ข้างกายของตู้เหลียนเซิงกับกลุ่มลูกน้องที่พ่ายแพ้ออกจากโรงพยาบาลเมืองเจิ้งเต๋อ ที่หน้าประตู พบกับบอดี้การ์ดของตระกูลตู้อีกกลุ่มหนึ่งที่มาเป็นกองหนุนอยู่ที่นี่“ผู้นำตระกูล นี่...นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?!”หัวหน้ากลุ่มบอดี้การ์ดที่มาเสริมกำลังตกตะลึงอย่างมาก โดยเฉพาะเอเห็นอาเผิงกับตู้จิ่นเชามีเลือดไหลเต็มตัว แค่มองก็รู้แล้วว่าได้รับบาดเจ็บหนัก“ไม่ต้องพูดแล้ว เพิกถอน”ตู้เหลียนเซิงโบกมือด้วยความอ่อนแรงวันนี้ พูดได้ว่าตั้งแต่ที่เขาตู้เหลียนเซิงตั้งรกรากปักฐานอยู่ที่เมืองเจิ้งเต๋อ เป็นวันที่คับข้องใจมากที่สุด ไม่มีวันไหนเทียบได้อีกแล้ว“ผู้นำตระกูล พวกเรายินยอมที่จะบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่าน ทวงศักดิ์ศรีกลับมา!”ได้ยินคำพูดที่หมดอาลัยตายอยากของตู้เหลียนเซิง พวกบอดี้การ์ดตระกูลตู้ที่มาเป็นกองหนุนแต่ละคนกำมือแน่นทันทีไม่ว่าจะพูดยังไงก็จะแก้แค้นเพื่อตระกูลตู้ถึงขั้นที่คนจำนวนมากจะบุกเข้าไปในโรงพยาบาลเจิ้งเต๋อต่อหน้าต่อตา แม้แต่ตู้เหลียนเซิงก็เกลี้ยกล่อมไม่อยู่“เพี๊ยะ!”สุดท้าย ตู้เหลียนเซิงระเบิดอารมณ์ในที่สุดเขาตบหน้าบอดี้การ์ดคนที่เป็นผู้นำในการก่อเรื่อง และพูดตวาดอย่างบ้าคลั่ง:
“อีกทั้งเขายังให้ฉันบอกเธอว่า เขาพึงพอใจต่อการแสดงออกของคุณในวันนี้เป็นอย่างมากนะ”“อ๊ะ...”ได้ยินความคิดเห็นที่หลินเฟิงมีต่อเธอ หลินเสวี่ยฮุ่ยใบหน้าเล็กแดงระเรื่อนี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงชื่นชมเธอแบบนี้......“อาจารย์หลิน เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย!”ภายในเฮลิคอปเตอร์ที่เสียงดังเกรียวกราว ในหูฟังของหลินเฟิงมีเสียงร้อนรนของอวี๋จื่อเสวียนดังขึ้นมา“ยังต้องใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง”หลินเฟิงตอบกลับอย่างใจเย็น“อาจารย์รีบหน่อยนะ พวกเขาเริ่มไล่คนแล้ว!”พูดได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆ อวี๋จื่อเสวียนที่อยู่อีกฝ่ายของโทรศัพท์ก็ร้องอุทานขึ้นมา จากนั้น ก็เป็นเสียงตะโกนด่าของชายกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง“ช่างเถอะ รอคุณไม่ได้แล้ว! อาจารย์หลิน ฉันไม่ลงมือไม่ได้แล้ว ถ้ายังไม่ลงมืออีก บ้านของฉันก็จะหายไปแล้ว!”พูดจบ โทรศัพท์ก็ถูกตัดสายหลินเฟิงนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเก็บโทรศัพท์ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไปเคร่งขรึมเล็กน้อยเมื่อครู่เขาได้รับสายของอวี๋จื่อเสวียนอวี๋จื่อเสวียนช่วงนี้เป็นเพราะเรื่องถ่ายภาพยนตร์ จึงไปที่เมืองจิงพร้อมกับอิ่นนั่วเจีย และเลือกจุดชมวิวที่มือชื่อเสียงของเมืองจิงมาเป็นฉากถ่า
พวกชาวบ้านคำนวณระดับความไร้ยางอายของคนผู้นี้ผิดไปเห็นเพียงแค่ชายวัยกลางคนดีดนิ้ว ออกคำสั่งพวกนักเลงที่รออยู่ด้วยความหงุดหงิดอยู่ที่ข้างๆ ตั้งนานแล้วด้วยความเย็นชาว่า:“ไล่คนพวกนี้ออกไปให้หมดซะ!”“ถ้าหากไล่ไม่ไป จะฆ่าทิ้งก็ไม่เป็นไร รถแม็คโคร เริ่มรื้อถอนบ้านพวกนี้ได้แล้ว!”“ครับ!”เมื่อเห็นว่าพวกนักเลงที่โหดเหี้ยมทารุณกลุ่มนี้ มือถือกระบองเหล็กกับมีดสปาต้าจะเข้ามาไล่คนอวี๋จื่อเสวียนที่วางสายโทรศัพท์ ก็แทรกออกมาจากด้านหลังสุดของกลุ่มคน“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”บนศีรษะของอวี๋จื่อเสวียนในตอนนี้ยังคงเป็นวิกผมสีขาวของเธอในอดีต ในมือถือไม้เบสบอลโลหะที่มีสติกเกอร์ติดอยู่เต็มไปหมดยืนอยู่ตรงด้านหน้าชาวบ้านที่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ขัดขวางพวกนักเลงที่พุ่งเข้ามาตามลำพังคนเดียว“เอ๊ะ นั่นมัน...ลูกสาวของตระกูลอวี๋!”“เด็กคนนั้นจะทำอะไร อยากตายหรือไง?!”“นังหนู รีบหนีสิ คนพวกนั้นเป็นพวกที่ไม่รักชีวิต!”ในเวลาปกติอวี๋จื่อเสวียนที่ถูกชาวบ้านละแวกใกล้ๆ นินทาต่างๆ นานา ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเหมือนกับวีรบุรุษอวี๋จื่อเสวียนไม่ได้ฟังคำเกลี้ยกล่อมของผู้คนที่อยู่ด้านหลังเธอฟาดไม้เบสบอลไปท
ทำได้เพียงเค้นคำพูดออกมาจากไรฟันห้าคำ“ฆ่าเธอให้ฉันซะ!”“ฆ่า!”ได้รับคำสั่งจากชายวัยกลางคน นักเลงเหล่านี้พากันโผเข้าไปหาอวี๋จื่อเสวียน และเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านหลังอวี๋จื่อเสวียน แต่ละคนก็เงียบเป็นเป่าสากมองแผ่นหลังที่บอบบางของเด็กคนนี้ด้วยความเป็นห่วงไม้รู้ว่าควรจะหนีหรืออยู่ที่นี่ต่อไป“เฮือกกกก!”อวี๋จื่อเสวียนไม่ได้เลือกรอความตายอยู่ที่เดิม แต่ลงมือตัดกำลังก่อน พุ่งไปทางชายวัยกลางคนคนนั้นทันทีนักเลงคนหนึ่งแสยะยิ้ม ยกไม้กระบองขึ้นฟาดไปทางศีรษะของอวี๋จื่อเสวียนนี่ถ้าหากว่าถูกฟาดเต็มๆ ต่อให้น้ำหนักเบาก็สมองกระทบกระเทือนได้เพื่อนบ้านที่อยู่ด้านหลังต่างก็ทนดูไม่ไหว“เด็กคนนี้…เฮ้อ!”“ถึงแม้จะเลือดร้อน แต่วู่วามเกินไปแล้ว!”ทุกคนกุมมือถอนหายใจแต่ในตอนที่พวกเขาคิดว่าอวี๋จื่อเสวียนจะถูกฟาดอวี๋จื่อเสวียนกลับยืนขึ้นด้วยท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับกฎฟิสิกส์อย่างมากไม้เบสบอลเหล็กถูกเหวี่ยงไปข้างหลัง ฟาดไปที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งของอันธพาลคนนี้อันธพาลคนนี้กรีดร้อง ฟันแถวบนและล่างที่ใบหน้าด้านซ้ายกระเด็นออกมาพร้อมกับเลือดคนทั้งคนหมุนวนอยู่กลางอากาศหลายรอบถึงได้ตกลงบนพื้น“อ๊ะ?!
ในที่สุดหลังจากที่วัยรุ่นประมาณสิบกว่าคนเข้าร่วมกันต่อสู้ อวี๋จื่อเสวียนอาศัยกำลังของตัวเอง ล้มนักเลงอย่างน้อยยี่สิบกว่าคนนักเลงพวกนี้ถึงขั้นที่ยังพกมีดสปาต้ากับมีดกริชมาด้วยอวี๋จื่อเสวียนไม่ทันได้ระวัง บนแขนถูกมีดกรีดจนเป็นแผลใหญ่ และมีเลือดสดไหลออกมา“แฮ่ก…แฮ่ก…”อวี๋จือเสวียนหายใจหอบเมื่อเธอมองไปรอบๆ นักเลงที่เพิ่งพุ่งเข้ามาในที่สุดก็ถูกพวกเขาจัดการได้แต่อวี๋จื่อเสวียนในตอนนี้ เกือบจะถึงขีดจำกัดแล้ว“ดีมากเลยนังหนู!”“คิดไม่ถึงว่านังหนูตระกูลอวี๋จะสุดยอดขนาดนี้!”“นังหนู แขนของเธอเลือดออกแล้ว เร็ว…รีบทำแผลหน่อย!”ได้ยินเสียงชื่นชมและปรบมือจากรอบๆ ด้าน อวี๋จื่อเสวียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เธออกผายไหล่ผึ่ง มองไปทางชายวัยกลางคน“แค่…แค่นี้เนี่ยนะ?”“หึหึหึ…”ชายวัยกลางคนเห็นภาพนี้ก็ไม่ได้รู้สึกโมโห และก็ไม่ได้โทษที่นักเลงเหล่านี้ไร้ความสามารถ แต่กับหัวเราะออกมาในระหว่างที่หัวเราะ เขายังยื่นมือออกไปปรบมือ“ไม่น่าแปลกใจที่เธอจะกำเริบเสิบสานแบบนี้ ที่แท้ก็เป็นนักบู๊นี่เอง ถึงแม้จะมีความสามารถแค่นิดหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นนักบู๊!”“รู้แล้วสินะ งั้นก็รีบไสหัวไป!”อวี๋จื่อเสว
“นังหนู เธอคิดว่าฉันคือคนที่อ่อนแอที่สุดคนนั้นสินะ?”“ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว”ขณะพูด ฝ่ามือของหลงซิ่วก็เริ่มออกแรงช้าๆเขาออกแรงไปด้วย และแสยะยิ้มพูดว่า:“มาเถอะ ฉันอยากจะเห็นการดิ้นรนก่อนตายของเธอ ถึงแม้บีบคอเธอให้ตายไปแบบนี้จะน่าเสียดายมาก แต่ใครใช้ให้เธอกำเริบเสิบสานแบบนี้ล่ะ?”“อย่าโทษฉันนะ!”“นังหนูตระกูลอวี๋”“พวกเราย้ายออก พวกเราย้ายออก! ขอร้องคุณล่ะ ปล่อยเด็กคนนั้นไปเถอะ!”“เธอก็แค่วู่วามชั่วขณะ เธอไม่กล้าล่วงเกินตระกูลหลงหรอกนะ!”เมื่อเห็นว่าแรงที่อวี๋จื่อเสวียนดิ้นรนยิ่งอยู่ยิ่งน้อยลง เพื่อนบ้านที่อยู่ไกลออกไปก็ร้อนใจจนหัวปั่นถึงขั้นที่มีเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกับอาอวี๋ ร้องไห้ออกมาทันที“ฮัลโหล ฉันเองเหล่าอวี๋ ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนน่ะ?!”“โอ๊ย ลูกชายนายจะถูกคนบีบคอตายแล้ว!”“ฉันโกหกนายทำไม! นังหนูนั่น…เฮ้อ นังหนูนั่นออกหน้าเพื่อพวกเรา ปรากฏว่า…”“นายรีบมาเถอะ!”“อะไรนะ? นายอยู่ที่เมืองเจิ้งเต๋อ?”ท่ามกลางเสียงอึกทึก แสงสว่างในดวงตากลมโตของอวี๋จื่อเสวียนค่อยๆ ริบหรี่ และแทบจะหยุดการดิ้นรนลงถึงขั้นที่เพียงแค่หลงซิ่วออกแรงอีกเพียงนิดเดียว ก็สามารถทำให้อวี๋จื่อเสวียน
ตอนนี้อวี๋จื่อเสวียนไออย่างรุนแรงในที่สุดเธอก็ฟื้นสติกลับมาได้“อา…อาจารย์หลิน?”“ฉันเอง”หลินเฟิงลูบผมของเด็กสาวในอ้อมแขน ในสายตากลับเผยความตำหนิ จนปัญญา และความสงสารออกมา“ฮ่า…ฮ่าฮ่า ฉันว่าแล้วเชียว คนที่สามารถกระโดดลงมาจากเครื่องบินได้ เกรงว่ามีแค่อาจารย์หลินเท่านั้นที่สามารถทำได้…”จนถึงตอนนี้อวี๋จื่อเสวียน ยังมีอารมณ์ล้อเล่นหลินเฟิงได้ยินแบบนี้ก็ทำหน้าเคร่งขรึม“เธอเนี่ยนะ รู้ไหมว่าถ้าหากฉันมาช้าอีกหน่อย ชีวิตน้อยๆของเธอคงจะสูญเสียไปแล้ว!”ถึงแม้เป็นการตำหนิ แต่ในคำพูดกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย“ฉันจะคิดเยอะแบบนั้นที่ไหนกัน…พวกเขาจะลงมือแล้ว แค่กแค่กแค่ก…ฉันคงจะมองดูพวกเขารื้อถอนบ้านของฉันเฉยๆ ไม่ได้หรอก นั่นเป็นบ้านเก่าของพ่อกับแม่…”เห็นความดื้อรั้นและความหนักแน่นในดวงตาของอวี๋จื่อเสวียน หลินเฟิงก็ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา“หลังจากนี้ฉันค่อยสอนวิชาการต่อสู้อย่างอื่นให้เธออีกหน่อย”หลินเฟิงวางอวี๋จื่อเสวียนลง และพูดประโยคที่เรียบง่ายแบบนี้“แค่กแค่กแค่ก อาจารย์หลิน ในที่สุดคุณก็มีจิตสำนึกแล้ว”“ผิด ฉันกลัวว่าเธอจะก่อเรื่อง ทุกครั้งยังจะต้องให้ฉันมาตามสะสางให้เธอ
“หึหึ นั่นเป็นเรือนหอของวัยรุ่นสองคนนั้น พวกเขาคิดจะรื้อถอนก็รื้อถอนได้งั้นเหรอ?”ได้ยินคำพูดที่ยิ่งอยู่ยิ่งเกินเหตุของคุณลุงคุณป้าที่ด้านหลังหลินเฟิงหางตากระตุก มองไปทางอวี๋จื่อเสวียนที่จับแขนของเขา หัวเราะคิกคัก และแนบชิดอยู่บนร่างของเขาเหมือนกับว่าเธอรู้สึกเพลิดเพลินกับความเข้าใจผิดแบบนี้เป็นอย่างมากในตอนนี้เอง รถสปอร์ตสีแดงคันหนึ่งจู่ๆ ก็ขับมาจากที่ไกลๆ“เอี๊ยดดดด!”รถเพิ่งจอดสนิท วัยรุ่นที่สวมแว่นตาสีแดง ท่าทางกระล่อนลงมาจากรถอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อนจากนั้นก็ทำความเคารพหลงซิ่วด้วยความนับถือ“คุณหลงซิ่ว เรื่องราวได้เจรจาเรียบร้อยแล้ว การประชุมทางด้านนั้นยังต้องให้คุณควบคุมสถานการณ์โดยรวม...”หลินเฟิงฟังอย่างตั้งใจได้ยินแค่การประชุมอะไรสักอย่างที่วัยรุ่นคนนั้นเอ่ยขึ้นมาหลงซิ่วยื่นมือออกไปห้ามปรามวัยรุ่นคนนี้ไม่ให้พูดต่อไป เขาพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจแล้วจากนั้นเขาเหลือบมองหลินเฟิง และขึ้นรถด้วยความระมัดระวัง และขับรถสปอร์ตคันสีแดงแล่นออกไปหลังจากรายงานเรื่องตรงนี้ให้กับวัยรุ่นคนนั้นหลินเฟิงไม่ได้ขัดขวางที่หลงซิ่วจากไป เพราะเมื่อครู่เขาได้ยินอย่างชัดเจนมากว่า ห
เธอมองไปทางอวี๋จื่อเสวียนกับหลินเฟิงด้วยความเหลือเชื่อ ในสายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้อนรนแตกต่างกับท่าทางกำเริบเสิบสานเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง หานเข่อเอ๋อร์ในตอนนี้สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่แท้จริงแล้วคิดไม่ถึงผู้ชายคนนี้เป็นคนที่แม้แต่คุณชายซือหม่ายังไม่กล้ามีเรื่องด้วย เบื้องหลังของเขาจะน่าหวาดกลัวขนาดไหนกัน?!ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อครู่ตอนเธอยั่วโมโหหลินเฟิงคนของกองถ่ายใช้สายตาเห็นใจมองดูเธอยังมีคนบอกว่าเธอคิดสั้นในตอนนี้หานเข่อเอ๋อร์ถึงได้เข้าใจสักทีหานเข่อเอ๋อร์ถือโทรศัพท์เอาไว้ด้วยความสั่นเทา และพูดเสียงสั่นว่า:“พี่เหวิน ขอร้องคุณล่ะ ช่วยฉันด้วย ฉัน...ฉันยังไม่อยากตาย พี่เหวิน เป็นพี่ที่โทรศัพท์หาผู้กำกับ ให้เขาเพิ่มบทให้ฉันไม่ใช่เหรอ?”“นี่แสดงว่าคุณยังให้ความสำคัญกับฉันใช่ไหมคะ?”“ผู้กำกับอะไร เพิ่มบทอะไร เรื่องบ้าบออะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!”เสียงของซือหม่าเหวินเต็มไปด้วยความหงุดหงิด“นับตั้งแต่วันนี้ ห้ามโทรมาหาฉันอีก พวกเราพอแค่นี้ ใครก็ไม่เคยเจอใครทั้งนั้น ได้ยินแล้วยัง?!”“อ๊ะ?!”สัมผัสได้ถึงความร้อนรนและเด็ดขาดในน้ำเสียงของซือหม่าเหวิน ตอนนี้หานเข่อเอ๋อร์
“พวกแกกล้ารังแกฉันแบบนี้ พวกแกจบเห่แน่!”หานเข่อเอ๋อร์โกรธมากจนเกือบจะเสียสติ เธอหัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง:“รอพี่ชายของฉันพาคนมา พวกแกไม่มีใครสามารถหลบหนีได้ พวกแกทุกคนจะต้องตาย!”“หึ…”คิดไม่ถึงว่าหลินเฟิงกลับไม่รู้สึกกลัวสักนิดเขาเพียงแค่ยิ้มเยาะ เขาคว้าอวี้จื่อเสวียนที่กำลังจะพุ่งเข้าไปด้วยมือข้างหนึ่ง และพูดอย่างเฉยเมยว่า:“งั้นคุณควรจะรีบหน่อย บางทีตอนนี้เขาอาจจะอยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้จากไปไกลก็ได้”“แกอยากตายเร็วๆใช่มั้ย? ได้ ฉันจะสนองแก!”โทรศัพท์ของหานเข่อเอ๋อร์เชื่อมสายแล้วเสียงที่เอื่อยเฉื่อยกังออกมาจากโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ“ฮัลโหล เข่อเอ๋อร์ โทรหาผมมีธุระอะไร?”“พี่เหวิน ฉัน…ฉันถูกคนตบ เรื่องนี้คุณจะจัดการไหม?”เสียงของหานเข่อเอ๋อร์เปลี่ยนจากตะคอกเป็นออดอ้อนทันทีเปลี่ยนไปอย่างเร็วมาก ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์หางตากระตุก“พี่ชาย” ที่หานเข่อเอ๋อร์พูดถึงนั้นคงจะไม่ใช่พี่ชายตามความหมายปกติ“หือ? มีคนกล้าแตะต้องเธอ? หรือว่าเธอไม่ได้บอกชื่อของฉันซือหม่าเหวินไปเหรอ?”เสียงของซือหม่าเหวินแฝงไปด้วยความสงสัย“บอกแล้ว แต่พี่เหวิน กองถ่ายของที่นี่เหมือนจะไม่มีใครยอ
แต่ซือหม่าเหวิน คนของกองถ่ายเหล่านี้ก็บาดหมางด้วยไม่ได้เช่นกันเห็นหานเข่อเอ๋อร์ไม่รู้จักความเป็นความตายแบบนี้ คนที่อยู่รอบๆ ในเมื่อบาดหมางด้วยไม่ไหวและก็เกลี้ยกล่อมไม่ได้ คนทั้งกองถ่ายต่างทรมานเหมือนกับกินมะระขี้นกเข้าไป“หึ สนใจเธอทำไม เธอรนหาที่ตายเอง พวกเราไม่ต้องห้าม”ในตอนนี้ มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ตรงมุมดังขึ้นเบาๆ“ใคร? ใครพูด?!”หานเข่อเอ๋อร์ได้ยินคคำพูดนี้ ก็เลิกคิ้วตั้งขึ้นทันที และโมโหอย่างมากแต่เธอหาไม่เจอว่าใครเป็นคนพูด“ดังนั้น...คุณหานใช่ไหม คุณคิดจะทำยังไง?”หลินเฟิงเงียบขรึมเล็กน้อย และเผยยิ้มฟันขาวออกมาเห็นรอยยิ้มที่เป็นอันตรายของหลินเฟิง คนของกองถ่ายที่อยู่รอบๆ ต่างก็ถอยห่างด้วยสัญชาตญาณ พวกเขาต่างรู้ว่าหลินเฟิงโมโหแล้วอีกทั้งยังเป็นความเดือดดาลที่ฝืนกลั้นเอาไว้คนจำนวนมากต่างส่งสายตาสงสารไปทางหานเข่อเอ๋อร์ดูท่าคุณหานเข่อเอ๋อร์ยังไม่รู้ว่าที่พึ่งพาของเธอ ถูกคุณหลินเฟิงท่านนี้สั่งให้ “ไสหัว” ไปแล้วยังคิดว่ามีซือหม่าเหวินเป็นที่พึ่งพาของเธอ จึงเก่งกาจที่สุดแล้ว“ฉันก็ไม่อยากทำยังไงหรอก”หานเข่อเอ๋อร์รวบรวมสมาธิกลับไปที่หลินเฟิง กวาดมองหลินเ
ส่วนเป้าหมายที่ซือหม่าเหวินมาในวันนี้ทุกคนก็เข้าใจได้ทันทีที่แท้วันนี้ซือหม่าเหวินมาที่นี่ เพราะพุ่งเป้ามาที่หานเข่อเอ๋อร์สินะ!ถ้าหากพูดว่าคุณหลินไม่ใช่พี่ชายของหานเข่อเอ๋อร์ เช่นนั้นความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือ…ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งผู้กำกับต่างมองไปทางอวี๋จื่อเสวียนน้องสาวของหลินเฟิง คืออวี๋จื่อเสวียน?!ผู้กำกับหน้ามืด คนทั้งคนล้มคว่ำไปข้างหน้า“เฮ้ย ผู้กำกับ ผู้กำกับ!”คนที่อยู่รอบๆ ต่างเข้ามาประคองไว้ ถึงได้ทำให้ผู้กำกับไม่ได้ล้มหน้าคะมำบนพื้นหลังจากที่ผู้กำกับหายใจเข้าออกหลายครั้ง ตะโกนเรียกเลขามาถามด้วยใบหน้าโมโห“เธอ…เธอ..เธอ…”บอดี้การ์ดนิ้วสั่น ชี้เลขาสาวที่ตกใจเป็นอย่างมาก และพูดคำเต็มๆ ออกมาไม่ได้อยู่นานเพียงแต่พูดคำว่าเธอออกมาไม่หยุดเพราะว่าหลินเฟิงเป็นพี่ชายของใครกันแน่ เรื่องนี้เป็นเลขาสาวที่ไปสอบถาม เป็นเธอที่กลับมาบอกผู้กำกับและคนอื่นด้วยท่าทางเด็ดขาดว่า น้องสาวของหลินเฟิง ก็คือคุณหานเข่อเอ๋อร์คราวนี้ ผู้กำกับที่ได้รับรู้ความจริง แทบอยากจะบีบคอเลขาสาวให้ตายไปซะจริงๆเมื่อคิดว่าตัวเองไม่เพียงตัดบทของอวี๋จื่อเสวียนทิ้ง แถมยังตวาดใส่
เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงเดินไปทางอวี๋จื่อเสวียน ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณืเหมือนจะคาดเดาได้ถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้แล้วอย่างมากก็แค่หลินเฟิงแก้แค้นให้หานเข่อเอ๋อร์ และกระทืบอวี๋จื่อเสวียนอย่างแรงยกหนึ่งหรืออาจจะฆ่าเธอโดยตรงคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่กล้าหายใจแรงโดยเฉพาะพวกรปภ. พากันหลีกทางให้หลินเฟิง“คุณ...”อวี๋จื่อเสวียนก็เห็นหลินเฟิงแล้วเช่นกัน สีหน้าของเธอตะลึงกันหลังจากตกตะลึง ใบหน้าก็เผยความเข้าใจ จากนั้นก็กลายเป็นความโมโห“ทุกอย่างนี้คุณเป็นคนวางแผนใช่ไหม?!”เผชิญหน้ากับการตะโกนถามอย่างครุมเครือของอวี๋จื่อเสวียน หลินเฟิงฝีเท้าหยุดชะงัก และไม่ได้ทันได้ตั้งตัวเขาเพียงแค่ไม่อยากให้อวี๋จื่อเสวียนได้รับบาดเจ็บทำไมถึงกลายเป็นว่า “เขาเป็นคนวางแผน?”“อวี๋จื่อเสวียน เธอพูดกับคุณหลินแบบนี้ได้ยังไง?!”ผู้กำกับเห็นภาพนี้ ก็เอาอกเอาใจ จึงตำหนิต่ออวี๋จื่อเสวียนโดยตรงและพูดว่า: “รีบกราบขอโทษคุณหลินซะ!”ขณะพูด เขาก็ส่งสายตาให้อวี๋จื่อเสวียนไม่หยุดอันที่จริงผู้กำกับไม่อยากเห็นอวี๋จื่อเสวียนต้นอ่อนที่ดีแบบนี้ ตายอยู่ตรงนี้ในวันนี้ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่“ทำไมฉันต้
ถ่ายละครก็ส่วนถ่ายละคร จำเป็นต้องตบจริงด้วยเหรอ?!อวี๋จื่อเสวียนตัวสั่นเทา และโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็ยังแสดงต่อไป สุดท้ายก็ถ่ายฉากของตัวเองเสร็จสมบูรณ์รอตอนที่ผู้กำกับตะโกนหยุด อวี๋จื่อเสวียนอดใจไม่ไหวแล้ว เธอมองไปทางหานเข่อเอ๋อร์ด้วยความเดือดดาลและพูดว่า:“หานเข่อเอ๋อร์ เธอจะทำอะไร?!”“ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ? ถ่ายละครไง ก็ต้องมีความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่หน่อย อวี๋จื่อเสวียน เธอตั้งใจได้ไม่พอนะ!”มองดูสายตาทารุณของหานเข่อเอ๋อร์ อวี๋จื่อเสวียนก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งใจเธอก็ไม่ปล่อยตามเลย พลิกมือตบหน้าหลินเข่อเอ๋อร์ครั้งหนึ่งฝ่ามือที่ดังก้องถูกฟาดลงไป ทั้งกองถ่ายวุ่นวายกันไปหมด“อวี๋จื่อเสวียน เธอทำอะไรน่ะ?!”“เธอบ้าไปแล้วเหรอ?! เธอแก้แค้นส่วนตัวได้ยังไง?!”เมื่อเผชิญหน้ากับการตะโกนถามของเจ้าหน้าที่รอบด้านและผู้กำกับ อวี๋จื่อเสวียนชี้หน้าหายเข่อเอ๋อร์แล้วพูดด้วยความโมโหว่า:“หรือว่าเมื่อครู่พวกคุณหูหนวดงั้นเหรอ?”“ที่เธอตบฉันเมื่อครู่นี้ พวกคุณไม่ได้ยินหรือไง?!”“คนที่แก้แค้นส่วนตัวไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเธอต่างหาก!”“พอแล้ว!”ผู้กำกับตบโต๊ะ และพูดด้วยความโมโหว่า:
“หึ มีอะไรให้น่าอิจฉางั้นเหรอ?”อวี๋จื่อเสวียนทำสีหน้าเหยียดหยามผ่านไปไม่นาน เลขาหญิงที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้กลับเข้ามาอีกครั้ง สีหน้าที่มองไปทางอวี๋จื่อเสวียนแฝงไปด้วยรอยยิ้มขอโทษ“คุณอวี๋จื่อเสวียน พวกเราได้พูดคุยกับทางคุณอินนั่วเจียแล้ว คุณยังมีเวลาเตรียมตัวอีกสิบนาที พวกเราถ่ายฉากต่อไปเสร็จอย่างรวดเร็ว ทางด้านคุณก็ปิดกล้องได้แล้ว”“ฉากต่อไป?”อวี๋จื่อเสวียนได้ยินแบบนี้ก็ลังเลเล็กน้อย จากนั้นขมวดคิ้วถามว่า:“ก่อนหน้านี้คุยกันแล้วไม่ใช่เหรอคะว่ายังมีอีกห้าฉาก? พวกคุณ...”“หึหึ อวี๋จื่อเสวียน เธอโง่เหรอ?”หานเข่อเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ มองอวี๋จื่อเสวียนด้วยความลำพองใจ และเชิดคางพูดว่า:“การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเป็นเวลาที่แน่นอน ฉากของเธอเสร็จสิ้นแล้ว พูดอีกอย่างก็คือ ผู้กำกับตัดสินใจตัดบทของเธอมาให้ฉัน อธิบายแบบนี้เธอเข้าใจแล้วสินะ?”“......”อวี๋จื่อเสวียนไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเข้าใจได้ทันที ในนี้จะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอนทำให้ผู้กำกับตัดฉากที่สำคัญอย่างมากทิ้งไป เอาไปมอบให้กับหานเข่อเอ๋อร์แสดง ส่วนเธอถูกผลักไปอยู่รอบนอกอวี๋จื่อเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆเธอรู้ว่าต
“อวี๋จื่อเสวียน สีหน้าของเธอเป็นธรรมชาติหน่อยไม่ได้เหรอ?”ในตอนนี้ ภายในห้องแต่งตัวของกองถ่ายผู้หญิงที่แต่งตัวฉูดฉาดคนหนึ่ง กำลังจ้องมองเด็กผู้หญิงที่สวมชุดนักเรียนด้วยใบหน้าเหยียดหยามและใช้ท่าทางของผู้อาวุโส ตำหนิไม่หยุด“หานเข่อเอ๋อร์ เธอพูดจบแล้วยัง?”อวี๋จื่อเสวียนถูกตำหนิจนโมโห จากนั้นก็หันหน้าไปด่าทอผู้หญิงที่แต่งตัวฉูดฉาดว่า:“ถ้าหากเธอคิดว่าฉันแสดงได้ไม่ดี แย่งบทของเธอ เธอก็ไปยื่นข้อเสนอกับผู้กำกับ มัวแต่พยายามแสร้งทำเป็นผู้อาวุโสกับฉันอยู่ตรงนี้ทำไมกัน?”“เธอคิดว่าฉันอวี๋จื่อเสวียนเป็นดินเหนียวที่ปล่อยให้คนอื่นบีบนวดจริงๆ งั้นเหรอ?”หลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดเมื่อวานนี้ อารมณ์ของอวี่จื่อเสวียนในตอนนี้ไม่ดีเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงโต้เถียงกลับ ไม่ตามใจผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป“ท่าทางอะไรของเธอ?!”ผู้หญิงที่ชื่อหานเข่อเอ๋อร์นิ่งอึ้งเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเธอคิดไม่ถึงว่าอวื๋จื่อเสวียนจะถกเถียงอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้เธอพูดด่าทอเสียงสูงว่า: “ฉันตำหนิเธออยู่ตรงนี้ ก็เพราะอยากจะชี้ความผิดพลาดของเธอออกมา ให้เธอเข้าถึงบทได้เร็วหน่อย หวังดีต่อเธอทั้งนั้น”“เธอเนี่ยไม่เข้าใจกฎเกณฑ์
“ไส...ไสหัวไป?”ซือหม่าเหวินเกือบจะระเบิดโมโหแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าทำได้แค่ประสานมือไปทางหลินเฟิง เหลือบมองสวี่หรงเหิง และหนีไปโดยไม่หันหน้ากลับมามองอีกถูกต้อง หนีไปแล้วซือหม่าเหวินในตอนนี้ เห็นหลินเฟิงก็เหมือนกับหนูเห็นแมว ไม่มีความคิดที่จะต่อต้านอะไรอีกแล้วโดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ปู่ของเขาบังคับตระกูลซือหม่าไม่ให้เกิดการปะทะกับหลินเฟิงถึงแม้เขาจะคับแค้นใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้แค่แอบด่าในใจและเมื่อมองซือหม่าเหวินหนีไปด้วยความแค้นใจ คนของทั้งกองถ่ายไม่กล้าหายใจแรง ทุกคนต่างสั่นเทากันหมดแม่เจ้า พ่อหนุ่มคนนี้มีเบื้องหลังอะไรกันแน่นะ?ถึงได้ทำให้คคุณชายซือหม่าเหวินที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งเมืองจิงไสหัวไปได้?!อีกทั้งคุณชายซือหม่าก็ไม่กล้าโมโห ถึงขั้นที่ไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขา “ไสหัวไป” ด้วยท่าทางหงอยเหงาแบบนี้?!ผู้กำกับกับนักเขียนบทต่างสูดหายใจเข้าลึกๆผู้กำกับคิดได้ว่าเมื่อครู่เขาสั่งรปภ. ให้ช่วยสวี่หรงเหิงจัดการหลินเฟิง ตอนนี้เสียใจจนอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สองครั้ง“คุณผู้ชาย ผม...เมื่อครู่ผม...”ผู้กำกับคุกเข่าให้หลินเฟิง ไม่กล้าหายใจแรง“ไม่ต้อง”