"พูดตามตรงนะ ทีแรกฉันก็คิดว่าพวกแกกำลังเมาอะไรอยู่ซะอีก" ฉันจิบไวน์หลังจากเว้นช่วงไป โดยจ้องมองพวกเขาผ่านปากแก้วไวน์ “แต่พอดูดี ๆ ก็เห็นว่าพวกแกกำลังทำตัวโง่เง่ากันตามปกตินี่" ฉันพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ ฉันจ้องพวกเขาตาเขม็งจนทำให้พวกเขาถึงกับหยุดหัวเราะ แล้วจ้องมองมาที่เรา“คนแพ้จะรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมากที่ได้เรียกคนอื่นว่าไอ้ขี้แพ้ นั่นทำให้แกรู้สึกดีที่คิดว่าแกไม่ใช่ผู้แพ้เพียงคนเดียวใช่ไหม?” ถ้าดวงตาของแซนดร้ากระโจนออกมาฆ่าฉันได้ มันคงทำไปแล้ว "เอาล่ะ ฉันขออธิบายให้แกเข้าใจง่าย ๆ นะแซนดร้า เราไม่ใช่ผู้แพ้แต่แกนั่นแหละที่เป็น แกเป็นผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิตนี้ ฉันหมายความว่ามีแต่คนรุ่นราวคราวเดียวกับแกเท่านั้นแหละ ที่จะวิ่งกลับไปฟ้องพ่อแม่ให้มาช่วยสะสางปัญหาให้ จริงไหมล่ะคุณแซนดร้า?” ฉันเลิกคิ้วขึ้น "แต่เอาเถอะ แกควรขอบคุณพ่อที่เป็นคนมีตำแหน่งนะ"ฉันเบือนหน้าหนีภาพอันน่าเบื่อของแซนดร้าที่กำลังกัดฟันกรอดและกำมือแน่น แล้วหันไปมองโจเอล "ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ?” ฉันยกคิ้วขึ้นเพื่อเรียกร้องให้เขาตอบ "พ่อของเธอได้ช่วยพวกแกไว้...” ฉันละคำบางคำเอาไว้ "ว่าแต่โจเอล มีอ
หกเดือนต่อมาฉันหยิบกุญแจรถขึ้นมาในขณะคุยโทรศัพท์โดยหนีบเอาไว้กับหูและไหล่ "บอกนักบินให้ขับช้า ๆ หน่อย ฉันยังอยู่ที่บ้านอยู่เลย"เกรซหัวเราะเบา ๆ "เดี๋ยวฉันยื่นโทรศัพท์ให้เธอคุยกับนักบินเองเลยดีกว่า ยัยตัวร้าย"ฉันปล่อยหัวเราะออกมาดังลั่นจนโทรศัพท์เกือบจะเลื่อนหลุดจากไหล่ "อะไรยะ! ฉันหวังว่าปากคอของเธอคงไม่ได้เก่งขึ้นเพียงอย่างเดียวในระหว่างไปเที่ยวทริปนี้มาหรอกนะ"“มารับฉันแล้วเธอจะรู้เอง" แล้วเธอก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ฉันได้ยินเสียงคนพูดอู้อี้อยู่ทางเบื้องหลัง และเสียงของใครบางคนที่กำลังออกคำสั่งอย่างแผ่วเบา ซึ่งจะต้องเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างแน่นอน "กรุณาปิดโทรศัพท์และเก็บข้าวของให้เข้าที่ในระหว่างเครื่องบินลงจอดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้"“โอเค ฉันต้องวางสายแล้ว" เกรซพูดขึ้น "เรากำลังแลนดิ้ง" จากนั้นเธอก็ขู่ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "อย่าให้ฉันต้องรอนานนะ ซิดนีย์!"“ค่ะ คุณผู้หญิง" ฉันพูดออกไปถึงแม้ว่าสายจะขาดไปแล้วฉันจับข้าวของทุกอย่างยัดลงไปในกระเป๋าถือ เดินออกจากบ้าน ล็อคประตู แล้วเดินตรงไปที่รถ ฉันสตาร์ทรถแล้วขับไปรับเพื่อนสาวที่สนามบิน หลังจากเธอไปอยู่ที่ปารีสมา
"เธอดูดีมากเลยเพื่อนสาว" ฉันยิ้มให้เธอเธอหน้าแดงแล้วกอดฉันอีกครั้ง "ขอบคุณจ้ะ" เธอดึงตัวกลับ "เธอก็ไม่ได้แย่อะไรนี่"“ซิดนีย์!”ฉันกับเกรซสบตากันเมื่อได้ยินคนมาเรียกชื่อฉัน จากนั้นเราทั้งคู่กันหันไปตามเสียงนั้นฉันเลิกคิ้วมองคนที่กำลังเดินเข้ามาหาเรา มาร์คกับเบลล่านั่นเอง ช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ อันที่จริงฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสมาเจอพวกเขาที่นี่ได้หลังจาก เกรซเดินทางไปปารีสแล้ว ฉันก็ได้รับมอบหมายให้เป็นคนดูแลกิจการของบริษัท ฉันยุ่งมากกับการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย และไล่พนักงานที่ขัดขวางความก้าวหน้าของบริษัทออกไป จนไม่มีเวลาแม้แต่จะนึกถึงมาร์คหรือเบลล่าหรือใครก็ตาม หรือแม้แต่สิ่งใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของบริษัทแม้แต่ตอนที่ฉันไปที่บริษัทจีที กรุป ฉันก็ไม่เคยเจอเขาเลย พอมานั่งคิดดูในตอนนี้ ฉันก็สงสัยจังว่าเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ฉันหมายความว่าฉันไปที่จีที กรุปตั้งหลายครั้ง แต่เราไม่เคยเจอกันเลย เขาคงหลบหน้าฉันใช่ไหม? แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก นับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไป เพราะฉันไม่ได้อยากจะเจอเขาเลยการได้มาเห็นพวกเขาในตอนนี้ มาร์คกำลังยิ้มแฉ่งและเบลล่ากำลังแย้มยิ้มให้มา
มุมมองของมาร์คผมรู้สึกเป็นกังวลมากในช่วงนี้ จิตใจเต้นไม่เป็นส่ำทุกครั้งเหมือนพร้อมจะล่องลอยออกไป และก็นึกถึงการเตะที่ผมรู้สึกได้บนหน้าท้องของเบลล่า ผมรู้สึกได้ถึงการเตะนั้นบนฝ่าผมอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าเพิ่งเอามือคลำไปหยก ๆ นี่เอง มันเหมือนเป็นการย้ำเตือนเป็นประจำทุกวันว่าผมกำลังจะกลายเป็นพ่อในไม่ช้านี้ ผมกำลังจะกลายเป็นพ่อของเด็กที่ตนเองยังไม่รู้ว่าอยากจะได้หรือเปล่า ผู้หญิงคนที่ผมเริ่มจะมีความรู้สึกขัดแย้งกับเธอกำลังอุ้มท้องลูกของผมอยู่ แล้วผมไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผมรู้สึกอับจนหนทางมากเคยคิดว่าผมรักเบลล่าและพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ แล้วสุดท้ายผมก็ได้อยู่กับเธอ แต่ผมไม่แน่ใจว่ายังรักเธออยู่หรือเปล่า เวลาที่เห็นเธอหรือรอยยิ้มนั้น หัวใจก็ไม่ได้เต้นรัวอีกแล้ว ผมไม่รู้สึกสบายเหมือนอยู่ที่บ้านอีกต่อไป เวลาที่มีเธอเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ แต่กลับรู้สึก...อึดอัดจนหายใจไม่ออก แล้วจู่ ๆ ก็แค่อยากให้อยู่ห่างจากเธอช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างเรามีเพียงชั่วเวลาเดียวเท่านั้น คือเวลาที่เรามีอะไรกัน ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาทีที่ผมอยากสนองความต้องการทางเพศของตัวเอง คือช่วง
วันนั้นผมรู้สึกว้าวุ่นใจอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ในขณะแต่งตัวเตรียมจะออกไปทำงาน… ในขณะเดินทางไปทำงาน จนถึงเวลาที่ผมหย่อนตัวนั่งในห้องทำงานดังนั้น เมื่อเธอเข้ามาหาผมในอีกสองเดือนต่อมา พร้อมกับผลอัลตร้าซาวนด์ และวางมือบนหน้าท้องอันแบนราบ ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง ความสุข และความหวาดกลัว ซึ่งผมไม่รู้สึกประหลาดใจอะไรเลย“มาร์ค ฉันท้องค่ะ" เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือและเบาจนแทบจะไม่ได้ยินผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นพร้อมกับจ้องมองเธอ ผมแอบคิดอยู่ในใจเอาไว้แล้ว ผมรู้อยู่แล้วว่าเธอท้องแต่ผมก็ยังคงตกตะลึง ใบหน้าแดงเหมือนห้อเลือด เมื่อตระหนักได้ว่าในที่สุดสิ่งที่ผมกลัวเหลือเกินได้เกิดขึ้นแล้ว "แต่ผมจำได้ว่าได้บอกให้คุณกินยาคุมกำเนิดแล้วนี่!” ผมโพล่งออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวโดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเธอเลยเธอมองผมน้ำตาคลอเบ้าอย่างที่คาดเอาไว้ "ฉันกินยานั่นแล้ว" เสียงสั่นเครือ "แต่มันคงใช้ไม่ได้ผล" มันเป็นอุบัติเหตุ เข้าใจไหมคะ? ฉันไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ฉันอยากเก็บเด็กคนนี้ไว้ มาร์ค" เธอขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น "แล้วหมอก็บอกว่าร่างกายของฉันอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่เก็บเด็กคนนี้เอาไว
มุมมองของซิดนีย์ฉันกระแทกโน้ตบุ๊คปิดแล้วผู้เข้าประชุมบางคนก็เลิกคิ้วขึ้น ฉันยิ้มตอบคนคนนั้น แล้วหันกลับไปหาวิทยากรในวันนั้นวันนั้นวุ่นวายมากนับตั้งแต่ที่ฉันมาถึงที่ทำงานในตอนเช้า มีงานโน้นงานนี้ แล้วก็การประชุมแล้วประชุมเล่าเราเพิ่งทำการสัมมนาเรื่องการการออกแบบเครื่องประดับในช่วงแรกเสร็จ ซึ่งจัดขึ้นในบริษัทของเราเอง โชคดีที่ยังมีช่วงเบรคสั้น ๆ ก่อนจะเริ่มสัมมนากันในช่วงที่สองต่ออีกฉันเดินอย่างเหนื่อยอ่อนไปที่ห้องทำงานของฉัน วางโน้ตบุ๊คไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกจากอาคารด้วยความอ่อนล้าฉันแค่อยากอยู่คนเดียวในขณะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ หลังจากติดแหงกอยู่ในห้องประชุมเป็นเวลาหลายชั่วโมง!ฉันเดินไปยังร้านกาแฟข้าง ๆ บริษัทเพื่อดื่มกาแฟสักแก้ว ร้านกาแฟร้านนี้เป็นสถานที่หลบหนีสำหรับฉันได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ซึ่งพนักงานคนอื่น ๆ จะไม่มีทางเห็นฉัน แล้วพยายามพูดคุยอะไรที่ไม่อยู่ในความสนใจของฉันหลังจากสั่งกาแฟแล้ว ฉันก็เดินไปนั่งด้านในสุดของร้าน ซึ่งอยู่ติดกับผนังกระจกของร้านแกแฟ ตอนแรกฉันก็ครุ่นคิดถึงการสัมมนาที่เพิ่งจบลงไป จนเกือบจะขอปากกากับกระดาษจากพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งแล้ว แต่ก็หยุดยั้งเอาไว
"ฉันขึ้นเสียงก็เพราะฉันมีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นน่ะสิ ฉันไม่อนุญาตให้เธอไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น ในขณะที่ยังอุ้มท้องลูกฉันอยู่นะเว้ย!”“นายก็ทำได้แค่นั้นเอง รู้ไหม" เบลล่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด "โอ้อวดซะจริงนะ พูดเหมือนนายเหมือนจะย้ายสวรรค์และโลกได้อย่างนั้นแหละ แต่ไม่มีปัญญาดูแลเด็กที่อ้างว่าเป็นลูกนายได้หรอก" ฉันเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมกับเบิกตาโพลง ว้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? เบลล่าน่าจะตั้งท้องลูกของมาร์คไม่ใช่เหรอ? นี่เบลล่ากำลังสวมเขาให้มาร์คอยู่เหรอ? ฉันเอามือปิดปากหัวเราะเบา ๆพวกเขายังคงโต้เถียงกันต่อไป ฉันแน่ใจว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมารวมทั้งลูกค้าในร้านกาแฟแห่งนี้ได้ยินที่พวกเขาพูดกันหมดฉันไม่อยากจะฟังอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เพราะฉันรู้ดีว่าการล่วงรู้อะไรเกี่ยวกับเบลล่ามาก ๆ นั้น มักจะนำปัญหาเข้ามาอย่างไม่รู้จบเสมอ ไม่มีอะไรมากกว่านี้หรอกฉันเดินกลับไปยังที่นั่งเดิมและเตรียมตัวที่จะออกจากร้านไป ในขณะที่ฉันหมุนตัวที่จะเดินออกจากร้านไปนั้น ฉันก็สังเกตเห็นว่าเบลล่ากับผู้ชายคนนั้นขยับเข้ามาใกล้ทางออกมากขึ้น พวกเขายังคงโต้เถียงกันอยู่โดยต่างฝ่ายต่างสาดคำพูดใส่กัน แต่ฉันแน่ใจว่าถ้าฉันเดินผ่
"นี่มันเรื่องอะไรกัน?!” ฉันชูมือขึ้นไปแล้วพูดออกมาในขณะคลายความตื่นเต้นลงแล้ว "ทำไมเธอถึงโผล่เข้ามาแบบนั้นล่ะ? ฉันเกือบหัวใจวายตายแล้วนะ"เธอเบ้ปาก "หล่อนทำให้ฉันเกือบหัวใจวายเหมือนกันแหละตอนที่เห็นเธอนั่งอยู่ตรงนี้" เธอเลิกคิ้วที่สวยได้รูปขึ้นไป "หล่อนสะกดรอยตามฉันมาเหรอ? ฉันแน่ใจว่าการสะกดรอยตามในวันนี้คงประสบความสำเร็จสินะ เพราะได้ยินทุกอย่างแล้วใช่ไหม?”ฉันมองดูเธอ "เธอ… เธอ...”เธอยิ้มอย่างเย็นชา "เธออะไร? อย่าบอกนะว่าหล่อนไม่ได้ยินอะไรเลย" จากนั้นเธอก็ทำเสียงยียวนและขมวดคิ้วอย่างตั้งอกตั้งใจ "อย่าโกหกนะ ซิดนีย์"ฉันกลอกตา "ฉันหมายความว่าเธอไม่ควรดื่มกาแฟมากขนาดนั้นนะ เธอท้องอยู่"เบลล่าหัวเราะเบา ๆ แล้วฉันก็สงสัยว่าฉันพูดตลกตรงไหน จากนั้นเธอก็หยุดหัวเราะพร้อมกับกลอกตา แล้วพูดว่า "ใครใช้ให้หล่อนสั่งกาแฟล่ะ?”ฉันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ฉันสั่งกาแฟมากินเองเถอะ! ไม่ได้เชิญเธอมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันซะหน่อย แต่ฉันไม่อยากจะโต้เถียงกับผู้หญิงท้อง นอกจากนี้ การโต้เถียงกับเบลล่าก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก เสียเวลาเปล่า ๆ ฉันส่งสัญญาณให้พนักงานเสิร์ฟ "เอาน้ำผลไม้มาใ
ไอเดน"ไม่เป็นไรแล้วค่ะ" ชารอนพูดขณะที่เธอโอบแขนรอบไหล่ "คุณต้องหยุดโทษตัวเองเรื่องนี้ได้แล้ว ที่รัก มันไม่ใช่ความผิดของคุณ และการทุ่มเทตัวเองให้กับการสอบสวนทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรด้วยเลย""ผมต้องหาตัวคนผิดมาให้ได้ ชารอน ผมต้องหาว่าใครทำเรื่องนี้ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผมทำเพื่อลูกสาวผมได้ ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกผิดนี้ทุเลาลง" "ถ้ามันเป็นวิธีเดียว คุณก็ควรทำอยู่แล้ว" เธอให้กำลังใจ "ฉันจะคอยดูแลให้พ่อช่วยในคดีนี้ด้วย ฉันสัญญา"พ่อของเธอโทรหาผมครั้งหนึ่งเพื่อแสดงความเสียใจกับการจากไปของลูกสาวผม ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรกับลูกสาวเขาเลย และเขาฟังดูไม่พอใจนัก ผมประหลาดใจด้วยซ้ำที่เธอจะบอกเรื่องนั้นกับพ่อของเธอ ผมสงสัยว่าเขาอยากจะช่วยเปิดโปงฆาตกรของเด็กที่ไม่ใช่ลูกของเขาในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ แต่ผมเก็บเรื่องนั้นไว้กับตัวเอง"ขอบคุณครับ" ผมบอกเธอแทนเธอโอบกอดผมครึ่งหนึ่ง และคราวนี้ไม่ได้ผละออกทันที ในวันแบบนี้เองที่เธอไม่ได้กระโดดหนีจากผมเหมือนผมติดเชื้อเมื่อใดก็ตามที่ผมพยายามสัมผัสเธอ"แล้วคุณจะยิ้มให้ฉันไหม?" เธอยิ้มขณะที่ดึงผิวแก้มของผมเพื่อพยายามทำให้ผมยิ้มเมื่อผมเอามือของเธอออก เธอก็แสร้
เดนนิสหลังจากผ่านไปสองสามสัปดาห์ เมื่อผมไม่ได้ยินเสียงอะไรออกมาจากห้องของเอมี่อีกเลย ผมรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติผมไม่ลังเลที่จะงัดประตูเข้าไปและพบว่าเธอหมดสติ รอบๆ ตัวเธอมีขวดน้ำและอาหารขยะมากมายจนผมสงสัยว่าเธอต้องแอบออกไปซื้อพวกมันตอนที่ผมนอนหลับแน่ๆ นอกจากนี้ยังมีเศษขนมปังปิ้งและกล่องพิซซ่าที่ผมสอดเข้าไปในห้องจากใต้ประตู ผมเดาว่าพวกมันคงไม่พอผมรีบอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน รัดจัสตินไว้ในเบาะรถสำหรับเด็ก และรีบพาเธอไปโรงพยาบาลหลังจากที่เธอถูกพาเข้าไปประมาณหนึ่งชั่วโมง แพทย์ก็ออกมา "เธอโชคดีมากที่คุณพาเธอมาทันเวลา"ผมเอามือลูบหน้าด้วยความโล่งใจ ดีใจที่นี่ไม่ใช่การประกาศการตายอีกครั้ง"ตอนนี้ คนไข้มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง น้ำตาลในเลือดต่ำ และอวัยวะทำงานหนักเกินไป หากคุณไม่พบเธอทันเวลา เราคงกำลังพูดถึงอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง อวัยวะล้มเหลว และอาจเกิดบาดแผลทางจิตใจในตอนนี้"ผมควรจะพังประตูเข้าไปเร็วกว่านี้ คำพูดเหล่านั้นผุดขึ้นมาในความคิดของผม ผมควรจะบังคับเธอออกมาและบังคับให้เธอกิน ผมแค่คิดว่าเธอต้องการเวลาในการโศกเศร้าตามลำพัง"ดังนั้นเธอจะต้องอยู่ที่นี่สองสามวันขณะที่เราจัดการกับอา
มุมมองของนักเขียนขณะที่การสอบสวนเข้มข้นขึ้น มีการสอบปากคำมากขึ้น คนขับแท็กซี่และพนักงานร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุถูกสอบปากคำ กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นทั้งหมดก็ถูกตรวจสอบเช่นกันไอเดนตั้งใจจริงที่จะไม่ละเลยสิ่งใด ๆ แม้แต่น้อยและเมื่อสิ่งต่างๆ ถูกเปิดเผย หลักฐานที่น่าตกใจมากขึ้นก็ถูกค้นพบ เช่น รองเท้าของเอมี่ข้างหนึ่งที่พบอยู่ข้างรถโดยสารที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านค้าที่เธออยู่กับแม่ไปไม่กี่ร้านในที่สุด ผู้กระทำผิดก็ถูกพบหัวใจของนักสืบเต็มไปด้วยความสุขขณะที่เขาลงจากรถตู้และนำทีมเข้าไปในอาคาร มั่นใจว่าเขามาถูกทางแล้วในครั้งนี้ที่ทางเข้า พวกเขากระจายตัวออกไป ทีมแต่ละทีมไปยังตำแหน่งที่กำหนด เนื่องจากอาคารถูกเฝ้าติดตามมาหลายวันสิ่งที่พวกเขาต้องการคือลายนิ้วมือบนรถโดยสารที่ถูกทิ้งร้าง และคดีที่เหลือก็คลี่คลายไปเองอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างน้อย นักสืบก็อยากจะเชื่อเช่นนั้นทันทีที่นักสืบพร้อมทีมของเขาเดินผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่า และผ่านทางเดิน เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สถานที่นั้นเงียบสงัดอย่างน่าขนลุกเขาเปิดประตูทีละบานในทางเดิน แต่ละห้องสว่างไสว จนกระทั
มุมมองของนักเขียนยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นนั่นคือคำพูดที่ชารอนบอกตัวเองซ้ำๆ เพื่อลดความรู้สึกผิดที่เพิ่มขึ้นบ่อยครั้งที่เธอคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเธอแค่พูดความจริงเกี่ยวกับเรื่องตั้งครรภ์ของเธอ และใช้ชีวิตกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น การอยู่กับไอเดนไม่คุ้มค่ากับความรู้สึกผิด หลุมดำที่ไม่มีวันสิ้นสุดที่เธอกำลังจมลงไปตอนนี้เธอเข้าใกล้กำหนดคลอดปลอมมากขึ้น ไอเดนก็แสดงความรักต่อเธอมากขึ้น พวกเขาใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น บางครั้งเธอสงสัยว่าการตายของเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันก็ไม่คุ้มค่า เพราะเธอไม่มีความสุข เธอมีทุกสิ่งที่เธอต้องการ การเอาใจใส่ของไอเดนอย่างเต็มที่ เต็มที่เท่าที่เขาจะทำได้กับการสอบสวนที่เขาทุ่มเทให้เมื่อใดก็ตามที่เขาไม่ได้อยู่กับชารอน ช่วยเธอทำอาหาร หรือส่งอาหารที่เขาสั่งให้เธอ หรือทำความสะอาดบ้านเพราะเธอไม่ต้องการให้แม่บ้านมาอีกต่อไป เขาก็จะอยู่ที่สถานี ไขคดีของเอมี่ มองหาคำตอบที่อยู่ใต้หลังคาบ้านของตนเองตอนนี้ ชารอนไม่ได้ต่อสู้กับความรู้สึกผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการตายของเอมี่เท่านั้น แต่เธอยังไม่มี
ไอเดนผมควรจะฟังอาน่า ผมควรจะซ่อนตัวเฉยๆ ตอนที่ผมตามเธอไป ผมไม่ควรต่อสู้กับคนพวกนั้น ผมควรจะควบคุมความโกรธของตัวเอง... ที่สำคัญที่สุด ช่วงเวลาหยุดชะงักสั้นๆ ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีที่ผมหยุดและบอกเธอว่าผมเป็นพ่อของเธอ ผมไม่ควรทำแบบนั้น ผมควรจะพาเธอออกจากที่นั่นไปที่ปลอดภัยทันที ถ้าผมไม่ได้ใช้เวลาเหล่านั้นอย่างผิดๆ บางทีเอมี่ก็คงยังอยู่ที่นี่ แต่ผมเห็นแก่ตัวมาก ทั้งๆ ที่ผมอ้างว่ารักและห่วงใยเธอเดนนิสพูดถูก เขาห่วงใยเธอมากกว่าผมนัก เขาเติบโตมากับเธอ เขาเลี้ยงดูเธอและเฝ้าดูเธอเติบโตมาตั้งแต่แรกเกิด ผมไม่มีทางรักเธอได้มากกว่าเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมสามารถและควรจะทำแตกต่างออกไป ทำได้ดีกว่านี้ แต่มันสายเกินไปแล้วเธอจากไปแล้วขณะที่ผมจ้องมองภาพถ่ายเพียงภาพเดียวที่เราถ่ายด้วยกันตอนที่เธอยังอยู่ในโรงพยาบาล มันยังคงยากที่จะเชื่อมันเพิ่งจะเกือบปีเท่านั้นตั้งแต่ผมรู้ว่าเธอเป็นลูกของผม ตั้งแต่ผมสามารถอุ้มเธอและดูเธอหัวเราะและยิ้มและกวนผมเรื่องการพบตัวเอง และตอนนี้เธอจากไปแล้วเหรอ?ผมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ตลกเป็นบ้าความตายโหดร้ายแบบนี้เหรอ? พันมือเย็นเยียบที่กัดกร่อนรอบตัวคนที่พวกเขาไม
มุมมองของนักเขียนณ วินาทีนั้น โลกของอาน่าก็พังทลายลงต่อหน้าต่อตาเธอ"คุณหมอหมายความว่ายังไงที่เธอไปแล้ว?" ดวงตาเอ่อล้นขณะที่เธอกำเสื้อคุลมของแพทย์ "บอกกับฉันสิคุณหมอ บอกฉันว่าเอมี่จะไม่เป็นอะไร""ผมเสียใจด้วยครับ คุณอนาสตาเซีย" แพทย์พูด รู้สึกสงสารเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ เธอไม่สมควรได้รับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสิ่งที่เธอต้องเผชิญ"อาน่า" เดนนิสกลืนน้ำลายขณะดึงเธอออกมาเมื่อเธอไม่ยอมปล่อยเสื้อของแพทย์"ปล่อยฉัน" เธอตะโกนและผลักเดนนิสออกไปจากเธอ "ไปให้พ้น"เดนนิสกำลังจะเดินกลับไปหาเธอเมื่อแพทย์ยกมือขึ้นเพื่อหยุดเดนนิส เขาฉีกยิ้มเล็กน้อยให้เขา แสดงว่าไม่เป็นไรอาน่าค่อยๆ ทรุดตัวลงบนพื้น แขนโอบรอบตัวเองขณะที่เธอคร่ำครวญ "ไม่"จากนั้นเธอก็ส่ายหัว "ไม่ เอมี่จะทิ้งแม่ไปไม่ได้นะลูก” เธอร้องไห้ขณะวิ่งไปตามทางเดินก่อนที่ใครจะหยุดเธอได้ เธอก็เปิดประตูห้องของเอมี่ เธอวิ่งไปข้างๆ เอมี่และดึงผ้าปูที่นอนออกจากร่างของเธอ"เอมี่" เธอตบแก้มของเธอเบาๆ "เอมี่ ตื่นสิ แม่มาแล้ว เอมี่ลูก" เธอเรียกซ้ำ ๆ ร่างกายสั่นเทาไปกับการร้องไห้ น้ำตาหยดลงบนใบหน้าของเอมี่และชุดคนไข้ที่เธอยั
มุมมองนักเขียนขณะที่ไอเดนรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ ไหลลงมาตามแขนด้านข้างของเธอ หัวใจก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาทรุดตัวลงคุกเข่า และวางร่างไร้เรี่ยวแรงของเอมี่ลงบนพื้น"เอมี่ ไม่นะ พ่ออยู่นี่แล้ว" เขาพึมพำอย่างกระวนกระวายขณะที่กดมือลงบนด้านข้างเพื่อห้ามเลือดดวงตาของเอมี่เปิดอยู่ แต่ดูเหมือนไร้ชีวิตชีวา เอมี่พยายามพูดอะไรบางอย่าง เธอพยายามถามเขาว่าเขาเป็นพ่อของเธอจริงๆ หรือไม่ เธอมีพ่อสองคนจริงๆ หรือไม่ แต่เธอขยับริมฝีปากไม่ได้ และสายตาของเธอก็พร่ามัวอย่างรวดเร็ว"เอมี่ เอมี่ หนูจะไม่เป็นอะไร อดทนไว้" ไอเดนพูดอย่างรวดเร็วขณะดึงเสื้อของเขาออกและผูกไว้รอบเอวของเธอ หวังอย่างแรงกล้าว่าเลือดจะหยุดไหล แต่กลับแย่ลงมีเสียงเอะอะเล็กน้อย มีเสียงฝีเท้าหลายคู่ขณะที่เดนนิสรีบเข้ามาในอาคารพร้อมกับตำรวจเมื่อเห็นตำรวจ ชายสองคนก็รีบลุกขึ้นและเดินออกจากอาคาร ตำรวจสองคนรีบตามพวกเขาไปทันทีไอเดนไม่ได้ละสายตาจากเอมี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว "ได้โปรด เอมี่ ได้โปรด" เขาพึมพำอย่างสิ้นหวัง "อย่าจากพ่อไป" เขาเฝ้าดู หัวใจแตกสลายขณะที่ดวงตาของเอมี่ค่อยๆ หลับลง"เกิดอะไรขึ้นวะ?!" เดนนิสระเบิดเสียงออกมาขณะรีบเข้ามา
มุมมองนักเขียน“ไม่!”ไอเดนและเดนนิสพูดออกมาพร้อมกันอนาสตาเซียมองสลับไปมาระหว่างทั้งสองคน ยิ่งโกรธมากขึ้น "หมายความว่าไงว่าไม่?""อาน่า คุณ…"“ฉันไม่…”แต่ละคนเริ่มพูดอีกครั้ง และมันก็แทรกกัน"ฉันไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น!" เธอหยุดพวกเขาด้วยการยกมือทั้งสองข้างขึ้น "ฉันจะไปเอง แค่นี้!" เธอพูดจบแล้วคว้ากระเป๋าผ่านมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากที่พวกเขาได้รับวิดีโอ พวกเขาหาเงินมาได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังไม่มีใครที่จะเอาเงินไปส่งที่สถานที่ที่กำหนด เพราะไอเดนและเดนนิสไม่เห็นด้วยกันชายสองคนพยายามพูดให้เธอเปลี่ยนใจไอเดนเข้าใจมุมมองของเดนนิส ไม่ใช่ว่าเขามีเงินเหลือเฟือที่จะเอาไปให้คนลักพาตัว เขาแค่อยากได้ลูกสาวคืน เมื่อเธอปลอดภัยในอ้อมแขนของพวกเขาแล้ว พวกเขาค่อยให้ทางการและหน่วยรักษาความปลอดภัยทุกประเภทเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่เพื่อแลกกับความปลอดภัยของเอมี่ "มาเถอะ อาน่า เราทำได้ คุณอยู่กับจัสตินที่นี่เถอะนะ" เขาพูดขณะที่สายตาของเขาจ้องไปที่จัสตินที่กำลังดิ้นอยู่ในเปลของเขา ขณะที่เขามองดูพวกเขาอย่างสงสัย"ไม่!" อาน่าไม่ยอม "พวกคุณเสียเวลามากพอแล้ว"อนาสตาเซียพยายามอดทน แต่พวกเขา
อนาสตาเซียในเวลาเพียงวันเดียว ฉันต้องนั่งฟังการสอบปากคำมากกว่าที่ฉันเคยฟังมาทั้งชีวิตพนักงานทุกคนในร้านและแม้แต่ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ถูกสอบถามอย่างสุภาพ พวกเขาถูกถามว่าบังเอิญเจอผู้หญิงกับเด็กหรือไม่ พวกเขาถามพร้อมกับบอกลักษณะของผู้หญิงและเอมี่ แต่ไม่มีใครเลย แม้แต่คนเดียวที่เห็นพวกเขา มันเหมือนกับว่าพวกเขาหายตัวไปในอากาศธาตุฉันหยุดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ได้เอมี่ที่น่าสงสาร เธอเพิ่งจะออกจากเตียงโรงพยาบาลที่ต้องนอนอยู่เป็นเดือนๆ เท่านั้น กลับถูกลักพาตัวโดยคนโชคร้ายบางคน มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลยพวกเขาจะได้อะไรจากเรื่องนี้?ฉันสงสัยว่าตอนนี้ลูกเป็นอย่างไร คนพวกนั้นพาลูกไปไว้ที่ไหน? ลูกจได้กินอะไรไหม? หิวน้ำไหม? ลูกต้องหนาวแน่ๆฉันเหลือบมองยาของเธอที่ยังคงวางอยู่บนเคาน์เตอร์โดยไม่มีใครแตะต้อง รอให้เอมี่มาใช้ ฉันใช้เวลาทั้งคืนมองแต่ของพวกนั้น และในบางจุด แม้แต่จัสตินก็เริ่มร้องไห้ เขาคงสังเกตเห็นว่าพี่สาวของเขาไม่อยู่แล้วไอเดนและเดนนิสยังคงออกไปตามหาเธอ ทั้งคู่พิมพ์โปสเตอร์ที่มีรูปของเอมี่พร้อมเงินรางวัลสำหรับผู้ที่พบเธอในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาติดโปสเตอร์ตามสถานที่ต่างๆพวกเขาทำ