Share

หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน
หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน
Author: เฟยหรง

บทที่ 1 ลี่หลินเชฟฝึกหัดแห่งหางโจว

last update Last Updated: 2025-04-03 15:29:44

เมืองหางโจว

ภายในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองหางโจว มีกลุ่มนักศึกษาต่างพากันปั่นจักรยานไปเรียนในตอนเช้าซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ข้างทางจึงพากันผลัดเปลี่ยนสีของใบจากเขียวกลายเป็นส้มบ้างแดงบ้าง

ลมหนาวเริ่มมาเยือนปะทะใบหน้าอ่อนหวานของหญิงสาววัยยี่สิบปีนักศึกษาคณะคหกรรม ซึ่งวันนี้เธอแต่งกายด้วยเสื้อไหมพรมพร้อมพับผ้าพันคอไว้โดยสวมกางเกงขายาวเพื่อให้ร่างกายได้อุ่นขึ้น

ลี่หลินกำลังปั่นจักรยานไปยังอาคารเรียนที่อยู่ไกลจากหอพัก ด้วยความมีนักศึกษาเป็นจำนวนมากจึงต้องแย่งกันในทุกย่างก้าวเพื่อจะได้ไปให้ถึงตามเวลา เพราะการเป็นเชฟต้องรักษาเวลาให้เป็นอย่างดี ช้าเพียงเสี้ยววินาทีเดียวอาหารเลิศรสอาจเปลี่ยนรสชาติไปได้

สาวผมยาวทรงสละสลวยยามโต้ลมทำให้พลิ้วไหวและดูสวยงามราวกับเส้นของขนมไหมฟ้า ลี่หลินโดดเด่นด้วยหน้าตาและคำพูดคำจาที่ดูฉลาดเฉลียว ทว่าเธอยังไม่เคยต้องมือชายเลยสักครั้ง ซึ่งใคร ๆ ก็ว่าเธออาภัพ แต่ลี่หลินไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

“มาเร็วลี่หลิน” เสียงเรียกของเพื่อนตาเฉี่ยวชั้นเดียวสวมแว่นสายตาผมสั้นประบ่ากำลังโบกมือเรียกเธอจากใต้อาคารเรียนสูงหลายชั้น

ลี่หลินจึงเร่งถีบจักรยานไปให้ถึงที่จอด แล้ววิ่งไปหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอซึ่งมีนามว่าปิงปิง

“มาแล้ว ๆ” ลี่หลินวิ่งไปหอบไปก่อนยืนตรงและยิ้มกว้างให้เพื่อน

“อีกห้านาที” ปิงปิงยกนาฬิกาที่ข้อมือมาดู ก่อนคว้ามือเพื่อนแล้วพากันวิ่งไปบนอาคาร หากจะรอลิฟต์ก็คงไม่ทัน เพราะเหล่านักศึกษาหลายสิบคนกำลังยืนออกันอยู่ที่ตรงนั้น สองสาวจึงใช้แรงกำลังของตัวเองที่มีวิ่งขึ้นไปยังชั้นห้าของอาคาร

“แฮ่ก ทำไมฉันต้องมาวิ่งทุกเช้าด้วย” ลี่หลินอดไม่ได้ที่จะบ่น

“เถอะน่า เพื่อเช้าวันใหม่ที่สดใส” ปิงปิงเสียงแหบกว่าเพื่อนพูดพร้อมตบไหล่เบา ๆ ก่อนยืนหอบเมื่อเท้าพ้นบันไดขั้นสุดท้ายซึ่งอยู่หน้าห้องปฏิบัติการพอดี

สองสาวจึงรีบพากันเข้าไปในห้องซึ่งจำลองครัวขนาดใหญ่ไว้ในนั้น มีเครื่องครัว อุปกรณ์ครบครัน ทั้งยังมีวัตถุดิบสดใหม่หลากหลายชนิดให้เลือกสรรราวกับเป็นห้องเครื่องในวังก็ไม่ปาน

“โชคดีนะที่มาทัน” ปิงปิงพูด พร้อมเก็บกระเป๋าเข้าที่ ในขณะที่ลี่หลินกำลังถอดเสื้อไหมพรมตัวนอกออกจึงเผยให้เห็นชุดเชฟสีขาวด้านใน

พวกเพื่อนคนอื่นในชั้นเรียนก็ต่างพากันกรูเข้ามาภายในห้องไม่ต่างกัน จนเดินมาชนลี่หลินเข้า

“ยืนเกะกะอยู่ได้” แน่นอนว่าลี่หลินมักถูกกระทำเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งเธอรู้สึกชินและชาจึงไม่ได้โต้ตอบอะไรไป

“ไม่มีตาหรือไง” แต่ปิงปิงที่ไม่เคยยอมใครโต้ตอบกลับให้แทน

“ไม่เอาน่าปิงปิง รีบแต่งตัวเถอะ” ลี่หลินไม่อยากเสียเวลาชีวิต เธอจึงห้ามเพื่อนและจัดหมวกเชฟให้

“มา ๆ ได้เวลาแล้ว”

เสียงดุดันทุ้มต่ำอย่างคนมีอายุดึงเหล่าเชฟฝึกหัดให้หันไปมองและยืนสงบนิ่ง อาจารย์เฉิงคือผู้ดูแลในวิชานี้ เขาเป็นเชฟมือทองในโรงแรมระดับห้าดาวที่ได้รับการันตีมากมาย จากประสบการณ์จับกระทะเหล็กมานับยี่สิบกว่าปี ทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องการใช้มีดเป็นอย่างมากจนใคร ๆ ก็เรียกว่าท่านเซียนเฉิง

“วันนี้จะทำอะไรคะอาจารย์” เพื่อนคนหนึ่งถาม ท่าทางร้อนวิชาซะจนออกนอกหน้า

“ปลาต้มผักกาดดอง”

เสียงอื้ออึงดังขึ้นเมื่ออาจารย์ได้บอกออกมา แค่ต้มปลาที่มีวัตถุดิบไม่กี่อย่างซึ่งเห็นได้ทั่วไปในหางโจว แน่นอนว่าทุกครัวเรือนย่อมเคยได้ทำเมนูนี้

“แค่ปลาต้มผักกาดดองนี่นะ อาจารย์เฉิงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเถอะค่ะ” ปิงปิงพูดปนผิดหวัง คิดว่าจะได้เรียนทำอาหารเมนูที่ดูอลังการและยากกว่านี้

“มันไม่ใช่แค่ต้มปลา” อาจารย์เฉิงพูดพร้อมกวาดสายตามองนักศึกษา โดยเอามือไขว้หลังก่อนเดินจงกลมเล่าเรื่องราวเป็นมาของเมนูนี้

“อาหารประจำถิ่นของเสฉวนที่ดูเหมือนจะทำง่าย แต่แท้จริงแล้วต้องอาศัยความชำนาญในการทำปลาเป็นอย่างมาก ซุปเข้มข้นกลมกล่อมต้องมีทั้งสัมผัสของปลาเนื้อขาวนุ่มเด้งแต่พอเคี้ยวกลับเหมือนกินปุยเมฆ กลิ่นของผักกาดดองต้องติดปลายจมูก และเผ็ดชาปลายลิ้น...”

“อาจารย์เขากำลังท่องกวีอะไรหรือเปล่า” ลี่หลินยกมือป้องปากขยับเอนศีรษะไปใกล้หูของเพื่อน

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ปิงปิงมองอาจารย์ด้วยคิ้วขมวด

“ไหน ๆ เมนูนี้ทุกคนก็คุ้นชินกันอยู่แล้ว อาจารย์จะทำมันเพียงครั้งเดียวให้พวกเธอชิม ใครทำได้ใกล้เคียงสุด ก็เอาคะแนนเต็มไป”

“ครับ/ค่ะ อาจารย์”

เหล่าเชฟฝึกหัดพากันกรูเข้ามาล้อมวงอาจารย์โดยที่ในมือถือสมุดกับปากกาไว้เตรียมจด ลี่หลินยืนมองและเก็บรายละเอียดในทุกกระบวนการของอาจารย์เฉิน ตั้งแต่การถอดเกล็ด แล่ปลาเป็นชิ้น การต้มน้ำ และผักกาดดองที่เตรียมใส่ลงไป

อาจารย์เฉินทำอย่างขะมักเขม้นและรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน ราวกับเป็นมายากลเสกทุกอย่างให้ง่ายดายไม่ทันไรปลาต้มผักกาดก็เสร็จได้ภายในไม่กี่นาที

ถ้วยกระเบื้องขนาดใหญ่เกือบเท่ากะละมังถูกวางอยู่ตรงหน้านักศึกษาที่รุมล้อม กลิ่นของปลาต้มผักกาดกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย แต่นั่นยังไม่เสร็จซะทีเดียว อาจารย์เฉินได้ตั้งกระทะใส่น้ำมันสีเหลืองทองให้ร้อนพร้อมคั่วพริกขิงเม็ดกระเทียมก่อนตักน้ำมันเจียวมาราดปลาต้มผักกาด

“หือ หอมกว่าเดิมมาก” นักเรียนต่างพากันพูด

“ลองชิมกันดู แล้วลงมือทำได้เลย” อาจารย์เฉินอนุญาตแล้ว นักศึกษาจึงต่างแย่งกันชิม เพื่อรีบกลับไปทำปลาต้มผักกาดของตัวเอง

ลี่หลินชิมอย่างละเมียดให้ลิ้นรู้รสชาติโดยเริ่มจากการชิมน้ำซุปสีข้นซึ่งรับรู้ได้ทั้งสี่รส ทั้งเค็ม เปรี้ยว เผ็ด และ หวานจากเนื้อปลา เธอค่อย ๆ เคี้ยวและวิเคราะห์รสชาติให้แน่ใจ เมื่อจดจำได้จึงมายืนอยู่หน้าเตา เชฟฝึกหัดพร้อมแล้วกับการประลองฝีมือในครั้งนี้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Related chapters

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 2 นิยายของหญิงอัปลักษณ์

    หน้าเตาที่มีเหล่าเชฟฝึกหัดยืนอยู่เรียงราย กำลังขะมักเขม้นตั้งใจทำปลาต้มผักกาดดองให้เสร็จและมีรสชาติใกล้เคียงกับของอาจารย์ ซึ่งลี่หลินมีสีหน้าเป็นกังวลด้วยความตั้งใจเกินร้อยจึงทำให้กดดันตัวเอง เธอถกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมงจัดการต้มน้ำไว้รอเดือด แล้วจับปลาที่ถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งมาชำแหละเป็นชิ้น ปลายมีดแหลมคมเฉือนเนื้อปลาไปถึงก้างเพื่อเลาะเอาเนื้อปลาชิ้นสวยออกมาวางเรียง ก่อนละมือไปเตรียมอย่างอื่นต่อ“เก่งจังเลยลี่หลิน” ปิงปิงเอ่ยชม เมื่อเห็นว่าเพื่อนทำได้คล่อง ซึ่งต่างจากเธอที่ยังเงอะงะเรียงลำดับก่อนหลังไม่ถูก จนต้องแอบชำเลืองมองเพื่อน“เมนูนี้ฉันทำให้แม่กินบ่อยน่ะ”“เมื่อไหร่อาจารย์จะสอนทำอาหารอย่างอื่นบ้าง อาหารไทยก็น่าสนใจนะ” ปิงปิงบ่นพร้อมทำหน้ามุ่ย“เราเรียนทำอาหารจีนไม่ใช่”“ฮ่า ๆ จริงด้วย คงต้องไปหาเรียนหลักสูตรสั้น ๆ แทน”“นี่ลี่หลิน”“...?”“ฉันได้หนังสือนิยายมาใหม่แหละ อยากอ่านไหม”“มีกี่เล่มจบ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยว่างด้วยกลัวเอาไปอ่านนาน”“แค่ไม่กี่เล่มหรอก อ่านแป๊บ ๆ ก็จบแล้ว”ลี่หลินชั่งใจ “งั้นฉันยืมเธออ่านก็แล้วกัน”“ได้เลยเพื่อนรัก ว้าย!” มัวแต่คุยกันน้ำในหม้อที่ปิงปิงตั้ง

    Last Updated : 2025-04-03
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 3 แม่ทัพตระกูลกู้

    เรือนตระกูลกู้ซึ่งใหญ่โตโอ่อ่าสมกับตำแหน่งท่านแม่ทัพฝ่ายหน้า ซึ่งมีผู้คนมากมายทั้งบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้และเจ้าของเรือนที่อาศัยอยู่ในเรือนแห่งนี้ พวกเขาเหล่านี้กำลังนั่งคุกเข่าและก้มหน้าจนแทบติดพื้นเพื่อเคารพแด่ขุนนางที่ถือราชโองการพร้อมตราหยกมู่หยางท่านแม่ทัพฝ่านหน้าบุรุษร่างกำยำสมชายชาตรี เขาคือบุตรชายเพียงคนเดียวของแม่นางชิงชิงกับท่านขุนนางตงหยาง โดยมีหญิงงามคอยอยู่ข้างหลังอีกสองสามนางซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภรรยาของท่านแม่ทัพพวกเขาเหล่านี้ตั้งใจฟังสิ่งที่ขุนนางผู้นี้พูด“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้จึงมีพระราชบัญชาให้ยกบุตรสาวแห่งแคว้นอัน พร้อมผ้าแพร เครื่องสังคโลกและเงินอีกพันเฟื้องเป็นเครื่องบรรณาการชนะศึกในครั้งนี้ ให้แด่ท่านแม่ทัพแห่งตระกูลกู้”เสียงดังก้องกังวาลของขุนนางฝ่ายขวาพูดขึ้นพร้อมอ่านพระราชโองการให้แม่ทัพผู้ชนะศึกในการสลายแคว้นน้อยใหญ่ให้เป็นบึกแผ่นมาได้ แม่ทัพมู่หยางแห่งตระกูลกู้นั่งคุกเข่าพร้อมรับราชโองการที่ขัดเสียมิได้“น้อมรับพระบัญชา ขอพระองค์ทรงอายุยืนหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ครั้นเคารพต่อฮ่องเต้เสร็จสิ้นจึงรับสารแห่งพระราชโองการนี้ พร้อมยืนขึ้นเพื่อก้มโค้งลาท่านขุนนาง ค

    Last Updated : 2025-04-03
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 4 หนทางหนี

    “ข้าจะไปบวชอยู่ที่วัดหลินจิง” ฟู่ฟู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้นางจะอายุยังน้อยแต่ก็หนักแน่นเสียจนเหมยลี่มองดูนางพลันตกใจอยู่ไม่น้อย“คุณหนูฟู่ฟู่แน่ใจแล้วรึ”“แน่ใจ ข้าจะไปอยู่ที่นั่น อย่างน้อยก็ปลอดภัยสำหรับข้า”“ถ้าอย่างนั้นเราทั้งสองต้องรีบหนีไปก่อนจะไม่ทันการ” เหมยลี่ลุกขึ้น“เดี๋ยว หากไปเช่นนี้ต้องมีคนจับได้แน่” ฟู่ฟู่รั้งมือไว้“จริงด้วย ข้านี่โง่เขลานัก” เหมยลี่ยิ้มให้เล็กน้อย พลางหลุบตามมองเสื้อผ้าตัวเองสลับกับของบุตรสาวแห่งแคว้นอัน หากต้องการหลบหนีจำเป็นต้องพรางตัว“หากคุณหนูฟู่ฟู่ไม่ว่าอะไร ท่านลองสลับอาภรณ์พวกนี้กับข้าไหม?”“ได้สิ”เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ซึ่งกันและกันจนดูแปลกตา คุณหนูฟู่ฟู่สวมใส่ชุดคนรับใช้ซึ่งเป็นผ้าเก่าสีซีดทั้งยังมีรอยขาดรอยปะจากการเย็บจนดูเป็นสตรีธรรมดา ส่วนเหมยลี่ที่สวมชุดสีชมพูด้วยผ้าที่ตัดอย่างดี ทำให้ดูดีอยู่ไม่น้อย หากใบหน้านี้ไม่ได้มีรอยแผลจนอัปลักษณ์นางย่อมเป็นสตรีที่งดงามดุจนางบนชั้นสวรรค์ถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่เหมยลี่จำเป็นต้องคลุมไว้ นั่นคือผ้าคลุมปิดบังใบหน้าของนางนั่นเอง แล้วมาจัดการเก็บ

    Last Updated : 2025-04-03
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 5 หน้าตาเจ้าอัปลักษณ์ยิ่งนัก

    เสียงเหยียบกิ่งไม้ดังตามจังหวะที่เท้าของทั้งสองนางกำลังพากันวิ่งไปยังกำแพงสูงอีกด้าน วงแขนของเหมยลี่ยกขึ้นป้องกิ่งไม้ออกไปให้พ้นทาง พร้อมทั้งเปิดเส้นทางเท้าให้คุณหนูแห่งแคว้นอันวิ่งตามได้อย่างสะดวก จนเมื่อมาถึงเสียงหอบได้ดังมาก่อนเสียงพูดราวกระซิบเสียด้วยซ้ำ“รีบปีนไปเร็วคุณหนู เหยียบบนหลังข้า” เหมยลี่ก้มหลังให้“เร็วเถิดคุณหนู หากผู้ใดไหวตัวทัน หนทางหนีคงไม่มีอีกหนแล้ว”เมื่อถูกรบเร้าสตรีผู้น้อยจึงยอมเหยียบหลัง มือพยายามเอื้อมไปจับกำแพงสูง และปีนป่าย ขณะที่เหมยลี่ได้ช่วยดันตัวสตรีผู้น้อยอีกแรง“ปะ...ปีนได้แล้ว” ด้วยความตัวบางฟู่ฟู่จึงสามารถขึ้นไปอยู่บนสันกำแพงได้อย่างง่ายดาย พลางยื่นมือให้สาวรับใช้จับ“ขึ้นมาสิ”“นั่นใครน่ะ!”แต่ยังไม่ทันที่เหมยลี่จะได้ปีนกำแพงก็มีเสียงของทหารดังมา สองนางตาเบิกโพลงหันมองกันด้วยความตกใจ หญิงอัปลักษณ์ใช้คิดเพีนงครู่เดียว ก่อนรีบปีนหนี“ลงไปก่อนคุณหนู ท่านวิ่งแยกไปที่ท่าน้ำ ตรงนั้นมีเกวียนที่พาไปวัดได้ ส่วนข้าจะล่อคนพวกนั้นให้ไปอีกทางเอง” เหมยลี่พูดอย่างจริงจัง“แล้วเจี่ยเจียจะไม่เป็นอะไรหรือ”“ชีวิตข้าไร้ค่ายิ่งนัก โปรดรักษาตัวด้วย” สาวรับใช้ก้มโค้งให้

    Last Updated : 2025-04-03
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 6 ข้าอยากหนีไปจากท่าน

    เสียงฝีเท้าวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต ฟู่ฟู่กำลังวิ่งใปให้ถึงที่หมายซึ่งเป็นท่าเรือ นางจับย่ามไว้แน่นและวิ่งจนผ้าสะบัดพลิ้วไปตามลม สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนและผู้คนซึ่งออกมาใช้ชีวิตกันเป็นปกติ ทั้งยังมีขอทานนั่งอยู่ตามมุมไม่เว้น แต่ที่น่าหวั่นกลัวคือพวกทหารต่างหากหญิงวัยแรกแย้มวิ่งหลบไปตามซอกซอยแคบ ๆ เพื่อหลบให้พ้นพวกทหารที่อาจวิ่งตามมา ทางลัดที่คุ้นเคยทำให้นางมาถึงท่าเรือจนได้ ใบหน้าผินมองรถม้าที่เหมยลี่ได้กำชับไว้ เมื่อเห็นว่ามีอยู่จริงดังว่า นางจึงรีบวิ่งไปด้วยอาการหอบเล็กน้อย“ข้าจักไปวัดหลินจิง”“สองตำลึง” บุรุษตรงหน้าพูด เขาคือเจ้าของเกวียนรถม้านั่นเอง บุรุษโพกผ้าพันศีรษะตัวสูงอย่างชายชาตรี อายุน่าจะมากกว่าฟู่ฟู่อยู่ไม่น้อย แต่ดูไม่มากเกินไปจากหน้าตาที่ดูยังหนุ่มแน่นคนคิดหนีไม่เกลี่ยงราคานางรีบมอบอัดให้ “นี่ข้าให้สี่ตำลึง รีบพาข้าไปที”คิ้วหนาขมวดเล็กน้อย มองนางด้วยความสงสัย จากการแต่งกายดูไม่น่าจะมีอัดมากมายขนาดนี้ แต่เขาไม่ถามไถ่เพียงแต่โยนอัดในมือเล่นพลางมองสาวงามผู้นี้อย่างไม่ลดสายตา“ข้าจะไปส่งเจ้า เชิญเถิดแม่นาง”ชายแปลกหน้าพูดพลางเปิดม่านบนรถเกวียนให้ ฟู่ฟู่จึงเดินขึ้นไ

    Last Updated : 2025-04-04
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 7 ข้ามิคิดหนี

    เหมยลี่เดินไปอยู่ด้านหลังท่านแม่ทัพ จากที่ตรงนี้ทำให้นางได้สังเกตบุรุษตรงหน้าอย่างถีถ้วน ร่างกายของเขาช่างดูสูงใหญ่และมีแผ่นหลังกว้าง รังสีความมีอำนาจแผ่กระจายออกมาจนใคร ๆ ต้องยำเกรง นางยืนอย่างใจกลัวพร้อมเม้มริมฝีปากล่างเล็กน้อย“รีบนวดสิ” มู่หยางปรายตามองเล็กน้อย พลางได้กลิ่นหอมจากกายหญิงอัปลักษณ์ช่างเหมือนดอกเหมยไม่มีผิด แต่ถึงแม้กลิ่นกายจะหอมเพียงใดหากใบหน้ายังอัปลักษณ์เช่นนี้ใครจะไปอภิรมย์ได้ “ปิดหน้าของเจ้าไว้ซะ ข้ายิ่งเห็นยิ่งสะอิดสะเอียน”เหมยลี่พลันดึงผ้ามาปิดบังใบหน้านี้ไว้ ด้วยความรู้สึกที่จุกอยู่ในอก นางควรชินและชาเสียบ้าง แต่พอถูกบุรุษรูปงามเอ่ยด้วยถ้อยคำดูหมิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่านางดูไร้ค่ายิ่งนักมือเรียวบีบนวดไหล่กว้างซึ่งแข็งจนเส้นยึดจนนางบีบนวดแทบไม่ได้ ฝ่ามือพยายามกดและนวดอย่างเป็นจังหวะเพื่อให้ท่านแม่ทัพพอใจไม่คิดชักดาบมาจี้คอกันอีกมู่หยางรู้สึกเหมือนมีมดไต่ตามไหล่ เขาไม่ได้รู้สึกคลายเมื่อยแม้แต่น้อย แม่ทัพผู้นี้จึงเกิดอาการหงุดหงิดจึงได้ยกมือตั้งฉากขึ้น“พอ เจ้านี่มันไม่ได้เรื่อง ไปนั่งเสียข้าจะพาเจ้าไปเรือนข้า”เหมยลี่ไม่พูดคำใดนางยอมแลกชีวิตนี้เพื่อคุณหนูฟู่ฟู่ ยอม

    Last Updated : 2025-04-07
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 8 บัญชาสวรรค์มิใช่ข้า

    สายฝนโปรยปรายผสมกับเสียงฟ้าร้องปนเปในยามราตรี พร้อมเสียงเกือกม้าดังเป็นจังหวะ หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษอยู่ในเกวียนกำลังนั่งตัวโยนเล็กน้อยที่เกิดจากถนนหนทางที่เต็มไปด้วยดินโคลน อากาศซึ่งมีเม็ดฝนจึงนำพาลมหนาวพัดลอดช่องผ้าม่านเข้ามาด้านใน ความมืดที่เห็นเพียงเงาเลือนรางของคนข้างกายทำให้สตรีร่างอรชรรู้สึกหวั่นกลัวอยู่ไม่น้อยเหมยลี่นั่งเกาะขอบไม้ไว้แน่น แต่ถึงอย่างนั้นฟ้าดินก็ไม่อาจเป็นใจ เมื่อล้อลากเกวียนดันตกหลุมลูกใหญ่จนกายนางต้องถลาไหลไปกองรวมอีกฝั่งซึ่งมีท่านแม่ทัพนั่งอยู่สัมผัสแข็งแรงจากกายบุรุษและจากมือใหญ่กำลังโอบรัดเอวกิ่วของนางไว้ หญิงไม่เคยถูกชายใดแตะต้องรู้สึกประหม่าเขินอายอยู่ในที ใบหน้าอัปลักษณ์ในความมืดสลัวกลับแดงระเรื่อและร้อนผ่าว นางไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนถึงมีอาการเช่นนี้ ยิ่งกลิ่นกายบุรุษบึกบึนอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก เลือดลมพลันโลดแล่นไปทั่วร่างราวกับถูกพลังลมปราณเข้าเล่นงาน“ข้าล่วงเกินท่านแล้ว” เหมยลี่พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หัวใจของนางเต้นโครมครามยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องลั่นบนนภาในยามนี้“พอเจ้าอยู่ในความมืดเช่นนี้ค่อยน่ามองหน่อย” มู่หยางพูดอย่างใจคิด พลางมองใบหน้าของหญิงอัปลักษณ์เม

    Last Updated : 2025-04-09
  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 9 ดอกเหมยแรกแย้ม

    หญิงอัปลักษณ์เป็นได้แค่เครื่องบรรเทากำหนัดให้กับท่านแม่ทัพซึ่งดูไร้ค่ายิ่งนัก เหมยลี่เมื่อได้ฟังถ้อยคำดูหมิ่นยิ่งตรอมตรมชีวิตของนางคงเป็นได้เพียงเท่านี้ ครั้นเมื่อร่างทมิฬที่ยามนี้เห็นเลือนรางกายกำยำกำลังขยับเข้ามาใกล้และซุกไซ้คอระหง สัมผัสวาบหวามซ่านไปทั่วกายแต่ใจกลับเศร้าหมองจนแสดงออกทางดวงหน้าและดวงตาซึ่งมีหยดน้ำตาไหลริน“ท่านมีภรรยามากเช่นนี้ยังมิคิดพออีกรึ” แม้จะรู้สึกเสียใจ แต่ก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องปรกติอันชอบธรรมที่บุรุษผู้มากซึ่งยศจักมีภรรยามากย่อมไม่ผิดแผกจากจารีต นางไม่น่าเอ่ยถามคำนี้จากบุรุษไร้ใจด้วยซ้ำมู่หยางขยับใบหน้าออกเล็กน้อยอย่างเสียดาย เขารำคาญเสียงสะอื้นไห้ซะจริง “บุรุษเช่นข้าย่อมมีความใคร่อยากเป็นธรรมดา รึเจ้าไม่คิดอยากกันเล่า ไม่สิข้าต้องพูดว่าเจ้าเองก็กำหนัดอยู่ไม่น้อยถึงได้ยอมแหวกขาให้ข้าเช่นนี้”ก้านนิ้วยาวหยอกเย้ากลีบดอกเหมยให้แย้มกลีบบานจนน้ำหวานของเกสรชุ่มฉ่ำจวนใกล้เวลาเต็มทน แม้มู่หยางไม่ชอบใบหน้าของหญิงอัปลักษณ์แต่พอยามที่ได้ยินเสียงครวญครางกลับอยากเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายยิ่งนัก“มะ...ไม่จริง อ๊า ท่าน อะ อิ ท่านแม่ทัพพอเสียเถิด” มือเรียวพยายามดันมืออีกฝ่ายให้

    Last Updated : 2025-04-10

Latest chapter

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 12 หน้าที่ภรรยาเอก

    “เจ้าจักไปที่ใด” หญิงรับใช้ของฮูหยินชิงชิงเอ่ยถามหญิงอัปลักษณ์ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยกสำรับผ่านหน้าประตูไป“ข้าจักช่วยยกสำรับ...”“ไม่ต้อง เจ้ามิมีสิทธิ์ไปเหยียบบนเรือนใหญ่ ลืมสิ้นแล้วหรือว่าเจ้าเป็นหญิงอัปมงคล มิมีผู้ใดอยากเห็นหน้าเจ้า เห็นก็คงกลืนข้าวไม่ลงกันพอดี”ยังไม่ทันพูดจบหญิงรับใช้คนสนิทรีบพูดโดยพลัน นางมองหญิงอัปลักษณ์อย่างหาเรื่องตามประสาคนดูแลเรือนแห่งนี้“ให้ข้าไปแทนเถิด” หญิงรับใช้อีกคนที่อยู่เป็นเพื่อนเหมยลี่รีบอาสา นางรับสำรับในมือมาถือไว้แทน“เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปทำงานอย่างอื่นแทน” นางพูดแล้วเดินออกไปหญิงรับใช้คนสนิทของฮูหยินปรายตามามองเหมยลี่พร้อมแบะปากใส่อย่างไร้ซึ่งการให้เกียรติกัน ก่อนเดินอ้อนแอ้นไปยังเรือนใหญ่เหมยลี่จึงเดินคอตกมานั่งหลบมุมในครัว นางทั้งหิวและไม่มีแรงคล้ายไม่สบาย แต่ถึงตอนนี้อาหารตรงหน้าจะส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย แต่นางมิอาจทานได้เพราะต้องรอให้นายในเรือนทานกันจนหมดก่อนซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหญิงรับใช้ที่นางรู้ดีหญิงรับใช้คนสนิทของฮูหยินที่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าเหล่าผู้รับใช้ นางมีนามว่า อู๋ท่ง กำลังเดินนำหญิงรับใช้ทุกคนไปยังห้อ

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 11 หน้าที่ของภรรยารอง

    หญิงอัปลักษณ์ถูกปกป้องจากท่านแม่ทัพซึ่งไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เหมยลี่ที่คิดหนีไม่อาจไปที่ใดได้ดั่งนกน้อยในกรงที่ถูกกักขัง นางเดินไปยังโรงฟืนที่อยู่ไกลออกไปจากเรือนตระกูลกู้ ที่แห่งนี้ทั้งเก่าและทรุดโทรมจนแทบไม่สามารถเป็นที่หลับนอนได้ แต่ด้วยถูกล้อมและถูกดาบปลายแหลมคมจี้หลังทำให้นางมิสามารถขัดขืน“จำเอาไว้ซะที่แห่งนี้คือที่ของเจ้า อย่าคิดหนีออกไปจากที่แห่งนี้ มิเช่นนั้นแคว้นอันของเจ้าจักได้ร้อนเป็นไฟอีกครา” ท่านแม่ทัพลั่นวาจา ซึ่งน้ำเสียงหนักแน่นเป็นที่สุดคนนึกห่วงคุณหนูฟู่ฟู่ไม่กล้าคิดหนีไปที่ใด นางต้องอยู่ที่นี่เพื่อให้คนในแคว้นอันปลอดภัยจากสงคราม แม้ผู้คนในเมืองนั้นจักมองว่านางเป็นปีศาจร้ายทำลายบ้านเมืองก็ตามที แต่คนที่ร้ายที่สุดคือท่านแม่ทัพมู่หยางคนนี้มิใช่หรือ“ท่านพี่คงไม่คิดให้นางงอตีนงอเท้าอยู่เฉย ๆ หรอกกระมัง” ต้าเหนิงที่เดินตามมาติด ๆ พูดขึ้น พลางมองหน้าหญิงอัปลักษณ์ด้วยสายตาเหยียด“ข้ามิคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว” มู่หยางผินหน้าไปตอบภรรยาเอก ก่อนจ้องมายังหญิงอัปลักษณ์ “หน้าที่ของเจ้าคือเป็นคนรับใช้อย่าคิดเสมอตัวเทียบกับภรรยาของข้า เจ้าต้องหุงหาอาหารและดูแลเรือนของตระกูลกู้ให้เป็นอย

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 10 เรือนของท่านแม่ทัพ

    หญิงอัปลักษณ์ไร้เรี่ยวแรงแต่ต้องยืนด้วยขาทั้งสองที่สั่นไหวระริก นางเปิดผ้าคลุมศีรษะมองเรือนของท่านแม่ทัพอย่างเต็มตา ด้วยยศศักดิ์ที่มีทำให้เรือนนี้ใหญ่โตไปมาก ผู้น้อยจากแดนไกลเดินก้าวพ้นธรณีประตูรั้งเข้าไปตามเจ้าของเรือนด้วยใจหวั่นกลัว นางได้ย่างกรายเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกลูกู้ด้วยความจำยอมเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลจากชานเรือนที่ทอดยาวไปตามแนวเรือนสี่ฤดูซึ่งมีโถงเป็นบ่อบัวอยู่ตรงกลาง เหมยลี่ทอดสายตามองอย่างถือดีเพราะไม่รู้ว่าหญิงสูงวัยที่กำลังเดินมาเป็นผู้ใดฮูหยินชิงชิงได้รู้ข่าวว่าบุตรชายได้เดินทางกลับมาแล้วนางจึงรีบออกมาต้อนรับโดยมีสะใภ้ทั้งสามและนางรับใช้เดินตามอีกเป็นขบวน หญิงที่เกิดจากตระกูลผู้ดีมองสารร่างสะใภ้คนใหม่จากที่ไกล ๆ พลันขมวดคิ้วและมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมกับบุตรชายที่เป็นถึงท่านแม่ทัพสักนิด“นี่รึบุตรสาวแห่งแคว้นอัน” ฮูหยินพูดอย่างไม่เชื่อสายตา เหล่าสะใภ้เห็นไม่ต่างกัน ทำให้ตั้งกำแพงกีดกันไมตรีตั้งแต่แรกเห็น สายตาดูหมิ่นดูแค้นปรากฏบนใบหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้“ขอรับท่านแม่” มู่หยางยกมือขึ้นบรรจบ“เคารพท่านแม่เจ้าค่ะ” เหมยลี่ได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยอย่า

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 9 ดอกเหมยแรกแย้ม

    หญิงอัปลักษณ์เป็นได้แค่เครื่องบรรเทากำหนัดให้กับท่านแม่ทัพซึ่งดูไร้ค่ายิ่งนัก เหมยลี่เมื่อได้ฟังถ้อยคำดูหมิ่นยิ่งตรอมตรมชีวิตของนางคงเป็นได้เพียงเท่านี้ ครั้นเมื่อร่างทมิฬที่ยามนี้เห็นเลือนรางกายกำยำกำลังขยับเข้ามาใกล้และซุกไซ้คอระหง สัมผัสวาบหวามซ่านไปทั่วกายแต่ใจกลับเศร้าหมองจนแสดงออกทางดวงหน้าและดวงตาซึ่งมีหยดน้ำตาไหลริน“ท่านมีภรรยามากเช่นนี้ยังมิคิดพออีกรึ” แม้จะรู้สึกเสียใจ แต่ก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องปรกติอันชอบธรรมที่บุรุษผู้มากซึ่งยศจักมีภรรยามากย่อมไม่ผิดแผกจากจารีต นางไม่น่าเอ่ยถามคำนี้จากบุรุษไร้ใจด้วยซ้ำมู่หยางขยับใบหน้าออกเล็กน้อยอย่างเสียดาย เขารำคาญเสียงสะอื้นไห้ซะจริง “บุรุษเช่นข้าย่อมมีความใคร่อยากเป็นธรรมดา รึเจ้าไม่คิดอยากกันเล่า ไม่สิข้าต้องพูดว่าเจ้าเองก็กำหนัดอยู่ไม่น้อยถึงได้ยอมแหวกขาให้ข้าเช่นนี้”ก้านนิ้วยาวหยอกเย้ากลีบดอกเหมยให้แย้มกลีบบานจนน้ำหวานของเกสรชุ่มฉ่ำจวนใกล้เวลาเต็มทน แม้มู่หยางไม่ชอบใบหน้าของหญิงอัปลักษณ์แต่พอยามที่ได้ยินเสียงครวญครางกลับอยากเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายยิ่งนัก“มะ...ไม่จริง อ๊า ท่าน อะ อิ ท่านแม่ทัพพอเสียเถิด” มือเรียวพยายามดันมืออีกฝ่ายให้

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 8 บัญชาสวรรค์มิใช่ข้า

    สายฝนโปรยปรายผสมกับเสียงฟ้าร้องปนเปในยามราตรี พร้อมเสียงเกือกม้าดังเป็นจังหวะ หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษอยู่ในเกวียนกำลังนั่งตัวโยนเล็กน้อยที่เกิดจากถนนหนทางที่เต็มไปด้วยดินโคลน อากาศซึ่งมีเม็ดฝนจึงนำพาลมหนาวพัดลอดช่องผ้าม่านเข้ามาด้านใน ความมืดที่เห็นเพียงเงาเลือนรางของคนข้างกายทำให้สตรีร่างอรชรรู้สึกหวั่นกลัวอยู่ไม่น้อยเหมยลี่นั่งเกาะขอบไม้ไว้แน่น แต่ถึงอย่างนั้นฟ้าดินก็ไม่อาจเป็นใจ เมื่อล้อลากเกวียนดันตกหลุมลูกใหญ่จนกายนางต้องถลาไหลไปกองรวมอีกฝั่งซึ่งมีท่านแม่ทัพนั่งอยู่สัมผัสแข็งแรงจากกายบุรุษและจากมือใหญ่กำลังโอบรัดเอวกิ่วของนางไว้ หญิงไม่เคยถูกชายใดแตะต้องรู้สึกประหม่าเขินอายอยู่ในที ใบหน้าอัปลักษณ์ในความมืดสลัวกลับแดงระเรื่อและร้อนผ่าว นางไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนถึงมีอาการเช่นนี้ ยิ่งกลิ่นกายบุรุษบึกบึนอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก เลือดลมพลันโลดแล่นไปทั่วร่างราวกับถูกพลังลมปราณเข้าเล่นงาน“ข้าล่วงเกินท่านแล้ว” เหมยลี่พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หัวใจของนางเต้นโครมครามยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องลั่นบนนภาในยามนี้“พอเจ้าอยู่ในความมืดเช่นนี้ค่อยน่ามองหน่อย” มู่หยางพูดอย่างใจคิด พลางมองใบหน้าของหญิงอัปลักษณ์เม

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 7 ข้ามิคิดหนี

    เหมยลี่เดินไปอยู่ด้านหลังท่านแม่ทัพ จากที่ตรงนี้ทำให้นางได้สังเกตบุรุษตรงหน้าอย่างถีถ้วน ร่างกายของเขาช่างดูสูงใหญ่และมีแผ่นหลังกว้าง รังสีความมีอำนาจแผ่กระจายออกมาจนใคร ๆ ต้องยำเกรง นางยืนอย่างใจกลัวพร้อมเม้มริมฝีปากล่างเล็กน้อย“รีบนวดสิ” มู่หยางปรายตามองเล็กน้อย พลางได้กลิ่นหอมจากกายหญิงอัปลักษณ์ช่างเหมือนดอกเหมยไม่มีผิด แต่ถึงแม้กลิ่นกายจะหอมเพียงใดหากใบหน้ายังอัปลักษณ์เช่นนี้ใครจะไปอภิรมย์ได้ “ปิดหน้าของเจ้าไว้ซะ ข้ายิ่งเห็นยิ่งสะอิดสะเอียน”เหมยลี่พลันดึงผ้ามาปิดบังใบหน้านี้ไว้ ด้วยความรู้สึกที่จุกอยู่ในอก นางควรชินและชาเสียบ้าง แต่พอถูกบุรุษรูปงามเอ่ยด้วยถ้อยคำดูหมิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่านางดูไร้ค่ายิ่งนักมือเรียวบีบนวดไหล่กว้างซึ่งแข็งจนเส้นยึดจนนางบีบนวดแทบไม่ได้ ฝ่ามือพยายามกดและนวดอย่างเป็นจังหวะเพื่อให้ท่านแม่ทัพพอใจไม่คิดชักดาบมาจี้คอกันอีกมู่หยางรู้สึกเหมือนมีมดไต่ตามไหล่ เขาไม่ได้รู้สึกคลายเมื่อยแม้แต่น้อย แม่ทัพผู้นี้จึงเกิดอาการหงุดหงิดจึงได้ยกมือตั้งฉากขึ้น“พอ เจ้านี่มันไม่ได้เรื่อง ไปนั่งเสียข้าจะพาเจ้าไปเรือนข้า”เหมยลี่ไม่พูดคำใดนางยอมแลกชีวิตนี้เพื่อคุณหนูฟู่ฟู่ ยอม

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 6 ข้าอยากหนีไปจากท่าน

    เสียงฝีเท้าวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต ฟู่ฟู่กำลังวิ่งใปให้ถึงที่หมายซึ่งเป็นท่าเรือ นางจับย่ามไว้แน่นและวิ่งจนผ้าสะบัดพลิ้วไปตามลม สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนและผู้คนซึ่งออกมาใช้ชีวิตกันเป็นปกติ ทั้งยังมีขอทานนั่งอยู่ตามมุมไม่เว้น แต่ที่น่าหวั่นกลัวคือพวกทหารต่างหากหญิงวัยแรกแย้มวิ่งหลบไปตามซอกซอยแคบ ๆ เพื่อหลบให้พ้นพวกทหารที่อาจวิ่งตามมา ทางลัดที่คุ้นเคยทำให้นางมาถึงท่าเรือจนได้ ใบหน้าผินมองรถม้าที่เหมยลี่ได้กำชับไว้ เมื่อเห็นว่ามีอยู่จริงดังว่า นางจึงรีบวิ่งไปด้วยอาการหอบเล็กน้อย“ข้าจักไปวัดหลินจิง”“สองตำลึง” บุรุษตรงหน้าพูด เขาคือเจ้าของเกวียนรถม้านั่นเอง บุรุษโพกผ้าพันศีรษะตัวสูงอย่างชายชาตรี อายุน่าจะมากกว่าฟู่ฟู่อยู่ไม่น้อย แต่ดูไม่มากเกินไปจากหน้าตาที่ดูยังหนุ่มแน่นคนคิดหนีไม่เกลี่ยงราคานางรีบมอบอัดให้ “นี่ข้าให้สี่ตำลึง รีบพาข้าไปที”คิ้วหนาขมวดเล็กน้อย มองนางด้วยความสงสัย จากการแต่งกายดูไม่น่าจะมีอัดมากมายขนาดนี้ แต่เขาไม่ถามไถ่เพียงแต่โยนอัดในมือเล่นพลางมองสาวงามผู้นี้อย่างไม่ลดสายตา“ข้าจะไปส่งเจ้า เชิญเถิดแม่นาง”ชายแปลกหน้าพูดพลางเปิดม่านบนรถเกวียนให้ ฟู่ฟู่จึงเดินขึ้นไ

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 5 หน้าตาเจ้าอัปลักษณ์ยิ่งนัก

    เสียงเหยียบกิ่งไม้ดังตามจังหวะที่เท้าของทั้งสองนางกำลังพากันวิ่งไปยังกำแพงสูงอีกด้าน วงแขนของเหมยลี่ยกขึ้นป้องกิ่งไม้ออกไปให้พ้นทาง พร้อมทั้งเปิดเส้นทางเท้าให้คุณหนูแห่งแคว้นอันวิ่งตามได้อย่างสะดวก จนเมื่อมาถึงเสียงหอบได้ดังมาก่อนเสียงพูดราวกระซิบเสียด้วยซ้ำ“รีบปีนไปเร็วคุณหนู เหยียบบนหลังข้า” เหมยลี่ก้มหลังให้“เร็วเถิดคุณหนู หากผู้ใดไหวตัวทัน หนทางหนีคงไม่มีอีกหนแล้ว”เมื่อถูกรบเร้าสตรีผู้น้อยจึงยอมเหยียบหลัง มือพยายามเอื้อมไปจับกำแพงสูง และปีนป่าย ขณะที่เหมยลี่ได้ช่วยดันตัวสตรีผู้น้อยอีกแรง“ปะ...ปีนได้แล้ว” ด้วยความตัวบางฟู่ฟู่จึงสามารถขึ้นไปอยู่บนสันกำแพงได้อย่างง่ายดาย พลางยื่นมือให้สาวรับใช้จับ“ขึ้นมาสิ”“นั่นใครน่ะ!”แต่ยังไม่ทันที่เหมยลี่จะได้ปีนกำแพงก็มีเสียงของทหารดังมา สองนางตาเบิกโพลงหันมองกันด้วยความตกใจ หญิงอัปลักษณ์ใช้คิดเพีนงครู่เดียว ก่อนรีบปีนหนี“ลงไปก่อนคุณหนู ท่านวิ่งแยกไปที่ท่าน้ำ ตรงนั้นมีเกวียนที่พาไปวัดได้ ส่วนข้าจะล่อคนพวกนั้นให้ไปอีกทางเอง” เหมยลี่พูดอย่างจริงจัง“แล้วเจี่ยเจียจะไม่เป็นอะไรหรือ”“ชีวิตข้าไร้ค่ายิ่งนัก โปรดรักษาตัวด้วย” สาวรับใช้ก้มโค้งให้

  • หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าขอเกิดเป็นปลาเค็มดีกว่าเป็นภริยาของท่าน   บทที่ 4 หนทางหนี

    “ข้าจะไปบวชอยู่ที่วัดหลินจิง” ฟู่ฟู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้นางจะอายุยังน้อยแต่ก็หนักแน่นเสียจนเหมยลี่มองดูนางพลันตกใจอยู่ไม่น้อย“คุณหนูฟู่ฟู่แน่ใจแล้วรึ”“แน่ใจ ข้าจะไปอยู่ที่นั่น อย่างน้อยก็ปลอดภัยสำหรับข้า”“ถ้าอย่างนั้นเราทั้งสองต้องรีบหนีไปก่อนจะไม่ทันการ” เหมยลี่ลุกขึ้น“เดี๋ยว หากไปเช่นนี้ต้องมีคนจับได้แน่” ฟู่ฟู่รั้งมือไว้“จริงด้วย ข้านี่โง่เขลานัก” เหมยลี่ยิ้มให้เล็กน้อย พลางหลุบตามมองเสื้อผ้าตัวเองสลับกับของบุตรสาวแห่งแคว้นอัน หากต้องการหลบหนีจำเป็นต้องพรางตัว“หากคุณหนูฟู่ฟู่ไม่ว่าอะไร ท่านลองสลับอาภรณ์พวกนี้กับข้าไหม?”“ได้สิ”เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ซึ่งกันและกันจนดูแปลกตา คุณหนูฟู่ฟู่สวมใส่ชุดคนรับใช้ซึ่งเป็นผ้าเก่าสีซีดทั้งยังมีรอยขาดรอยปะจากการเย็บจนดูเป็นสตรีธรรมดา ส่วนเหมยลี่ที่สวมชุดสีชมพูด้วยผ้าที่ตัดอย่างดี ทำให้ดูดีอยู่ไม่น้อย หากใบหน้านี้ไม่ได้มีรอยแผลจนอัปลักษณ์นางย่อมเป็นสตรีที่งดงามดุจนางบนชั้นสวรรค์ถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่เหมยลี่จำเป็นต้องคลุมไว้ นั่นคือผ้าคลุมปิดบังใบหน้าของนางนั่นเอง แล้วมาจัดการเก็บ

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status