เมื่อถึงทางแยกขบวนบรรทุกผลท้อก็แยกออกเป็นสองกลุ่มตรงกับที่มู่สี่เสินคิดเอาไว้ไม่มีผิด กลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนน้อยกว่ามุ่งหน้าไปยังทิศทางแรกที่คนสกุลกัวขี่ม้าไปทางนั้น ส่วนอีกกลุ่มที่มีจำนวนผลท้อมากมายกลับแยกตัวไปยังอีกทิศทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านผืนป่าขนาดย่อมๆชายหนุ่มถึงกับตาเหลือกค้างแข็งขึ้นในทันใด ยามนี้สหายตัวน้อยของเขาสองตัวอดทนกับกลิ่นหอมยั่วยวนของผลท้อที่พวกมันเคยกินเป็นประจำเอาไว้ไม่ไหว ร่างเล็กๆ สองร่างกำลังห้อยตัวลงจากกิ่งไม้ฉกฉวยเอาผลท้อมาได้สองลูก“ไอ้ลิงบ้า!! จับมันเร็ว!! มันขโมยผลท้อไปสองลูก” เสียงเอะอะดังขึ้นจากกลุ่มผู้ฝึกตนที่ควบคุมเกวียนมาเซ็งแซ่“ผลท้อเหล่านี้สกุลกัวนับจำนวนเอาไว้ถ้วนถี่ หากหายไปพวกเขาต้องเข้าใจว่าเราแอบกินแน่นอน ตามมันไป!” คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มสั่งความจบผู้ฝึกตนสามคนก็กระโจนไล่หลังลิงน้อยสองตัวไปติดๆ มู่สี่เสินถึงกับต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยสหายของเขาก็ไม่ได้โง่! พวกมันได้ผลท้อไปแล้วก็ไม่ได้วิ่งกลับมาทางเดิมที่เขาแอบซ่อนตัวอยู่ แต่พวกมันวิ่งหนีไปอีกทิศทางทำให้มู่สี่เสินและลิงที่เหลือยังคงซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ได้ดังเดิม ส
“ใช่ว่าจะมีเพียงเจ้าคนเดียวที่เข้าสู่ระดับขั้นปราณที่แท้จริง ทางฝั่งสกุลอ๋าวหลายคนก็อยู่ในระดับขั้นเดียวกับเจ้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะชนะอ๋าวหลวนหลงได้เช่นนั้นหรือเหลาอีโจว!”“ไม่ใช่ว่าข้าเพิ่งได้ตัวคนสำคัญมาหนึ่งคนแล้วหรือ? อ้อไม่ใช่แค่หนึ่งคน ยังมีอีกแปดตัวด้วยอีก ฮ่าๆๆๆ เจ้าอย่าเพิ่งไปคิดแทนอ๋าวหลวนหลงเลย เจ้าสงสารตัวเองก่อนเถิดคุณชายมู่อย่างมากเจ้าก็เพิ่งจะอยู่ในระดับชั้นก่อกำเนิดอย่าหวังว่าเจ้าจะออกไปจากที่นี่ได้เลย!!”มู่สี่เสินกัดริมฝีปากไว้แน่น เขาเพียงคนเดียวอย่างไรก็สู้ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ไม่ได้แน่นอน ยังต้องเป็นห่วงสหายทั้งแปดตัวที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นเหล่านี้อีก สายตาอาฆาตแค้นของมู่สี่เสินจึงพุ่งตรงไปที่กัวเฟยเฟิ่งอย่างไม่ยินยอม“เพี้ยะ!!” ฝ่ามือนวลของกัวเฟยเฟิ่งตบเข้าไปที่ใบหน้าของมู่สี่เสินเต็มแรง“ใครใช้ให้เจ้ามองหน้าข้า! เป็นเจ้าที่แส่หาเรื่องเข้ามาเอง หากอยากจะโทษผู้ใด เจ้าก็ต้องโทษตัวเองนั่นล่ะที่สอดรู้สอดเห็น!” หญิงสาวตวาดเสียงดัง เตรียมง้างมือจะตบชายหนุ่มเข้าอีกสักฉาด“เฟยเฟิ่งหยุด!! คุณชายมู่หาใช่คนที่เจ้าจะล่วงเกินได้!” เหลาอีโจวคว้าข้อมือของหญิงสาวเอาไว้แน่น แรงบีบจากท
ลิงสองตัวจากเกาะลอยยังคงติดตามฝูซีไม่ห่าง ยังดีที่ฝูซีพาผู้ฝึกตนจากสกุลอ๋าวเดินทางไปกับเขาด้วย พวกมันจึงได้อาศัยเกาะอยู่บนหลังของคนเหล่านั้น“เจี๊ยกๆๆๆๆ” อยู่ดีๆ ลิงน้อยก็กระโดดร้องส่งเสียง วิ่งไปวิ่งมาบนพื้นท่าทางไม่สงบเหมือนก่อนหน้าฝูซีมองตามสายตาของพวกมันแล้วพบว่าทั้งสองตัวกำลังมองไปยังฮูหยินผู้เฒ่ากัว ที่ออกมายืนส่งหลานสาวออกไปนอกจวนห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ระยะหนึ่งท่าทางแยกเขี้ยว ข่มขู่และโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงของลิงน้อยที่มีต่อหญิงชราทำให้ฝูซีรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ “เรื่องที่เราพบลิงสองตัวนี้ปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อน กลับไปบอกท่านหมอและคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วย เราจะตามหามู่สี่เสินกันอย่างลับๆ” ฝูซีหันมากำชับ“แล้วกับคุณชายสี่..”“บอกกับเขาว่าข้าสงสัยว่าการหายตัวไปของมู่สี่เสินอาจเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลกัว ข้าจะออกไปสืบความล่วงหน้าไว้ก่อน” ฝูซีไม่คิดจะปิดบังอะไรกับอ๋าวหลวนหลง มู่เหยาจีฝากจดหมายทวงถามเรื่องของพี่ชายมาหลายครั้ง และเป็นอ๋าวหลวนหลงที่ปิดบังว่ามู่สี่เสินกำลังฝึกฝนอย่างหนักและสบายดี อ๋าวหลวนหลงก็ร้อนใจเรื่องของมู่สี่เสินไม่น้อยไปกว่าตนสักนิด……….ฝูซีแอบติดตามด
“เป็นกับดัก!! ระวังตัวให้ดี!!” อ๋าวหลวนหลงตะโกนขึ้นสุดเสียงไปยังผู้ฝึกตนทั้งสิบที่อยู่นอกเรือนด้านมู่สี่เสินก็เพิ่งรู้เช่นกันว่าสหายทั้งแปดตัวของตนอยู่ใกล้รอบตัวเรือน และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจากเหลาอีโจวอีกด้วย เขารีบทุบผนังประตูแข็งแกร่งส่งสัญญาณบอกกับฝูซีว่าตนเองไม่อาจเปิดมันออกจากด้านในได้การต่อสู้จากรอบทิศทางมาถึงกลุ่มผู้ฝึกตนสิบคนที่อยู่วงล้อมด้านนอกอย่างรวดเร็ว ส่วนฝูซีก็เข้าไปช่วยเหลือมู่สี่เสินออกมาได้จนสำเร็จ“เราต้องรีบฝ่าออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกเขาจะพากันมากไปกว่านี้” สายตาคมของอ๋าวหลวนหลงมองสหายที่เหลือพยายามประเมินสถานการณ์เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้ฝึกตนจากสกุลเหลาแม้จะได้รับผลท้อที่กัวเฟยเฟิ่งลักลอบนำมาส่งให้แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้มีระดับการฝึกฝนที่สูงไปกว่าฝ่ายสกุลอ๋าว สถานการณ์ในเวลานี้พวกเขายังรับมือได้ แต่ที่นี่เป็นพื้นที่แดนเหนือพวกเขายังต้องตีฝ่าออกไปอีกไกลกว่าจะถึงจุดที่ปลอดภัย การสู้ให้เห็นผลแพ้ชนะไม่ใช่ทางออกที่ดี“ฝูซี หลวนหลง ข้าทิ้งพวกมันไว้ที่นี่ไม่ได้!!" มู่สี่เสินพยายามงัดไม้กระดานที่มีแผ่นหินรองไว้ด้านล่างอีกชั้นหนึ่ง เพื่อปลดปล่อยสหายร่างเล็กของเขาให้เป
เขตแดนทางเหนือกัวเฟยเฟิ่งนั่งร่ำไห้สะอึกสะอื้นปริ่มว่าจะขาดใจไปทุกเมื่อ ศีรษะเล็กๆ ของนางแทบจะฝังเข้าไปอยู่ในผนังห้องอยู่รอมร่อ ความเจ็บปวดที่ไม่คิดว่าจะได้พบพานทำเอานางทรมาณจนแทบจะสิ้นสติสมประดีไปอยู่แล้วบุรุษสองคนภายในห้องได้ยินเสียงร่ำไห้โหยหวนนี้นานนับชั่วยาม แต่พวกเขาหาได้นึกเวทนาสงสารสตรีผู้เศร้าโศกนี้แม้แต่น้อยผ่านไปอีกหลายอึดใจท่ามกลางน้ำตาที่ยังรินไหลออกมาไม่ขาดสาย กัวเฟยเฟิ่งมองไปยังร่างของอ๋าวหลวนหลงที่อยู่บนเตียงนอนด้วยความเจ็บปวด แม้ในอกยังคงมีคลื่นความเสียใจและผิดหวังระลอกแล้วระลอกเล่า หญิงสาวก็ยังออกแรงสะบัดหน้าละทิ้งความอัปยศอดสูไว้เบื้องหลัง“อาหารเหล่านี้ข้ารับรองว่ามันปลอดภัย ข้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวสูดหายเจ้าเข้าแรงๆ ทีหนึ่งจับทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิมแล้วก้าวออกจากห้องไปแท้จริงแล้วตั้งแต่ที่เหลาอีโจวได้ตัวฝูซีมาแทนมู่สี่เสิน พวกเขาจึงไม่ได้คิดจะติดตามมู่สี่เสินที่บาดเจ็บสาหัสไปด้วย แต่กลับพุ่งความสนใจมาที่การลงมือกับอ๋าวหลวนหลงแทนกัวเฟยเฟิ่งรีบเข้าไปห้ามปรามและทวงคำสัญญากับเหลาอีโจวที่จะมอบอ๋าวหลวนหลงให้นาง และอีกฝ่ายได้รักษ
มู่สี่เสินถูกส่งตัวไปทางใต้ผ่านเกาะจิงเหมินและข้ามมายังสถานที่ตั้งของเกาะลอยแห่งใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากเวยวั่งซูและกลุ่มผู้ฝึกตนที่เคยเป็นชาวบ้านบนเกาะทั้ง 15 ชีวิต“นอกจากบาดแผลที่เกิดจากทวนสองแห่ง กรามเขายังแตกไม่สามารถพูดหรือเคี้ยวอาหารได้โดยง่าย ตลอดทางพวกเราต้องบดผลท้อให้ละเอียดแล้วป้อนใส่ปากให้เขากินทีละน้อยไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงที่นี่ได้” เวยวั่งซูบอกเล่าอาการบาดเจ็บด้วยใบหน้าหม่นหมองเขาแทบจะอยู่ห่างจากร่างของมู่สี่เสินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะบาดแผลจากทวนที่แฝงพลังปราณได้ตัดเส้นเลือดใหญ่ของชายหนุ่มทำให้มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เวยวั่งซูเป็นผู้ฝึกตนสายสรรพสิ่งและถนัดเรื่องการใช้น้ำแข็งเป็นเกราะและอาวุธ แต่ยามนี้เขาต้องแผ่พลังปราณหลอมเลือดบริเวณปากแผลของมู่สี่เสินให้แข็งตัวเอาไว้เกือบตลอดเวลา เพราะมู่สี่เสินกินผลท้อได้ในปริมาณที่น้อยมากในแต่ละวัน จึงยังไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บเขาเอาไว้ได้ทันใจมู่เหยาจีมองใบหน้าคมคายของพี่ชายที่สะท้อนความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาด้วยหยาดน้ำตารินอาบแก้ม นางฟังคำสารภาพเรื่องที่มู่สี่เสินหายตัวไปนานกว่า 8 เดือน และยังได้รับรู้อีกว่ายาม
หุบเขาลึกลับกลางป่าตะวันตกลิงน้อยแปดตัวหลบหนีออกจากการควบคุมของเหลาอีโจวได้ พวกมันก็มุ่งหน้ากลับมาที่หุบเขาลึกลับและได้พบกับสหายอีกสองตัวที่คิดเหมือนกันกับพวกมันหลังจากแย่งกันสื่อสารบอกกับวานรยักษ์ทั้งสี่ตัวให้ล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมู่สี่เสิน ลิงยักษ์ทั้งสี่ก็อาละวาดทำลายต้นไม้ใหญ่ภายในหุบเขาจนราบเป็นหน้ากลอง ร้อนถึงสุนัขจิ้งจอกและนกอินทรีต้องรีบมาเกลี้ยกล่อมให้พวกมันใจเย็นลงลิงน้อยสองตัวที่อยู่กับกลุ่มคนสกุลอ๋าวไม่ได้ข้ามไปยังแดนเหนือด้วย พวกมันรู้แล้วว่ามู่สี่เสินได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปที่เกาะลอย มันยังรู้อีกด้วยว่ายามนี้สกุลอ๋าวกำลังถูกไล่ต้อนไปทางใต้ และหากสกุลอ๋าวพ่ายแพ้สถานที่ต่อไปที่จะถูกโจมตีก็จะเป็นเกาะลอยของพวกมัน!!เจ้าลิงทั้งสิบปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังสุนัขจิ้งจอกทั้งหกเอาไว้ แล้วชี้นิ้วออกคำสั่งวานรทั้งสี่ตัวให้มันเดินทางไปที่ช่องแคบทางเข้าหุบเขาทันที!!วานรสองตัวไปถึงช่องแคบที่เล็กเพียงคนลอดผ่านได้ มันก็เริ่มต่อยเข้าไปยังกำแพงหินหนาพร้อมๆ กัน“เปรี้ยง!! ครืน!!” การต่อยด้วยหมัดจากวานรยักษ์สองตัวเพียงครั้งเดียว ช่องเขาหินที่ผุกร่อนก็พังทลายเป็นรูขนาดใหญ่ ส่ง
“แกว่กกกกก แกว่กกก” เสียงร้องสั้นสลับยาวของนกอินทรีสองตัวดังขึ้นจากบนฟ้ามาแต่ไกล เป็นเหตุให้การห้ำหั่นเบื้องล่างหยุดชะงักลงชั่วขณะสิ่งที่พวกเขาแปลกใจเป็นอันดับแรกย่อมเป็นเสียงอันทรงพลังที่คล้ายว่าอยู่เหนือศีรษะแต่นกสองตัวนั้นอยู่ในระยะไกลจากพวกเขาพอสมควร“ก็แค่เสียงสะท้อนของนกตัวสองตัวเท่านั้น จัดการพวกมันต่อ!!” กลุ่มผู้ฝึกตนจากสองฝ่ายยังไม่ทันได้คลายความข้องใจ พวกเขาก็ต้องรีบดึงสติกลับมาสู่การรบดังเดิม“หลวนเซี่ย เจ้ากลับไปดูแม่กับน้องๆ เจ้าก่อน ไปเดี๋ยวนี้!!” อ๋าวซีห่าวอาศัยช่วงจังหวะที่ทุกคนมัวแต่สนใจนกบนฟ้ารีบวิ่งมาหาบุตรชายคนโต“ข้าจะไม่มีวันถอยหลังเป็นอันขาดท่านพ่อ เราจะตายไปพร้อมกัน!!” บทสนทนาที่ทรงพลังของอ๋าวหลวนเซี่ยส่งผลให้ทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง ฆ่าได้หนึ่งก็ลดจำนวนศัตรูลงหนึ่ง พวกเขาพร้อมจะตายในสนามรบแล้ว“แกว่กๆๆๆๆๆๆๆ” นกอินทรีสองตัวคล้ายว่าจะไม่พอใจเท่าใดนักที่มนุษย์เดินดินหาได้สนใจมันสองตัวไม่ มันรีบส่งเสียงร้องรัวๆ ตีปีกใหญ่โตของมันพร้อมกับเหินต่ำลงมาเรื่อย เสียงร้องของผู้ฝึกตนหลายคนดังขึ้นทำให้เจ้านกยักษ์พึงพอใจที่สุดที่มีคนหันกลับมาสนใจพวกมันอีกครั้ง“ว้ากกกก นั
“พวกเจ้าก็เป็นสหายกับพวกหวางเซี่ยที่อยู่บนเกาะเช่นนั้นหรือเจ้าคะ” อ๋าวหลวนหลิงชวนคุยต่อสัตว์หน้าขนสี่ตัวหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกมันรับรู้จากมู่สี่เสินแล้วว่ายังมีสหายสัตว์น้ำที่มาจากแดนสวรรค์อยู่อีกเก้าตัว แต่สัตว์กลุ่มนั้นลงมาก่อนพวกมันตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อน พวกมันเพิ่งลงมาได้ 500 ปีเท่านั้น จะว่าเป็นสหายกันก็เหมือนจะใช่ แต่แท้จริงแล้วพวกมันยังไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ“ไม่เป็นไรๆ ถึงเจ้าอยากจะตอบก็ตอบข้าไม่ได้อยู่ดีใช่ไหมเล่า แต่พวกเจ้าช่วยครอบครัวของเราสองคนก็เท่ากับว่าเจ้าเป็นสหายของพวกเราแล้วล่ะ”ได้ยินว่าพวกตนได้รับการต้อนรับให้เป็นสหายของมนุษย์ สัตว์ทั้งสิบสองตัวก็ยิ่งลิงโลดออกอาการตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ แต่แล้วอยู่ดีๆ พวกมันก็ต้องหยุดชะงักแหงนมองขึ้นไปด้านบนท้องฟ้าเหนือจวนสกุลเจียงมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เสียงกรีดร้องหวาดกลัวจากบรรดาสตรีที่อยู่ในจวนทำเอาสัตว์ยักษ์พากันเงียบเสียงและเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เพื่อสหายใหม่ของพวกเขา!“แกว่กๆ” เจ้านกยักษ์สองตัวที่บนหลังของพวกมันมีซินหรูอี้และเวยวั่งซูนั่งอยู่มองค้อนดูภาพเบื้องล่างกันตาแทบกลับ ส่งเสียงร้องออกมาอย่างแง่งอนหวาง
สุนัขจิ้งจอกและตะขาบต่างก็พากันทำหน้าที่ของมันโดยการเข้าไปแทรกอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นจนฝูงชนวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงและไม่มีผู้ใดกล้าทดสอบโจมตีพวกมันเป็นคนแรกวานรยักษ์ตัวหนึ่งทุบกำปั้นอันใหญ่โตของมันลงบนพื้นดินหลายครั้งจนเป็นหลุมลึก“โจมตีมัน!! หากเกิดอะไรขึ้นกับข้าก็อย่าคิดว่าพวกเจ้าจะรอด ต้องช่วยกันจัดการพวกมันไปทีละตัว!” เหลาอีโจวถูกทอดทิ้งให้ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของวานรยักษ์โดยรอบๆ ยังมีสุนัขจิ้งจอกอีกหกตัวล้อมวงกันไว้อีกชั้น เมื่อเห็นว่ายังไม่มีผู้ใดเริ่มลงมือเหลาอีโจวจึงได้พยายามควบคุมลิงน้อยทั้งแปดอีกครั้ง โดยตั้งใจจะให้พวกมันออกคำสั่งกับวานรยักษ์ให้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ฝึกตนสกุลอ๋าวแทน“เจี๊ยกๆๆๆ” ลิงน้อยถูกรบกวนจิตใจอย่างรุนแรงจนพวกมันส่งเสียงกรีดร้องออกมาดังลั่น เจ้าวานรทั้งสี่ก็รีบตอบสนองทันควัน“อ้ากกกก!! ปล่อยข้า! ช่วยข….” เหลาอีโจวยังส่งเสียงขอความช่วยเหลือไม่ทันสิ้นคำ ร่างของเขาก็ถูกวานรยักษ์จับขาข้างหนึ่งลอยขึ้นไปบนอากาศให้สภาพห้อยหัวลงมา ขณะที่ทุกคนยังไม่หายตกใจ วานรยักษ์ก็สะบัดร่างคนใจร้ายฟาดลงกับพื้นดินก้มหลุมซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับร่างนั้นเป็นตุ๊กตาผ้า เหลา
“แกว่กกกกก แกว่กกก” เสียงร้องสั้นสลับยาวของนกอินทรีสองตัวดังขึ้นจากบนฟ้ามาแต่ไกล เป็นเหตุให้การห้ำหั่นเบื้องล่างหยุดชะงักลงชั่วขณะสิ่งที่พวกเขาแปลกใจเป็นอันดับแรกย่อมเป็นเสียงอันทรงพลังที่คล้ายว่าอยู่เหนือศีรษะแต่นกสองตัวนั้นอยู่ในระยะไกลจากพวกเขาพอสมควร“ก็แค่เสียงสะท้อนของนกตัวสองตัวเท่านั้น จัดการพวกมันต่อ!!” กลุ่มผู้ฝึกตนจากสองฝ่ายยังไม่ทันได้คลายความข้องใจ พวกเขาก็ต้องรีบดึงสติกลับมาสู่การรบดังเดิม“หลวนเซี่ย เจ้ากลับไปดูแม่กับน้องๆ เจ้าก่อน ไปเดี๋ยวนี้!!” อ๋าวซีห่าวอาศัยช่วงจังหวะที่ทุกคนมัวแต่สนใจนกบนฟ้ารีบวิ่งมาหาบุตรชายคนโต“ข้าจะไม่มีวันถอยหลังเป็นอันขาดท่านพ่อ เราจะตายไปพร้อมกัน!!” บทสนทนาที่ทรงพลังของอ๋าวหลวนเซี่ยส่งผลให้ทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง ฆ่าได้หนึ่งก็ลดจำนวนศัตรูลงหนึ่ง พวกเขาพร้อมจะตายในสนามรบแล้ว“แกว่กๆๆๆๆๆๆๆ” นกอินทรีสองตัวคล้ายว่าจะไม่พอใจเท่าใดนักที่มนุษย์เดินดินหาได้สนใจมันสองตัวไม่ มันรีบส่งเสียงร้องรัวๆ ตีปีกใหญ่โตของมันพร้อมกับเหินต่ำลงมาเรื่อย เสียงร้องของผู้ฝึกตนหลายคนดังขึ้นทำให้เจ้านกยักษ์พึงพอใจที่สุดที่มีคนหันกลับมาสนใจพวกมันอีกครั้ง“ว้ากกกก นั
หุบเขาลึกลับกลางป่าตะวันตกลิงน้อยแปดตัวหลบหนีออกจากการควบคุมของเหลาอีโจวได้ พวกมันก็มุ่งหน้ากลับมาที่หุบเขาลึกลับและได้พบกับสหายอีกสองตัวที่คิดเหมือนกันกับพวกมันหลังจากแย่งกันสื่อสารบอกกับวานรยักษ์ทั้งสี่ตัวให้ล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมู่สี่เสิน ลิงยักษ์ทั้งสี่ก็อาละวาดทำลายต้นไม้ใหญ่ภายในหุบเขาจนราบเป็นหน้ากลอง ร้อนถึงสุนัขจิ้งจอกและนกอินทรีต้องรีบมาเกลี้ยกล่อมให้พวกมันใจเย็นลงลิงน้อยสองตัวที่อยู่กับกลุ่มคนสกุลอ๋าวไม่ได้ข้ามไปยังแดนเหนือด้วย พวกมันรู้แล้วว่ามู่สี่เสินได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปที่เกาะลอย มันยังรู้อีกด้วยว่ายามนี้สกุลอ๋าวกำลังถูกไล่ต้อนไปทางใต้ และหากสกุลอ๋าวพ่ายแพ้สถานที่ต่อไปที่จะถูกโจมตีก็จะเป็นเกาะลอยของพวกมัน!!เจ้าลิงทั้งสิบปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังสุนัขจิ้งจอกทั้งหกเอาไว้ แล้วชี้นิ้วออกคำสั่งวานรทั้งสี่ตัวให้มันเดินทางไปที่ช่องแคบทางเข้าหุบเขาทันที!!วานรสองตัวไปถึงช่องแคบที่เล็กเพียงคนลอดผ่านได้ มันก็เริ่มต่อยเข้าไปยังกำแพงหินหนาพร้อมๆ กัน“เปรี้ยง!! ครืน!!” การต่อยด้วยหมัดจากวานรยักษ์สองตัวเพียงครั้งเดียว ช่องเขาหินที่ผุกร่อนก็พังทลายเป็นรูขนาดใหญ่ ส่ง
มู่สี่เสินถูกส่งตัวไปทางใต้ผ่านเกาะจิงเหมินและข้ามมายังสถานที่ตั้งของเกาะลอยแห่งใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากเวยวั่งซูและกลุ่มผู้ฝึกตนที่เคยเป็นชาวบ้านบนเกาะทั้ง 15 ชีวิต“นอกจากบาดแผลที่เกิดจากทวนสองแห่ง กรามเขายังแตกไม่สามารถพูดหรือเคี้ยวอาหารได้โดยง่าย ตลอดทางพวกเราต้องบดผลท้อให้ละเอียดแล้วป้อนใส่ปากให้เขากินทีละน้อยไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงที่นี่ได้” เวยวั่งซูบอกเล่าอาการบาดเจ็บด้วยใบหน้าหม่นหมองเขาแทบจะอยู่ห่างจากร่างของมู่สี่เสินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะบาดแผลจากทวนที่แฝงพลังปราณได้ตัดเส้นเลือดใหญ่ของชายหนุ่มทำให้มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เวยวั่งซูเป็นผู้ฝึกตนสายสรรพสิ่งและถนัดเรื่องการใช้น้ำแข็งเป็นเกราะและอาวุธ แต่ยามนี้เขาต้องแผ่พลังปราณหลอมเลือดบริเวณปากแผลของมู่สี่เสินให้แข็งตัวเอาไว้เกือบตลอดเวลา เพราะมู่สี่เสินกินผลท้อได้ในปริมาณที่น้อยมากในแต่ละวัน จึงยังไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บเขาเอาไว้ได้ทันใจมู่เหยาจีมองใบหน้าคมคายของพี่ชายที่สะท้อนความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาด้วยหยาดน้ำตารินอาบแก้ม นางฟังคำสารภาพเรื่องที่มู่สี่เสินหายตัวไปนานกว่า 8 เดือน และยังได้รับรู้อีกว่ายาม
เขตแดนทางเหนือกัวเฟยเฟิ่งนั่งร่ำไห้สะอึกสะอื้นปริ่มว่าจะขาดใจไปทุกเมื่อ ศีรษะเล็กๆ ของนางแทบจะฝังเข้าไปอยู่ในผนังห้องอยู่รอมร่อ ความเจ็บปวดที่ไม่คิดว่าจะได้พบพานทำเอานางทรมาณจนแทบจะสิ้นสติสมประดีไปอยู่แล้วบุรุษสองคนภายในห้องได้ยินเสียงร่ำไห้โหยหวนนี้นานนับชั่วยาม แต่พวกเขาหาได้นึกเวทนาสงสารสตรีผู้เศร้าโศกนี้แม้แต่น้อยผ่านไปอีกหลายอึดใจท่ามกลางน้ำตาที่ยังรินไหลออกมาไม่ขาดสาย กัวเฟยเฟิ่งมองไปยังร่างของอ๋าวหลวนหลงที่อยู่บนเตียงนอนด้วยความเจ็บปวด แม้ในอกยังคงมีคลื่นความเสียใจและผิดหวังระลอกแล้วระลอกเล่า หญิงสาวก็ยังออกแรงสะบัดหน้าละทิ้งความอัปยศอดสูไว้เบื้องหลัง“อาหารเหล่านี้ข้ารับรองว่ามันปลอดภัย ข้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวสูดหายเจ้าเข้าแรงๆ ทีหนึ่งจับทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิมแล้วก้าวออกจากห้องไปแท้จริงแล้วตั้งแต่ที่เหลาอีโจวได้ตัวฝูซีมาแทนมู่สี่เสิน พวกเขาจึงไม่ได้คิดจะติดตามมู่สี่เสินที่บาดเจ็บสาหัสไปด้วย แต่กลับพุ่งความสนใจมาที่การลงมือกับอ๋าวหลวนหลงแทนกัวเฟยเฟิ่งรีบเข้าไปห้ามปรามและทวงคำสัญญากับเหลาอีโจวที่จะมอบอ๋าวหลวนหลงให้นาง และอีกฝ่ายได้รักษ
“เป็นกับดัก!! ระวังตัวให้ดี!!” อ๋าวหลวนหลงตะโกนขึ้นสุดเสียงไปยังผู้ฝึกตนทั้งสิบที่อยู่นอกเรือนด้านมู่สี่เสินก็เพิ่งรู้เช่นกันว่าสหายทั้งแปดตัวของตนอยู่ใกล้รอบตัวเรือน และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจากเหลาอีโจวอีกด้วย เขารีบทุบผนังประตูแข็งแกร่งส่งสัญญาณบอกกับฝูซีว่าตนเองไม่อาจเปิดมันออกจากด้านในได้การต่อสู้จากรอบทิศทางมาถึงกลุ่มผู้ฝึกตนสิบคนที่อยู่วงล้อมด้านนอกอย่างรวดเร็ว ส่วนฝูซีก็เข้าไปช่วยเหลือมู่สี่เสินออกมาได้จนสำเร็จ“เราต้องรีบฝ่าออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกเขาจะพากันมากไปกว่านี้” สายตาคมของอ๋าวหลวนหลงมองสหายที่เหลือพยายามประเมินสถานการณ์เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้ฝึกตนจากสกุลเหลาแม้จะได้รับผลท้อที่กัวเฟยเฟิ่งลักลอบนำมาส่งให้แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้มีระดับการฝึกฝนที่สูงไปกว่าฝ่ายสกุลอ๋าว สถานการณ์ในเวลานี้พวกเขายังรับมือได้ แต่ที่นี่เป็นพื้นที่แดนเหนือพวกเขายังต้องตีฝ่าออกไปอีกไกลกว่าจะถึงจุดที่ปลอดภัย การสู้ให้เห็นผลแพ้ชนะไม่ใช่ทางออกที่ดี“ฝูซี หลวนหลง ข้าทิ้งพวกมันไว้ที่นี่ไม่ได้!!" มู่สี่เสินพยายามงัดไม้กระดานที่มีแผ่นหินรองไว้ด้านล่างอีกชั้นหนึ่ง เพื่อปลดปล่อยสหายร่างเล็กของเขาให้เป
ลิงสองตัวจากเกาะลอยยังคงติดตามฝูซีไม่ห่าง ยังดีที่ฝูซีพาผู้ฝึกตนจากสกุลอ๋าวเดินทางไปกับเขาด้วย พวกมันจึงได้อาศัยเกาะอยู่บนหลังของคนเหล่านั้น“เจี๊ยกๆๆๆๆ” อยู่ดีๆ ลิงน้อยก็กระโดดร้องส่งเสียง วิ่งไปวิ่งมาบนพื้นท่าทางไม่สงบเหมือนก่อนหน้าฝูซีมองตามสายตาของพวกมันแล้วพบว่าทั้งสองตัวกำลังมองไปยังฮูหยินผู้เฒ่ากัว ที่ออกมายืนส่งหลานสาวออกไปนอกจวนห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ระยะหนึ่งท่าทางแยกเขี้ยว ข่มขู่และโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงของลิงน้อยที่มีต่อหญิงชราทำให้ฝูซีรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ “เรื่องที่เราพบลิงสองตัวนี้ปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อน กลับไปบอกท่านหมอและคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วย เราจะตามหามู่สี่เสินกันอย่างลับๆ” ฝูซีหันมากำชับ“แล้วกับคุณชายสี่..”“บอกกับเขาว่าข้าสงสัยว่าการหายตัวไปของมู่สี่เสินอาจเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลกัว ข้าจะออกไปสืบความล่วงหน้าไว้ก่อน” ฝูซีไม่คิดจะปิดบังอะไรกับอ๋าวหลวนหลง มู่เหยาจีฝากจดหมายทวงถามเรื่องของพี่ชายมาหลายครั้ง และเป็นอ๋าวหลวนหลงที่ปิดบังว่ามู่สี่เสินกำลังฝึกฝนอย่างหนักและสบายดี อ๋าวหลวนหลงก็ร้อนใจเรื่องของมู่สี่เสินไม่น้อยไปกว่าตนสักนิด……….ฝูซีแอบติดตามด
“ใช่ว่าจะมีเพียงเจ้าคนเดียวที่เข้าสู่ระดับขั้นปราณที่แท้จริง ทางฝั่งสกุลอ๋าวหลายคนก็อยู่ในระดับขั้นเดียวกับเจ้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะชนะอ๋าวหลวนหลงได้เช่นนั้นหรือเหลาอีโจว!”“ไม่ใช่ว่าข้าเพิ่งได้ตัวคนสำคัญมาหนึ่งคนแล้วหรือ? อ้อไม่ใช่แค่หนึ่งคน ยังมีอีกแปดตัวด้วยอีก ฮ่าๆๆๆ เจ้าอย่าเพิ่งไปคิดแทนอ๋าวหลวนหลงเลย เจ้าสงสารตัวเองก่อนเถิดคุณชายมู่อย่างมากเจ้าก็เพิ่งจะอยู่ในระดับชั้นก่อกำเนิดอย่าหวังว่าเจ้าจะออกไปจากที่นี่ได้เลย!!”มู่สี่เสินกัดริมฝีปากไว้แน่น เขาเพียงคนเดียวอย่างไรก็สู้ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ไม่ได้แน่นอน ยังต้องเป็นห่วงสหายทั้งแปดตัวที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นเหล่านี้อีก สายตาอาฆาตแค้นของมู่สี่เสินจึงพุ่งตรงไปที่กัวเฟยเฟิ่งอย่างไม่ยินยอม“เพี้ยะ!!” ฝ่ามือนวลของกัวเฟยเฟิ่งตบเข้าไปที่ใบหน้าของมู่สี่เสินเต็มแรง“ใครใช้ให้เจ้ามองหน้าข้า! เป็นเจ้าที่แส่หาเรื่องเข้ามาเอง หากอยากจะโทษผู้ใด เจ้าก็ต้องโทษตัวเองนั่นล่ะที่สอดรู้สอดเห็น!” หญิงสาวตวาดเสียงดัง เตรียมง้างมือจะตบชายหนุ่มเข้าอีกสักฉาด“เฟยเฟิ่งหยุด!! คุณชายมู่หาใช่คนที่เจ้าจะล่วงเกินได้!” เหลาอีโจวคว้าข้อมือของหญิงสาวเอาไว้แน่น แรงบีบจากท