้าเป็นสามีภรรยาที่ไม่รักใคร่กัน” เซี่ยเฟยหลงโอบไหล่ของภรรยา รั้งตัวนางเข้ามาพิงแผงอกของเขาจ้าวฟางเซียนไม่เคยคิดมาก่อนว่า เขาจะเป็นคนที่ชอบเก็บเอาคำพูดของผู้อื่นมาใส่ใจด้วย ชีวิตก่อนนางเห็นเขาใช้ชีวิตโดยไม่สนใจสิ่งใด หรือคนรอบกายเลยด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าชีวิตนี้เขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้มากถึงเ
ผ่านไปนานเกือบสองเค่อ จ้าวฟางเซียนจึงแอบหลบออกมา เพื่อนั่งคุยเป็นเพื่อนพี่สะใภ้ใหญ่ที่ศาลากลางน้ำ ลมพัดโกรกเข้ามาภายในศาลา ทำให้รู้สึกเย็นสบาย นางสำรวจใบหน้างามของสตรีที่เคยสนิทสนมกันก่อนที่นางจะออกเรือนไปยามนี้อีกฝ่ายมีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยจะสดชื่นแจ่มใสเท่าใดนัก เพราะถึงแม้ใบหน้าจะถูกประทินโฉมมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงสามารถสังเกตเห็นได้อยู่ดี จ้าวฟางเซียนจึงถามอีกฝ่ายออกมาด้วยความห่วงใย“พี่สะใภ้…ท่านสบายดีนะเจ้าคะ”“ข้าสบายดี เพียงแต่ว่ายังรู้สึกเหงาอยู่บ้าง” หวังอี้หลินตอบน้องสามีออกมาตามความจริงพลางยิ้มน้อยๆ ออกมาช่างเป็นรอยยิ้มที่ค่อนข้างเหือดแห้ง และไร้ชีวิตชีวาในสายตาของจ้าวฟางเซียน สตรีที่ออกเรือนมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ไร้ญาติขาดมิตร จะไม่รู้สึกเหงาได้อย่างไร จ้าวฟางเซียนเข้าใจเรื่องนี้ดี พูดคุยกับผู้อื่นจะเหมือนบิดามารดา หรือญาติสนิทได้อย่างไร“ข้าเคยบอกท่านแล้วอย่างไร หากท่านรู้สึกเหงา ก็ให้ออกไปเดินเที่ยวเล่น หรือไม่ก็ไปนั่งฟังเรื่องเล่าตามโรงน้ำชาในตลาดบ้าง ท่านอาสะใภ้ไม่ตำหนิท่านหรอกเจ้าค่ะ” จ้าวฟางเซียนกุมมือของพี่สะใภ้ใหญ่ขึ้นมา อีกไม่นานอีกฝ่ายก็จะมีข่าวดีแล้ว ขอเพียงแค่ผ
หลังจากที่ย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนก็เริ่มให้ความสนใจกับความสุขตรงหน้า เพราะนางเป็นคนที่ได้รับโอกาสจากสวรรค์ ให้ย้อนเวลากลับมา จึงไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างซ้ำรอยเดิม สุดท้ายก็ต้องพบเจอกับความเสียใจ สิ่งที่นางแก้ไขได้ ก็ล้วนแก้ไขไปหมดแล้ว ทว่าบางอย่างก็มิอาจกระทำได้แม้จะใช้ชีวิตคู่อยู่กับสามีอย่างมีความสุข ทว่าความสุขที่ว่าก็หาได้มีเวลาเหลือมากนัก เพราะถ้าหากคำนวณช่วงระยะเวลา ที่สามีของนางจะต้องออกไปสู้รบ ก็นับว่าอีกไม่ไกลแล้ว สิ่งใดที่นางทำได้ มีหรือที่นางจะไม่ทำ แม้กระทั่งติดตามแม่สามี ไปถือศีล ปฏิบัติธรรมที่อารามชิงจง อารามเต๋าที่มีชื่อเสียงของเมืองหนานจงจ้าวฟางเซียนเงยหน้ามองบันไดทางขึ้นไปบนอารามชิงจง มีทั้งหมดสามสิบกว่าขั้น ไม่นับว่าสั้นหรือยาว ชีวิตก่อนนางก็เคยมาเยือนอารามบนเขาแห่งนี้ ทว่าก็สามารถนับครั้งได้ เพราะนางไม่ค่อยชอบออกไปข้างนอก ส่วนมากจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในจวน ผ่อนคลายความเหงาด้วยการอ่านตำรา และเย็บปักอาภรณ์ ทำให้ไม่มีสหายที่คบหากันแม้แต่คนเดียว“ที่อารามแห่งนี้เป็นอารามเต๋า มีนักพรตที่มีชื่อเสียงอยู่หลายท่าน ไปกันเถิด…ไปขอพรให้หลงเอ๋อร์กัน” จางซื่
หลังจากพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองเค่อ เสียงของทารกน้อยที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นมา จ้าวฟางเซียนรีบบอกกล่าวมารดา แล้วรีบเดินออกไปหาบุตรชาย หลังฟื้นมาจากฝันร่้ายในวันนั้น จ้าวฟางเซียนก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ที่สองวันแรก นางไม่อาจให้นมบุตรชายเองได้ ดีที่แม่สามีมองการณ์ไกล เตรียมแม่นมเอาไว้ให้ เผื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและสองวันแรกที่นางคลอดลู่หมิงออกมา ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา ก็พยายามดูแลร่างกายตนเอง และกินอาหารบำรุงน้ำนม ไม่ถึงเจ็ดวัน นางก็ขออนุญาตแม่สามี ให้นางป้อนนมลูกด้วยตัวเอง จางซื่อก็ไม่ได้ห้ามปรามอันใด เพราะน้ำนมจากมารดาย่อมดีกว่านมจากผู้อื่นอยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวฟางเซียนก็ให้นมเซี่ยลู่หมิงเองเรื่อยมา ทว่ามีแม่นมฉินอยู่คอยช่วยดูแลบุตรชาย ในเวลาที่นางไม่ต้องให้นมหวงซื่อเดินตามบุตรสาวเข้ามาในห้องของหลานชาย นางมองไปยังบุตรสาว ที่ออกเรือนมาได้ไม่ถึงสามปี ทว่ายามนี้ได้มาเห็น ว่านางนั้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ก็พลอยให้รู้สึกโล่งใจ จากที่เคยคิดเป็นกังวล ว่านางจะได้พบเจอกับความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่ ก็ทำให้นางวางใจล
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากฤดูที่หนาวเย็นยะเยือก แปรเปลี่ยนมาเป็นฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลลี่ชุนก็ได้เวียนมาถึงอีกหน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งเริ่มงอกงาม หลายครอบครัวที่ทำการเกษตร เริ่มต้นการเพาะปลูก สรรพสัตว์เริ่มออกจากการจำศีล เพื่อออกหากิน เหล่านายพรานกลับมาทำอาชีพของตนบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ชาวเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ได้ยิน ต่างก็พากันยิ้มได้ จวนตระกูลเซี่ยยามนี้ ก็ไม่ต่างไปจากสถานที่อื่น หรือจวนอื่นนัก ทว่าวันนี้ที่จวนสกุลเซี่ย ได้จัดงานครบเดือนให้แก่คุณชายน้อย ที่มีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี บรรยากาศภายในจวน จึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีความสุขตระกูลจ้าวถือโอกาสที่เหลนน้อยอายุครบเดือน พากันเดินทางมาจากเมืองหนานจาง เพื่อมาเยี่ยมเยือนจ้าวฟางเซียน และบุตรชายของนางที่จวนสกุลเซี่ย เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนมองไปยังผู้คนจากตระกูลเดิมของตน ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ชีวิตของนางจะมีโอกาส ได้มาเห็นภาพแห่งความสุขเช่นในวันนี้ท่านปู่ท่านย่าที่อายุมากแล้ว ก็ยังอุตส่าเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาอวยพรให้เ
“หลงเอ๋อร์…จ้าวซื่อกับเจ้า ได้ตั้งชื่อเตรียมเอาไว้ให้เขาแล้วใช่หรือไม่”จางซื่อถามบุตรชายออกมาขณะที่ส่งทารกในห่อผ้าไปให้เขา เซี่ยเฟยหลงหัดอุ้มเด็กกับภรรยามาบ้างแล้ว แม้จะมีท่าทีเงอะงะงุ่มง่าม ทว่ากลับดูไม่ขัดตาเท่าใดนัก เซี่ยเฟยหลงก้มมองดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของบุตรชาย ก่อนที่จะเอ่ยนามของเขาออกมา“เซี่ย…ลี่หมิง”เพราะเขาคือแสงสว่างอันงดงาม ส่องลงมายังบนโลกมนุษย์ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน จ้าวฟางเซียนเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนตัวเขาเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรสาวเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้ใช้ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าตัวน้อยเสียจริง ที่ได้ชื่อที่มารดาเป็นผู้ที่ตั้งให้“นามไพเราะ ความหมายดี…หมิงเอ๋อร์หลานย่า” จางซื่อยื่นมือไปรับหลานชายกลับมา เซี่ยเฟยหลงไม่ดื้อดึง ส่งทารกในห่อผ้ากลับคืนให้แก่มารดาทันที“จ้าวซื่อเป็นคนตั้งชื่อให้เขาใช่หรือไม่” นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยเอ่ยถามหลานชายออกมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้พาเหลนตัวน้อยมาให้เขาได้เชยชมบ้าง“ขอรับท่านปู่…นางตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนข้าตั้งชื่อบ
หลังจากที่ตรวจพบว่า จ้าวฟางเซียนตั้งครรภ์ จางซื่อก็ได้ส่งแม่นมฉิน ให้มาทำหน้าที่คอยดูแลฮูหยินน้อยอย่างใกล้ชิด แม้เซี่ยเฟยหลงจะรับปากกับมารดาว่า เขาจะไม่ล่วงเกินภรรยา ขอเพียงแค่ให้เขาได้นอนกอดนางก็พอคราแรกจางซื่อก็ไม่ยินยอม ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับช่วยพูดให้แม่สามีเข้าใจ จางซื่อจึงยอมอ่อนข้อให้แก่บุตรชาย ทว่ากลับให้แม่นมฉิน มานอนเฝ้าอยู่ที่หน้าฉากกั้นแทน เช่นนั้นแล้วหากเซี่ยเฟยหลงมีความคิดเหลวไหล ย่อมถูกแม่นมฉินจับได้“โหวเหย…ท่านต้องเห็นใจบ่าวด้วยสิเจ้าคะ บ่าวก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อนายหญิงท่านสั่งมา บ่าวจะกล้าขัดได้อย่างไรกัน”เซี่ยเฟยหลงจ้องหน้าแม่นมตาเขม็ง แม่นมฉินฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะสั่งให้คนนำตั่งตัวยาวมาวางไว้ ด้านหน้าฉากกั้น จ้าวฟางเซียนนึกขัน ให้กับใบหน้าของสามีที่กำลังบูดบึ้ง พลางมองไปยังแม่นมฉินด้วยแววตาอบอุ่นแม่นมฉินแคล้วคลาดจากความตายในความทรงจำของนาง หรืออาจจะเป็นเพราะนางมีครรภ์ ถึงได้ทำให้เหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนไป นางเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะถ้าหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่นางเคยพบเจอแม่นมฉินจะต้องจากไปตั้งแต่ต้น
แสงทิวากำลังจะลาลับ พร้อมกับท้องฟ้าสีน้ำหมึกกำลังเปลี่ยนเข้ามาแทนที่ สองอาชาสองชายหนุ่ม ยังคงเร่งรีบฝ่าความมืดกลับเมืองหนานจงด้วยความคะนึงหา เซี่ยเฟยหลงไม่แม้แต่คิดที่จะหยุดพัก ในเมื่อเจ้านายไม่ยินยอมที่จะพัก ทั้งคนทั้งม้าจึงได้พากันอดทนจนถึงประตูเมืองหนานจงในเวลาดึกดื่นหากเป็นชาวบ้านธรรมดา มีหรือจะสามารถผ่านทหารเวรยาม ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูเมืองเข้าไปได้ง่ายๆ ทว่าเซี่ยเฟยหลงคือผู้ใด ทหารเหล่านี้ย่อมรู้ดี ครั้นได้เห็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยกลับมา ต่างก็พากันกล่าวต้อนรับการกลับมา ของผู้เป็นผู้บังคับบัญชาท่านแม่ทัพหนุ่มยามนี้ปลดชุดเกราะที่น่าเกรงขามออก เหลือเพียงอาภรณ์เยี่ยงคุณชายทั่วไปสวมใส่เท่านั้น เขาไม่พูดจากับทหารเหล่านี้ให้มากความ รีบกลับเข้าเมืองอย่างเร็วรี่ มุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพของตน“พวกเจ้าอย่าคิดรั้งท่านแม่ทัพไว้นาน เขาเร่งรีบกลับมาย่อมคิดถึงภรรยา” นายทหารที่เป็นหัวหน้ากล่าวกับลูกน้องที่กำลังมองตามท่านแม่ทัพผู้องอาจ ควบอาชาหายไปในความมืดมิดครั้นมาถึงหน้าประตูจวน เซี่ยเฟยหลงสั่งห้ามมิให้ผู้ใด ไปรายงานให้คนด้านในทราบ เพราะเข
ณ ตำหนักไท่เหอ ราชสำนัก แคว้นจิ้นองค์รัชทายาทวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน เพราะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ยังคงนอนป่วยรักษาตัวอยู่ ทำให้หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ตกอยู่ในมือของเขาชั่วคราว อย่างชอบธรรม สีหน้าของเขายามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก เป็นเพราะความต้องการของเขา ถูกเหล่าขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ พากันกล่าวคัดค้านเขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้ บ้านเมืองยังขาดความมั่นคง ยิ่งกับตัวเขาหากไม่สร้างผลงาน ไหนเลยจะขึ้นมานั่งบัลลังก์มังกรนี้อย่างภาคภูมิ เขาจึงอยากใช้การยึดเมืองหนานตงของแคว้นเจิ้ง มาเป็นผลงานเพื่อขึ้นครองราชย์ของตน ถึงอย่างไรบิดา ผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว“จะทำเช่นนั้นมิได้พ่ะย่ะค่ะ ผู้สำเร็จราชการน่าจะรู้ดี ว่ายามนี้สถานการณ์ภายในของแคว้นจิ้นเรา ยังไม่เหมาะแก่การทำศึก อีกทั้งพวกเราเพิ่งจะสูญเสียแม่ทัพใหญ่อย่างท่านอู่ผา และกำลังทหารจำนวนหลายพันคนไป บ้านเมืองเรายังคงบอบช้ำอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีด้วยเถิด”“ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ใ
สามวันหลังจากที่อี้จงสืบความมาได้ พวกเขาก็สามารถจับกุมพวกหนูสกปรก และได้หลักฐาน เกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยให้การสนับสนุน พวกทหารไส้ศึกเหล่านั้นเพียงชั่วคืน ตระกูลหยวนที่เคยรุ่งเรือง และมีอำนาจมากที่สุดในเมืองหนานตง ก็ถูกกองกำลังทหาร เข้ายึดทรัพย์ และตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในข้อหาก่อกบฏ สมคบคิด และให้การสนับสนุนพวกทหารแคว้นจิ้น โดยผู้ที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุรุษของตระกูลเหลือเพียงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบสองปี และสตรีเท่านั้น ที่เซี่ยเฟยหลงยังมอบโอกาสให้พวกเขา ได้มีชีวิตรอด ทว่าทุกคนก็ต้องถูกลดสถานะ เป็นเพียงสามัญชน ชาวบ้านธรรมดา แต่เพียงแค่นี้ ก็นับว่ายังมีเมตตามากแล้ว ดีที่ไม่เนรเทศเด็กชาย ให้ไปทำงานหนักอยู่ที่ชายแดน และบังคับสตรีให้ไปอยู่หอนางโลม หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อยู่ก็ไม่สู้ตาย“ไม่น่าเลย…แล้วเช่นนี้พวกสตรีกับเด็กน้อยเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใดกัน ใต้เท้าหยวนสมองเป็นหมูไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ไปร่วมมือกับพวกข้าศึกศัตรูทำลายบ้านเมืองตัวเอง”ชายชราที่ขายน้ำเต้าหู้กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ พลางมองบรรดาสตรีและเด็กสกุลห
ในช่วงเย็นของวันต่อมา ข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของฮูหยินน้อยจวนสกุลกวน ก็มาถึงจวนแม่ทัพ ซึ่งจ้าวฟางเซียนได้รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอันใด กับเรื่องที่สหายกำลังตั้งครรภ์ เพราะนางได้แสดงความยินดีกับอีกฝ่ายไปก่อนผู้ใดแล้ว ทว่าเรื่องที่นางกำลังให้ความสนใจและรู้สึกเป็นกังวลในยามนี้ ก็คือ สถานการณ์ทางชายแดนเมืองหนานตงต่างหากเพราะชีวิตนี้นางออกเรือนมาเร็วกว่าชีวิตก่อนอยู่หลายเดือนนัก จึงทำให้เหตุการณ์ต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง และคาดเคลื่อนไปไม่น้อย หากนางอยากรู้ว่าสถานการณ์ชายแดนเมืองหนานตงเป็นเช่นไร ก็คงต้องรอให้สามีกลับมาก่อน แล้วนางค่อยฟังจากปากของเขาเอา“นายหญิง…ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่เจ้าคะ” เซียงซุนเดินเข้ามาสอบถามจ้าวฟางเซียน ที่ยามนี้ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่บนตั่งภายในห้องนอนของตน“อืม…สั่งให้คนเตรียมน้ำเถิด” นางตอบสาวรับใช้คนสนิท พลางเหลือบมองแสงของทิวาที่กำลังจะลาลับเซียงซุนออกไปสั่งการอยู่นอกห้อง ไม่นานนักน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็ถูกส่งเข้าไปภายในห้องอาบน้ำ จ้าวฟางเซียนวางตำราในมือลง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากตั่
“ท่านนักพรตน้อย” จ้าวฟางเซียนคำนับนักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิง อีกฝ่ายยิ้มแย้มพลางคำนับนางกลับอย่างเต๋า“แม่นางมาพบข้า ต้องการไขปริศนาธรรมกับข้าหรือ” นักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิงเอ่ยถามออกมา“เจ้าค่ะ…” จ้าวฟางเซียนตอบรับทันที“ถ้าเช่นนั้นก็ไปนั่งคุยกันที่ศาลาด้านหลังอารามเถิด” จ้าวฟางเซียนไม่อิดออด สิ่งที่นางต้องการรู้ นางเชื่อว่านักพรตน้อยผู้นี้ จะสามารถไขข้อสงสัยของนางได้จ้าวฟางเซียนหันไปบอกกล่าวสหาย ก่อนที่จะติดตามนักพรตน้อย ไปยังศาลาด้านหลังของอาราม พร้อมกับสาวรับใช้คนสนิทของตน ท่านหญิงชิงหลวนเห็นว่าจ้าวฟางเซียนมีธุระที่ต้องไปทำ นางจึงเดินนำสาวรับใช้คนสนิท มุ่งหน้าไปยังโรงทาน เพื่อกินอาหารเจรอจ้าวฟางเซียนอยู่ที่นั่น ตามที่ได้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านานเกือบครึ่งชั่วยาม จ้าวฟางเซียนถึงได้เดินกลับออกมา จากศาลาด้านหลังอารามด้วยหัวใจที่เต้นแรง มีทั้งความรู้สึกเป็นกังวล และความรู้สึกโล่งใจปะปนกันไป เรื่องที่นางรู้สึกเป็นกังวลนั้นก็คือ สิ่งที่นักพรตน้อยได้บอกกล่าว เขาล่วงรู้ว่านาง คือผู้ที่ได้รับโอกาสจากสวรรค์ ให้ย้อน